ธำมรงค์เลือด บทที่ 13 : นิวเคลียร์และอะตอม

ธำมรงค์เลือด บทที่ 13 : นิวเคลียร์และอะตอม

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

ตอนที่เพลงภัทรกลับไปนั้น ตะวันลับฟ้าไปนานแล้ว เพลงภัทรกลับไปได้ไม่นาน…เขาคนนั้น…ก็แวะมาอย่างที่ปะวะหล่ำคาดเอาไว้ไม่มีผิด

บังเอิญหรือ…

ไม่ใช่แน่…

หลานสาวของคุณไลยส่ายหน้า ปะวะหล่ำไม่คิดว่าสีหราช ‘บังเอิญ’ ผ่านมา

ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เขาน่าจะหยั่งรู้ว่า…เพลงภัทรเพิ่งนำเครื่องประดับจากวัดราชธิดามาเสนอขาย เลยตั้งใจจะแวะมา…

ปะวะหล่ำรู้ตั้งแต่สีหราชยังไม่ก้าวเข้ามาในร้านด้วยซ้ำ

รู้ได้อย่างไร…รู้เพราะว่าจู่ๆ บรรยากาศรอบกายก็ยะเยือกเย็นขึ้นมากะทันหัน พร้อมกันนั้นกลิ่นหอมอันเป็นกลิ่นเฉพาะตัวก็รวยรินขึ้นมาในอณูอากาศ

ไม่เหมือนธูป ไม่เหมือนน้ำอบ ไม่น่ากลัว เป็นความหอมอันเยือกเย็น เหมือนดอกไม้ไทยหลายๆ ชนิดผสมกัน

“คุณสีหราช”

ปะวะหล่ำได้ยินเสียงคุณไลยเอ่ยทักทายชายหนุ่มผู้นั้น

ยายลุกขึ้นเดินไปต้อนรับ ขณะที่เธอเงยหน้าจากหนังสือในมือขึ้นมองสบดวงตาคู่ดำสนิท ขุมขนบนเรือนกายลุกเกรียวโดยไม่มีเหตุผล เหมือนกับว่าเขาก้าวออกมาจากความฝันของเธอในค่ำคืนที่ผ่านมา…ไม่มีผิด

“ไลยมีข่าวเรื่องแหวนแล้วค่ะ แหวนที่คุณตามหา…ไม่รู้ว่าจะใช่วงเดียวกันหรือไม่นะคะ แต่ไลยคิดว่าเหมือนกันมาก” น้ำเสียงของผู้เป็นยายตื่นเต้น “เป็นแหวนของหนูเพลงภัทร เจ้าของสังวาลที่คุณสีหราชเพิ่งซื้อไปล่าสุด วันนี้เธอเอาแหวนมาเสนอขายค่ะ”

“แต่แหวนก็ไม่ได้อยู่ที่ร้าน…ไม่ใช่หรือ” สีหราชลากเสียง ปะวะหล่ำไม่แน่ใจว่าเขาพูดคำว่า ‘หรือ’ หรือ  ‘ฤๅ’ กันแน่

ร่างสูงล่ำสันทำจมูกฟุดฟิด เหมือนคนกำลังสูดกลิ่นอะไรบางอย่าง เขาแค่นเสียงแผ่วต่ำในลำคอ ผู้ติดตามสองคนหันไปมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย

“ไม่มีแหวน” เขาพึมพำ

“ค่ะ” คุณไลยทำเสียงผิดหวัง

“คุณรู้ได้ยังไง” ปะวะหล่ำเก็บความสงสัยไว้มิได้

“ง่ายๆ ตรงไปตรงมา” มีรอยยิ้มเหมือนจะเอ็นดูอยู่ในดวงหน้าคมสัน “ถ้าแหวนอยู่…คุณยายของเธอก็คงเอามาให้เราดูแล้ว”

“เจ้าของคงเห็นว่าแหวนมีราคา เลยไม่ให้เราเก็บเอาไว้ค่ะ” ปะวะหล่ำถอนใจเบาๆ

“ก็ทำไม…คราวสังวาลถึงยอมให้เก็บเอาไว้” เขาแกล้งถาม

“ไม่ทราบค่ะ” ปะวะหล่ำไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านั้น “แต่คราวนี้เธอถ่ายภาพแหวนส่งมาให้ฉัน บอกว่าถ้าคุณแวะมาเมื่อไร…ให้เอาภาพแหวนให้ดู”

ปะวะหล่ำกดภาพในโทรศัพท์มือถือ แล้วส่งให้อีกฝ่าย

“หากคุณสนใจ ค่อยนัดส่งมอบแหวนกันอีกที”

จังหวะที่สีหราชยื่นมือมารับโทรศัพท์มือถือ ปลายนิ้วของเขาแตะกับปลายนิ้วของเธอโดยมิได้ตั้งใจ

ทันทีนั้น…เขาสะดุ้งและเธอก็สะดุ้ง

ปะวะหล่ำไม่รู้ว่าสีหราชสะดุ้งด้วยเหตุผลใด แต่เธอสะดุ้ง…เพราะปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบราวกับแท่งน้ำแข็ง…

“ใช่วงเดียวกับที่คุณตามหาไหมคะ” เสียงของคุณไลยดึงสติของปะวะหล่ำกลับมา

“เหมือนมาก…” ดวงตาของสีหราชจ้องมองภาพแหวนทรงรังแตน หัวประดับไพลินสีเข้มแน่วนิ่ง หัวคิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำว่า

“แต่…ไม่ใช่”

“ตายจริง” คุณไลยถอนใจ ผ่านมานานหลายปีแล้ว เธออยากให้เขาสมหวัง ได้พบแหวนที่ติดตามหาเสียที “น่าเสียดายนะคะ มาจากกรุวัดราชธิดาเสียด้วย”

“ถึงจะไม่ใช่วงที่เราตามหา แต่วงนี้…เป็นวงที่อยู่คู่กันกับวงนั้น” เสียงของชายหนุ่มพึมพำ

“คู่กัน” คุณไลยนิ่วหน้า “หมายถึงแหวนแบบนี้มีสองวงหรือคะ”

“ใช่” เขาพยักหน้า ดวงตายังไม่ละไปจากภาพแหวนในจอโทรศัพท์ “ดูดีๆ สิ…วงนี้เป็นของบุรุษ…แต่วงที่เราตามหาเล็กกว่าวงนี้…เป็นของสตรี”

“ถ้างั้นวงนี้คุณจะ…” คุณไลยเม้มริมฝีปาก

“รับสิ” เขาพยักหน้า “เราซื้อวงนี้”

“เจ้าของไม่ได้บอกราคาไว้นะคะว่าจะขายเท่าไร” คุณไลยรีบบอก

“ช่วยสอบถามให้เราด้วย” เขาบอกและคุณไลยรีบตอบว่า

“อย่าเลยค่ะ” ผู้สูงวัยส่ายหน้า เปิดร้านมานานกว่าครึ่งชีวิต เหตุใดจะไม่รู้ว่าการที่เพลงภัทรไม่ยอมทิ้งแหวนเอาไว้ที่ร้าน เป็นเพราะเด็กสาวคนนั้นเกิดความระแวง กลัวว่าเธอจะแอบบวกกำไรเพิ่ม “คุณสีหราชถามตรงกับหนูเพลงเลยดีกว่า”

“ทำไมล่ะ” เขาถาม ดวงตาเปล่งประกายราวรู้คำตอบอยู่แล้ว

“ไลยไม่อยากให้หนูเพลงคิดว่าทางร้านบวกกำไรค่ะ” คุณไลยตอบตรงๆ ตามนิสัย “ไลยแค่อยากให้คุณได้แหวนที่ต้องการ และหนูเพลงได้เงินตามที่เธอต้องการ”

“แต่เธอ…เอ้อ…คุณไลย” เขาเอ่ยเหมือนไม่คุ้นกับการเรียกสรรพนามของอีกฝ่าย “ควรได้ค่านายหน้าเป็นผลตอบแทน”

“ไลยไม่รับค่ะ” คุณไลยปฏิเสธเสียงหนักแน่น “ไม่ใช่เฉพาะกรณีนี้นะคะ ที่ผ่านมาไลยไม่เคยรับค่านายหน้าอะไรแบบนี้เลย ที่เป็นคนกลางให้ก็เพราะอยากช่วยค่ะ คนที่เอาเครื่องประดับมาขายส่วนมากเดือดร้อนจริงๆ ถ้าไลยชอบ ไลยก็ซื้อเอาไว้เองแล้วค่อยปล่อยขายทีหลัง แต่ถ้าไลยไม่ชอบก็รับฝาก ช่วยขายให้ ขายได้เจ้าของก็ได้เงิน หากขายไม่ได้ไลยก็ไม่ได้เสียอะไรนี่คะ”

“เธอเป็นคนมีน้ำใจ” เขาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

“ถ้าคุณสีหราชตกลงจะรับแหวน…ฉันจะนัดเพลงภัทรให้นะคะ” ปะวะหล่ำรีบอาสา “คุณสะดวกให้เพลงมาพบที่ไหน พบเมื่อไรคะ”

“เอาไว้ก่อน ช่วงนี้เรายังไม่สะดวก พร้อมเมื่อไรค่อยนัดกันอีกที” คำตอบของสีหราชสร้างความประหลาดใจให้หญิงสาว เพราะทุกครั้งที่ผ่านมา เขาดูจะเร่งร้อนกับการซื้อขายเครื่องประดับจากกรุวัดราชธิดา ไม่เคยทอดเวลาให้เนิ่นนาน

“ถ้าได้เจอหนูเพลง” คุณไลยรีบเอ่ย “เราลองถามเธอก็น่าจะดีนะคะ ถามว่ามีแหวนแบบเดียวกันนี้ แต่เป็นวงเล็กของผู้หญิงหรือเปล่า…บางมีอาจจะมีก็ได้นะคะ หนูเพลงภัทรได้รับมรดกจากคุณย่าที่ตกทอดมาจากคุณทวดอีกที เป็นเครื่องประดับโบราณหีบใหญ่ ท่าทางจะเป็นเครื่องประดับที่มาจากกรุนี้หลายชิ้น อุตส่าห์ตามหาอยู่เป็นนาน ที่จริงแล้วอาจจะอยู่ไม่ไกลเลย ใครจะรู้”

“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ละก็…เราก็คงจะหมดภาระเสียที” น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อย จนยากจะบอกว่าผู้พูดมีความรู้สึกใด

“ถ้างั้น…วันนี้…” คุณไลยเหลือบมองหลานสาว และปะวะหล่ำก็เห็นร่องรอยแปลกใจฉายชัดในดวงตาฝ้าฟางคู่นั้น

“เราแค่ผ่านมา” เขาตอบสั้นๆ ดวงตาที่จ้องมองมายังผู้สูงวัยมีร่องรอยลึกซึ้ง คำพูดประโยคถัดมาสีหราชเอ่ยหนักแน่น “ขอบใจในความซื่อตรงที่มีให้กับเราเสมอมา…”

 

ยังไม่ทันที่ปะวะหล่ำจะได้กดโทรศัพท์หาเพลงภัทรเพื่อแจ้งข่าวเรื่องแหวน เพื่อนชายของฝ่ายนั้นก็ผลักประตูร้านเข้ามาเสียก่อน

“อ้าว”

ปะวะหล่ำเลิกคิ้ว รู้สึกประหลาดใจเพราะเขามาคนเดียว

“ลืมอะไรหรือคุณ”

“ถ้าไม่ลืมอะไร ผมจะแวะมาไม่ได้หรือ” ธามนิธิย้อนด้วยน้ำเสียงสนุก

“ไม่ได้ค่ะ จะปิดร้านแล้ว” ปะวะหล่ำรีบบอก

“ผมแวะมานิดเดียว รับรองว่าไม่รบกวนนานนักหรอกครับ” เขาว่า

“แล้วเพลงไปไหนล่ะคะ ทำไมไม่มาด้วย” ปะวะหล่ำไม่ตอบคำถามนั้นของชายหนุ่ม เปลี่ยนไปถามถึงเพื่อนสาว

“ทำไมเพลงต้องมาด้วยล่ะครับ” ธามนิธิยังไม่หยุดแกล้งปะวะหล่ำ “ผมอยากไปไหนผมก็ไปได้…ตัวไม่ได้ติดกันสักหน่อย”

“ฉันถามดีๆ คุณก็ตอบดีๆ สิคะ” ปะวะหล่ำนิ่วหน้า “แต่ถ้าอยากจะกวนกันละก็…ได้นะ จะลองไหม”

“เอาละๆ ผมยอมแพ้ คุณนี่ขี้งอนเหมือนกันนะ…ผมกับเพลงเพิ่งแยกกันที่ร้านอาหารครับ เพลงขับรถไปหาคุณแม่ ผมเลยย้อนกลับมาที่นี่” ธามนิธิแบมือทั้งสองข้าง “เพราะมีเรื่องสำคัญอยากปรึกษาคุณยายสักหน่อย”

“แล้วทำไมเมื่อตอนเช้าไม่ปรึกษาเสียเลยล่ะ” ปะวะหล่ำสงสัย ไม่ได้ตั้งใจจะกวนเขาสักนิด

“เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของผมที่ไม่เกี่ยวกับเพลง” ธามนิธิตอบอย่างใจเย็น “ในกรณีที่คุณคิดว่าผมกับเพลงเป็นแฟนกัน คุณกำลังเข้าใจผิด ผมกับเพลงเป็นเพื่อนกัน และผมจะทำอะไรก็ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตเพลง…ทีนี้เข้าใจหรือยัง”

“แล้วมาบอกฉันทำไม” ปะวะหล่ำแกล้งทำเป็นไม่สน แต่ไม่รู้ทำไม…คำบอกเล่าของธามนิธิจึงทำให้เธอสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

“ก็อยากบอก เพราะผมคิดว่าคุณกำลังเข้าใจผิด” ธามนิธิยังคงพูดตรง “ตกลงคุณยายอยู่ไหมครับ”

“เพิ่งออกไปข้างนอกเมื่อสักครู่ค่ะ ไปเดินเล่นหาซื้อของขบเคี้ยว” หญิงสาวยิ้มกว้าง

กำลังจะปิดร้าน คุณไลยเลยเดินออกไปเดินเล่นซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งอยู่ชั้นใต้ดิน เพื่อซื้ออาหารง่ายๆ กลับไปอุ่นกินกับหลานสาวที่บ้าน เธอสั่งให้ปะวะหล่ำนั่งเฝ้าร้าน ตอนแรกหลานสาวรู้สึกเป็นห่วง ไม่อยากให้คุณไลยไปคนเดียว แต่วันนี้ดูแล้วว่าคุณไลยแข็งแรงขึ้น เดินเหินคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง เธอเลยยอมปล่อยให้ผู้เป็นยายได้เดินเล่นเป็นอิสระบ้าง

“ประเดี๋ยวคงจะกลับมา…คุณมีอะไรคุยกับฉันก็ได้”

“ผมอยากถามเรื่องอาวุธโบราณน่ะคุณ” ธามนิธิเข้าเรื่องที่เขาสนใจ

“อาวุธโบราณ” ปะวะหล่ำเลิกคิ้ว “ร้านเราขายเครื่องประดับโบราณนะคะ ไม่ได้ขายอาวุธ”

“ผมรู้” ธามนิธิหัวเราะเบาๆ “ผมเลยอยากปรึกษาไงครับ ว่าถ้าจะตามหาอาวุธโบราณ จะหาได้ที่ไหนบ้างครับ”

“อืม…” คราวนี้ปะวะหล่ำจ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจ ด้วยไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มจะมีความสนใจสะสมของแบบนี้

“ผมกำลังทำปริญญาเอกเรื่องอาวุธโบราณของไทยน่ะครับ” เขาเอ่ยขึ้นเหมือนอ่านความคิดของอีกฝ่ายได้ “เมืองไทยมีศัสตราวุธที่มีชื่อเสียงโด่งดังหลายชิ้น เป็นต้นว่า พระแสงดาบคาบค่าย พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตงของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยังจะศัสตราวุธชิ้นอื่นๆ อีกมากมาย…ผมพยายามจะรวบรวมข้อมูลและศึกษารายละเอียดให้ได้มากที่สุด”

“อาวุธชิ้นสำคัญ อาวุธมีชื่อเสียง อาวุธที่มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์…น่าจะยากค่ะ” ปะวะหล่ำพูดตามตรง “ยิ่งชิ้นที่มีความสำคัญ ถ้าหากยังหลงเหลือตกทอดมาถึงปัจจุบัน ป่านนี้คงจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แล้ว ไม่มีโอกาสที่คุณจะได้ครอบครองหรอกค่ะ ถ้าคุณอยากได้จริงๆ อาจต้องสอบถามเอาจากพวกขายวัตถุโบราณ หรือไม่ก็ลูกหลานของตระกูลเก่าๆ ที่อาจจะมีดาบของบรรพบุรุษตกทอดกันมา…คุณได้ถามเพลงดูหรือยัง คุณปู่คุณย่าของเพลงมีของเก่าๆ เยอะ บางทีอาจจะมีดาบ มีหอก มีโล่โบราณที่คุณตามหาอยู่ก็ได้นะ”

“ผมเคยถาม เพลงบอกว่าเธอมีแต่เครื่องประดับที่คุณย่ายกให้” ธามนิธิพยักหน้า “แต่ที่บ้านคุณปู่ที่อยุธยายังมีหีบเก่าๆ เก็บไว้ในห้องเก็บของอีกหลายหีบ ถ้ามีโอกาสกลับไปจะลองดูให้ครับ”

“ถามหน่อยได้ไหมคะ” ปะวะหล่ำยังไม่หายสงสัย เท่าที่รู้เขาเรียนปริญญาเอกที่อเมริกา…เขาเรียนสาขาอะไร ถึงได้สนใจทำวิจัยเรื่องอาวุธโบราณของไทย “คุณเรียนเอกสาขาไหนกันแน่ ฝรั่งเขาสนใจเรื่องอาวุธของไทยด้วยหรือคะ”

“ผมเรียนนิวเคลียร์ฟิสิกส์” คำตอบของเขาทำให้ปะวะหล่ำถึงกับอ้าปากค้าง

“เดี๋ยวนะ” หญิงสาวจ้องมองดวงหน้าคมสันของเขา กะพริบตาถี่ๆ ด้วยความสับสน “คุณเรียนอะไรนะ”

“นิวเคลียร์ฟิสิกส์” เขาย้ำ “หรือบางคนเรียกว่าฟิสิกส์นิวเคลียร์ เป็นสาขาหนึ่งของวิชาฟิสิกส์ที่ศึกษาองค์ประกอบต่างๆ และปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างกันของนิวเคลียสทั้งหลายของอะตอม”

“แปลให้ฉันเข้าใจหน่อยได้ไหมคะ” ปะวะหล่ำไม่ถนัดศัพท์แสงสายวิทยาศาสตร์

“ง่ายๆ เลย คือธาตุทุกอย่างบนโลกใบนี้มีอะตอมเป็นองค์ประกอบ และอะตอมของธาตุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติต่างกัน นั่นทำให้ธาตุมีความแตกต่างกัน…เหล็ก ไม้ น้ำ หิน ดิน ทราย…แตกต่างกัน เพราะมีอะตอมแตกต่างกัน”

ธามนิธิอธิบายช้าๆ และปะวะหล่ำก็เริ่มจะเข้าใจมากขึ้น

“ถ้าเรารู้จักอะตอมของธาตุแต่ละอย่าง เราจะสามารถนำมันมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมายมหาศาล” เขาพูดด้วยความคล่องแคล่ว “อย่างเช่นการนำเอาพลังงานนิวเคลียร์มาผลิตไฟฟ้า”

“ฉันยังนึกไม่ออกว่าทั้งหมดนี้เกี่ยวกับงานวิจัยของคุณอย่างไร” ปะวะหล่ำยังเชื่อมโยงไม่ได้

“ผมสนใจวิจัยอาวุธของคนโบราณ เพราะอาวุธในตำนาน อาวุธในประวัติสาสตร์ ในเรื่องเล่า…หลายชิ้นมีคุณสมบัติพิเศษ” เสียงของเขาแผ่วต่ำ ดวงตาคู่คมเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “อย่างเช่นดาบเอกซ์แคลิเบอร์ ของกษัตริย์อาร์เธอร์”

“ฉันเคยอ่าน” ปะวะหล่ำเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว “ดาบเอกซ์แคลิเบอร์สามารถตัดได้ทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่งเหล็กกล้า และปลอกของดาบก็มีพลังวิเศษ…ป้องกันเจ้าของให้ปลอดภัย ไม่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ และหากผู้ครอบครองดาบใช้ดาบทำลายศัตรู…บาดแผลนั้นก็จะไม่มีเลือด”

“นี่แค่ตัวอย่างเดียวเท่านั้นนะแป้ม” เขาเปลี่ยนมาเรียกชื่อเล่นของปะวะหล่ำด้วยท่าทีคุ้นเคย และหญิงสาวก็ไม่ได้ห้ามแต่อย่างใด “ยังมีตำนานมหัศจรรย์เกี่ยวกับศัสตราวุธทั่วโลกอีกมากมาย…ถ้าตำนานเหล่านั้นมีเค้าความจริงอยู่บ้างละก็…นั่นหมายความว่าเหล็กหรือโลหะใดๆ ก็ตามที่ใช้สร้างเป็นดาบหรืออาวุธพวกนั้น จะต้องมีคุณสมบัติมหัศจรรย์ที่คนรุ่นหลังอย่างเราควรศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้…และนี่คือเหตุผลของผม ที่เลือกทำวิจัยในหัวข้อนี้อย่างไรล่ะครับ…”

 



Don`t copy text!