ตะวันชายน้ำ บทที่ 5 : ความทรงจำ…สีจาง

ตะวันชายน้ำ บทที่ 5 : ความทรงจำ…สีจาง

โดย : วสุทิยา

ตะวันชายน้ำ นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ ๒ โดย วสุทิยา ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้ดื่มด่ำไปกับเรื่องราวของ ทวิชา ผู้ซึ่งมีบาดแผลในใจที่เกินกว่าจะเยียวยา แต่เมื่อได้เห็นภาพ ตะวันชายน้ำ ภาพเขียนสุดท้ายของพ่อกับเด็กหญิงวันใหม่ ย่าอะเคื้อและภาสุ ความคิดของทวิชาอาจเปลี่ยนไปกับแง่มุมที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยรับรู้มาก่อน

วิชาเดินตามอะเคื้อขึ้นมาที่ชั้นบนของบ้านที่ทุกอย่างยังคงอยู่สภาพเดิมเหมือนครั้งที่หล่อนเคยใช้ชีวิตอยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัวเมื่อยี่สิบปีก่อน…เหมือนในความฝันเมื่อคืนมิผิดเพี้ยน

“ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างในห้องยังอยู่เหมือนเดิม จะมีก็เครื่องเรือนไม่กี่ชิ้นอย่างเตียงกับตู้เสื้อผ้าที่มารุตเขาสั่งให้เปลี่ยนใหม่ทุกปี เผื่อว่าสักวันหนูอาจจะได้กลับมาพักที่นี่อีกครั้ง” อะเคื้อพูดพลางผลักประตูไม้บานเล็กเข้าไป

ทวิชาเดินลากเท้าที่หนักอึ้งราวกับถูกโซ่ตรวนพันธนาการไว้เข้าไปด้านใน ก่อนจะยืนตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นห้องซึ่งครั้งหนึ่งหล่อนเคยครอบครองเป็นเจ้าของ…ห้องที่ใช้สีฟ้าครามอ่อนๆ ทาทาบเป็นพื้นหลังทั่วห้องดูผสมกลมกลืนกับสีขาวนวลของลายฉลุไม้ซึ่งใช้ประดับอยู่ตรงช่องลมเหนือประตูและหน้าต่าง

ภายในนอกจากเตียงขนาดหกฟุตก็มีตู้ไม้ใบใหญ่ใหม่เอี่ยมตั้งอยู่ตรงมุมห้องด้านในสุด ข้างๆ กันนั้นเป็นนาฬิกาลูกตุ้มโบราณที่แขวนอยู่เหนือประตู ลูกตุ้มหลังหน้าปัดแกว่งไหวเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทวิชาจำได้ว่าตอนเด็กๆ หล่อนเคยรบเร้าอยากได้นาฬิกาเรือนนี้ที่แขวนอยู่ในห้องนอนของพ่อเอามาไว้ในห้องนอนของตัวเองแต่พ่อก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด เมื่อมองเลยไปจะเป็นตู้หนังสือยาวตามความกว้างของห้องที่มีความสูงไม่มากนัก ภายในบรรจุหนังสือทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศไว้จนเต็มตู้ บนหลังตู้ปูด้วยผ้าขาวติดลูกไม้ มีรูปเล็กๆ ซึ่งเป็นรูปถ่ายของหล่อนตอนเด็กตั้งอยู่สลับกับแจกันปักดอกไม้เป็นระยะห่างพองาม

หญิงสาวมองเลยถัดจากตู้หนังสือไปเห็นโต๊ะเก้าอี้ชุดหนึ่งตั้งอยู่ชิดอยู่ริมหน้าต่างที่มีม่านสองไขรวบชายผูกไว้เรียบร้อย อะเคื้อเดินตรงไปเปิดหน้าต่างออกจนแสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามาให้ความสว่างพร้อมกับสายลมที่พัดพรูเข้ามาในห้อง แม้ไม่มีเครื่องปรับอากาศแต่อากาศก็เย็นสบายเพราะแวดล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่คอยบังแดดให้ร่มเงา

“เป็นยังไงบ้างทิชา…ชอบมั้ย” อะเคื้อถามด้วยน้ำเสียงเอื้อเอ็นดู มือข้างหนึ่งจูงวันใหม่ไว้

“ทุกอย่างในห้องนี้ยังเหมือนเดิมเลยนะคะ” หล่อนเลือกที่จะไม่ตอบคำถาม เดินมองรอบห้อง รู้สึกสะท้อนวาบเข้าไปในอก

“พ่อของทิชายังรักษาทุกอย่างไว้เหมือนเดิม…ถ้าชอบก็กลับมานอนที่บ้านสิลูก จะไปนอนที่โรงแรมทำไม”

“นั่นซีคะ” วันใหม่พูดแทรกพลางปล่อยมือจากอะเคื้อเข้ามาเขย่าแขนหล่อนแทน “พี่ทิชามานอนที่บ้านนะคะ วันใหม่กับย่านอนอยู่ห้องข้างๆ นี่เอง ตอนกลางคืนเราจะได้นอนด้วยกัน วันใหม่มีนิทานจะเล่าให้พี่ทิชาฟังหลายเรื่องเลย คุณลุงเคยเล่าให้วันใหม่ฟัง บอกว่าถ้าวันไหนพี่ทิชากลับมาจะให้วันใหม่เล่าให้ฟังแทน”

“เล่าเรื่องอะไรคะ” หญิงสาวก้มหน้ามาถามยิ้มๆ ก่อนที่คำตอบที่ได้รับจะทำให้ใบหน้าของหล่อน เผือดลง

“เรื่องพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่งค่ะ คุณลุงบอกว่าพี่ทิชาชอบฟังเรื่องพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่งมากที่สุด
ใช่มั้ยคะ”

อะเคื้อที่เห็นใบหน้าของทวิชาซีดลงอย่างเห็นได้ชัด หญิงชราคิดว่าหล่อนอาจจะยังคงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางหรือไม่ก็ทุกข์ตรมกับการจากไปของบิดา จึงบอกกับเด็กหญิงที่เอาแต่แหงนหน้ามองรอคำตอบ

“วันใหม่อย่าเพิ่งกวนพี่เขาเลยลูก มาอยู่กับย่านี่มา” พูดพลางเดินเข้าไปคว้าแขนของเด็กหญิงไปจูงไว้ตามเดิม เมื่อเห็นทวิชายังยืนนิ่งก็เลยถามอย่างเป็นห่วง

“ทิชาเป็นอะไร…หน้าซีดเชียว จะเป็นลมอีกหรือเปล่าลูก”

ทวิชาได้สติแล้วในตอนนั้น หล่อนส่ายหน้าช้าๆ “เปล่าหรอกค่ะ ไม่ได้เป็นอะไร”

“ไม่ได้เป็นอะไรแล้วทำไมหน้าซีดอย่างนั้น เดี๋ยวย่าลงไปละลายยาหอมให้เอามั้ย”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ทิชาไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ คงเป็นเพราะอากาศร้อนเลยยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่” หล่อนบอกพร้อมกับรอยยิ้มนิดๆ ตรงมุมปาก ก่อนจะเบี่ยงตัวเดินเลี่ยงตรงไปยังตู้หนังสือซึ่งบรรจุหนังสือไว้ภายในจนเต็ม…ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดที่ทำให้หล่อนถามหญิงชราไปว่า

“ย่าเคื้อมาอยู่ที่บ้านหลังนี้กับ…” เงียบไปอึดใจก่อนจะกลั้นใจพูดต่อ​ “…พ่อ…นานแล้วเหรอคะ”

“เกือบสิบปีแล้วละจ้ะ ตอนนั้นย่ามีปัญหากับครอบครัวนิดหน่อยเลยไม่อยากอยู่ที่เชียงรายต่อพอดีพ่อของหนูเขากำลังหาคนมาช่วยดูแลบ้าน ย่าก็เลยได้ลงมาอยู่กรุงเทพ ช่วยเขาดูแลบ้านหลังนี้”

“แล้ว…ที่ผ่านมาพ่อไม่มีใครเลยเหรอคะ”

เมื่อเห็นอะเคื้อทำหน้างุนงง หล่อนจึงอธิบาย “ทิชาหมายถึงพ่อไม่ได้แต่งงานใหม่เลยเหรอคะตั้งแต่ทิชากับแม่ย้ายไปอยู่ที่อังกฤษ”

“ผู้หญิงที่ไหน…ไม่มีหรอกลูก วันๆ ย่าก็เห็นขลุกอยู่แต่ห้องทำงาน หรือไม่ก็ไปนั่งที่ศาลาริมน้ำเท่านั้นไม่เห็นจะมีผู้หญิงคนไหนเข้ามาหาสักคน ถ้ามีจริงๆ ป่านนี้ย่าคงไม่ต้องมาดูแลบ้านตะวันชายน้ำหลังนี้ให้ทิชาหรอก”

ทวิชาไล้ปลายมือไปตามตู้หนังสือ ราวกับกำลังซึมซับกลิ่นไอของ ‘พ่อ’

“ถ้าอย่างนั้นหนังสือพวกนี้เป็นของใครเหรอคะ”

“หนังสือของทิชาทั้งนั้น”

“คะ”

อะเคื้อส่งยิ้มให้ก่อนจะสืบเท้าเข้ามาเปิดตู้หนังสือให้กว้างออก หญิงสาวมองเข้าไปก่อนจะเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่าทำไมตู้ใบนี้จึงมีหนังสือแบบเรียนอยู่หลายเล่มตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงชั้นมัธยม!

“หลังจากที่หนูจากไป ทุกปีมารุตเขาจะซื้อหนังสือเรียนมาใส่ไว้ในตู้ใบนี้เสมอ เขาคงหวังว่าสักวันหนูอาจจะกลับมาแล้วได้ใช้มัน”

“พ่อ…” ทวิชาเสียงสั่นเครือ เมื่อความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามา ทั้งความรักความโกรธที่วิ่งวนในใจหล่อน จนท้ายสุดคือความโหยหา…คิดถึง

อะเคื้อเอื้อมมือมากอบกุมมือหล่อนแน่น

“ไม่ว่าจะผ่านไปนานกี่ปี พ่อเขาก็ไม่เคยลืมทิชาเลยสักวัน เขายังรอให้กลับมาหาอยู่ตลอด ไม่ว่ามารุตเคยทำอะไรให้ทิชากับแม่โกรธเคือง…ยกโทษให้พ่อเขานะลูก ย่าเชื่อว่าพ่อยังรักทิชาเสมอ”

วันใหม่เด็กเกินที่จะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กระนั้นเด็กหญิงก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกของทวิชาได้ดีจึงวิ่งเข้ามาโอบเอวให้กำลังใจ

ทวิชาเลื่อนมือมาโอบบ่าของเด็กหญิง…มองเห็นการปลอบประโลมที่ส่งผ่านทางดวงตาของอะเคื้อ ในใจหล่อนตอนนี้รู้สึกเต็มตื้นอยู่ลึกๆ เมื่อได้รู้ว่าตลอดระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา พ่อไม่เคยลืมหล่อน ไม่เคยลืมแม่เลย!

หญิงสาวยิ้มทั้งน้ำตา นึกเสียดายว่าทำไมไม่กลับมาให้เร็วกว่านี้ ทั้งที่หล่อนควรกลับมาที่นี่…ควรกลับมาตั้งนานแล้ว

ทำไมนะ…ทำไมพระเจ้าต้องเล่นตลกกับชีวิตหล่อน ด้วยการทำให้รู้ความจริงในวันที่ทุกอย่างสายเกินแก้ เพราะไม่ว่าตอนนี้ทวิชาจะพูดจะบอกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาหล่อนเองก็รักและคิดถึงพ่อไม่ต่างกัน มันก็คงไร้ความหมาย ในเมื่อโชคชะตาได้พรากพ่อไปจากหล่อน…ตลอดกาล!

 

ลอดช่วงสายจนถึงบ่าย ทวิชาใช้เวลาในการเดินสำรวจรอบบ้านอยู่พักใหญ่โดยมีวันใหม่คอยเดินตามต้อยๆ ส่วนอะเคื้อเลี่ยงเข้าไปทำกับข้าวอยู่ในครัวตั้งแต่เที่ยง

แสงแดดยามบ่ายทอแสงแรงขึ้น ทวิชามองเห็นศาลาไม้ริมน้ำหลังเก่าทักทายมาแต่ไกลด้วยหลังคามุงกระเบื้องว่าวสีเดียวกับตัวบ้าน รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่โดยเฉพาะต้นก้ามปูที่แผ่กิ่งก้านคอยให้ร่มเงาจนเย็นสบายอยู่เสมอ

“เราไปนั่งที่ศาลาริมน้ำกันมั้ยคะ” วันใหม่ชวนพร้อมกับถืออุปกรณ์วาดรูปอยู่ในมือ รอจนทวิชาพยักหน้ารับ เด็กหญิงจึงจูงหล่อนเดินตรงไปที่ศาลาหลังนั้นทันที

หญิงสาวก้าวเดินด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ วูบหนึ่งก็อดที่จะหวนคิดถึงความฝันเมื่อคืนไม่ได้ แม้ว่าศาลาไม้หลังนี้จะถูกปรับปรุงต่อเติมจนมีสภาพใหม่เอี่ยมต่างจากศาลาริมน้ำในความฝันก็ตาม

“วันใหม่ชอบมานั่งมาวาดรูปที่นี่เหรอ” หล่อนถามเมื่อเห็นเด็กหญิงวางอุปกรณ์วาดรูปไว้บนโต๊ะกลางศาลา พลางทอดสายตาออกไปมองท้องน้ำที่กำลังม้วนตัวเป็นระลอกคลื่นจากกระแสลมที่พัดมาเอื่อยๆ

“ค่ะ” เด็กหญิงตอบฉะฉาน “แต่ย่าไม่ค่อยชอบให้วันใหม่มาที่นี่คนเดียว เพราะกลัวจะตกน้ำ ย่าบอกว่าน้ำลึ้ก…ลึก ถ้าวันใหม่ตกลงไปต้องมิดคอหายใจไม่ออกแน่ๆ”

“ย่าคงเป็นห่วง”

“แต่วันใหม่ไม่ได้มาคนเดียวซะหน่อย ทุกครั้งคุณลุงก็มาด้วย”

ทวิชาทรุดกายลงนั่งมองการวาดรูประบายสีของเด็กหญิงที่กำลังตั้งใจทำอย่างเอ็นดู…วันใหม่ มีอะไรหลายอย่างเหมือนหล่อนตอนเด็ก จึงไม่แปลกที่พ่อจะเอ็นดูเด็กคนนี้เป็นพิเศษถึงขนาดรับมาอุปการะจากมูลนิธิ แถมยังมีชื่ออยู่ในพินัยกรรม

“วันใหม่คงรัก ‘คุณลุง’ มาก”

เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นทันที ตอบโดยไม่ต้องคิด “วันใหม่รักคุณลุงที่สุดในโลก แล้ววันใหม่ก็รักย่าเคื้อ รักพี่ทิชาด้วย”

“ทำไมถึงรักพี่ ในเมื่อเราไม่เคยเจอกันเลย” ทวิชาถามยิ้มๆ

“วันใหม่รู้จักพี่ทิชา คุณลุงเคยเอารูปให้วันใหม่ดูตั้งหลายครั้ง แถมยังบอกอีกว่าคุณลุงรักพี่ทิชามาก วันใหม่ก็เลยรักพี่ทิชาด้วยไง”

หญิงสาวลูบผมเด็กหญิงอย่างเบามือ นานมากแล้วที่หล่อนไม่ได้สัมผัสความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างนี้…น่าแปลกที่การได้พูดคุยกับเด็กผู้หญิงคนนี้ทำให้หล่อนรู้สึกผ่อนคลายได้อย่างน่าประหลาด

“แล้วพ่อกับแม่ของวันใหม่ล่ะ ยังอยู่ด้วยกันมั้ย”

สิ้นคำถามของหล่อน รอยยิ้มบนใบหน้าน้อยๆ ก็หุบลงเช่นเดียวกับประกายสดใสในดวงตาคู่นั้นที่หม่นแสง

“เป็นอะไร พี่พูดอะไรผิดอย่างนั้นเหรอ”

วันใหม่ส่ายหน้าดิก ผมที่ตัดซอยสั้นยาวประบ่าปลิวว่อน “พ่อกับแม่ไม่อยู่หรอกค่ะ วันใหม่อยู่กับย่าที่ตลาด”

“อ้าว!” ทวิชาสงสัย ไม่ทันได้นึกเอะใจอะไร “ทำไมล่ะ ทำไมถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน”

“พ่อ…อยู่ในคุกค่ะ ส่วนแม่ก็มีแฟนใหม่ไม่ได้กลับมาบ้านนานแล้ว วันใหม่ก็เลยต้องอยู่กับย่า”

หญิงสาวหน้าเจื่อนลงก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “วันใหม่อยู่กับย่าสองคนเหรอ”

“มีปู่อยู่ด้วยอีกคน แต่ย่าไม่ชอบ”

“ไม่ชอบอะไรจ๊ะ”

“ย่าไม่ชอบให้วันใหม่อยู่กับปู่สองคน ไม่ชอบตอนที่ปู่บอกว่ารักวันใหม่”

เมื่อสัมผัสถึงความผิดปกติบางอย่างแม้จะเพียงน้อยนิด ทวิชาจึงไม่ถามอะไรอีก หล่อนก้มหน้าลงมองภาพวาดบนกระดาษปอนด์สีขาวตรงหน้าแทน

“แล้วนี่วันใหม่กำลังวาดอะไร ไหนให้พี่ดูซิ”

“วันใหม่กำลังวาดรูปคนในครอบครัว” เด็กหญิงตอบพร้อมกับรอยยิ้มสดใส ก่อนจะรีบส่งกระดาษให้…เป็นภาพของเด็กผู้หญิงผมซอยสั้นคนหนึ่งกำลังจับมือกับผู้หญิงอีกสองคนที่น่าจะเป็นหล่อนและอะเคื้อ ถัดไปเป็นผู้ชายอีกสองคน หนึ่งในนั้นน่าจะเป็นมารุตบิดาของหล่อน ส่วนอีกคนเป็นใครทวิชายังไม่แน่ใจ อาจจะเป็นปู่หรือพ่อของเด็กหญิงกระมัง

“เด็กผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นวันใหม่ ส่วนผู้หญิงคนนี้คือพี่กับย่าเคื้อ” ทวิชาถามหยั่งเชิง พอเห็นสีหน้าลุ้นของเด็กหญิงก็อมยิ้ม ก่อนจะชี้นิ้วไปที่รูปของมารุต

“เอ…ผู้ชายคนนี้หน้าคุ้นๆ”

“คุณลุงไงคะ”

“อ้าว! แล้วผู้ชายอีกคนละจ๊ะ พ่อของวันใหม่เหรอ”

เด็กหญิงส่ายหน้า ทวิชาแสร้งทำหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง ครู่หนึ่งจึงเดาต่อว่า

“หรือว่าเป็นปู่ของวันใหม่”

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ปู่” วันใหม่ปฏิเสธเสียงใส “พี่ทิชาเดาสิคะว่าใคร”

“พี่รู้จักเขามั้ย”

“รู้จักค่ะ…พี่ซันไงคะ…อุ๊ย!” เมื่อรู้ว่าเผลอพูดออกไป วันใหม่ก็รีบยกมือขึ้นปิดปาก

ทวิชาหัวเราะร่วน คืนกระดาษวาดรูปในมือพลางยีหัวเด็กหญิงอย่างเอ็นดู “เอาละพี่ไม่กวนแล้ว วันใหม่วาดรูปต่อเถอะ”

“เดี๋ยวเย็นนี้เราจะไปหาคุณลุงกันใช่มั้ยคะ วันใหม่จะเอารูปนี้ไปให้คุณลุงดู”

“จ้ะ…วันนี้เราจะไปหาคุณลุงกัน”

วันใหม่ยิ้มดีใจ รีบลงมือวาดรูปต่ออย่างขะมักเขม้น ทวิชาผุดลุกจากเก้าอี้ กระแสลมร้อนผะผ่าวพัดผ่านน้ำมาปะทะใบหน้า หล่อนทอดสายตามองแม่น้ำสายใหญ่ที่ยังคงไหลเอื่อยเหมือนเช่นทุกวัน มีบันไดไม้สักสีเข้มน่าจะสร้างขึ้นใหม่ทอดยาวลงไปในน้ำใสที่ออกมีเขียวอยู่เรื่อๆ จากเงาไม้ซึ่งช่วยกรองแสงแดดยามบ่ายจัด

หญิงสาวเดินไปนั่งบนบันไดขั้นบนสุด ยื่นมือไปสัมผัสสายน้ำเย็นๆ ในระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้นก็ได้เสียงดุๆ ของใครสักคนดังอยู่ด้านหลังจนหล่อนสะดุ้ง!

“ไปนั่งทำไมตรงนั้นคุณ เดี๋ยวก็ตกน้ำตกท่าไป!”

ทวิชาเหลียวกลับมามองก็พบว่าเจ้าของเสียงนั้นคือ ‘ครอบครัว’ อีกคนหนึ่งของวันใหม่นั่นเอง!

“ผมถามว่าไปนั่งตรงนั้นทำไม” ภาสุถามย้ำ น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้น “เดี๋ยวก็ตกน้ำไปหรอก!”

“ฉันว่ายน้ำเป็น” หล่อนเถียง แต่ก็ยอมลุกขึ้นแต่โดยดี ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในศาลาทันได้ยินประโยคต่อมาของภาสุ

“คุณพ่อของคุณก็…ว่ายน้ำเป็น”

ทวิชาหยุดยืนตรงหน้าชายหนุ่ม ใบหน้าของหล่อนเรียบเฉยเมื่อถามเขาว่า “พ่อ…จมน้ำจากตรงนี้เหรอคะ”

ภาสุชะงักไปเล็กน้อย หล่อนเห็นเขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ตำรวจว่าอย่างนั้นครับ จุดที่พบศพห่างจากศาลาหลังนี้ไปไม่ไกล จึงสันนิษฐานว่าอาจารย์มารุตอาจจะประสบอุบัติเหตุพลัดตกน้ำหรือไม่ก็…ตั้งใจ”

“เป็นไปไม่ได้!” หล่อนพูดโพล่งสวนกลับทันที “ฉันรู้จักพ่อดี เขาว่ายน้ำแข็งมาก แม่น้ำสายนี้ก็กระโดดเล่นกันมาตั้งแต่ฉันยังเด็ก ไม่มีทางที่พ่อจะพลัดตกน้ำแน่!”

“ถ้าอย่างนั้นก็เหลืออย่างเดียวคือตั้งใจ!”

“ฉันไม่เชื่อว่าพ่อจะทำอย่างนั้น!” คำพูดตอนท้ายกระตุกนิดหน่อย

“แต่คุณเห็นผลการชันสูตรจากโรงพยาบาลแล้วไม่ใช่เหรอครับ”

ทวิชาค้อมศีรษะลงเล็กน้อย พูดเสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน “ได้แล้วค่ะ หมอที่ทำการชันสูตรบอกว่าพ่อเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจเนื่องจากจมน้ำ ไม่ร่องรอยบาดแผลถูกทำร้าย”

“ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็นเพราะอุบัติเหตุละครับ น้ำปีนี้เยอะไหลเชี่ยวมากกว่าทุกปี อาจารย์มารุตท่านอาจจะประมาทเพราะคิดว่าตัวเองว่ายน้ำแข็งอย่างที่คุณว่า หรือไม่ก็อาจจะพลัดตกน้ำแล้วเป็นตะคริว” สถาปนิกหนุ่มกล่าวมองมาด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ ก่อนที่สีหน้าเขาจะบอกอาการโล่งใจขึ้นมานิดหน่อยเมื่อเห็นหล่อนพยักหน้ารับเบาๆ

“ไปครับ…ย่าเคื้อให้ผมเข้ามาตามไปกินข้าว”  ภาสุพูดพลางเอื้อมมือไปรับอุปกรณ์วาดรูปของ
วันใหม่

“เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ ผมจะพาคุณเข้าไปดูรูปตะวันชายน้ำ…เห็นย่าเคื้อบอกว่าคุณยังไม่ได้เข้าไปในห้องทำงานของอาจารย์”

“ตะวันชายน้ำ…ภาพวาดสุดท้ายของพ่อน่ะเหรอคะ”

“ครับ…ตะวันชายน้ำเป็นภาพวาดชิ้นสุดท้ายของอาจารย์ แล้วก็เป็นที่มาของชื่อบ้านหลังนี้ด้วย”

 



Don`t copy text!