ธำมรงค์เลือด บทที่ 17 : เวมานิกเปรต

ธำมรงค์เลือด บทที่ 17 : เวมานิกเปรต

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

ปะวะหล่ำรู้ดีทีเดียวว่าความวุ่นวายทั้งหลายเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ไม่อยากจะนึกเลยว่า นับจากวันนี้ไป คณะทำงานจะต้องปวดหัวแค่ไหน โดยเฉพาะตัวเธอ…แค่รับมือกับพจีก็แทบแย่แล้ว นี่ยังมีเพลงภัทรโผล่มาอีกคน

ดูจากสีหน้ารุ่นพี่ของเธอแล้ว ปะวะหล่ำรู้ดีทีเดียวว่าพจีไม่พอใจถึงขั้นสุด หญิงสาวคนนั้นจะไม่มีวันปล่อยให้เพลงภัทรได้ฝึกงานอย่างสงบสุขแน่ วาทีก็คงคิดเช่นเดียวกัน เพื่อนและเธอเคยเห็นฤทธิ์ของพจีมาแล้วตั้งแต่ตอนเป็นนักศึกษา วาทีเลยหันมาสบตากับปะวะหล่ำพร้อมทั้งส่ายหน้าไปมาด้วยความรู้สึกเป็นกังวล

มีแต่ปีธวัชคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีท่าทีสบายๆ

แน่ละ…ก็เขายังไม่รู้จักเพลงภัทรดีพอ

คนที่ไม่เคยใกล้ชิดกับเพลงภัทร ไม่มีวันรู้หรอกว่าภายใต้ดวงหน้าสวยหวาน ท่าทางใสๆ ซ่อนดาบอันแหลมคม พร้อมจ้วงแทงทุกคนไว้ใต้รอยยิ้ม เพื่อนของหล่อนคนนี้มีเล่ห์เหลี่ยมมายามากมายที่ใครหน้าไหนก็ตามไม่ทัน ดูง่ายๆ อย่างเรื่องฝึกงานนี่ก็ได้ รู้ทั้งรู้ว่าไม่เหมาะไม่ควร หากเพลงภัทรก็ไม่รีรอที่จะงัดเอาอุบายทุกอย่างมาใช้ เพียงเพื่อเธอจะได้สิ่งที่ต้องการ

แล้วเธอก็ทำสำเร็จ

ปะวะหล่ำถอนใจแล้วถอนใจอีก ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเพลงภัทรจึงต้องดึงดันอยากจะมาฝึกงานให้ได้ แถมจำเพาะเจาะจงว่าต้องมาฝึกที่เดียวกับที่ปะวะหล่ำทำงานอยู่เสียด้วย คิดแค่นี้อาการปวดหัวก็แล่นเป็นริ้วแล้ว

“ฝึกงาน ต้องฝึกจริงจังนะครับ” ปีธวัชย้ำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เพลงภัทรจ้องมองดวงหน้าคมสันด้วยสายตาหวานหยดย้อย ขณะที่พจีกระแทกเท้าเดินออกไปด้วยความรู้สึกไม่พอใจ “จะมาทำเล่นๆ ไม่ได้ เข้าใจไหม ถ้าอยากรู้ว่าเรียนโบราณคดีแล้วต้องทำอะไรบ้าง น้องเพลงก็ต้องทำตัวเหมือนกับทีมงานคนอื่น ที่นี่เราอยู่กันแบบพี่น้อง ทำงานกันวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลาราชการ ถ้าหากมีเรื่องเร่งด่วน จำเป็นจะต้องทำงานล่วงเวลา พี่จะแจ้งให้ทราบเป็นครั้งคราวไป แบบนี้พอได้นะครับ”

“ได้ค่ะ สบายมาก” ดวงตาของเพลงภัทรเปล่งประกายวับวาว รอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ผู้ชายจะหลงใหลได้ง่ายๆ “พี่สั่งให้เพลงทำอะไร เพลงจะทำตามทุกอย่าง”

“ดีครับ” เขายิ้มอ่อนโยน “แล้วนี่เพลงจะพักที่ไหนครับ เดินทางไปกลับหรือจะพักอยู่ที่อยุธยา พวกเราเช่ารีสอร์ตเอาไว้ไม่ไกลจากที่นี่ เราพักกันอยู่ที่นั่นทุกคน”

“เพลงมีที่พักแล้วค่ะ ไม่ขอรบกวน”

คำตอบของเพลงภัทรทำให้ปะวะหล่ำประหลาดใจ ท่าทางของเพื่อนชื่นชอบปีธวัชจนออกนอกหน้า เธอนึกว่าเพลงภัทรจะไปพักด้วยกันที่รีสอร์ตเสียอีก

“พักที่ไหน ไกลหรือเปล่า” เขาถามด้วยความเป็นห่วง

“บ้านของคุณย่าเพลงเองค่ะ…คุณปู่คุณย่าเป็นคนอยุธยา มีเรือนไทยหลังใหญ่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก เพลงคิดว่าพักที่บ้านคุณปู่คุณย่าน่าจะสะดวกกว่า”

แม้เรือนไทยของคุณภัทราจะไม่มีคนอยู่ หากคุณเกษเกล้าจ้างคนงานและแม่บ้านให้คอยทำความสะอาดและดูแลความเรียบร้อยอยู่เสมอ ครอบครัวของเพลงภัทรจะแวะมาที่บ้านหลังนี้ปีละครั้งช่วงสงกรานต์ เพื่อทำบุญให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

เรือนหลังนี้เป็นสมบัติของคุณเอกภัทร คุณภัทราผู้เป็นมารดายกเป็นมรดกให้บุตรชายคนโต ส่วนน้องชายอีกสองคนของคุณเอกภัทรได้ที่ดินในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ไปคนละหลายแปลง ส่วนเพลงภัทรที่เป็นหลานรักเพียงคนเดียว คุณภัทรายกเครื่องประดับให้หลายหีบ ก่อนเสียชีวิต คุณย่าสั่งห้ามคุณเกษเกล้ายุ่งกับสมบัติที่เธอยกให้เพลงภัทรเด็ดขาด

เพลงภัทรรู้ว่าเรื่องมรดกเป็นเรื่องที่มารดาของเธอไม่พอใจมาโดยตลอด คุณเกษเกล้าหาว่าคุณภัทราลำเอียง เพราะราคาที่ดินที่คุณอาทวีภัทรและคุณอาตรีภัทรได้ไปนั้นมีมูลค่ามหาศาล แพงกว่าที่ดินอยุธยาหลายสิบเท่า

‘ย่าแกลำเอียง’ คุณเกษเกล้าบ่นให้เพลงภัทรได้ยินเช่นนี้เสมอ ‘รักแต่ลูกคนรองกับลูกคนเล็ก ดูเอาเถอะ กับลูกคนโตที่ลำบากมาด้วยกัน ยกให้แค่ที่ดินบ้านนอกกับเรือนไทยโทรมๆ ให้ต้องมานั่งเสียเงินซ่อมแซม…แม่จะขายมันให้หมดเลย แกว่าไงเพลง’

‘หนูไม่เห็นด้วย’ เพลงภัทรจำได้ว่าเถียงแม่ไปเช่นนั้น ‘ที่ดินผืนนี้ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ หนูอยากเก็บเอาไว้’

คุณภัทราภาคภูมิใจในความเป็น ‘คนกรุงเก่า’ ของตัวเองมาก

ย่าเล่าให้เพลงภัทรฟังเสมอว่า ต้นตระกูลของเธอสืบประวัติย้อนหลังไปได้ถึงสมัยอยุธยาตอนต้น บรรพบุรุษรับราชการสืบเนื่องต่อมา ทำความดีความชอบจนได้รับพระราชทานที่ดินให้ปลูกเรือน ซึ่งก็คือที่ดินอันเป็นที่ตั้งของเรือนไทยเรือนนี้นั่นเอง

‘เก็บเอาไว้’ มารดาทำปากเบะ ‘เก็บเอาไว้ แล้วแกมีปัญญาดูแลหรือเปล่า’

‘หนูฝากแม่ช่วยดูแลไปก่อน’ เพลงภัทรไม่ค่อยจะเดือดร้อนกับสิ่งใด สำหรับเธอแล้วทุกเรื่องดูจะเป็นเรื่องง่ายๆ สบายๆ ไปหมด ‘เอาไว้หนูทำงาน มีเงินของตัวเองเมื่อไหร่ หนูจะไม่รบกวนแม่อีกเลย’

‘จำคำพูดของแกเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน’ คุณเกษเกล้าส่ายหน้าด้วยความระอา เพลงภัทรทำตัวเหลาะแหละเหลวไหลแบบนี้ ไม่รู้อีกกี่ปีถึงจะเรียนจบ มีการมีงานทำอย่างที่พูด

แต่จะว่าไป เรื่องคิดจะขายที่ดินมรดกของคุณเอกภัทรนั้น คุณเกษเกล้าแค่พูดประชด ไม่ได้ตั้งใจจะขายจริงๆ

เธอรู้ว่าน้องชายสองคนของสามีอยากได้ที่ดินผืนนี้มาก เพราะเป็นที่ดินของบรรพบุรุษ ทวีภัทรน้องชายคนรองเคยออกปากขอซื้อต่อจากเธอด้วยซ้ำ หากคุณเกษเกล้าไม่ยอมขาย ส่วนตรีภัทรขอแลกที่ดินที่สีลมกับที่ดินผืนนี้ หากคุณเกษเกล้าปฏิเสธไปอย่างไม่เสียดาย ยิ่งเธอรู้ว่าพวกเขาอยากได้เธอยิ่งไม่ยอมขาย ไม่ยอมแลก ถ้าหากจะขาย เกษเกล้าก็ตั้งใจว่าจะขายคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว แกล้งให้ทวีภัทรและตรีภัทรกระอักเลือดด้วยความเจ็บใจ

ใช่…เธอไม่ชอบน้องชายทั้งสองคนของสามี และเกษเกล้าก็รู้ว่าสองคนนั่นก็ไม่ชอบเธอเช่นกัน

ก่อนแต่งงานกัน เอกภัทรและน้องชายอีกสองคนสนิทสนมกลมเกลียวกันมาก หากหลังจากแต่งงานและเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง เกษเกล้าพยายามกันน้องชายทั้งสองของสามีให้ออกไปจากแวดวง เธอคือคนขัดขวางไม่เห็นด้วยที่เอกภัทรจะชวนน้องชายมาทำงานในบริษัท เพราะรู้ดีว่าทวีภัทรและตรีภัทรทำงานไม่เป็นโล้เป็นพาย และมีปัญหาส่วนตัวมาก

ทวีภัทรชอบเล่นการพนัน มีปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ ให้พี่ชายคนโตคอยช่วยแก้ไขมาตลอด ที่ดินที่ได้เป็นมรดกก็แบ่งขายไปจนเกือบหมดแล้ว ส่วนตรีภัทรนั้นมีปัญหาเรื่องชู้สาว เคยโดนลูกน้องที่บริษัทของตนเองฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหลายครั้งหลายหน หากดึงทั้งสองมาทำงานด้วยคงไม่ดีแน่ เพราะเกษเกล้ามองเห็นปัญหามากมายรออยู่ข้างหน้า

“งั้นก็ดีครับ” ปีธวัชพยักหน้าด้วยท่าทางง่ายๆ “พี่ว่าวันนี้น้องเพลงไปดูที่พักให้เรียบร้อยก่อนเถอะครับ ค่อยมาเริ่มฝึกงานวันพรุ่งนี้”

“ขอบคุณนะคะ”

เพลงภัทรยิ้มกว้าง เธอหันไปทางธามนิธิที่ตลอดเวลาได้แต่ยืนนิ่งเฉย ไม่มีโอกาสได้พูดอะไร หญิงสาวพยักหน้าชวนเขาว่า

“ไปกันได้แล้วค่ะ…ประเดี๋ยวพอถึงบ้านคุณย่าแล้ว เพลงยังมีเรื่องต้องทำอีกหลายอย่าง”

 

 

แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์กำลังจะลับเลือนหาย แสงสลัวรางของจันทร์เสี้ยวส่องตกต้องเรือนร่างล่ำสันที่เต็มไปด้วยบาดแผลพุพองอันน่าสยดสยอง ครั้นเมื่อเวลาผ่านไป ราตรีกาลเริ่มคลี่คลุม ร่องรอยอันน่าเกลียดนั้นกลับค่อยๆ ประสานกันได้เองอย่างน่าอัศจรรย์ 

แล้วร่างพุพอง เละเหลว น่ารังเกียจ ก็กลับมาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่า หน้าตาคมสันอีกครั้งหนึ่ง!

…เฮ้อ…

เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน เสียงนั้นยากจะแยกว่าเป็นเสียงทอดถอนใจด้วยความทุกข์ทรมาน หรือเป็นเสียงของสายลมที่กระโชกผ่านกันแน่

ร่างสูงสง่าค่อยหยัดกายลุกขึ้นจากพื้นไม้กระดานที่เขานอนดิ้นรนด้วยความปวดร้าว ดวงตากวาดมองคนสนิททั้งสองที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน

มันผ่านไปอีกวันหนึ่งแล้ว…

เวลากลางวันที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส อยากตายแต่ก็ไม่ตาย เพราะทุกครั้งหลังจากที่ร่างกายแปรสภาพเน่าเปื่อย พอราตรีกาลเริ่มคลี่ปกคลุม กายของเขาจะกลับคืนมาเป็นคนปกติที่มีรูปร่างหน้าตาคมสันหล่อเหลาอีกครั้งหนึ่ง…

เปรต!

คนส่วนมากแล้วรู้จักแต่เปรตที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ขายาว แขนยาว ปากเท่ารูเข็ม มือใหญ่เท่าใบลาน หากยังมีเปรตอีกมากมายหลายประเภท ขึ้นอยู่กับชนิดของความผิดบาปที่เคยกระทำยามเป็นมนุษย์…

เปรตบางจำพวกกินซากศพเป็นอาหาร บางจำพวกมีเปลวไฟลุกอยู่ในปากตลอดเวลา บางจำพวกนั้นมีร่างกายเนื้อตัวดำเกรียมเหมือนตอไม้ถูกเผา เปรตบางพวกมีร่างกายสูงใหญ่ราวกับภูเขา บ้างก็มีร่างกายเหมือนงูเหลือม เปรตบางพวกเสวยทุกข์ในเวลากลางวัน แต่ได้เสวยสุขในวิมานในเวลากลางคืน

เพราะครั้งนั้น…เขาและลูกน้องคนสนิททั้งสองพลั้งพลาดขาดสติ ทำบาปทำกรรมอย่างหนักหนาสาหัส ครั้นเมื่อสิ้นชีวิตไป ดวงวิญญาณจึงไม่ได้ไปนรกหรือสวรรค์อย่างบุคคลอื่น หากถูกกรรมจองจำอยู่ในภพอสุรกาย กลายเป็นเปรตที่ต้องชดใช้ความผิดบาป จนกว่าจะถึงเวลาอันเหมาะสม…

ในพระสูตรกล่าวถึงเวมานิกเปรตว่า มีร่างกายน่าเกลียดน่ากลัวในยามกลางวัน แต่กลับมีรูปร่างงดงามราวเทวดาในยามกลางคืน

ด้วยเหตุนี้ ในยามกลางวันเขาและลูกน้องจะมีรูปกายที่เปื่อยเน่าพุพอง เจ็บปวดทรมานราวคนเป็นโรคร้าย ไม่มีสิ่งใดจะบรรเทาเบาบางลงได้ จนกว่าพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปแล้วนั่นละ ร่างกายจึงจะคืนกลับมาสวยงามอีกครั้งหนึ่ง…

ด้วยเหตุนี้เขาจึงเกลียดเวลากลางวันนัก ด้วยเป็นเวลาที่เขากับลูกน้องจะต้องประสบกับชะตากรรมอันแสนเจ็บปวดทรมาน วัฏจักรนี้ดำเนินมาแสนยาวนาน และจะดำเนินต่อไป ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

“นายท่าน…ขอรับ”

หนึ่งในลูกน้องของเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วระโหย สีหราชหันกลับไปมองและรอฟังว่าทัพจะพูดอะไร

“ในเมื่อแหวนปรากฏแล้ว เหตุใดเราจึงไม่เอาแหวนวงนั้นมาเสียก่อนเล่าขอรับ” ทัพหมายถึงแหวนไพลินที่มีคนมาเสนอขายที่ร้านเครื่องประดับโบราณแห่งนั้น “แม้จะไม่ใช่วงที่เราตามหา แต่เราก็น่าจะเอามาก่อน เพราะถึงอย่างไรก็เป็นสมบัติที่มาจากกรุเดียวกัน”

“นั่นสิขอรับ” หาญเสริม ดวงหน้าที่เมื่อครู่ยังเป็นเพียงเศษเนื้อเละๆ บัดนี้กลับมาเต็มสมบูรณ์ จนเห็นเป็นดวงหน้าคร้ามคมสมชาติชาตินักรบ “ฉวยมีคนอื่นซื้อไปก่อน เราจะเสียโอกาสได้นะขอรับ”

“ไม่” เขาส่ายหน้า “เราจะรอ”

หาญและทัพหันไปสบตากัน ไม่เข้าใจความคิดของผู้เป็นนาย

“เราจะรอ เพราะแหวนวงนั้นจะนำไปสู่วงที่พวกเราตามหา” น้ำเสียงที่เอ่ยเต็มไปด้วยความหวัง “เมื่อแหวนของบุรุษปรากฏ อีกไม่นานแหวนของสตรีจะต้องตามมาแน่ๆ…”

ถ้อยคำยามเอ่ยคำว่า ‘สตรี’ นั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เคียดแค้น ผิดหวัง เสียใจ หลากหลายอารมณ์ระคนกันจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเขากำลังรู้สึกเช่นไรกันแน่…

“ขอให้แหวนปรากฏเสียทีเถิด” ทัพเม้มปาก “ความทรมานของพวกเราจะได้สิ้นสุดลงเสียที”

“เราขอโทษพวกเจ้า…จากใจ” เขาไม่เคยเอ่ยคำพูดนี้กับลูกน้องทั้งสองมาก่อน “ถ้าไม่ใช่เพราะเรา…เจ้าทั้งสองคงไม่ต้องพบกับชะตากรรมเช่นนี้”

“นายท่าน…” ทัพหันไปสบตากับหาญ “อย่ากล่าวเช่นนั้น”

“ใช่ขอรับ” หาญพยักหน้า “พวกกระผมทั้งสองยินดีทำทุกอย่างเพื่อนาย…เรายอมตายเพื่อนายได้เสมอ”

“พวกเราไม่เคยเสียใจที่…” ทัพจ้องมองร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ของตนเอง ใครจะเชื่อว่าไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา มันมีสภาพไม่ต่างอะไรกับซากศพ “ที่เป็นเช่นนี้…ถ้าย้อนเวลากลับไปในวันนั้น กระผมก็ยืนยันว่าเราจะทำเหมือนเดิม นายท่านอย่าได้โทษตัวเองเลยนะขอรับ”

“ใช่” หาญว่า “ถ้าหากจะโทษใครสักคน…นายต้องโทษเธอ…เพราะเธอ ที่ทำให้นายต้อง…”

สีหราชรีบยกมือขึ้นห้ามไม่ให้ลูกน้องพูดต่อ ดวงตาเรียวยาวของเขาหลับนิ่ง ริมฝีปากเหยียดออกราวจะเยาะหยันให้กับชะตากรรมที่เกิดกับตน เขากัดฟันแน่นจนกรามปรากฏขึ้นให้เห็นเป็นสัน

“ถ้าจะโทษใครสักคนละก็…ต้องโทษตัวเรานี่ละ โทษที่เราพ่ายแพ้ต่อกิเลส…ลุ่มหลงมัวเมา ทั้งที่รู้แล้วว่ามันจะนำเราไปสู่ปลายทางเช่นไร…”

เขาถอนใจหนักหน่วง ดวงตามีร่องรอยรำลึก ในหัวมีแต่ภาพที่ผ่านมาในอดีต

อดีตเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี…

อดีตที่ไม่มีวันหวนคืน…

 



Don`t copy text!