สื่อสังหรณ์ บทที่ 8

สื่อสังหรณ์ บทที่ 8

โดย : ชลนิล

สื่อสังหรณ์ โดย ชลนิล เรื่องราวของสามหนุ่ม…แทนนที ภูดล และณคราม ผู้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่คนทั่วไปไม่เห็น หากคุณเป็นพวกเขา…แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 8-

ชั่วระยะเวลาความเป็นความตาย ภูดลนึกหาวิธีเอาตัวรอดไม่ต่ำกว่าสิบแบบ ทุกวิธีล้วนไม่มีทางอำพรางใบหน้าตนเอง ต่อให้รอดไปได้อย่างไรเสียฝ่ายตรงข้ามย่อมตามเช็กบิลภายหลังอยู่ดี

ขณะมือหยาบกร้านใกล้เข้ามากระชากหมวก วิศวกรหนุ่มไม่คิดมากเบี่ยงศีรษะหลบในจังหวะเหมาะสมแล้วฟันศอกกลับจนมันหงายหลังไม่ทันตั้งตัว

เงามืดบนดาดฟ้าเหมือนหน้ากากช่วยอำพรางใบหน้าใต้หมวกชั่วคราว ผู้จู่โจมเห็นแค่เงาเสี้ยวใบหน้าบางส่วน ไม่อาจมองถนัดตาว่าเป็นใคร

ภูดลเอาตัวรอดจากจุดคับขันแค่ครั้งเดียว พออีกฝ่ายตั้งตัวได้ก็กรูเข้ามากระหน่ำมือเท้าหวังซัดให้หมอบแล้วค่อยดูใบหน้าภายหลัง

ช่วงเวลาที่ชายหนุ่มสู้แบบหลังชนฝาหมาจนตรอกก็เกิดเหตุพลิกผัน

“โอ๊ย!” ธนบดีคุมเชิงด้านหลังร้องลั่นเมื่อโดนลอบทำร้าย

พวกที่กลุ้มรุมภูดลหันไปเห็นเจ้านายตนเองกำลังต่อสู้กับชายแปลกหน้าอย่างไม่ได้เตรียมตัว เพียงไม่กี่วินาทีก็โดนสันฝ่ามือฟาดถูกจุดสำคัญร่างทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันที

ชายผู้มาใหม่สวมแจ็กเก็ตฮูดสีดำ ใบหน้าคาดมาสก์เห็นแค่ดวงตาวาววับเอาเรื่อง คนสนิทธนบดีพาพวกอีกสองคนพุ่งเข้าใส่ เหลืออีกสองทิ้งไว้จัดการภูดล

การต่อสู้แบ่งเป็นสองด้าน วิศวกรหนุ่มค่อยเบามือ เคลื่อนไหวสะดวกรับมือคู่ต่อสู้อย่างไม่มีลางพ่ายแพ้เช่นตอนแรก ส่วนผู้มาใหม่เคลื่อนไหวรวดเร็ว ชำนาญวิธีการต่อสู้ขนาดเผชิญหน้าแบบหนึ่งต่อสามยังรับมือไม่ติดขัด

สถานการณ์ต่อสู้เปลี่ยนไปแล้ว

ภูดลเหลือบมองคนมาช่วยแวบเดียว ดูรูปร่างลักษณะการเคลื่อนไหวก็รู้ว่าเป็นใคร กำลังใจทวีคูณขึ้นเท่าตัว เปลี่ยนจากตั้งรับเป็นจู่โจมดุเดือด

ฝ่ายมาใหม่ไม่พูดจาสักคำเดียว ดวงตาวาววับเหนือมาสก์สื่อสารวิศวกรหนุ่มอย่างรู้ใจกัน ทั้งสองมีจังหวะการเคลื่อนไหวเข้าขา สอดคล้องทั้งการบุก การรับ ล่อหลอกศัตรูจนปั่นป่วนราวกับเคยร่วมมือกันมาจนชำนาญ

พอไม่มีธนบดีคอยยืนกำกับ สมุนทั้งห้าเหมือนเรือไม่มีหางเสือ รับมือพัลวัน คู่ต่อสู้มีแค่สองคนแต่ไม่สามารถล้มได้ง่ายๆ หนำซ้ำอาจพ่ายแพ้ลงไปกองไม่ต่างจากเจ้านายตน

ทว่าธนบดีไม่ใช่ชายกลางคนอ่อนแอบอบบาง เขาหมดสติชั่ววูบก็รู้สึกตัว ขยับตัวลุกขึ้นมาเห็นพวกลูกน้องกำลังพลาดท่า เป็นรองสองชายนิรนามที่ไม่เห็นกระทั่งใบหน้า

“เฮ้ย พวกมึงมีตั้งห้าคน ทำอะไรสองคนไม่ได้หรือไงวะ”

เสียงตะโกนสั่งเรียกกำลังใจลูกน้องขึ้นมามากมาย

ชายสวมมาสก์ส่งสัญญาณหนี ภูดลทราบความหมายรีบกระโจนตามโดยไม่ต้องครุ่นคิด

ธนบดีเพิ่งหายมึนเห็นแค่เงาแวบๆ ผ่านร่างตนลงทางบันไดอย่างรวดเร็ว ขัดขวางไม่ทัน ส่วนลูกน้องต่างมีสภาพอิดโรย กะปลกกะเปลี้ยแต่พยายามลากขากะเผลกไล่ตามไม่ลดละ

 

เส้นทางหนีอาศัยบันไดหนีไฟเป็นหลัก พอลงมาประมาณสิบกว่าชั้นได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกำลังวิ่งสวนขึ้นมา แสดงว่าธนบดีต้องโทรศัพท์สั่งให้สกัดกั้นผู้บุกรุก

แผนการหนีถูกเปลี่ยนเข้าไปในตัวอาคารแทน พยายามหลบหลีกกล้องวงจรปิดมุ่งไปยังทางออกอีกด้านอย่างชำนาญราวกับมีผู้คอยชี้ทางสะดวกอยู่เบื้องนอก

ภูดลวิ่งตามเงาหลังแจ็กเก็ตฮูดดำโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะพาไปทางใด ในใจมีความเชื่อมั่นบุคคลนี้อย่างยิ่ง

เสียงไล่ล่าตามหลังมาติดๆ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยวิทยุสั่งการสกัดกั้นรายงานความเคลื่อนไหวผู้บุกรุกเป็นระยะ ทว่าสองหนุ่มเสมือนภูตพรายปลาน้อยที่ว่ายลัดเลาะหลบหลีกทุกจุดอันตราย ลอดผ่านตาข่ายกั้นอย่างกับมีปาฏิหาริย์

ออกจากตึกสามชนะ ภูดลตามไปขึ้นรถชายสวมมาสก์ รอจนกระทั่งรถแล่นออกมาปะปนบนถนนห่างจากเขตอันตรายจึงค่อยถอนใจอย่างโล่งอก

“ขอบใจว่ะ” วิศวกรหนุ่มถอดหมวกซับเหงื่อบนหน้าผาก

“เออ” เสียงดังจากใต้มาสก์ก่อนเจ้าตัวจะดึงฮูด ถอดผ้าปิดปากออก

“กูคงไม่ต้องถามใช่มั้ยไอ้คราม ว่ามึงมาช่วยได้ยังไง”

ใบหน้าณครามชุ่มเหงื่อ ดวงตายังทอประกายเจิดจ้าผิดเคย

“เออ” คำตอบสั้นดังเดิม

ภูดลระบายลมหายใจ มองใบหน้าเพื่อนแล้วหยอกล้ออย่างผ่อนคลาย

“ตอนไม่ใส่แว่นนี่ มึงหล่อกว่าเดิมเยอะเลยว่ะ”

ณครามหันมองเพื่อนแววตาจริงจังไม่มีร่องรอยล้อเล่น

“กูไม่จำเป็นต้องบอกว่ามาช่วยมึงได้ยังไง แต่มึงต้องบอกกู…ทำไมถึงโดนไล่กระทืบ แทบถูกโยนลงจากตึกแบบนั้น”

คนพูดไม่อาจบรรยายความรู้สึกขณะตนฝันเห็นเพื่อนถูกโยนทิ้งเป็นศพไร้ค่าอย่างนั้นได้

ภูดลเข้าใจความรู้สึกเพื่อนสนิท มั่นใจว่าอีกฝ่าย ‘สังหรณ์’ เห็นเหตุการณ์เลวร้ายขนาดไหน มือดึงเอกสารสำคัญจากอกเสื้อสีหน้าแววตาไม่มีร่องรอยล้อเล่น

“เรื่องมันยาวหน่อยนะ มึงมีเวลาฟังหรือเปล่า”

———————————         —————————-         ————————–

ภาพจากกล้องวงจรปิดทุกตัวไม่สามารถตรวจสอบหาผู้บุกรุกได้เลย เนื่องจากถูกแฮกเสียหายไปกว่าครึ่ง ไม่ปรากฏภาพผู้ใดนอกจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกับสมุนตัวเอง

“แม่ง…อย่างนี้มันต้องเป็นมืออาชีพ” ธนบดีสบถอย่างเหลืออด

“ท่านคิดว่าพวกมันเป็นคนในหรือคนนอกครับ” คนสนิทถามเชิงออกความเห็น

ผู้บุกรุกหลบหนีรวดเร็ว เชี่ยวชาญสถานที่จนยากคิดว่าเป็นบุคคลภายนอก ตึกสามชนะมีบริษัทในเครือนับสิบ พนักงานออฟฟิศหลายร้อย ยากควบคุมระวังป้องกันผู้ลับลอบสอดแนม

“เป็นได้ทั้งนั้นแหละ” พูดเข่นเขี้ยว “มืออาชีพระดับนี้ ต่อให้เป็นคนนอกมันก็มีวิธีศึกษาเส้นทางภายในอย่างดี แถมยังมีทีมแฮกกล้องวงจรปิดคอยแนะนำเส้นทางสะดวก และลบภาพพวกมันจนไม่เหลือหลักฐานได้”

“เราจะตามจับมันยังไงครับ”

คำถามจากคนสนิทเรียกรอยขึ้งเครียดบนใบหน้าผู้เป็นนาย ‘ตามจับ’ พวกมันนับเป็นเรื่องยากเย็น แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ถ้าพวกมันได้หลักฐานความผิดเหตุอัฒจันทร์ถล่ม รับรองทั้งเขาและลูกชายไม่มีทางอยู่เป็นสุขแน่

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ธนบดีเหลือบมองเบอร์ปลายสายแทบตาเหลือกรีบรับทันที

“ครับ…ผมอยู่ที่ตึก” เสียงอ่อนน้อมหวั่นเกรง

“ได้หลักฐานหรือยัง” ปลายสายถามเสียงเรียบเย็น

“ยังครับ…เอ่อ…เกิดเรื่องซ้อนขึ้นก่อน” ตอบอย่างสั่นๆ

“เกิดเรื่องอะไร”

ธนบดีสูดลมหายใจเรียกความกล้าก่อนอธิบายช้าๆ ตั้งแต่ต้น พอเล่าจบปลายสายเงียบไปนาน บรรยากาศอึมครึมรังสีอำมหิตแผ่ซ่านจนเสียวสันหลัง

“รีบจัดการให้เรียบร้อย อย่าให้ปัญหาลุกลามกระทบ ‘องค์กร’ เด็ดขาด”

“ผมจะจัดการให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุดครับ”

สายถูกตัดห้วนๆ ธนบดีถอนใจเหนื่อยหนัก แววตาซ่อนรอยกังวลไม่มิด คำสั่งสุดท้ายเหมือนโดนดาบพาดคอ

‘องค์กร’ นี้ลึกลับ มากไปด้วยอำนาจ เครือข่ายกระจายทั่วโลก ธนบดีเริ่มคิดว่าตนเองตัดสินใจผิดพลาด ที่ยอมเข้าร่วมองค์กรเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน

—————————-        ——————–         ———————–

กว่าณครามจะเข้าบ้านก็ดึกโข คิดว่าทุกคนคงนอนหมดแล้ว พอเห็นห้องนั่งเล่นเปิดไฟสว่างจึงเดินมาดู พบ ‘เมทินี’ หรือแม่ฝ้าย มารดาบุญธรรมนั่งอ่านหนังสือรอคอยตนเอง

“ยังไม่นอนหรือครับ” ณครามทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพ มีระยะห่างบางๆ ระหว่างแม่ลูกบุญธรรม

“กลับดึกนะ” สตรีกลางคนวางหนังสือ ถอดแว่นสายตามองชายหนุ่มตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วสงสัย

“วันนี้ใส่คอนแทกต์เลนส์ ไปทำอะไรมา” น้ำเสียงเรียบเรื่อยไม่แสดงอาการคาดคั้น

“ไปช่วยเพื่อนมานิดหน่อยครับ” ไม่ปิดบังเหตุผลแต่ไม่อธิบายรายละเอียด

“งานที่ศูนย์วิจัยเป็นยังไงบ้าง” ถามคล้ายชวนคุย

“ตอนนี้หัวหน้าทีมกำลังเสนอโครงการวิจัยที่คล้าย ME โปรเจกต์”

“หือ” เมทินีชะงักเกิดความเครียดขึ้น “เขาไม่รู้หรือว่ามันอันตราย”

“มันเป็นโครงการที่ช่วยให้วงการแพทย์ก้าวหน้า เขาไม่ทันคิดหรอกครับว่าอาจไปขัดผลประโยชน์ ‘กลุ่ม’ หรือ ‘องค์กร’ ใดๆ”

มารดาบุญธรรมถอนใจยาวถามเรียบๆ

“แล้วเราไม่ทักท้วง ตักเตือนหัวหน้าทีมเขาหรือไง”

“ถ้าทำสำเร็จมันจะเป็นโครงการที่ดี วงการแพทย์พัฒนาแบบก้าวกระโดด ผมจะไปทักท้วง คัดค้านได้ยังไงครับ”

ณครามอธิบาย แววตาฉายรอยกังวล

“แล้ว ‘เขา’ รู้หรือยัง…ว่ายังไงบ้าง” เอ่ยปากแค่นี้ลูกบุญธรรมรู้ว่าหมายถึงใคร

“ดอกเตอร์แอล…” ยามเอ่ยชื่อนี้ต่อหน้ามารดาบุญธรรมต้องสังเกตปฏิกิริยาว่าอยู่ในอารมณ์ไหน ถ้าเจ้าตัวนิ่งเฉยไม่แสดงสีหน้าขัดเคืองค่อยพูดต่อได้

“ดอกเตอร์เขารู้แล้ว ไม่ได้ว่าอะไร เคยบอกผมด้วยซ้ำว่าในอนาคต ทางสะดวกเมื่อไหร่ให้ผมเอาข้อมูลวิจัย ME โปรเจกต์ไปให้หัวหน้าทีมเพื่อต่อยอดได้เลย จะช่วยลดเวลาวิจัยศึกษาหาข้อมูลหลายปี”

หึหึ เมทินีหัวเราะหยัน แววตาแสดงความขัดเคือง

“ไอ้นี่ชอบคิดถึงแต่คนอื่น แล้วตัวเองเป็นยังไงล่ะ จนป่านนี้ยังไม่สามารถโผล่หัวออกมาให้โลกรู้ได้เลย”

“ดอกเตอร์บอกผมว่าอีกไม่นาน ถ้างานที่แกทำสำเร็จก็จะออกมาประกาศตัวให้โลกรู้ได้แล้วครับ”

“ก็เห็นพูดอย่างนี้มาตั้งนาน ยังไม่เห็นทำสำเร็จสักที”

“ตอนนี้ดอกเตอร์ได้หลักฐานความผิด ‘องค์กร’ กับ ‘กลุ่มผู้ว่าจ้าง’ ในต่างประเทศหลายเคสแล้ว รอว่าเมื่อไหร่มันแน่นหนามากพอจะจู่โจมทีเดียวให้ดิ้นไม่หลุด เมื่อสังคมโลกรับรู้ก็จะช่วยคุ้มครองแกได้ ไม่อย่างนั้นถ้าพลาดจะไม่มีโอกาสที่สองอีกเลย”

เรื่องราวไม่อาจบอกต่อเพื่อนสนิท กลับพูดกับมารดาบุญธรรมเหมือนเธอเป็นที่ปรึกษา ล่วงรู้ความลับทุกอย่าง

สีหน้าคนฟังฉายความหวังรางๆ ก่อนปรับให้ราบเรียบ

“ตอนนี้มีอะไรให้ช่วยมั้ย”

“แม่ฝ้ายพอจะรู้จักตำรวจตงฉินที่มีตำแหน่งสูงบ้างมั้ยครับ”

ถามเช่นนี้เพราะทราบว่ามารดาบุญธรรมเคยมีอาชีพเป็นนักข่าวระดับอาวุโสรู้จักคนใหญ่คนโต ตำแหน่งสำคัญหลายคน ก่อนเจ้าตัวจะเกษียณตัวเองเมื่อสองสามปีก่อน

“รู้…จะให้ช่วยอะไร”

พอจบคำถาม ณครามก็ยื่นซองเอกสารห่อพลาสติก ลายมือเขียนด้านหน้า ‘โครงการสนามกีฬา’ มาให้

นี่คือเอกสารหลักฐานเอาผิดธนะวัฒน์ ซึ่งภูดล ณครามเสี่ยงชีวิตนำมันมาจากตึกสามชนะ

เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่?

———————–        ——————     ——————-

หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจากภูดลโดยไม่ปิดบัง ณครามเอ่ยปากถามเพื่อนสนิทคำแรก

“มึงจะทำยังไงกับหลักฐานที่ได้”

“กูคงเอาไปให้ตำรวจ หรือไม่ก็บอกครอบครัวเฮียตงเอาไปให้แทน” คำตอบง่ายไม่ซับซ้อน

“ถ้ามึงเอาไปให้ตำรวจเอง ก็เท่ากับเปิดเผยตัวว่าเป็นผู้บุกรุกตึกสามชนะคืนนี้ รับรองต่อให้ธนะวัฒน์โดนจับ พ่อมันต้องส่งคนตามเช็กบิลแน่”

ธนบดีร้ายกาจขนาดไหน คืนนี้ได้เห็นฝีมือกันแล้ว

“งั้นกูคงต้องแอบเอาไปให้ครอบครัวเฮียตง”

ณครามถอนใจ พูดถึงความน่าจะเป็นอีกด้าน

“พวกมันระดมคนค้นทั่วตึกสามชนะขนาดนั้น คิดหรือว่าจะไม่ส่งคนไปดักซุ่มบ้านเฮียตง พอพวกเขาได้หลักฐาน กูว่าไม่ทันก้าวขาออกจากบ้านก็โดนรวบหมดแล้ว”

วิศวกรหนุ่มระบายลมหายใจอย่างอึดอัด มองไม่เห็นเส้นทางสะดวก

“เอาอย่างนี้” คนเป็นเพื่อนยื่นข้อเสนอ “มึงไว้ใจกูมั้ย”

สายตาสองหนุ่มสบกันอย่างเข้าใจความหมาย

“มึงจะเอาหลักฐานไปจัดการเองเหรอ” ภูดลถามเพื่อย้ำความเข้าใจ

“กูจัดการได้ดีกว่ามึงแน่” วาจาไม่โอ้อวด คนฟังพยักหน้าโดยไม่เสียเวลาคิด

“ได้…งั้นกูฝากด้วย”

—————————–       ——————         ——————

ด้วยเหตุนี้หลักฐานจึงมาอยู่ตรงหน้าเมทินี ทว่าสตรีกลางคนกลับมองมันอย่างสงสัย

“มันคืออะไร”

“นี่เป็นเอกสารหลักฐานข้อมูลความผิด เรื่องอัฒจันทร์ถล่มของนายธนะวัฒน์ เจ้าของบริษัทเอที. หลานชายประธานสามชนะ ผมฝากแม่ฝ้ายเอาไปให้ตำรวจด้วยครับ”

“คดีเล็กๆ แค่นี้ไม่เห็นต้องรบกวน ‘ท่าน’ เลย”

“แต่คดีเล็กๆ นี้จะสะเทือนบริษัทใหญ่อย่างสามชนะแน่ เพราะตอนนี้ผมเชื่อว่านายธนบดี ลูกชายประธานสามชนะเป็นหนึ่งในสมาชิกองค์กรร้ายนั่น และมันจะลากไปถึงคดีตึกโรงพยาบาลเพชรมหาสมุทรถล่มได้ สุดท้ายกลายเป็นโดมิโนที่ทำให้องค์กรใหญ่ กับกลุ่มคนเบื้องหลังนั้นล้มครืนในที่สุด”

ดวงตาเมทินีฉายแวววับก่อนยื่นมือรับเอกสารไว้ รอยยิ้มมุมปากแสดงความหมายมาดสาสมใจ

“มั่นใจใช่มั้ยว่าจากหลักฐานนี้ จะล้มองค์กรนั่นได้ แล้ว ‘เขา’ จะออกมาสู่แสงสว่างสักที”

“ครับ” ณครามให้คำรับรองก่อนอธิบายเพิ่มเติม “ฝากบอกทางตำรวจด้วยว่าอย่าเพิ่งผลีผลามจับกุมธนะวัฒน์ตอนนี้ ให้พวกมันตายใจคิดว่าพวกเราอาจยังไม่ได้หลักฐานไปก่อน รอดอกเตอร์แอลรวบรวมหลักฐานสำคัญอื่นจนครบค่อยออกหมายจับธนะวัฒน์ แล้วเริ่มแผนล้มกระดานให้พังทีเดียว”

“ได้สิ…แล้วแผนการพวกเธอเป็นยังไง”

“ตอนนี้พวกเราสืบรู้และได้หลักฐานมาแล้วบางส่วน…”

ณครามอธิบายความคืบหน้า ‘งานลับ’ ทั้งหมดโดยไม่ปิดบัง ด้วยทราบว่ามารดาบุญธรรมไม่มีทางหักหลังพวกตนแน่นอน

เมทินีล่วงรู้ประวัติชีวิตแท้จริงของเขา และบอกให้ทราบตั้งแต่เริ่มโตเป็นหนุ่ม

ด้วยความที่จิตใจมั่นคงกว่าคนวัยเดียวกันทำให้ณครามเข้าใจและยอมรับ…สาเหตุที่ตนได้รับอุปการะ ไม่ใช่เพราะมันสมองอันเลอเลิศ ไม่ใช่หน้าตาผิวพรรณที่ดูดีมีชาติสกุล

แต่เพราะเมทินีกับเขามีสายสัมพันธ์กัน เธอพยายามสืบหาติดตามเขามาเป็นสิบปี

การที่เขาชนะเลิศแข่งขันทางวิชาการทำให้เธอมีเหตุผลโน้มน้าวใจสามี ใช้เป็นข้ออ้างต้องการส่งเสริมเด็กมีสติปัญญาแต่ขาดโอกาส จนได้มาอยู่ร่วมครอบครัวเดียวกันในที่สุด

————————–       —————        ————————–

บ้านหลังใหญ่นี้เงียบเหงา ด้วยบิดาบุญธรรมเป็นนักวิชาการ ชีวิตคร่ำเคร่งกับตำรับตำราการศึกษา มารดาบุญธรรมก็มีอาชีพนักข่าว โอกาสอยู่พร้อมหน้าน้อยเต็มที ทั้งคู่พอใจการอยู่ร่วมกันแบบเป็นเพื่อนคู่คิด คอยดูแลกันยามแก่ชรามากกว่าจะมีบุตรเป็นภาระ

ณครามอยู่ในบ้านเหมือนถูกปล่อยเกาะ โดดเดี่ยว ไร้เพื่อนฝูง เคยนึกสงสัยทั้งคู่รับเขามาเลี้ยงเพื่ออะไร หากคิดส่งเสริมเด็กกำพร้าสักคนแค่มอบทุนการศึกษาจนจบปริญญาก็ได้

ช่วงแรกที่ยังไม่ได้คำตอบจึงทุ่มเทเวลาไปกับการเรียน สนใจโลกไซเบอร์ อินเทอร์เน็ต ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองจนชำนาญช่ำชอง ถึงสองสามีภรรยาจะไม่มีเวลาดูแลให้ความรักความอบอุ่นเช่นบุพการีมีต่อบุตร แต่ทั้งคู่ก็รับผิดชอบดูแลตามหน้าที่ไม่บกพร่อง ส่งเสริมด้านการศึกษาแก่เขาทุกทางโดยไม่จำเป็นต้องร้องขอ

กระทั่งวันหนึ่งมารดาบุญธรรมบอกเหตุผลที่รับณครามมาเลี้ยง เล่าเรื่องราวพ่อแม่แท้จริงของเขา บอกถึงสถานะแท้จริงตนเอง

นั่นทำให้ณครามรู้ว่าตนมีภาระความรับผิดชอบบางอย่าง ความสามารถทางคอมพิวเตอร์มีประโยชน์มหาศาล เขาจึงเบนเข็มเลือกเรียนคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ และตั้งใจไปเรียนต่อต่างประเทศโดยมีจุดมุ่งหมายแฝงเร้นตั้งแต่ยังไม่จบมัธยมปลาย

ความลับในใจเหล่านั้น เพื่อนสนิทอย่างภูดล แทนนทีไม่เคยล่วงรู้

เมื่อเข้าห้องส่วนตัว อาจารย์หนุ่มเปิดคอมพ์แล้วส่งข้อความสั้นๆ ไปให้บุคคลหนึ่ง

คุณวทัศ…ถ้ายังจำอดีตนักข่าวชื่อเมทินีได้ รบกวนติดต่อเธอด้วย…มีเรื่องสำคัญต้องการปรึกษา

ส่งข้อความเสร็จเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนล้า ในใจหนักอึ้งด้วยภาระมากมาย

หลังบอกแผนการที่เขากับดอกเตอร์แอลร่วมมือกันจบ ก็พูดถึงปัญหาแทรกขึ้นมานั่นคือ ‘ลิ่วลม’ กับ ‘วทัศ’ ผู้หวังใช้เหตุอัฒจันทร์ถล่มมาปลุกคดีเก่าเมื่อเกือบสามสิบปีก่อนขึ้นมา

ณครามเพิ่งทราบว่าหลังจากตนส่งจดหมายเตือนหญิงสาว เธอกลับนำข้อมูลการก่อสร้างอัฒจันทร์ และสนามกีฬาของบริษัทเอที. พร้อมผลตรวจสอบซากโครงสร้างของจริงจากทางตำรวจไปให้ภูดล

นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งให้วิศวกรหนุ่มยอมเสี่ยงลอบเข้าตึกสามชนะเพื่อไปหาหลักฐาน ตามการชักนำของ ‘ผีเฮียตง’

ตอนภูดลเล่าให้ฟังถึงตรงนี้ ณครามไม่แปลกใจที่เพื่อนสื่อสารกับผู้ต่างภพได้ เพราะคนมีสังหรณ์เร้นลับอย่างเขาก็เคยมีประสบการณ์คล้ายกัน แต่เขากลับนึกโกรธลิ่วลมมากกว่า

ถ้าคืนนี้ภูดลลอบนำหลักฐานออกมาส่งตำรวจสำเร็จ ธนะวัฒน์ถูกดำเนินคดี พวกสามชนะต้องไหวตัวเพิ่มความระแวดระวังจนดอกเตอร์แอลเจาะเข้าไปหาข้อมูลหลักฐานอื่นลำบาก

หรือ…หากนิมิตเป็นจริง ภูดลถูกโยนลงจากตึกเสียชีวิต ตำรวจย่อมจับตา ‘สามชนะ’ เป็นพิเศษ พวกมันยิ่งไม่กล้าเคลื่อนไหว เขาจะเกลียดลิ่วลมจนไม่มีวันให้อภัย

ร้ายที่สุดคือ ณครามจะคลุ้มคลั่ง ขาดสติ เกิดความแค้นคิดพุ่งชนแบบไม่ฟังใคร ส่งผลให้แผนการใหญ่ล้มเหลว

ชายหนุ่มจึงบอกเรื่องเหล่านี้ให้มารดาบุญธรรมรับรู้ เชื่อว่าเธอต้องมีวิธีจัดการลิ่วลม-วทัศ

“บอกวทัศให้ติดต่อมาหาแม่…เดี๋ยวคุยเอง”

“ได้ครับ” ชายหนุ่มถอนใจโล่งอก

หากคุยกับคนที่หนุนหลังลิ่วลมรู้เรื่อง หญิงสาวก็ไม่มีปัญหา

วทัศกับเมทินีเคยเป็นเพื่อนร่วมอาชีพนักข่าว ก่อนฝ่ายชายจะหายสาบสูญหลังบิดาโดนคดีและเสียชีวิตในที่สุด

เมทินีออกหน้าคุยเองอย่างนี้ ปัญหาแทรกแซงคงหมดไป อาจได้พันธมิตรแชร์ข้อมูล หลักฐานมาแทนก็ได้

ณครามเหนื่อย อยากพักผ่อน หลับไปโดยลืมเลือนเรื่องราวปัจจุบันทั้งหมด แล้วย้อนเวลากลับไปสู่วัยเยาว์ที่บ้านแสงเทียน…สักคืนก็ยังดี

บ้านหลังนี้รวมเด็กมีปัญหา ไร้บ้าน ถูกทอดทิ้ง เป็นเด็กข้างถนน และเด็กกำพร้า

ทว่ามันยังมีเปลวเทียนแห่งความหวังซึ่งลุงดิบพยายามจุดไว้ในใจทุกคน มีเพื่อนรักที่แค่มองตาก็รู้ใจ และยังไม่มีภาระความรับผิดชอบหนักอึ้งบนบ่าเช่นในปัจจุบัน

——————————–        ————————          ———————

แคมป์นักฟุตบอล

แทนนทีได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะขาที่เคยรับบาดเจ็บ บอบช้ำจนต้องพักการลงสนามชั่วคราว

“เป็นยังไงบ้างครับหมอ”

“อาการบาดเจ็บไม่มีปัญหาแล้วนะ ช่วงนี้เริ่มลงซ้อมเบาๆ ได้แต่อย่าเพิ่งหักโหม”

“ผมจะได้ลงแข่งนัดสุดท้ายมั้ยครับ” เขาหมายถึงนัดสุดท้ายก่อนปิดฤดูกาล

“หมอว่าแค่นั่งเก้าอี้เป็นตัวสำรองก็พอไหว ให้โคชพิจารณาว่าช่วงไหนควรลงไปปล่อยหมัดเด็ดไม้ตาย เพราะถ้าลงเป็นตัวจริงตั้งแต่แรกมันจะลำบากหน่อย อายุขนาดนี้แล้ว ร่างกายมันไม่ฟื้นตัวเร็วเหมือนพวกหนุ่มๆ อายุเพิ่งยี่สิบ…เดี๋ยวจะกลับเป็นหนักกว่าเดิม”

“แหม…หมอพูดซะผมแก่ไปเลย” แทนนทีแกล้งน้อยใจ

“อายุน่ะยังไม่แก่หรอก แต่สำหรับอาชีพนี้ถือว่าเป็นช่วงปลายแล้ว เห็นว่าอีกไม่เท่าไหร่จะเต็มสามสิบแล้วไม่ใช่หรือ หมอว่าเซฟร่างกายไว้ก่อนดีกว่า”

“ครับหมอ”

แทนนทีรับคำก่อนออกจากห้องตรวจ แอบถอนใจเบาๆ รู้สึกผิดหวังพอสมควร

ช่วงปลายอาชีพนักฟุตบอลเช่นนี้ เขาอยากลงสนามเป็นตัวจริงในการแข่งขันก่อนปิดฤดูกาล เพราะหลังจากนี้จะหมดสัญญากับสโมสร ต่อให้อาจมีการต่อสัญญาระยะสั้นอีกปีสองปี ร่างกายคงไม่สมบูรณ์เท่าปัจจุบัน

 

“หมอว่ายังไงบ้างแทน” ผู้จัดการทีมถามเมื่อเห็นเขาเดินออกมาจากห้องตรวจ

“ให้ลงซ้อมเบาๆ ได้แล้วครับ แต่นัดสุดท้ายนี้แนะนำให้นั่งเก้าอี้ตัวสำรองไปก่อน”

คนฟังพยักหน้าอย่างเข้าใจ ถึงแทนนทีจะอายุมากกว่าหลายคนในทีม แต่ฝีเท้ายังไม่ตก เทคนิคการเล่นแพรวพราว ต่อให้นั่งเก้าอี้ตัวสำรอง ก็ยังมีโอกาสออกไปช่วยทีมพลิกเกมคว้าชัยชนะได้

“เออจริงสิ พี่กับท่านประธานเป็นยังไงบ้างครับ เห็นว่าตอนอัฒจันทร์พังก็ออกไปเข้าห้องน้ำพอดี”

ตอนเกิดเหตุอัฒจันทร์ถล่ม ประธานสโมสรกับผู้จัดการทีมรอดจากการบาดเจ็บ เพราะออกไปเข้าห้องน้ำหลังแทนนทีถูกเรียกตัวไปไม่ถึงนาที

“หายตื่นเต้นแล้ว พวกที่บ้านยังตามทำบุญให้ไม่ครบเก้าวัดเลย”

คนพูดพยายามเล่าให้ขำขัน ทั้งที่ตอนเกิดเหตุจริงเล่นเอาเข่าอ่อน ทำอะไรไม่ถูกไปสองสามวันทีเดียว

แทนนทียิ้มรับ พูดคุยกันอีกครู่หนึ่งก็ลงไปเริ่มซ้อมกับทีมที่สนาม

—————-      ————–     ——————

นักฟุตบอลหนุ่มกลับจากซ้อมเหงื่อโชก เปิดล็อกเกอร์หยิบผ้าเช็ดตัวเตรียมไปอาบน้ำ เช็กโทรศัพท์มือถือเห็นมีสายเรียกเข้าสองสามครั้ง

เบอร์นั้นดูแปลกไม่คุ้น พอโทร.กลับก็มีเสียงผู้ชายรับสาย

“พี่แทนใช่มั้ยครับ”

“ครับ”

“เอ่อ…ผมดิวนะพี่…แม่…ดุจดาวให้เบอร์พี่มา”

คำแนะนำตัวกึ่งขลาดกึ่งกล้าทำให้แทนนทีนิ่งอั้นในแวบแรก ก่อนปีติลึกๆ จะเกิดในใจ

“น้องดิว…แม่เล่าเรื่องพี่ให้ฟังหมดแล้วใช่มั้ย” น้ำเสียงยินดีวาจาสนิทสนมโดยไม่ต้องฝืนบังคับ

“ครับ…ขอโทษพี่แทนด้วยที่เพิ่งโทรมา”

“ไม่เป็นไร เห็นแม่บอกว่าเรียนหมอ น่าจะไม่ค่อยมีเวลาอยู่แล้ว ขอบใจนะที่โทรมาหา”

ความจริงใจแทนนทีแทรกในน้ำเสียงช่วยให้คนฟังรู้สึกดี พูดคุยกันเองมากขึ้น

การสนทนาเริ่มเป็นธรรมชาติ ความอึดอัดขัดเขินในช่วงแรกคลายลง ผ่านไปครู่หนึ่งฝ่ายที่โทร.มาจึงพูดถึงประเด็นสำคัญ

“ผมอยากขอโทษแทนแม่ด้วย ที่ไม่เคยไปหาไม่เคยแสดงตัว ปล่อยให้พี่ลำบากอยู่นานขนาดนั้น”

“พี่คิดว่าความลำบากที่ผ่านมา ทำให้มีทุกอย่างในวันนี้ได้นะ”

นักฟุตบอลหนุ่มตอบจริงใจ ไม่เสแสร้งให้คนฟังรู้สึกดี และเป็นความจริงที่แฟนฟุตบอลย่อมรู้…ค่าตัวนักเตะระดับแทนนทีสูงขนาดไหน เงินเดือนเท่าไร ไม่นับเงินอัดฉีดที่เคยได้รับ รายได้พิเศษจากสปอนเซอร์ เป็นข้อพิสูจน์ที่บอกว่า…ความอดทน และความเพียรพยายามเต็มที่ไม่เคยหักหลังใคร…

“ถึงผมจะยินดีในผลตอบแทนความพยายาม แต่ก็นึกน้อยใจแทนพี่ไม่ได้ เลยถามแม่ตรงๆ ว่าทำไมไม่เปิดเผยเรื่องนี้ตั้งแต่แรก พ่อเป็นคนใจกว้างมีน้ำใจอยู่แล้ว ยอมรับอดีตของแม่ได้แน่…”

“ดิวไม่น่าไปถามให้แม่ลำบากใจเลย”

“ก็…หลังจากผมรบเร้าถามเหตุผลอยู่นาน…แม่เลยยอมพูด”

ได้ยินอย่างนี้ แทนนทีเดาออกว่าน้องชายหัวรั้นดื้อเอาแต่ใจขนาดไหน และมารดารักตามใจอย่างไร

“แม่บอกว่า…ก่อนแต่งงานใหม่คิดจะบอกเรื่องนี้กับพ่อเหมือนกันแต่เลือกที่จะไม่พูด เพราะหลังเหตุตึกโรงพยาบาลถล่ม แม่เจอผู้ชายคนหนึ่งเตือนว่าอย่าแสดงตัวว่าเป็นหนึ่งในแม่เด็กที่รอดชีวิต ไม่เช่นนั้นอาจต้องโดนซักถามว่ารอดมาได้ยังไง เห็นสิ่งไหนผิดปกติก่อนออกจากโรงพยาบาลหรือเปล่า แล้วมันจะเป็นเหตุชักพาอันตรายมาสู่ตัวเอง”

แทนนทีชะงัก นึกถึงเรื่องที่ลิ่วลมต้องการซักถามมารดาตนขึ้นมา

“แม่บอกมั้ยว่าเห็นอะไรที่โรงพยาบาลก่อนออกมา”

“ไม่บอกครับ เพราะหลังจากพูดคุยกันไม่นาน แม่ก็เห็นผู้ชายคนนั้นโดนกลุ่มคนแปลกหน้าจับตัวไป ท่าทางน่ากลัวจนแม่ไม่กล้าพูดไม่กล้าแสดงตัว ขนาดแอบไปหาพี่แทนที่บ้านเด็กกำพร้ายังไม่ยอมให้ใครรู้เลย”

นักฟุตบอลหนุ่มขมวดคิ้วสงสัยก่อนตั้งคำถามสำคัญ

“แม่รู้มั้ยว่า ผู้ชายที่โดนจับตัวไปเป็นใคร”

“ตอนแรกไม่รู้ พอเขาถูกจับขึ้นรถตู้แม่เลยเห็นถุงกระดาษทิ้งไว้ มีของบางอย่างในนั้นทำให้เดาได้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร”

“เขาเป็นใคร”

“แม่บอกว่า…น่าจะเป็นพ่อของเด็กที่รอดชีวิตเหมือนกัน!”

———————————         —————      ——————————

ภูดลเข้าบริษัทตอนสายหลังจากไปดูแล สั่งงานที่ไซต์ก่อสร้างเรียบร้อย ไม่แปลกใจที่เห็นการตรวจตราคนเข้าออกตึกสามชนะเข้มงวดกว่าปกติ

เขามีเจตนามาเข้าออฟฟิศเหมือนพนักงานคนอื่น ทางหนึ่งเพื่อสังเกตความเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้าม อีกทางคือไม่ให้มีใครสงสัยตนเอง

เพิ่งถึงโต๊ะทำงานก็เห็นเจ้ากอล์ฟ พนักงานฝ่ายบุคคลหอบแฟ้มตั้งใหญ่เดินหน้ามุ่ยมานั่งแปะบนเก้าอี้ใกล้ๆ

“โดนหมากัดมาหรือไงวะ หน้ามุ่ยเชียว” ภูดลอดแซวไม่ได้

“ไม่ใช่หรอกเฮีย เพิ่งลงมาจากห้อง ‘ท่าน’ ผู้จัดการใหญ่ต่างหาก”

“ผู้จัดการใหญ่…คุณธนบดีเหรอ”

“นั่นแหละ ‘ทั่น’ เรียกเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลทุกบริษัทในตึกให้ขึ้นไปพบทั้งหมด” น้ำเสียงแสดงความหงุดหงิดเบื่อหน่าย

“เรียกพบเรื่องอะไรล่ะ” ถามแบบกลางๆ ไม่เจาะจงประเด็นใด

“เฮ้อ…” ก่อนเล่าขอแสดงอาการเบื่อหน่ายสักนิด “ทั่นให้ฝ่ายบุคคลทุกบริษัทนำรายชื่อข้อมูลพนักงานบริษัทตัวเองไปให้ดู แล้วสอบถามโน่นนี่เกี่ยวกับคนที่สงสัย”

“สงสัย” วิศวกรหนุ่มทวนคำ “สงสัยอะไร”

“คืออย่างนี้” พอเริ่มแล้วต้องเล่าให้จบ “เมื่อคืนเห็นว่ามีคนบุกรุกเข้ามาในตึก รปภ.ไม่เห็น กล้องวงจรปิดจับไม่ได้ แต่ซวยดันเจอทั่นผู้จัดการใหญ่เข้า…เลยเป็นเรื่อง ต้องตามหาให้ได้ว่าเป็นใคร”

“ไอ้คนที่บุกรุกน่ะ เข้ามาทำไม”

“ไม่รู้เหมือนกัน”

“อ้าว…แล้วท่านผู้จัดการสงสัยใครเป็นพิเศษมั้ย” ถามเรื่อยๆ ซ่อนความอยากรู้แนบเนียน

“เท่าที่โดนซักข้อมูลละเอียดหน่อยจะเป็นพวกพนักงานชาย อายุไม่เกินสามสิบห้า ทั้งที่อยู่เก่าและเพิ่งรับมาใหม่…บริษัทเรามีตั้งหลายคน ผมก็บอกหมดแหละว่าชื่ออะไร มีใครบ้าง เมื่อวานออกจากออฟฟิศกี่โมง…อย่างเฮียนี่ ผมก็บอกว่ากลับจากไซต์งานมาเคลียร์เอกสารตอนไหน แล้วกลับพร้อมพวกทำโอทีเวลาประมาณเท่าไหร่…”

“คงเหนื่อยแย่เลยนะ” ชายหนุ่มพูดแทรกอารมณ์ขัน

คนโดนสัมภาษณ์ยังหน้ามุ่ย พูดคุยต่ออีกครู่หนึ่งก็หอบแฟ้มพนักงานทั้งบริษัทเข้าไปเก็บตามเดิม

ภูดลถอนใจครุ่นคิด เท่าที่ฟังและสังเกตการณ์รอบตึก คาดว่าธนบดียังสรุปไม่ได้ว่าผู้บุกรุกเป็นใคร หวังว่าณครามจะนำหลักฐานไปให้ตำรวจอย่างราบรื่น ปลอดภัย

———————————-          ———————-          ——————————

ข้อมูลพนักงานทุกบริษัทในตึกสามชนะถูกนำมาแยกแยะเพศ วัยละเอียด ตัดบุคคลไม่เข้าข่ายออกไป เหลือแค่พนักงานชาย วัยไม่เกินสามสิบห้า รูปร่างสูงแข็งแรงแบบนักกีฬา ซึ่งมีร่วมร้อยคน

ทั้งหมดที่เข้าข่ายนี้ไม่มีพฤติกรรมน่าสงสัยเลยสักคนเดียว

โทรศัพท์สั่นเรียกเข้า ปลายสายเป็นเบอร์คนสนิทที่ส่งไปสืบข่าว

“ว่าไง” ธนบดีส่งเสียงห้วนๆ

“สายที่แฝงตัวพวกตำรวจส่งข่าวบอกว่า ไม่มีใครนำหลักฐานเพิ่มเติมมาให้ตำรวจที่ทำคดีอัฒจันทร์นั่นเลยครับ”

“เป็นไปได้ยังไงวะ”

“ผมว่าพวกมันอาจไม่ทันได้หลักฐาน หรือคงมีเจตนาอื่นมากกว่า” คนสนิทแสดงความเห็น

“พวกที่ดักซุ่ม แอบติดตามครอบครัวไอ้ตงล่ะ ส่งข่าวยังไงบ้าง”

“ช่วงนี้ครอบครัวเฮียตงไม่ได้ติดต่อกับตำรวจ หรือคนแปลกหน้าที่ไหนเลย ใช้ชีวิตตามปกติ แล้วก็ไม่มีใครนำอะไรมาส่งให้ถึงบ้านด้วยครับ”

เมื่อสายสืบสองทางรายงานเช่นนั้น ธนบดีนิ่งอั้นครุ่นคิด…เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้บุกรุกมีเจตนาอื่น ไม่ได้หวังมาขโมยหลักฐานที่เฮียตงซ่อนไว้

ถ้าหลักฐานนั้นยังอยู่ตึกสามชนะ และผู้บุกรุกมีเจตนาคาดเดาไม่ได้ มันก็ชวนหวั่นใจว่า…กำลังเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทใหญ่ที่อยู่มานานเกือบสามสิบปีแบบนี้

—————————-        ——————-        ————————

วันอาทิตย์

แทนนทีไม่มีซ้อมลงสนาม จึงออกจากแคมป์เพื่อทำธุระส่วนตัวบางอย่างแต่เช้า

รถยนต์นักฟุตบอลหนุ่มมุ่งหน้าสู่จังหวัดมารดาตน บนรถยังมีผู้โดยสารอีกคนเป็นหญิงสาวที่ไม่คิดว่าจะมาร่วมทางกับเขา

“ถ้าจะแวะปั๊มเข้าห้องน้ำ สั่งกาแฟก็บอกพี่ได้นะ” ชายหนุ่มพูดจาสนิทสนม

“ค่ะ” ลิ่วลมตอบรับถนอมปากคำ

“พี่ว่าไม่เกินเที่ยงคงถึงบ้านแม่แล้วละ”

“ค่ะ” คำตอบคงเดิมจนคนฟังอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้

“พูดอย่างอื่นบ้างก็ได้ พี่ไม่กัดหรอก”

ขนาดแหย่อย่างนี้ หญิงสาวแค่พยักหน้ารับไม่ตอบโต้ใดๆ คนขับรถแทบอ่อนใจ

 

หลังจากทราบข้อมูลใหม่จากน้องชาย แทนนทีรีบโทรศัพท์บอกลิ่วลมทันที จากนั้นนัดแนะชวนกันไปบ้านมารดาเพื่อพูดคุยซักถามเรื่องที่ดุจดาวปิดบังอยู่

“วันนี้พี่ดินไม่มาด้วยหรือคะ” ในที่สุดหญิงสาวก็เริ่มถามบ้าง

“ช่วงนี้ดูมันยุ่งๆ ยังไงไม่รู้ เลยไม่ได้บอก…มีอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มีค่ะ” ตอบสั้นๆ ในใจรู้สึกว่าถ้าวิศวกรหนุ่มมาด้วย หล่อนคงไม่อึดอัด ทำตัวไม่ถูกแบบนี้

จะให้บอกหรือว่าเธอแอบ ‘ปลื้ม’ คนข้างๆ ขนาดไหน นั่งรถมาด้วยกันแบบนี้เลยไม่รู้จะพูดอะไร

“คิดว่าไม่อยากมากับพี่สองคนซะอีก”

“เปล่าค่ะ แค่สงสัยว่าคุณดุจดาว…เอ่อ…แม่พี่แทนจะยอมเล่าเรื่องที่ตัวเองเห็นในโรงพยาบาลวันนั้นจริงหรือเปล่า” หญิงสาวรีบเบี่ยงประเด็น

“ก็ต้องลองดู…เจ้าดิวบอกพี่ว่าแม่ยอมพูดเรื่องผู้ชายที่โดนจับไปหลังตึกถล่มแล้ว แค่ไม่ยอมปริปากพูดอีกเรื่องเท่านั้น…ถ้าพี่มาอยู่ฟังด้วย เจ้าดิวอาจพอหาเหตุผลมาเกลี้ยกล่อมแม่ได้”

“แสดงว่าแม่พี่แทนไม่รู้ว่าเราจะมาสอบถามเรื่องนี้”

“ไม่รู้หรอก พี่บอกแค่จะมาเอา ‘ของ’ ในถุงกระดาษที่แม่เก็บไว้ไปให้เพื่อนเท่านั้น”

“แล้ว…พี่แทนคิดว่า…เพื่อน…จะรู้สึกยังไง”

“ก็น่าจะเซอร์ไพรซ์นะ ที่รู้ว่าพ่อแท้ๆ ยังมีชีวิตอยู่”

“เซอร์ไพรซ์ ตกใจ…อาจไม่ดีใจนะคะ” หญิงสาวพูดอย่างไม่แน่ใจ

“ไม่หรอก” แทนนทีค้านทันที “ตอนแรกมันอาจงงๆ มึนๆ บ้าง แต่เด็กบ้านแสงเทียนมีความฝันอยากเจอพ่อแม่จริงๆ กันทุกคน…ยังไงมันต้องดีใจแน่ๆ เพราะต่อไปจะไม่ได้เหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกอีกแล้ว”

คำพูดนั้นสะดุดใจหญิงสาว…เธอเคยมีครอบครัวพร้อมหน้า แล้ววันหนึ่งก็ไม่เหลือใคร มันตรงข้ามกับชายหนุ่มที่นั่งข้างจริงๆ

“ค่ะ…หวังว่า…คุณณคราม…จะคิดอย่างนี้”

ลิ่วลมยังไม่สนิทใจ เรียกผู้ชายที่ดูลึกลับน่ากลัวคนนั้นว่า ‘พี่’ อย่างเต็มปาก

หากผู้ชายคนนี้ทราบว่า ‘พ่อแท้จริง’ ยังมีชีวิตอยู่…เขาจะยินดีจริงหรือ

Don`t copy text!