ชื่อธีด้าชอบหาเรื่อง บทที่ 22 : จับโป๊ะ

ชื่อธีด้าชอบหาเรื่อง บทที่ 22 : จับโป๊ะ

โดย : กวินนภา

ชื่อธีด้าชอบหาเรื่อง นวนิยายออนไลน์ โดย กวินนภา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวรักโรแมนติกน่ารักของหญิงสาวผู้เป็นยูทูบเบอร์ชื่อดังกับชายหนุ่มผู้ที่โลกใบเก่าของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง…และเขาต้องเลือกว่าจะเปลี่ยนตัวเองไปตามโลกหรือทิ้งทุกอย่างเอาไว้เป็นเพียงอดีต

*************************

– 22 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

พี่ฮักกี้….พี่มาได้ไงเนี่ย”

“จุ๊ๆ อย่าเอ็ดไปเด้อคับคุณธีด้า เรียกว่าพอลนะครับ ชื่อฮักกี้เรียกบ๊อได่”

“เหมือนกัน…อย่าเรียกชื่อธีด้า…เรียกมาภา มาภา มาภาค่ะ”

คนรู้จักกันสองคนกระซิบกระซาบป้องปากคุยกันอยู่กลางป่าทั้งๆ ที่แถวนั้นก็ไร้เงาผู้คน  กวินธิดาก็ลากแขนเขาลงจากรถจักรยาน หลบเข้าใต้ต้นไม้ใหญ่ทั้งคนทั้งรถ

“ตรงนี้ปลอดคนแล้วพี่ คุยสะดวก”

เธอเหลียวซ้ายแลขวา ถนนซีเมนต์ลาดยาวตัดแนวไม้ร่มครึ้ม ต้นลิ้นจี่ปลูกห่างๆ กันเป็นแถวแนวยาว  ถัดไปทางด้านโน้นก็มีต้นลำไย ต้นไม้บริเวณนี้เป็นสวนปล่อยแบบธรรมชาติ แค่ลงต้นไว้เฉยๆ ไม่ได้กะว่าจะเก็บผลขาย ภูเรือเคยให้คำแนะนำลุงฝืนไปว่า ที่รอบบ้านเรามีเกสรดอกไม้แนวผลไม้เยอะ ถ้าเพาะผึ้งเอาน้ำผึ้งไปขายก็จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพต่างจากสวนที่เลี้ยงด้วยดอกไม้เพียงอย่างเดียว ลุงฝืนเชื่อที่หลานแนะนำ เวลานี้เริ่มมีคนสั่งซื้อล่วงหน้ากันเขามาเยอะพอเลี้ยงตัวได้

“ว่ามาๆ พี่มาโผล่นี่ได้ยังไง”

“ป้าติ๊กไซ้ให้เอาปิ่นโตกับข้าวมาส่งครับ”

เห็นปิ่นโต เห็นจักรยานก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นสมบัติของป้าติ๊ก แต่ส่วนที่อยากรู้คือ ชายกรามเหลี่ยมผิวสองสีคนนี้ มาโผล่ที่นี่ได้อย่างไรมากกว่า

“ไม่ใช่สิพี่…ด้าหมายถึง พี่น่ะ มาถึงนี่ได้ยังไง มาเอง หรือใครใช้ให้มา”

“อ๋อ…พี่เป็นอาสาสมัครด้วยเด้อครับคุณธีด้า…ถูกส่งตัวมาเป็นตัวดูต้นทาง” ฮักกี้ป้องปากกระซิบ

หญิงสาวเริ่มย้อนความทรงจำไปถึงวันก่อน ที่ป้าติ๊กเล่าให้ฟังว่าจะมีคนมาสัมภาษณ์เป็น รปภ.

“อย่าบอกนะว่า รปภ.ที่มาจากกรุงเทพ ที่บอกว่าเป็นญาติป้าติ๊ก ก็คือพี่”

“แม่นละครับ แต่พี่บ๊อไซ่คนโคราชเด้อครับ พี่เป็นหนุ่มซัยภูมิ ทางรายการธีด้าจัดมาให้พูดตามนี้ครับ”

“ฮืม ดูซับซ้อนจังเลยเนอะ…” ไม่เข้าใจว่าทำไมแผนปลอมตัวต้องละเอียดขนาดนี้ น่าจะเป็นฝีมือไจ๋ไจ๋ รายนั้นทำอะไรต้องให้เป๊ะ… “งั้นพี่ก็เป็นคนที่ได้งานนี้ แล้วอีกคนนึงไม่ได้ ก็น่าสงสารอีตาหนวดเนอะ”

พี่ฮักกี้เบะปากใส่

“ป๊าดโธ่…สงสารอิหยัง…ตานั่นได้งานด้วย ได้งานดีกั่วพี่ฮักกี้หลาย…ได้เป็นถึงผู้ช่วยลุงฝืน ตอนนี้ทำงานเก็บขี้ผึ้งสบ๊าย สบาย…เอ่อนี่ละ…คุณธีด้า สิ่งนี่แหละที่ผมจะมาเตือน”

“เตือนอะไรพี่”

“ก็ไอ้บักหนวดน่ะ พี่ฮักกี้มั่นใจว่าเขาคือ คนจากเก๋าสยามนะครับ”

“เฮ้ย…พูดเป็นเล่น”

“เรื่องจริงครับ พี่ฮักกี้ว่าท่าทางเค้าคงจะคิดคือกันกับเรา เลยแอบปลอมตัวมาน่ะครับ”

กวินธิดายกมือเท้าสะเอว ถอนหายใจดังฟรื้ด

“นิสัยขี้ก๊อบไม่มีเปลี่ยนเลยนะอีลุง” เธอจิกตาเหมือนพุ่งกระแสจิต อยากฝากคำด่าไปให้ถึงตัวอีตาลุงนั่น  แต่พลันก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “ปลอมตัวมาแล้วไงอะ…สายไปแล้วมั้ย เกมมันใกล้จะจบแล้ว จะทำอะไร ถ่ายในบ้านเหรอ…โธ่มุกซ้ำแล้ว…ว่าแต่ตอนนี้ตาหนวดนั่นอยู่ที่ไหนพี่”

“อยู่ฟาร์มผึ้งกับลุงฝืน…ละก็ กับคุณภูเรือครับ”

“งั้นเหรอ…ดีเลย เดี๋ยวจะขอตามไปฉีกหน้ากากเสียหน่อย”

“คุณธีด้า…”

“อะไรพี่”

พี่ฮักกี้ชูปิ่นโตขึ้น  ตอนรับมาจากป้าติ๊ก แกสั่งย้ำนักย้ำหนาว่าให้ส่งถึงมือเจ้านาย

“นี่ครับ…ป้าติ๊กฝากมา แกบอกว่า มีแกงหอยขม น้ำพริกตาแดง ละก็…”

“โอ๊ยพี่…มันใช่เวลามั้ย คนกำลังรีบ…ช่วยเอาไปเก็บในบ้านให้หน่อยค่ะ”

“ครับๆ เดี๋ยวพี่ไปเก็บให้ครับ”

ราวๆ สิบนาที กวินธิดาก็จ้ำพรวดๆ มาถึงบริเวณบ้านลุงฝืนจนได้ ใจจริงอยากยืมจักรยานพี่ฮักกี้มาขี่ แต่นึกได้ว่ามาภาเคยเขียนข้อมูลไว้ในไมด์แม็ปว่า เธอนั้นขี่จักรยานไม่เป็น ขืนกวินธิดาใช้ร่อนไปร่อนมาตอนนี้ ต้องถูกจับได้แน่ๆ…พอเข้าถึงเขตตัวบ้านป้าติ๊กกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมเนื้อปลามาตากแห้ง มองเห็นหลานสาวอยู่ไกลๆ ก็ตกใจ

“คุณมาภา…มาทำไมคะ ระวังนะคะ เดินผ่านป่าผ่านดงมา เดี๋ยวจะไม่สบายจับไข้อีก”

มาภานี่ก็คุณหนูจัดเลยเนอะ ห้ามตากแดด ห้ามตากลม ห้ามเข้าที่หวงห้าม ห้ามไปไกลบ้าน แล้วนี้ยังห้ามเดินผ่านป่าผ่านดงอีก

“มาภาไม่เป็นไรจ้ะป้า แข็งแรงดีจะตาย”

“แล้วนั่นจะไปไหนคะ”

“มาหาพี่เรือค่ะ พี่เรืออยู่ไหนคะ”

ป้าติ๊กมือไม่ว่างแกใช้คางชี้ไปอีกทางนึง “โน่นค่ะ… ตรงสวนผึ้งตาฝืนโน่น…แต่หนูอย่าไปเลยนะคะ เดี๋ยวผึ้งมันต่อยเอา”

“ไม่เป็นไรจ้ะ มาภาไปตามพี่เรือเฉยๆ ไม่เข้าไปให้ผึ้งต่อยหรอกจ้ะ”

คนรั้นเร่งฝีเท้าไปต่อไป สายตาก็คอยมองสลับฝั่งซ้ายขวา ครู่หนึ่งก็เห็นสิ่งผิดสังเกตตั้งอยู่ใต้ร่มไม้ เป็นกล่องไม้สีขาววางเรียงรายในระยะเท่าๆ กัน  มองเผินๆ เหมือนใครเอาลังโฟมใส่น้ำแข็งมาวางหนุนขาไว้สูงจากพื้นขนาดเท่าขาเก้าอี้…ตรงนี้น่าจะเข้าข่ายเป็นสวนผึ้งที่ป้าติ๊กบอก หญิงสาวเดินหลบออกมาห่างๆ เจ้ากล่องสีขาวนั่นเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน อยากจะตะโกนเรียกอยู่เหมือนกัน แต่ในที่รกๆ แบบนี้เดินไปเงียบๆ น่าจะปลอดภัยกว่า…

หลังจากกวาดตามองจนทั่วอยู่สองสามรอบ ก็ไม่มีคนหน้าหนวดตามที่พี่ฮักกี้บอกแต่อย่างใด อย่าว่าแต่คนหน้าหนวดเลย แม้แต่ลุงฝืน หรือภูเรือ ก็ไร้ร่องรอย หญิงสาวหมุนตัวขวับอยากเดินออกไปจากตรงนั้น ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะต้องมาตามหาให้เหนื่อยทำไม ในเมื่อเวลานี้เธอเองก็เป็นต่อรายการเก๋าสยามอยู่หลายขุม ผลจากคลิปคราวก่อนเธอก็ชนะขาดลอยอยู่แล้ว

ไม่สิ…สิ่งที่หญิงสาวอย่างเธอคิดก็คือ อยากฉีกหน้ากากเจ้าตัวปลอมต่อหน้าภูเรือมากกว่า อยากรู้ว่าจากคราวก่อนที่เขากะจะมาฉีกหน้ากากเธอก่อนนั้น เธออยากให้มันคืนสนองเขาบ้าง

สักอึดใจหนึ่ง กวินธิดาก็เริ่มได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน เป็นเสียงของภูเรืออย่างมิต้องสงสัย แต่เขากำลังพูดอะไรอยู่ฟังดูจริงจัง หญิงสาวเดินลงเท้าเบาๆ ไม่ให้รองเท้าลากเสียงดังนัก

แล้วภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็คือ ร่างใหญ่ๆ สามคน ต่างก็สวมชุดสีขาว ครอบหน้ากาก คนหนึ่งในนั้นยกรังผึ้งขึ้นมา แล้วชี้ไปตรงที่มีน้ำหวานเปียกๆ ผึ้งจำนวนหนึ่งบินวนๆ อยู่รอบรังของมันแสดงความเป็นเจ้าของ อีกส่วนหนึ่งก็บินตอมมาที่ใบหน้า แต่ยังดีที่มีหน้ากากพลาสติกใสครอบปิดไว้ มันจึงได้แต่บินตอมเขาเฉยๆ แต่ทำอันตรายอะไรไม่ได้ แล้วก็มีบางตัวที่บินมาตอมคนที่อยู่ไกลรังผึ้งออกไป ซึ่งก็คืออีกสองคนที่เหลือ ซึ่งหนึ่งในสองคนนั้นมีคนหนึ่งที่ชูโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพของชายคนที่กำลังพูด

‘ตายละ’ นี่เก๋าสยามกำลังจะได้คลิปเด็ดของภูเรือ ไม่สิ!…คนในหมวกครอบนั้นอาจจะเป็นลุงฝืนก็ได้ ซ่อนตัวเองไว้ในชุดกันผึ้งแบบนี้ มันก็ไม่รู้น่ะสิว่าใครเป็นใคร

แกร็บ! หญิงสาวเอาแต่จ้องมองจนเท้าไปเหยียบเศษไม้แห้งเข้า…ชายคนที่ไม่ได้ถืออะไรอยู่ในมือเลยหันมามอง

“มาภา อย่ามาตรงนี้ ถอยกลับไป”

เสียงภูเรือแน่ๆ เธอได้ยินชัดเจนเต็มรูหู แต่ร่างที่ขนาบเธอลงกับพื้นเพื่อกำบังอันตรายจากฝูงผึ้งนี้ ไม่แน่ใจว่าจะใช่เขาหรือไม่…บอกตรงๆ เลยว่าตัวหนักชะมัด

ชายคนที่ถือรังผึ้งหรือลุงฝืนสติไวที่สุด เขาวางมันลงก่อน แล้วหยิบผ้ายางผืนใหญ่กางออกแผ่ทับที่ร่างของคนทั้งสองอีกที

“ไปครับคุณ ผมคลุมไว้ให้แล้ว พาคุณมาภาออกไปก่อน”

ภูเรือลุกขึ้นยืน พร้อมทั้งฉุดร่างน้องสาวตามขึ้นมา ตอนนี้ทั้งสองซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าใบที่คลุมอยู่ แล้วผ้านั้นก็ลอยห่างออกไปจากอาณาเขตแห่งเหล็กใน

คนที่ถือกล้องถ่ายไว้ตั้งแต่แรกก็มิได้ปิดการบันทึกแต่อย่างใด เขายังคงถือกล้องถ่ายมันไว้ จนกระทั่งถึงตอนที่ผ้าคลุมเปิดออก เมื่อทั้งสองคนพ้นจากจุดอันตรายนั้นออกมาแล้ว

“น้องไปอยู่ตรงนั้นไม่ได้น้องก็รู้ ถ้าโดนผึ้งต่อยอีกจะทำยังไง”

กวินธิดาในเวลานั้นพลอยตกใจไปด้วย คาดไม่ถึงว่าพี่ชายจะปกป้องน้องสาวถึงขนาดนี้

“ปล่อยได้แล้วพี่…ไม่เป็นอะไรสักหน่อย”

เขาลากแขนเดินไปอีกไกลๆ จากตรงนั้น กวินธิดาเดินไปสะบัดแขนไป จนหลุดจากอุ้งมือแข็งและด้านของเขา

“ปล่อย…” เธอสะบัดออกอีกทีจนหลุด “ตกใจหมดเลย ก็บอกแล้วไงว่าคนไม่เป็นไร ถ้าฉันจะเป็นอะไร ก็เพราะถูกทับจนแบนนั่นแหละ”

“ทำไมพูดกับพี่อย่างนั้นล่ะ ยังกับไม่ใช่มาภา”

กวินธิดาหน้าหด ซวยแล้ว ปล่อยร่างเดิมออกมาอาละวาดตอนนี้ไม่ได้ ทุกอย่างก็พังหมดน่ะสิ

“เอ่อ…ก็น้องตกใจนี่…ตกใจไปหมดเลย ทั้งตกใจผึ้ง ทั้งตกใจพี่ ไม่เอาละ ไปดีกว่า…นี่หยุดถ่ายได้แล้ว ถ่ายอะไรกันนักกันหนาฮะ” เธอปรี่เข้าไปกระชากมือถือจากคนที่ถ่ายอยู่… “เอามานี่ ไหนดูสิ ถ่ายอะไรไปแล้วบ้าง”

กวินธิดาเปิดวิดีโอดูจากกล้องมือถือที่ยึดไว้ มีคลิปการสาธิตเลี้ยงผึ้งอย่างที่เธอเดาไว้จริงๆ แต่ชายคนที่สาธิตนั้นคือลุงฝืน ไม่ใช่ภูเรืออย่างที่เธอเข้าใจ

“ไม่มีอะไรครับน้องมาภา ลุงเป็นดาราหน้ากล้องให้ทางตำบลครับ…สาธิตวิธีการเลี้ยงผึ้ง ส่วนไอ้เจ้าคนถ่าย คนนี้ชื่อนายแมน ผู้ช่วยลุงเองครับ”

นายแมนยกมือไหว้กวินธิดา แม้จะดูอายุเยอะกว่ามาก

“สวัสดีครับนาย ผมลุงแมน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”

กวินธิดารับไหว้กลับนายแมน…แล้วกล้าพนันเดี๋ยวนั้นเลยว่าอีตานี่คือนายแท่น ไม่ใช่นายแมน ลุงฝืนนี่ก็ช่างกระไร ไว้ใจไม่ได้เลย ให้คอยสอดส่องกันท่า กลายเป็นรับมาทำงานด้วยเสียอย่างนั้น แค่ติดหนวดก็ทำเนียนเป็นคนละคน แค่นี้ก็ได้หรือ…เอาละ เออออไปก่อน ขืนเธอกระโตกกระตากอะไรขึ้นมาตอนนี้จะกลายเป็นหลักฐานผูกมัดได้ว่า เธอเองก็มิใช่น้องสาวตัวจริงของภูเรือ เมื่อกี้เขายิ่งสงสัยเราอยู่ด้วย

“จ้ะ ลุงแมน สวัสดีจ้ะ”

ภูเรือมองตามน้องสาวตาปริบๆ อยากจับมาฟาดก้นเสียเหลือเกิน

“ทีนี้เราบอกพี่มา ว่ามาทำอะไรอยู่ตรงนี้…เคยห้ามไว้แล้ว ว่าห้ามมา”

“พี่เรือจะห้ามน้องทำไม ทีพี่ยังมาแถวนี้ได้”

“แต่พี่ไม่เหมือนน้อง…พี่ไม่ได้แพ้ผึ้งอย่างเรานี่”

คนรับบทน้องสาวสะอึกเอิ้ก…ตายละ ยัยมาภา ไม่เคยบอกไว้สักคำว่าตัวเองแพ้ผึ้ง เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ

“อ๋อ…ก็ ก็คนมันลืมนี่นา ความจำเสื่อมนี่นา แล้วมันก็มีอะไรให้จำตั้งเยอะแยะ ลืมแค่นี้เอง ไม่เอาดีกว่า กลับเข้าบ้านดีกว่า” หญิงสาวรีบสับฝีเท้าเผ่นออกมาจากตรงนั้นทันทีที่พูดจบ พี่ชายมองตามแล้วส่ายหัว เดี๋ยวนี้ทำตัวแปลกขึ้นทุกวัน ทั้งแปลก ทั้งรั้น ราวกับเป็นคนละคน เขาคิดไปเรื่อย ก่อนจะกลับไปสมทบกับทีมถ่ายทำทั้งสอง

“ถ้างั้นลุงกับพี่แมนก็ถ่ายกันไปนะครับ…อย่างที่ถ่ายไปนั่นแหละครับดีอยู่แล้ว”

ภูเรือบอก แล้วเดินจ้ำตามน้องสาวไป

เกือบซวยแล้วมั้ยล่ะธีด้า’ หญิงสาวนึกขอบใจเจ้าผึ้งจิ๋วที่วันนี้ไม่กัดเธอจนความลับรั่วไหลก่อนกำหนด

ไม่งั้นละก็…ไม่ต้องถ่ายมันต่อแล้วละคลิปอะไรนั่นน่ะ

บางทีก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ จะดันทุรังไปกับการแข่งขันนี้ทำไมกันนะ ทำไมต้องมาเสี่ยงใช้ชีวิตเป็นคนอื่น แล้วก็ให้คนอื่นมาเป็นตัวเอง ทำไมไม่ห่วงชื่อเสียงความสามารถของตัวเองที่จะถูกคนอื่นทำพัง แล้วถ้าหากว่าถูกจับได้ล่ะ เขาจะฟ้องร้องเอาผิดอะไรกับเราก็ได้อยู่แล้ว หลักฐานในโลกโซเชียลก็เห็นๆ กันอยู่

ถ้างั้นก็รีบจบเกมนี้ให้เร็วที่สุด แล้วออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปกว่านี้

ยิ่งนึกถึงสายตาห่วงใยสุดๆ จากเขาแบบนั้นด้วยแล้ว ยังจะทนเป็นตัวปลอมไหวหรือกวินธิดา!

 

และในเวลาตกค่ำของวันเดียวกันนั้นเอง

“ทีดีหนึ่งวอสอง ทีดีหนึ่งวอสอง…งานเข้าแล้วธีด้า…” เสียงจากปลายสายดังขึ้นผ่านลำโพงโมโน  ในที่อับสัญญาณเช่นนี้ ทางเดียวที่จะติดต่อกันอย่างเร่งด่วนได้ก็มีเพียงวิทยุสื่อสาร  กวินธิดาแหวกประตูตู้เสื้อผ้าควานหาวัตถุที่หลบซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่งใต้กองผ้า ตามที่ตกลงกันไว้เจ้าสิ่งนี้จะหยิบมันออกมาใช้ก็ต่อเมื่อมีเรื่องคอขาดบาดตายเท่านั้น แต่กระนั้นก็ต้องแอบไว้ในที่ที่ควานหาได้ง่ายและในระยะที่เรียกหาต้องได้ยิน ยังดีที่ภูเรือไม่ใช่คนช่างสงสัยที่คอยสอดส่องห้องนอนคนในปกครอง จึงพอสบายใจได้

“ว่ามา…งานเข้าอะไร ยังไง” ปลายสายจากเขาใหญ่ตอบกลับ

“รหัสสาม ย้ำรหัสสาม” เสียงอู้อี้ตอบกลับมาอีกที

“ชิปเป๋ง…พูดเป็นเล่น รหัสสามเลยเหรอ” ปลายสายทวนประโยค

 

Don`t copy text!