สื่อสังหรณ์ บทที่ 7

สื่อสังหรณ์ บทที่ 7

โดย : ชลนิล

สื่อสังหรณ์ โดย ชลนิล เรื่องราวของสามหนุ่ม…แทนนที ภูดล และณคราม ผู้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่คนทั่วไปไม่เห็น หากคุณเป็นพวกเขา…แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 7 –

 

ขี้เถ้าธูปสัมผัสฝ่ามือเสมือน ‘สื่อ’ เชื่อมโยงชั่วคราว

ภูดลฝันถึงเรื่องราวที่เฮียตงไม่อาจบอกเล่ายามเขาลืมตาตื่น

เริ่มจากเห็นร่างวิศวกรอาวุโสลอยละลิ่วจากหน้าต่างห้อง ในใจส่งเสียงร่ำร้อง

‘ไม่…ฉันยังไม่อยากตาย!’

เกิดความสงสัย ในเมื่อเฮียตงไม่อยากตาย เหตุใดจึงกระโดดตึกลงมา

ภาพถูกย้อนทวน ตั้งแต่นายปราการ หรือเฮียตงเริ่มทำงานบริษัทสามชนะ จนกลายเป็นวิศวกรมือหนึ่ง ช่วยเจ้าของบริษัทสร้างผลงานเป็นที่ยอมรับวงกว้าง

ด้วยความที่ยังอยู่วัยหนุ่ม มั่นใจตัวเองสูง จึงประมาททำให้งานสำคัญผิดพลาด เกิดเรื่องใหญ่คนงานเสียชีวิตถูกดำเนินคดีเกือบติดคุก

ครั้งนั้น ประพนธ์ช่วยเหลือลูกน้องทุกวิถีทางจนพ้นผิด เฮียตงซาบซึ้งบุญคุณเต็มหัวใจ รู้ว่าเจ้านายทุ่มเทเงินทอง ใช้ทุกคอนเน็กชันที่มี กว่าจะพาตนเองรอดคุกตะรางมาได้

เขาจึงตั้งปณิธานว่าจะซื่อสัตย์ต่อประธานสามชนะตลอดไป

เมื่อท่านประธานบอกให้ไปช่วยงานหลานชาย สร้างบริษัทเอที. จึงไม่ขัดข้อง

ทว่าธนะวัฒน์ไม่เหมือนปู่ เขาเป็นคนหนุ่มที่เกิดบนกองเงินกองทอง มีความสำเร็จของครอบครัวคอยหนุนหลัง จึงทำงานอย่างประมาท ใช้ชีวิตแบบไม่รอบคอบ คิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายดาย ต่อให้มีปัญหาใด ‘ธนบดี’ บิดาตนย่อมช่วยแก้ไข หรือถ้าหนักกว่านั้น แค่ปู่ ‘ประพนธ์’ ยกหูโทรศัพท์ครู่เดียวก็เรียบร้อย

โครงการสนามกีฬาเมืองชายทะเลผิดพลาดตั้งแต่เริ่มประมูลตัดราคาคู่แข่ง ด้วยตัวเลขที่แทบเป็นไปไม่ได้ พอสร้างจริงก็ให้ช่างเหมารับช่วงบางส่วน กดราคาจนติดดิน

เฮียตงเป็นวิศวกรอาวุโสควบคุมงานก็จริง แต่ไม่มีอำนาจเท่าธนะวัฒน์ เจ้าของบริษัท ผู้บังคับให้เขาเซ็นรับรองการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานอย่างจำยอม

เมื่อความอดทนถึงขีดสุด เฮียตงรวบรวมข้อมูล หลักฐานความผิดพลาดก่อสร้างทั้งหมดในโครงการสนามกีฬา เตรียมเสนอต่อท่านประธานบริษัท เพื่อรีบแก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง แต่โดนธนบดีขัดขวาง อาศัยตำแหน่งสูงกว่ายึดหลักฐานทั้งหมด อ้างบุญคุณที่บิดาตนเคยช่วยเหลือเมื่อหลายปีก่อนมาปิดปาก

หลังเกิดเหตุอัฒจันทร์ถล่ม เฮียตงถูกประพนธ์เรียกพบเป็นการส่วนตัว โดยมีธนบดีอยู่ร่วมฟังด้วย

พอเห็นว่าในห้องไม่มีธนะวัฒน์ ตัวการเรื่องทั้งหมดก็เดาออกว่าท่านประธานคงเห็นเลือดข้นกว่าน้ำ กันหลานชายออกไปแล้วหวังให้เขารับผิดชอบแทน

เฮียตงไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ บอกว่าตนเคยพยายามนำหลักฐานข้อผิดพลาดของธนะวัฒน์มาให้ดูแล้ว แต่ถูกริบไปก่อน

“หลักฐานพวกนี้ใช่มั้ย” ประพนธ์ถามพร้อมชี้ให้ดูเอกสารในมือ

“ครับ คุณธนบดีคงให้ท่านดูแล้ว”

“เปล่า ฉันบังคับให้มันเอามาให้ต่างหาก”

เสียงประพนธ์เยือกเย็นบอกถึงความเป็นสิงห์เฒ่า ใครก็หลอกลวงตบตาไม่ได้ ลูกชายที่อยู่ใกล้ต้องห่อตัวไม่กล้าพูดแทรก

“ฉันรู้ว่าเธอตั้งใจช่วยบริษัทเราเต็มที่แล้ว” พูดแล้วหันไปทางธนบดี “ไปบอกไอ้วัฒน์ ให้มันรับผิดชอบเอง”

จบวาจาก็ยื่นหลักฐานความผิดธนะวัฒน์คืนแก่เฮียตง

“ตง…เอาหลักฐานนี้ไปให้พวกตำรวจได้เลย”

“พ่อ…อย่าทำอย่างนี้กับหลานตัวเองเลย”

ธนบดีพยายามร้องขอความเห็นใจแทนลูกชาย

เฮียตงมองหลักฐานที่ตนรวบรวมเพื่อเอาผิดหลานชายประธานสามชนะแล้วถอนใจเบาๆ

“ผมตั้งใจรวบรวมหลักฐานพวกนี้มาให้ท่าน…เมื่อท่านเห็นมันแล้วจะจัดการยังไงต่อไปก็แล้วแต่ครับ”

จบวาจาก็เดินออกจากห้องประชุมด้วยความอึดอัดลำบากใจ

เช้าวันต่อมาข่าวอัฒจันทร์ถล่มเป็นกระแสฮือฮา วุ่นวาย ธนะวัฒน์เชิญวิศวกรอาวุโสไปพบที่ห้องทำงาน โดยมีธนบดีผู้เป็นพ่ออยู่ด้วย

เฮียตงเพิ่งทราบว่าท่านประธานไม่ได้นำหลักฐานเหล่านั้นไปให้ตำรวจ ธนบดีคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องจนบิดาใจอ่อน ถอนตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปล่อยให้ทางตำรวจสืบเสาะเอง ส่วนหลักฐานทั้งหมดถูกเผาทิ้ง แล้วทำหลักฐานปลอมขึ้นมาอีกชุดเรียบร้อยเพื่อ…

“เฮียตง ผมขอร้องช่วยเซ็นรับเอกสารพวกนี้ที” ธนะวัฒน์ขอร้องอย่างหน้าไม่อาย

ถ้าเซ็นรับแสดงว่าเขาต้องรับผิดแทนหลานชายประธานสามชนะ

เฮียตงมองเอกสารแล้วหัวเราะหึๆ อย่างขำขัน ท่าทางชายหนุ่มตรงหน้าดูน่าสมเพช คิดว่าตัวเองทำผิดแล้วคนอื่นจะยอมรับโทษแทนง่ายๆ เพียงแค่คำขอร้อง…เพียงแค่…คนคนนั้นติดหนี้บุญคุณปู่เขาล้นเหลือ

“ผมไม่เซ็น” เฮียตงตอบรวบสั้น

เวลานั้นไลน์จากโทรศัพท์ดังขึ้น เปิดดูแล้วถอนใจเงียบๆ ก่อนเงยหน้าบอกสองพ่อลูก

“เมื่อคืนท่านประธานก็พูดชัดเจนแล้ว ผมเชื่อว่าท่านไม่ใช่คนเปลี่ยนคำพูดง่ายๆ ท่านอาจยอมให้พวกคุณทำลายหลักฐานนั่น แต่ไม่มีทางสั่งให้ผมเซ็นรับเอกสารปลอมนี่เด็ดขาด”

จบวาจาก็เดินออกจากห้องโดยไม่เกรงใจ

เฮียตงกำลังจะกลับห้องทำงานตัวเองแล้วเปลี่ยนใจ ขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุด ออกไปเดินรับลมปลดปล่อยความอึดอัดคับข้องใจบนดาดฟ้าตึก

ครู่หนึ่งค่อยหยิบโทรศัพท์กดเบอร์ลูกสาว

“ว่าไง…มีเรื่องอะไรจะคุยกับพ่อ”

ลูกสาวเฮียตงเรียนมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ได้เห็นข่าวตอนเช้าแล้วอยากโทรศัพท์ถามไถ่แต่กลัวบิดากำลังยุ่งจึงไลน์มาบอกว่า…ถ้าพ่อว่างโทรกลับด้วยนะคะ

“เรื่องอัฒจันทร์ถล่มเมื่อวาน บริษัทพ่อเป็นคนสร้างหรือเปล่าคะ”

ที่จริงหล่อนไม่จำเป็นต้องถามเพราะชื่อบริษัทก็อยู่ในข่าว

“ใช่…แต่เราไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” รับคำพร้อมตัดบทอย่างไม่เต็มปากนัก

“หนูเพิ่งเห็นข่าวเลยเป็นห่วง งานนี้ไม่เกี่ยวกับพ่อใช่มั้ยคะ”

“อือ…เป็นปัญหาของทางบริษัทน่ะ เดี๋ยวผู้บริหารเขาจัดการเอง” น้ำเสียงเหน็ดเหนื่อยอ่อนใจจนคนฟังรู้สึกได้

ลูกสาวพยายามซักถาม พูดจาให้กำลังใจ เฮียตงฟังเงียบๆ สองสามประโยคจึงตอบรับเนือยๆ สักคำ สายตาเหลือบเห็นธนบดีเดินตามมาบนดาดฟ้าแล้วต้องถอนใจอึดอัด วาจาสุดท้ายที่พูดออกมาจึงแฝงความอ่อนล้าอึดอัดใจเต็มที

“พ่อเหนื่อย กำลังยุ่ง…แค่นี้ก่อนนะ”

โทรศัพท์ถูกตัดสายรวดเร็วจนปลายสายรู้สึกได้ว่าบิดาไม่ได้อยู่ตามลำพัง

“มีธุระอะไรกับผมอีก” เฮียตงถามลูกชายผู้มีพระคุณเรียบๆ

“ผมทำได้แค่ให้พ่ออนุญาตเผาหลักฐานนั่น แต่ท่านก็ยังยืนยันให้ไอ้วัฒน์มันรับผิดชอบ” ธนบดีพูดอย่างอ่อนล้าเป็นทุกข์ใจ

“ท่านทำถูกต้องแล้ว” เฮียตงพูดแล้วแสลงใจเอง

สมัยตนทำผิดพลาด ประธานสามชนะพยายามช่วยเหลือทุกวิถีทาง ไม่สนใจความ ‘ถูกต้อง’ ยอมเสียเงินทองมากมายวิ่งเต้นคดีจนรอดพ้นคุกตะราง

เฮียตงรู้สึกว่า…ตัวเองไม่มีสิทธิ์พูดคำว่า ‘ถูกต้อง’ กับใคร

ธนบดีถอนใจแววตาหดหู่ เข้ามายืนข้างๆ แล้วระบายความในใจ

“เฮียตงเป็นพ่อเหมือนกัน น่าจะเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อด้วยกัน ถ้าเราเข้าคุกแทนลูกได้ก็จะยอมเข้าไปแล้ว”

เฮียตงกับธนบดีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ฝ่ายตำแหน่งสูงกว่ามักเรียกวิศวกรอาวุโสตามพนักงานคนอื่น

“บางที คนหนุ่มก็ควรได้รับบทเรียนจากความผิดพลาดบ้าง” เฮียตงตอบโดยไม่มองหน้า

ธนบดีหัวเราะหึๆ

“พวกเราก็เคยเป็นคนหนุ่มมุทะลุ เชื่อมั่นตัวเองจนทำเรื่องผิดพลาดร้ายแรงมาแล้ว แต่ตอนนั้นพ่อก็ยังช่วยไม่ให้ความผิดพลาดมาทำร้ายเราจนหมดอนาคตได้…ไม่เข้าใจว่าตอนนี้ทำไมถึงไม่ยอมช่วยหลานชายตัวเอง”

เฮียตงสะอึก ความรู้สึกผิดแล่นขึ้นมากระทบใจรุนแรง อีกฝ่ายไม่ได้พูดจาทวงบุญคุณสักคำ แต่การเปรียบเทียบเช่นนั้นทำให้เกิดความละอายใจ

ท่านประธานเคยยื่นมือช่วยลูกน้องคนหนึ่งเต็มที่ วันนี้กลับยอมปล่อยให้หลานชายรับกรรม…คนที่เคยได้รับการแผ่พระคุณเช่นเขาจะยืนมองเฉยๆ ได้หรือ

ในเมื่อตนเองเคยมีโอกาสแก้ไขความผิดพลาด เหตุใดจึงไม่หยิบยื่นโอกาสเช่นนี้ให้หลานชายผู้มีพระคุณ

 

วิศวกรอาวุโสเดินลงจากดาดฟ้าโดยไม่พูดอะไร ธนบดีมองตามด้วยแววตาลึกซึ้ง คาดเดาความรู้สึกในใจฝ่ายตรงข้ามได้หลายส่วน

สิ่งสมควรพูดล้วนพูดจนหมดแล้ว มากกว่านี้ไม่จำเป็น

กลับมาห้องทำงาน เฮียตงเห็นเอกสารที่ตนไม่ยอมเซ็นวางรอบนโต๊ะเรียบร้อย คล้ายเสนอเพื่อให้โอกาสตัดสินใจอีกครั้ง

หยิบเอกสารหลักฐานปลอมทั้งหมดมาดูแล้วยิ้มอย่างหดหู่ แค่ยื่นมือเซ็นไม่กี่ชื่อก็จะรับผิดแทนหลานชายท่านประพนธ์เรียบร้อย

ดวงตามองมันด้วยแววครุ่นคิดอย่างหนัก เสมือนในใจมีสนามรบอันดุเดือดกำลังประจัญบานหนักหน่วง

สุดท้ายหยิบปากกาเซ็นชื่อรวดเร็วราวกับกลัวตัวเองเปลี่ยนใจ จากนั้นเขียนจดหมายยอมรับผิดสั้นๆ สอดไปในซองหลักฐานด้วย

พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็ถอนใจโล่งอกคล้ายคนเพิ่งวางมือจากงานหนัก

นี่ไม่ใช่การทดแทนบุญคุณ!

แต่เป็นการยอมรับผลการกระทำในอดีต ยอมรับความผิดที่ตนเองพยายามหลีกหนีมานับสิบๆ ปี

เฮียตงมองเห็นแล้วว่า ตนเองไม่สามารถหลบหนีบาปผิดครั้งนั้นได้เลย ‘สำนึก’ มันเกาะกินใจทุกครั้งที่ระลึกถึง ยิ่งนานวันยิ่งหนักข้อรุนแรง มิลืมเลือนตามกาลเวลา

การเซ็นยอมรับผิดครั้งนี้ไม่ใช่เพราะอยากช่วยธนะวัฒน์ ไม่ใช่เพราะต้องการทดแทนบุญคุณ แต่ต้องการชดใช้บาปผิดที่ตนเคยกระทำ

ภาพคนงานเสียชีวิตคอยตามมาหลอกหลอนทุกคราวที่มีโอกาส สร้างความทุกข์ทรมานใจมานาน ต่อให้กฎหมายไม่ลงโทษ ในใจก็ตอกย้ำเหมือนติดอยู่ในกรงไม่มีทางออก

บัดนี้ค่อยเข้าใจ…ไม่มีความผิดใดที่ไม่ต้องชดใช้!

นี่เป็นโอกาสชดใช้ความผิด ปลดเปลื้องบาป ได้ออกจากกรงขังในใจ ยอมเข้าไปสู่กรงขังจริง…ที่อย่างน้อยก็มองเห็นว่ามี ‘อิสรภาพ’ อยู่ปลายทาง

จดหมายที่เขียนยอมรับผิดนั้น ไม่ได้หมายถึงความผิดปัจจุบันที่ธนะวัฒน์กระทำ แต่เป็นความผิดเดิมที่เคยตนเคยก่อให้คนงานเสียชีวิต ความผิดนั้นเขาตั้งใจชดใช้เต็มที่โดยไม่หลบหนีไปไหน

กระแสความผ่อนคลายพัดผ่านวูบหนึ่ง คล้ายปลดพันธนาการในใจบางอย่างออกไปสำเร็จ

เสียงแกร๊กเบาๆ ดังจากเบื้องหลัง ปลุกความรู้สึกตัวขึ้นมา เฮียตงขยับตัวหันหลังมองทางต้นเสียง เห็นหน้าต่างกระจกบานใหญ่เปิดอ้าลมพัดเข้ามาวูบใหญ่

ขมวดคิ้วลุกขึ้นเดินไปดูใกล้ๆ ปกติห้องทำงานจะไม่เปิดกระจกปล่อยแสงธรรมชาติเข้ามา กลางคืนอาจรูดม่านปิดไม่ให้อาคารฝั่งตรงข้ามมองเห็นภายใน

บานล็อกกระจกถูกเปิดแบบนี้แสดงว่ามีคนอื่นกระทำ

เฮียตงเหลียวมองรอบกาย นึกได้ว่าห้องทำงานตนมีประตูลับอีกบานไม่ต้องผ่านเลขาฯ หน้าห้อง คนรู้จักประตูบานนั้นมีแค่ผู้บริหารระดับสูงไม่กี่คน

พอฉุกใจก็เสียวสันหลังวูบคิดถึงอันตรายแฝงเร้น ทว่าไม่ทันเสียแล้ว

‘ผู้บุกรุก’ แอบเข้ามาในห้องแต่แรก ซ่อนกายหลังผ้าม่านผืนใหญ่ แอบเปิดหน้าต่างตอนเจ้าของห้องเผลอ รอคอยจังหวะเดินเข้าใกล้กระจกค่อยจู่โจมรวดเร็ว

เฮียตงเห็นมือสองข้างโผล่มาผลักหน้าอกโดยไม่ทันตั้งตัว จนหงายหลังหล่นลิ่วหลุดออกนอกกรอบหน้าต่าง

เสี้ยววินาทีนั้นเห็นหน้าฆาตกรถนัดตา…ธนบดี

 

หลังจากแยกกันบนดาดฟ้า ลูกชายประธานสามชนะใช้ลิฟต์พิเศษเฉพาะผู้บริหารลงมาที่บริษัทเอที. ก่อน แล้วลอบเข้าไปวางเอกสารหลักฐานปลอมโดยใช้ประตูลับ จากนั้นซ่อนตัวหลังผ้าม่านดูว่าเฮียตงจะตัดสินใจอย่างไร

แผนการถูกวางไว้ล่วงหน้าแล้ว

พอเฮียตงสำนึกบาปยอมเซ็นรับผิด ธนบดีจึงรีบใช้แผนปิดปากทันที

ลูกชายประธานสามชนะไม่มั่นใจว่าวิศวกรอาวุโสจะเปลี่ยนใจพลิกคำให้การเมื่อใด เชื่อว่าหลักฐานความผิดธนะวัฒน์ยังถูกเผาไม่หมด เฮียตงต้องเก็บสำเนาอีกชุดเอาไว้แน่

คนเป็นพ่อจะปล่อยให้ลูกชายเสี่ยงลงเหวไม่ได้เด็ดขาด

————————-       ———————–       ———————

‘ผู้เห็นเหตุการณ์ในฝัน’ อย่างภูดลหนาวเหน็บ เย็นยะเยือกถึงขั้วหัวใจ ไม่คิดว่าเบื้องหลังการตายเฮียตงจะเป็นเช่นนี้

แสดงว่าการประชุมตอนบ่ายที่เข้าร่วมเป็นแค่ละครฉากหนึ่ง ละครที่ผู้แสดงตีบทแตกตั้งแต่ประธานสามชนะจนถึงลูกชาย หลานชาย โดยมีตัวประกอบเช่นพวกเขาร่วมเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์

ต่อให้ ‘ฝัน’ ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์จริงไม่ผิดเพี้ยน ชี้ตัวฆาตกร ผู้สมรู้ร่วมคิดและแรงบันดาลใจครบ แต่ไม่มีหลักฐานเป็นรูปธรรมเอาผิดใครได้เลย

ตำรวจตรวจสอบห้องทำงานเฮียตงอย่างละเอียด ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ เอกสารปลอมทุกชิ้นเซ็นถูกต้องด้วยความเต็มใจ ไม่มีการบังคับ

เฮียตงตั้งใจรับผิดแต่ไม่คิดฆ่าตัวตาย ธนบดีต่างหากที่เหลี่ยมจัดจนไม่ไว้ใจใคร

ภูดลนึกถึงหลักฐานที่เฮียตงตั้งใจนำไปให้ประธานสามชนะ เชื่อว่าต้องมีสำเนาเก็บไว้ที่ใดที่หนึ่ง

“เฮียตง ได้สำเนาหลักฐานเอาผิดคุณธนะวัฒน์ไว้หรือเปล่า…มีใครเอาไปหรือยัง”

เอ่ยถามลอยๆ อย่างสงสัย ถ้าธนบดีจงใจฆ่าเฮียตงปิดปาก ก็ต้องหาสำเนาหลักฐานนั้นทันทีไม่ปล่อยให้ใครได้ไป

เสียงเฮียตงกังวานตอบกลับในใจ

“หลักฐานยังอยู่…มันหาไม่เจอหรอก”

วิศวกรหนุ่มค่อยยิ้มออก

“มันอยู่ไหน เฮียชี้จุดที่ซ่อนได้มั้ย”

ภาพเฮียตงปรากฏขึ้นพร้อมนำทางไปชี้จุดที่ซ่อนสำเนาหลักฐานตรงๆ โดยไม่ต้องมีปริศนาใด

เฮียตงแก ‘ตรง’ สมชื่อ กระทั่งที่ซ่อนก็ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรเลย อยู่ที่ตึกสามชนะนั่นเอง

ฝันสังหรณ์ปรากฏต่อหน้าขณะลืมตาตื่น

ณครามยืนอยู่ท่ามกลางความมืดสลัวในห้องนอน ร่างคล้ายลอยเหนือยอดตึกกลางเมือง นัยน์ตาเบิกกว้างมองเห็นร่างภูดลถูกโยนลงมาจากดาดฟ้าตึกสามชนะ ลอยละลิ่วไม่ต่างใบไม้ถูกปลิดจากขั้ว

ขณะนั้นตึกฝั่งตรงข้ามอาคารสามชนะกำลังดับไฟสนิทแตกต่างจากตึกอื่นที่ยังเปิดไฟสว่างพราว

ภาพฝันปรากฏไม่กี่วินาทีก็จางหาย ชายหนุ่มยกผ้าขนหนูซับเหงื่อบนใบหน้าอีกครั้ง สมองจดจำทุกรายละเอียดไม่ยอมให้ลบเลือน

เพราะนั่นคือเครื่องมือสำคัญช่วยชีวิตเพื่อนรัก

—————————–       ——————–        ——————–

หกโมงเย็น

ภูดลกลับจากไซต์งานเข้ามาเคลียร์เอกสารที่บริษัทซึ่งเหลือพนักงานทำโอทีไม่ถึงครึ่ง เวลาประมาณทุ่มเศษก็ออกจากบริษัทพร้อมพนักงานคนอื่น

แยกย้ายกันหน้าตึก วิศวกรหนุ่มอ้อมไปลานจอดรถด้านหลังกวาดตาสำรวจเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พบว่ายังเป็นคนเดิมคุ้นตาไม่มีแปลกหน้าดูผิดปกติ

ขับมอเตอร์ไซค์ออกมาจอดที่ตึกใกล้เคียง จากนั้นสวมแจ็กเก็ตสีดำเดินกลับมายังตึกสามชนะอีกครั้ง

เวลาเกือบสองทุ่ม

ภูดลตั้งใจเข้าไปนำหลักฐานที่เฮียตงซ่อนไว้ออกมา หวั่นใจว่าธนบดีกำลังค้นหาหลักฐานชิ้นนั้นเหมือนกัน และถ้ารู้ว่าตนได้มันไปก่อน คงเกิดปัญหามีอันตรายติดตามมา

จำเป็นต้องวางแผนเข้าไปเอาอย่างแนบเนียนโดยไม่มีใครเห็น กล้องวงจรปิดไม่อาจระบุตัวตน และระวังตัวไม่ปะทะกับพวกของธนบดีที่อาจกำลังเสาะหาหลักฐานชิ้นเดียวกัน

การเข้ามาบริษัทธาวินเมื่อตอนเย็นก็เพื่อดูลาดเลา สังเกตความเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้ามว่ามีการเพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือเริ่มกระจายกำลังค้นหากันอย่างไร

พอเห็นเหตุการณ์ปกติค่อยวางใจ ดำเนินตามแผนการแรก

จุดซ่อนหลักฐานนั้นไม่สะดุดตาผู้คน ถ้าเฮียตงไม่ชี้ให้เห็นในฝันก็คงถูกมองข้ามไปแล้ว เหตุนี้เองจึงมั่นใจว่าธนบดีและพวกลูกน้องยังหามันไม่เจอ

————————–       —————–        ——————-

สองทุ่มตรง

รถยนต์ณครามยังติดอยู่สี่แยกก่อนถึงตึกสามชนะไม่กี่ร้อยเมตร อาจารย์หนุ่มเปลี่ยนจากแว่นตาเป็นใส่คอนแทกต์เลนส์ตั้งแต่ก่อนออกจากที่ทำงาน ใบหน้าดูแปลกกว่าเดิม สายตามองตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาดิจิทัลแล้วขมวดคิ้ว สีหน้าแสดงความกังวล

จากการเช็กข้อมูลข่าวสารตึกฝั่งตรงข้ามอาคารสามชนะ ทำให้ทราบว่าคืนนี้จะมีการดับไฟทั้งตึกเพื่อซ้อมเหตุฉุกเฉินขณะไฟฟ้าขัดข้องในเวลาสามทุ่มถึงสามทุ่มครึ่ง

แสดงว่าภูดลจะตกจากตึกสามชนะช่วงเวลานั้น

เขาไม่สามารถเตือนล่วงหน้า ไม่รู้เหตุผลที่เพื่อนตกตึก ทำได้เพียงเก็บรายละเอียดในฝันและที่ปรากฏสั้นๆ ยามตื่น หาให้ได้ว่าวิศวกรหนุ่มตกจากจุดไหน สามารถป้องกันได้อย่างไร

สัญญาณไฟเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว ณครามขับรถผ่านสี่แยกมองเห็นตึกสามชนะตั้งโดดเด่นสง่างาม ริมฝีปากเม้มสนิทคล้ายเกิดความแค้นเคืองใจบางอย่างขึ้นมา

——————————-     ————————-       ————————

ผ่านยามประจำตึก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรงลิฟต์ชั้นล่างจนสามารถขึ้นมาถึงบริษัทตนเองโดยไม่มีใครผิดสังเกต

บริษัทธาวินอยู่ชั้นยี่สิบสอง ส่วนบริษัทเอที.ห้องทำงานที่เฮียตงตกลงมาอยู่ชั้นยี่สิบห้า ห่างกันแค่สามชั้นแต่หลักฐานไม่ได้อยู่ที่นั่น

หากหลักฐานเก็บไว้ที่บริษัทเอที.หรือบ้านเฮียตง รับรองว่าถ้าไม่ถูกธนบดี ธนวัฒน์สองพ่อลูกค้นพบ ครอบครัวแกคงนำมันส่งตำรวจไปแล้ว

เฮียตงไม่อยากซ่อนหลักฐานสำคัญไว้ที่บ้าน กลัวครอบครัวเดือดร้อน อีกอย่างก็ไม่มีเจตนาส่งหลักฐานพวกนี้ให้ตำรวจแต่แรกจึงเก็บมันไว้ภายในตึกนี้

วิศวกรอาวุโสซ่อนมันไว้ในจุดที่คนทั่วไปคิดไม่ถึงตั้งแต่ตอนเช้าหลังเกิดเหตุอัฒจันทร์ถล่ม ไม่ทันมีเวลาบอกที่ซ่อนกับใครก็โดนผลักตกตึกตายเสียก่อน

เพราะอย่างนี้จึงต้องการหาใครสักคนที่สื่อสารได้ เพื่อบอกที่ซ่อนหลักฐาน รับรู้ความต้องการ และช่วยเรียกร้องความเป็นธรรม

ภูดลหลุดเข้าวงจรอย่างไม่ตั้งใจ

จากชั้นยี่สิบสองจะขึ้นไปชั้นสูงกว่านี้ ผ่านกล้องวงจรปิดไม่กี่ตัวโดยไม่ผิดสังเกตต้องใช้ลิฟต์ขนของซึ่งอยู่อีกปีกตึก

ชายหนุ่มหยิบหมวกแก๊ปสีดำออกมาสวม ดึงปลายปิดอำพรางใบหน้าแล้วรีบตรงไปยังลิฟต์ขนของ สันหลังเย็นวูบรับรู้ได้ว่า ‘เฮียตง’ คอยติดตามเช่นกัน

คนอื่นถูกผีตามติดเช่นนี้คงขนลุกขนพอง ก้าวขาแทบไม่ออก ภูดลกลับสบายใจเหมือนมีคนคอยระวังหลัง อย่างน้อยอำนาจ ‘ผีบังตา’ ที่เคยเจอก็เชื่อว่าแกคงพอมีประโยชน์บ้าง

“ผมยังไม่มีเมียเลยนะเฮีย ยังไงก็อย่าให้ซวยโดนถีบตกตึกไปก่อนล่ะ”

เปรยเบาๆ ด้วยใจผ่อนคลายก่อนเข้าไปในลิฟต์ กดชั้นที่สามสิบซึ่งเป็นชั้นสูงสุดสำหรับลิฟต์ขนของตัวนี้ ส่วนชั้นที่สามสิบเอ็ดถึงสามสิบสามเป็นฟลอร์ผู้บริหารระดับสูงจะใช้ลิฟต์วีไอพี มีการรักษาความปลอดภัยละเอียดถี่ถ้วน

ประตูลิฟต์เปิดชั้นที่สามสิบ หลอดไฟติดเป็นช่วงๆ แสงสลัวราง เงียบกริบไม่มีผู้คน หางตาภูดลเห็นเงารางๆ เดินออกจากลิฟต์ไปข้างหน้า กระแสลมเย็นชืดพัดผ่านชวนขนลุก

ก้าวตามโดยไม่ลังเลจนไปถึงประตูหนีไฟซึ่งจะพาไปสู่ชั้นที่สูงกว่าโดยปราศจากสายตาบุคคลอื่นพบเห็น

บันไดหนีไฟสูงชันวังเวง เพียงแค่ลงฝีเท้าหนักสักนิดจะได้ยินเสียงชัด ต้องจดปลายเท้าด้วยความระมัดระวังผ่านชั้นสามสิบเอ็ดสามสิบสองโดยไม่มีอุปสรรคใด

ทว่าพอใกล้ถึงชั้นสามสิบสามก็ปะทะม่านเหนียวๆ ลมหายใจขัดๆ คล้ายมีพลังงานบางอย่างมาขัดขวางห้ามปรามมิยอมให้ก้าวเดินต่อ

ภูดลหยุดฝีเท้า เข้าใจเจตนาผู้ไม่แสดงตัวตน รีบขยับตัวแนบผนังอาศัยเงามืดอำพรางตัวเอง

แทบจะเป็นเวลาเดียวกันกับที่ประตูหนีไฟชั้นสามสิบสามเปิดออก เสียงฝีเท้าดังเป็นจังหวะเดินออกมาหยุดยืน จากนั้นกลิ่นควันบุหรี่โชยลงมา

วิศวกรหนุ่มสงบใจยืนนิ่ง ฟังเสียงความเคลื่อนไหวด้านบนครู่หนึ่ง ได้คำตอบว่าคนข้างบนมีเจตนาออกมาสูบบุหรี่ผ่อนคลายอารมณ์ ไม่ทราบว่ามีผู้บุกรุก จึงไม่กล้าผลีผลามรออีกฝ่ายสูบบุหรี่หมดมวนค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป

เขาจำเป็นต้องผ่านชั้นสามสิบสาม เพราะจุดหมายที่ต้องการไปถึงคือดาดฟ้าตึกสามชนะ

———————————        ————————         ———————

ตึกสามชนะอยู่ตรงหน้า เหลียวมองฝั่งตรงข้ามทุกอาคารยังเปิดไฟสว่าง ยังพอมีเวลาเหลือ

ณครามดึงฮูดขึ้นคลุมศีรษะ ใช้มาสก์สีดำคาดปกปิดใบหน้า เสียบหูฟังขนาดเล็กไว้ข้างหู แล้วเช็กสัญญาณติดต่อกับ ‘กองระวังหลัง’ จนมั่นใจไม่มีข้อบกพร่องค่อยเดินอ้อมเข้าตึกสามชนะทางด้านข้าง

เขาแฮกกล้องวงจรปิดสำรวจภายในตึกสามชนะล่วงหน้า เห็นเพื่อนสนิทแต่งกายมิดชิดสวมหมวกแก็ปลอบขึ้นไปจุดหมายก่อนแล้ว

ถึงไม่รู้ว่าภูดลมีจุดประสงค์ใด แต่มั่นใจว่าจุดหมายอยู่ที่ไหนพอจะตามไปช่วยเหลือกันได้

ณครามมีข้อมูลตึกสามชนะ แฮกระบบรักษาความปลอดภัยที่นี่มาก่อนจึงไม่ยากที่จะลอบเข้าไปโดยไม่มีคนเห็น กล้องวงจรปิดจับภาพไม่ได้ อีกทั้งยังสามารถลบภาพภูดลออกจากกล้องวงจรปิดทุกตัวได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีผู้ช่วย ‘กองระวังหลัง’ ที่คอยดูกล้องวงจรปิดเพื่อบอกสถานการณ์ภายใน และแนะนำเส้นทางปลอดภัยทั้งขาเข้าและขาออก

ร่างสูงโปร่งเคลื่อนไหวคล่องแคล่วรวดเร็ว ครู่เดียวก็กลืนหายไปกับความมืดปราศจากสายตาผู้พบเห็น

ลักษณะเช่นนี้คล้ายสายลับ ผู้เชี่ยวชาญการสอดแนมสืบหาข้อมูล ไม่มีกลิ่นอายอาจารย์มหาวิทยาลัย หรือนักวิจัยที่อยู่กับกองตำราเลย

—————————–      ————————–    ———————

ช่วงเวลารอคอยเนิ่นนานสำหรับผู้หลบซ่อน

ผู้อยู่ด้านบนยังสูบบุหรี่เงียบงันใจเย็น ลักษณะกำลังใช้ความคิดหมกมุ่นบางอย่าง ไม่ก็รอคอยใครบางคน

โมงยามนาทีผ่านไป ภูดลยืนรอแทบขาแข็งต้องแอบขยับตัวตัวถอยลึกไปยังซอกมุมที่มองจากข้างบนไม่เห็น จากนั้นแทบสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือสั่นครืดดังชัดในความมืด

…ไม่ใช่โทรศัพท์เขา…ภูดลปิดโทรศัพท์ตั้งแต่ก่อนลอบเข้าตึก ป้องกันเหตุสุดวิสัยเช่นนี้

เสียงสั่นเรียกเข้าดังจากข้างบนสองสามครั้งก็มีการรับสาย

“เออว่าไง”

พอได้ยินเสียงก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร

“มาถึงแล้วใช่มั้ย…ดีมาก…ขึ้นมาทางลิฟต์วีไอพีได้เลย เดี๋ยวจะไปจัดการให้”

ผู้สามารถใช้ลิฟต์วีไอพีขึ้นมาชั้นสามสิบสามมีไม่มากนัก ภูดลไม่แปลกใจเพราะรู้ว่าคนนี้เป็นใคร

ต่อให้เจ้าของเสียงไม่ใช่เบอร์หนึ่งของสามชนะ แต่อย่างไรเสียก็ไม่หลุดจากอันดับหนึ่งในห้าบิ๊กบอสแน่นอน

…ธนบดี…บุตรชายประธานใหญ่ บิดาธนะวัฒน์ เจ้าของบริษัทเอที.

ภูดลรอจนอีกฝ่ายเข้าไปภายในก่อนจดฝีเท้าออกมาเยี่ยมๆ มองๆ แน่ใจว่าคนบนนั้นไม่มีทางโผล่พรวดออกมาแน่จึงย่องขึ้นบันไดมุ่งหน้าสู่ดาดฟ้าอย่างรวดเร็ว

กระแสลมเย็นชืดโอบล้อมเคียงข้าง คล้ายคอยระวังและนำทางไปสู่จุดหมาย ใช้เวลาไม่นานก็ออกมายืนบนดาดฟ้าสำเร็จ

 

บนดาดฟ้าตึกสามชนะ

ลมแรงพัดอู้ๆ ท้องฟ้าเบื้องบนถูกฉาบด้วยแสงไฟเมืองหลวง ตึกรามโดยรอบเปิดไฟสว่างราวกับเมืองนี้ไม่เคยมืดมิด ดาดฟ้าตึกสามชนะมีลานจอด ฮ.ตั้งไว้ด้านบน ต่ำลงมาเป็นระเบียงยาวเดินรอบ อีกส่วนเป็นห้องควบคุมระบบไฟฟ้า วางเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ติดตั้งถังน้ำระบบสาธารณูปโภคภายในตึก

ภูดลเดินตามแรงดึงดูดอ่อนๆ มาถึงหน้าห้องควบคุมระบบภายในซึ่งปิดล็อกใส่กุญแจแน่นหนา สายตากลับมองไปทางด้านเครื่องปรับอากาศที่ตั้งเรียงราย

เขาเดินตรงไปยังเครื่องปรับอากาศริมนอกสุด ล้วงมือไปข้างใต้พบซองเอกสารห่อพลาสติกกันน้ำอย่างดีซ่อนไว้

แสงไฟจากตึกฝั่งตรงข้ามส่องให้เห็นลายมือเฮียตงบนหน้าซองว่า ‘โครงการสนามกีฬา

ลมหายใจถูกระบายอย่างโล่งอก รีบสอดซองนั้นไว้ในอกเสื้อ ขยับตัวหันกลับไปทางประตูลงดาดฟ้า แต่แล้วกระแสลมชืดๆ ก็ฉุดรั้งดึงร่างเอาไว้

ภูดลฉุกใจรีบหาหลืบมุมมืดซ่อนกายทันที

ประตูทางลงดาดฟ้าเปิดผาง ชายฉกรรจ์ชุดดำสี่ห้าคนเดินออกมาพร้อมกับธนบดี เสียงพูดคุยดังแว่วพอจับใจความได้

“คราวหน้าอย่าให้กูรอนานอย่างนี้อีก” ธนบดีพูดอย่างขัดใจ

“ขอโทษครับ แต่กว่าจะหลบยามพวกนั้นมาถึงลิฟต์วีไอพีได้ก็เสียเวลาพอสมควร”

“พวกมึงไม่ต้องหลบซ่อนทำตัวเป็นโจรขนาดนั้นก็ได้ แค่ปลอมตัวเป็นพนักงานทำความสะอาดเดินเข้ามาเฉยๆ ก็ไม่มีใครรู้แล้ว”

“ขอโทษครับ คราวหน้าจะรอบคอบกว่านี้”

“เออ…ดีแล้ว…ที่นี่เป็นจุดสุดท้ายที่ไอ้เฮียตงมันอาจจะซ่อนหลักฐาน พวกมึงค้นให้ละเอียดสิ”

“ครับ”

สิ้นเสียงสั่ง คนกลุ่มนั้นกระจายกำลังออกตรวจดูรอบดาดฟ้า ภูดลใช้ความว่องไว อาศัยเงามืดหลบซ่อนและพยายามเคลื่อนตัวไปทางประตูโดยระวังไม่ให้อีกฝ่ายพบเห็น

ธนบดีกับลูกน้องคนสนิทยืนขวางหน้าประตูไว้ไม่ให้ใครเข้าออก คนอยากหนีทำได้เพียงเร้นกายซ่อนในมุมมืดใกล้ๆ หาจังหวะเผ่นลงบันไดตอนอีกฝ่ายเผลอ

“ถ้าหาที่นี่ไม่เจอ คุณธนบดีจะให้พวกเราไปค้นที่บ้านมันเลยมั้ยครับ” คนสนิทถาม

“ไม่จำเป็นหรอก ถ้าหลักฐานอยู่บ้านมัน ป่านนี้ตำรวจคงมาลากคอลูกกูเข้าคุกไปแล้ว”

“เท่าที่เช็กจากกล้องวงจรปิด เราก็ตามตรวจสอบทุกห้องทุกชั้นที่เฮียตงแกเข้าไปภายในสองสามวันก่อนตาย ก็ยังไม่เจอหลักฐานที่ซ่อนไว้เลยนะครับ”

“ไม่เจอไม่ได้แปลว่าไม่มี คนอย่างเฮียตงไม่ทำงานสะเพร่า มันต้องเก็บหลักฐานอีกชุดไว้ที่ตึกนี่แหละ”

“แต่ผมว่าบนดาดฟ้าไม่น่าจะมีที่ซ่อนได้”

“มันต้องมีสิวะ กูจำได้ว่าเจอมันบนนี้ก่อนกลับเข้าห้องทำงาน ไอ้เฮียตงคงไม่ขึ้นมาสูดอากาศ หรือสูบบุหรี่เล่นๆ บนดาดฟ้าหรอก”

คำพูดธนบดีสะกิดใจภูดล จำได้ว่าในฝันนั้นทั้งสองมาสนทนากันบนดาดฟ้า…คำพูดลูกชายประธานสามชนะทำให้เฮียตงตัดสินใจยอมเซ็นเอกสารรับผิดชอบแทน

“มึงเอากุญแจไปเปิดห้องควบคุมดูสิ ที่นั่นน่าจะซ่อนเอกสารได้”

“ครับ”

เจ้านายสั่งลูกน้องโดยไม่ขยับตัวเคลื่อนจากหน้าประตู

ภูดลเห็นหน้าประตูเหลือธนบดีคนเดียว พยายามคิดหาจังหวะหลบหนี เสียงค้นหาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ต่อให้เคยมีประสบการณ์ ‘ผีบังตา’ แต่ครั้งนั้นเป็นเขตในวัด สถานที่อำนวยและมีแค่ธนะวัฒน์คนเดียวจึงพออำพรางได้

ในครั้งนี้เป็นยอดตึกกลางเมืองหลวง มีสายตาค้นหาไม่ต่ำกว่าห้าหกคู่ เขาไม่เชื่อว่าพลังงานวิญญาณเฮียตงจะสู้คลื่นความสับสนในเมืองได้ ไม่สามารถบังตาไหว ไม่นานที่ซ่อนน่าจะถูกเปิดเผย

โชคดีที่ตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามต่างเข้าไปค้นหลักฐานในห้องควบคุมจึงพอมีเวลาหาทางหนีทีไล่

โอกาสสำคัญมาถึง…ธนบดีก้มหน้าจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ

วิศวกรหนุ่มเห็นอย่างนั้นก็รีบกระโจนออกจากที่ซ่อน ตั้งใจหลบอ้อมด้านหลังอีกฝ่ายเพื่อลงบันไดอย่างรวดเร็ว โดยกระแสพลังงานที่อยู่ใกล้ดึงดูดฉุดรั้งไม่ทัน

“เฮ้ย มึงเป็นใคร” เสียงคนสนิทธนบดีดังขึ้น

ภูดลคิดว่าตนเองเคลื่อนไหวรวดเร็วแล้ว แต่จังหวะนั้นคนสนิทฝ่ายตรงข้ามหันมาทางเจ้านายพอดี จึงเห็นเงาร่างสูงสวมแจ็กเก็ตดำ หมวกแก๊ปดำปกปิดใบหน้าโผล่ออกมาแบบไม่รู้ทิศทาง กำลังจะอ้อมลงบันได

ธนบดีเงยหน้ารีบดีดบุหรี่ที่จุดติดเข้าใส่ชายนิรนามทันที ทำให้คนตั้งใจหนีต้องเสียจังหวะกระโดดถอยหลังกลับสองสามก้าว

“มึงเป็นใคร” ถามพร้อมก้าวตามหวังดูหน้าอาคันตุกะไม่ได้รับเชิญ

หมวกแก๊ปปิดบังใบหน้าจากกล้องวงจรปิด แต่ถ้าเผชิญหน้ากันตรงๆ แบบนี้ แค่แสงสลัวๆ ก็ดูออกว่าเป็นใคร

เวลานั้นเอง…พรึบ…

แสงไฟจากตึกฝั่งตรงข้ามดับพรึบ ทุกคนรู้สึกมืดสนิทชั่วขณะ สายตาไม่อาจปรับทันการเปลี่ยนแปลงของแสงสว่าง

ภูดลก้มหน้าพุ่งตัวหวังกระแทกใส่ชายกลางคนผอมบาง คิดว่าอีกฝ่ายคงไม่อาจต้านทานต้องหลบเลี่ยงการปะทะ

ผิดคาด ขนาดสภาพรอบกายค่อนข้างมืด ตาบอดชั่วคราวธนบดียังหลบถูกจังหวะ แถมมีหมัดเสยสวนกลับหวังน็อกชายหนุ่มที่ยังไม่เห็นหน้าตา

อดีตเด็กกำพร้ามีสัญชาตญาณการต่อสู้ตั้งแต่เล็ก หลบหมัดเสยรวดเร็วสวนกลับไปหนึ่งหมัดแล้วรีบเบี่ยงตัวหวังกระโจนลงบันไดที่อยู่ไม่ไกลนัก

คนสนิทธนบดีรีบก้าวมาดักหน้าประตูอย่างรู้ทัน เหมือนเล่นเกมปิดประตูตีแมว การต่อสู้เอาตัวรอดเริ่มขึ้น

พอไม่มีแสงไฟจากตึกฝั่งตรงข้าม บริเวณดาดฟ้าตึกสามชนะมืดลงกว่าเดิม เห็นแต่ละคนเป็นแค่เงาร่างดำๆ เคลื่อนไหวต่อยตีดุเดือด มองหน้าไม่ชัดใครเป็นใคร

เหล่าสมุนที่เข้าไปค้นห้องควบคุมรีบออกมาสมทบ หวังจัดการผู้บุกรุกรวดเร็วภายในเวลาอันสั้น

แค่รับมือธนบดีกับคนสนิทก็หนักแรงแทบสู้ไม่ไหว เข้าใจทันทีทำไมเฮียตงถึงพลาดท่าถูกผลักตกตึกง่ายๆ

ธนบดีไม่ใช่ชายกลางคนอ่อนแอบอบบางเหมือนรูปร่างที่เห็น เขาแกร่งมากสำหรับชายวัยนี้ ทั้งรู้จังหวะการต่อสู้โดยไม่ต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงมากมาย รู้ว่าควรจู่โจมแบบไหน อย่างไรจึงประสบผลตามต้องการ พอร่วมมือกับคนสนิทหนุ่มกำยำแข็งแรงแบบนี้ เชื่อว่าหาคนรอดเงื้อมมือยากเย็น

วิศวกรหนุ่มสู้ยิบตา ศิลปะการต่อสู้แบบมวยวัดที่เอาตัวรอดตั้งแต่เด็ก ต่อยตีกับพวกนักเลงหมาหมู่ กระทั่งเด็กกำพร้ารุ่นพี่ถูกนำมาใช้จนหมด นั่นทำให้รับมือชายฉกรรจ์สี่ห้าคน และชายกลางคนฝีมือเยี่ยมได้เนิ่นนานขนาดนี้

ทว่า ถึงอย่างไรเขาไม่ใช่นักมวยอาชีพ ไม่ใช่นักกีฬาศิลปะการต่อสู้ที่อยู่กับการฝึกซ้อมเป็นวันๆ จึงมีจังหวะพลาดพลั้งถูกเตะตัดขาจนล้มกลิ้งโค่โล่

“ดึงหมวกมันออกมา กูจะดูว่ามันเป็นใคร”

ธนบดีร้องสั่ง ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นดาหน้าเข้ามายังร่างที่หมอบฟุบก้มหน้ากับพื้น ไม่ต่างฝูงหมาป่าเตรียมขย้ำเหยื่อ

Don`t copy text!