ชื่อธีด้าชอบหาเรื่อง บทที่ 15 : ชื่อมาภา และไม่ชอบหาเรื่อง

ชื่อธีด้าชอบหาเรื่อง บทที่ 15 : ชื่อมาภา และไม่ชอบหาเรื่อง

โดย : กวินนภา

ชื่อธีด้าชอบหาเรื่อง นวนิยายออนไลน์ โดย กวินนภา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวรักโรแมนติกน่ารักของหญิงสาวผู้เป็นยูทูบเบอร์ชื่อดังกับชายหนุ่มผู้ที่โลกใบเก่าของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง…และเขาต้องเลือกว่าจะเปลี่ยนตัวเองไปตามโลกหรือทิ้งทุกอย่างเอาไว้เป็นเพียงอดีต

*************************

– 15 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

สัปดาห์ที่แล้ว

 

บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ขนาดสองชั้นที่ซ่อนตัวอยู่หลังซุ้มกระดังงาเบื้องหน้าในเวลานี้ เปรียบดั่งโฮมสเตย์แรกในชีวิตของเธอก็ว่าได้

ตั้งแต่โตเป็นสาว นี่คือครั้งแรกที่มาภาได้ออกมานอนนอกบ้าน และมิใช่ในนามมาภา แต่คือกวินธิดา หรือธีด้า ลูกสาวเพียงคนเดียวของบ้านหลังนี้  หวังว่าเธอจะทำตัวได้เหมือนกวินธิดาและไม่โดนจับได้จนเสียแผนนะ ความกังวลมิได้อยู่ที่ถูกจับพิรุธได้แต่เธอเกรงผลที่ตามมาหลังจากนั้นมากกว่า ผู้ใหญ่จะเสียความรู้สึกมากเพียงใดหากรู้ว่าโดนหลอกและผู้ใหญ่ที่ว่านี้หมายรวมถึงพี่ชายเธอด้วย มิใช่เฉพาะแม่อุ่นกับป้าอิ่ม มาภาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพิ่มความกล้า จากนั้นจึงล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋าเป้ใบโปรดของกวินธิดาที่บัดนี้ได้กลายเป็นสมบัติชั่วคราวของเธอไปแล้ว จัดการไขประตูรั้ว ก้าวเดินเข้าสู่บ้านหลังใหม่ ด้วยความประหวั่นอยู่ในใจ

มาภานึกถึงคำพูดของกวินธิดา ที่ติวเข้มให้เมื่อวันก่อน…แม่อุ่นกับคุณป้าอิ่ม ถึงจะเป็นฝาแฝดกัน แต่สังเกตจุดต่างได้ง่ายนิดเดียว บุคลิกท่าทางต่างกันคนละขั้ว คนหนึ่งจะเปรี้ยวจี๊ด อีกคนก็เรียบเท่ หากใช้ความรู้สึกวัด คนไหนอยู่ด้วยแล้วอบอุ่นใจเหลือเกิน คนนั้นแหละแม่อุ่น ส่วนอีกคนก็อิ่มสมชื่อ คือแกจะกินเราจนอิ่มสมอารมณ์ ให้แกสบายปาก แล้วก็จะจากไปเอง

เดินลัดเลาะตามทางเดินใหญ่เข้ามา ตรงนี้น่าจะเป็นลานจอดรถ เพราะเว้นช่องไว้ขนาดเท่ารถยนต์คันหนึ่งพอดี ส่วนอื่นๆ ที่เหลือ ตรงไหนมีหน้าดินก็จะถูกปลูกตกแต่งด้วยพืชคลุมดินใบเขียว ประดับกระจุกกระจิกด้วยเครื่องปั้นดินเผา รูปตุ๊กตาหน้าทะเล้นบ้าง เป็ดยิ้มบ้าง วางหยอดตามพื้น สลับกับกรวด และหญ้าหนวดปลาดุกที่ขึ้นแซมอยู่ตามช่องว่างของหิน

ต้นไม้โดยรอบ ช่วยให้บ้านร่มรื่นเย็นสบาย คอนโดฯ ข้างๆ สูงตระหง่านราวขุนเขาทอดเงาลงมาในยามบ่ายพอดี แล้วยังมีลำคลองอยู่ข้างๆ บ้านอีก สิ่งนี้ช่วยให้มาภาไม่รู้สึกแตกต่างจากบ้านเชิงเขาของเธอมากนัก อยู่ที่นี่เดือนนึงจึงไม่น่าจะรู้สึกแปลกที่

กำลังจะเปิดประตูหน้าบ้านเข้าไปข้างในเสียงหนึ่งก็ตะโกนไล่หลังมา ชวนให้หญิงสาวไกลบ้านตกใจเล็กน้อย

“คูนทีด้า กะมาละหรอฮะ”

มาภาหันหลังไปมองตามเสียงทัก  ก็เจอกับสาวทอมบอยรูปร่างแคระแกร็น ตัดผมซอยเหนือหู สวมกางเกงสูงเหนือเข่า กับเสื้อยืดสีเหลืองสกรีนข้อความ ‘เรารักในหลวง’ ลักษณะแบบนี้ ภาพในไมด์แม็ปที่กวินธิดาวาดแผนผังคนรู้จักให้ดูก็ผุดพรายขึ้นในความทรงจำ

“พี่กลอยใจ…มิงกาละบาจ้า”

“คูนทีด้าปาหลาวาเลอ กอจายคิเถอ”

มาภายกมือเกาหัวแกรก เจอภาษาไทยสั้นกุดวัยรุ่นแบบทีมงานช่องธีด้ามาเนี่ยนยังพอเดาได้ แต่ภาษาไทยสำเนียงต่างชาติแบบนี้ หญิงสาวถึงกับอึ้ง

“วะ…ว่าอะไรนะพี่กลอยใจ ขออีกที”

“ปาหลาวา กอจายคิเถิงฮะ”

“อ๋อ…ไปหลายวัน กลอยใจคิดถึง”

“ชะๆ หย่าน้านๆ” กลอยใจยิ้มกว้างพลางหยักหน้าหงึกหงักแสดงออกถึงความจริงใจ กลอยใจอายุห่างจากกวินธิด้าเพียง 4 ปี แต่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ได้ 8 ปีกว่าแล้ว แต่เดิมเป็นแม่บ้านให้กับคู่เกย์นักเล่นเชลโลชาวออสเตรเลียเพื่อนของคุณป้าอิ่ม แต่เมื่อนายจ้างหมดสัญญาที่เมืองไทย ต้องเดินทางไปประเทศอื่น กลอยใจจึงถูกลอยแพ คุณป้าอิ่มเห็นว่ากลอยใจเป็นคนไว้ใจได้ และยังมีลักษณะแมนๆ หากมาอยู่ด้วยกันในบ้านที่มีแต่ผู้หญิง ก็ช่วยให้อุ่นใจขึ้นบ้าง แม้จะไม่เก่งเรื่องงานบ้านมากนัก แต่กลอยใจก็ไม่เคยเกี่ยงงานหนักเบา อย่างน้อยๆ ก็อยู่เป็นเพื่อนแม่อุ่น และคอยเป็นหูเป็นตาให้ที่บ้านได้

“มาฮะ ถือป๋าฮ้า” กลอยใจฉวยกระเป๋าเป้จากนายสาวไปถือไว้ให้ แล้วชวนคุยจ้ออีกมากมาย ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง

แรงงานต่างชาติที่มาอาศัยในแผ่นดินเรา ช่วงหลังๆ มีมากมายจนเราคุ้นเคย เริ่มปรับหูให้ชินกับภาษาได้บ้างแล้ว อย่างเช่นบ้านพี่เมืองน้องชาวพม่า เมื่อเวลาพูดจะขาดเสียงตัวสะกด คำพูดจึงแปร่งๆ หดหาย ต้องเดาโดยนึกเสียงตัวสะกดเอาเอง อย่างเราๆ ก็จะคุ้น แต่กับมาภา ซึ่งอยู่แต่บ้านเชิงเขา ไม่เคยได้ยินสำเนียงเช่นนี้มาก่อน ก็รู้สึกลำบากใจอยู่ไม่น้อย

“แคนยูสปีกอิงลิช กลอยใจ” เธอลองหยั่งเชิงแม่บ้านชาวพม่า สืบเนื่องจากตามตำรากล่าวไว้ พม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และใช้ภาษาราชการตามประเทศที่ปกครอง

“เยสไอแคนสปีกอิงลิช” แม่บ้านทอมบอยตอบกลับมาด้วยสำเนียงบริติชชัดแจ๋ว

มาภาเล็งเห็นทางแก้ปัญหาการสื่อสาร เจ้าตัวจึงส่งภาษาทางราชการของกลอยใจโต้กลับไปอีกครั้งถอดข้อความได้ว่า…

“ตอนนี้ฉันต้องการฝึกภาษา ฉันมีความคิดว่า คราวหน้าเราใช้ภาษาอังกฤษสำหรับสนทนากันดีกว่ามั้ย”

ทางฝั่งโน้นตอบกลับมาด้วยภาษาเดียวกันว่า

“ฉันเห็นด้วย เพราะเมื่อก่อนฉันใช้ภาษาอังกฤษกับเจ้านายเก่าชาวออสเตรเลีย แต่เจ้านายใหม่ที่บ้านนี้ ต้องการให้ฉันใช้ภาษาไทย ฉันจึงหัดพูดภาษาไทย”

“ดีล” มาภาเอ่ย

“ดีล” กลอยใจตอบรับน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้นก็เริ่มเอ่ยปากคุยกันด้วยภาษาอังกฤษจนไฟแลบ มาภารู้สึกดีที่ไม่เสียแรงในการพร่ำเรียนถึง 6 ภาษากับอาจารย์พิเศษคือมารดาของเธอ รวมทั้งจากตำราที่กองอยู่เป็นตั้งๆ ในห้องสมุดที่บ้าน

“ถ้างั้น พี่กลอยใจช่วยถือกระเป๋า และพาฉันไปที่ห้องหน่อย”

“ชัวร์ ฟอลโลมี พลีส” สาวหล่อกลอยใจตอบอย่างร่าเริง พลางออกเดินนำหน้านายน้อยของตนขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน มาภาขยับตัวจะก้าวตามก็ชะงักตัวไว้ก่อน

“กลอยใจ…ธิดากลับมาแล้วเหรอ” เสียงแหบต่ำๆ ทว่าฟังดูอบอุ่นดังมาจากห้องนั่งเล่นติดระเบียง เป็นเวอร์ชันภาษาไทยชัดแจ๋ว ฟังดูก็รู้ว่าเป็นเสียงของผู้ใหญ่ใครคนใดคนหนึ่ง…มาภาใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ นี่เธอกำลังจะได้พบใครกันนะ ระหว่างแม่อุ่น กับป้าอิ่ม แล้วเธอควรเตรียมเรื่องสนทนาอย่างไรดี จึงจะดูไม่มีพิรุธ

“คับคูแม่ คูทิด้ากะมาละคะ”

“งั้นแวะมาหาแม่หน่อยธิดา”

แม่เรียกธิดา นั่นก็คือเรียกเรานั่นแหละ “จ๋าแม่” มาภาขานรับ

สตรีนางหนึ่งงดงามที่สุดที่มาภาเคยเห็น  เธออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแส็กสีขาว นั่งอยู่หลังเปียโนในท่าวางมือสัมผัสบนลิ่มเปียโน มาภาเห็นปลายเท้าวางแนบพื้นข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งอยู่บนแพดเดิล แสดงว่าเสียงเพลงที่เธอได้ยินตั้งแต่เดินเข้ามาในบ้าน เป็นฝีมือการบรรเลงสดๆ ของคุณแม่นั่นเอง

ห้องขาวสะอาดตา เปิดหน้าไว้ทั้งสามด้านเพื่อรับลม ผ้าม่านสีขาวสะอาดตาเช่นเดียวกับห้องถูกรวบไว้กับสายคล้องติดกับหน้าต่างบานสูง มองออกไปข้างนอก เห็นแนวพุ่มไม้เขียวชอุ่มคลุมผืนดิน แบบเดียวกับทางเดินที่เธอเพิ่งเดินผ่านเข้ามาเมื่อครู่…หากรู้ทางกว่านี้ เธออาจเดินตัดผ่านเข้าห้องนี้เลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเดินอ้อมเข้าห้องโถงกลางบ้าน

แม่อุ่นเอี้ยวตัวมองลูกสาว พลางพยักหน้าเรียกให้เข้าไปหาใกล้ๆ นิ้วทั้งสิบยังคงตรึงอยู่บนลิ่มเปียโนในท่าเดิมราวกับติดกาวเอาไว้

“มานั่งนี่ซิลูก…ช่วยอะไรแม่หน่อย”

มาภาสวมวิญญาณเป็นธีด้า รุดไปยืนอยู่ข้างเปียโน  แม่อุ่นขยับตัวเพิ่มที่นั่งให้ลูกสาว แล้วบอกสิ่งที่อยากให้ช่วย

“แม่คิดว่า จะปรับคอร์ดตรงนี้ใหม่…ลูกลองเทียบกับเสียงระนาดนะว่าจะประสานไปกับแม่ได้มั้ย”

มาภายืนตะลึงอึ้งเงียบ แม่อุ่นแหงนมองสบตาเธอ พร้อมกดเสียงเปียโนให้ฟังครั้งหนึ่ง รอจนหมดเสียงกังวานใส แล้วกดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

“นั่งสิลูก…แล้วลองกดคอร์ดไปพร้อมกันดู”

แย่แล้วมาภา…เธอก็ฟังอยู่หรอกนะว่าแม่อุ่นพูดกับเธอว่ากระไร…แต่ทั้งตัว และปากในเวลานี้ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย พลันภาพในวัยเด็กก็ผุดขึ้นมาพร้อมกับเหงื่อพรายที่ซึมซาบทั่วร่างอยู่ในขณะนี้

…ภาพในอดีตนั้น ย้อนไปตั้งแต่วัยเด็กตัวกะเปี๊ยก ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พ่อเคี่ยวเข็ญให้เธอเล่นดนตรี จับเครื่องเล่นมาให้ลองเล่นหลายต่อหลายชนิดแต่เธอก็ไปไม่รอด แม้จะไปได้สวยทางทฤษฎี แต่สอบตกปฏิบัติ ตรงข้ามกับภูเรือที่ทำได้ดี ส่วนมาภานั้นถูกจับทำหมันด้านดนตรีไปเลยอย่างถาวร

แต่วันนี้ ในร่างที่สวมบทบาทเป็นกวินธิดา ได้ยินมาเหมือนกันว่าเธอเป็นถึงสาวน้อยอัจฉริยะด้านนี้โดยเฉพาะ…แย่แล้วไหมล่ะ

“อ่าว…ทำไมหน้าแดงก่ำอย่างนั้นล่ะลูก” แม่อุ่นเห็นความผิดสังเกต ยอมคลายนิ้วเป็นอิสระจากคอร์ดที่เพิ่งคิดได้เมื่อกี้ ไปอังมือแนบศีรษะบุตรสาว “ไม่สบายหรือเปล่า ตัวรุมๆ เหมือนกันนะ”

“จ้ะ…ค่ะแม่อุ่น ลูกปวดหัว นั่งรถนานไปหน่อยจ้ะ” นางสาวมาภาลิ้นพัน เสียงสั่น เงอะงะทำตัวไม่ถูก โชคดีที่แม่อุ่นเป็นมนุษย์ขี้สงสาร

“งั้นเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยมาซ้อมกัน…วันนี้หาหยูกยากินแล้วนอนพักก่อน ปวดหัวนั่งรถ ถ้าได้นอนประเดี๋ยวก็หายเนอะ…” แม่อุ่นยิ้มให้พลางลูบหัวบุตรสาวเธอเบาๆ สัมผัสนั้นทำเอามาภารู้สึกอุ่นซ่านไปทั้งตัว บอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะวันนี้รอดตายไปหนึ่งวัน หรือเพราะเธอห่างจากสัมผัสเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว

Don`t copy text!