ธำมรงค์เลือด บทที่ 19 : พลอยสีน้ำเงิน

ธำมรงค์เลือด บทที่ 19 : พลอยสีน้ำเงิน

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

หลังจากนั้นไม่นาน ออนิ่มก็ก่อเรื่องวุ่นขึ้นอีกจนได้

หลังจากโกนจุกก็ถือว่าพ้นจากวัยเด็ก เข้าสู่วัยสาวอย่างเต็มตัว

ออนิ่มเป็นสาวแรกรุ่นที่งามผุดผาด เป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ ทั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่มีใครกล้าทำรุ่มร่ามเพราะรู้ว่าออกพระล้วนภักดีหวงลูกสาวราวจงอางหวงไข่

พ่อและแม่ห้ามเสือเด็ดขาด ไม่ให้ข้ามคลองไปเล่นสนุกกับออนิ่มเหมือนแต่ก่อน แต่เสือไม่เชื่อ เมื่อมีโอกาส เด็กหนุ่มก็จะแอบว่ายน้ำข้ามคลองไปหาออนิ่มเสมอๆ

ครั้งหนึ่งที่ว่ายน้ำไปถึงเป็นเวลาพลบค่ำ ทุกคนล้อมวงกินข้าวเย็นกันอยู่บนเรือน ความที่เป็นครอบครัวใหญ่จึงไม่มีใครทันสังเกตว่าออนิ่มหายตัวไป

เด็กสาวมารอเขาอยู่แล้วที่ท่าน้ำ วันนี้เด็กสาวแอบมาคนดียว สั่งนังเป้าบ่าวคนสนิทให้คอยดูลาดเลาบนเรือนใหญ่ เผื่อว่าจะมีใครถามถึงเธอ

‘ไหนจ๊ะพี่เสือ…ของที่พี่เอามาฝากน้อง’ เด็กสาวถาม ดวงตาลุกวาวเปล่งประกายท่ามกลางแสงไต้

‘นี่ไง’ เขาชูสร้อยทองที่แอบหยิบมาจากหีบเครื่องประดับของผู้เป็นมารดา ส่งให้เด็กสาวพร้อมกับรอยยิ้มบนดวงหน้า

‘โอ้โห…สวยจังเลยจ้ะ’ ดวงตาของออนิ่มเบิกกว้าง มีรอยยิ้มเกลื่อนอยู่บนดวงหน้าสวยหวาน

‘สวยและเหมาะกับเจ้ามากที่สุด’ เสือยิ้ม

ครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน เขาเห็นออนิ่มมีสีหน้าเศร้าหมอง เมื่อสอบถามจึงได้ความว่าเด็กสาวรู้สึกอับอายที่ไม่มีเครื่องประดับกายเหมือนกับออเนียนผู้เป็นพี่สาว เสือฟังแล้วรู้สึกเห็นใจนัก จึงสัญญาว่าจะหาสร้อยทองมาให้เด็กสาว แต่ในวันนั้นเขายังไม่ได้เข้ารับราชการจึงไม่มีเบี้ยหวัดที่จะจับจ่ายใช้สอย ทางเดียวที่ทำได้คือหยิบสร้อยของมารดามาให้ออนิ่ม

‘พี่เสือนี่เก่งกว่าพี่โมกมากๆ เลยนะจ๊ะ’ ออนิ่มเอ่ยชม ‘พี่โมกก็เคยบอกว่าจะให้สร้อยฉัน แต่จนบัดนี้ยังไม่เคยเอามาให้อย่างที่เคยรับปาก’

‘ไอ้โมก’ เด็กหนุ่มชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจ ดวงหน้าของคู่อริเก่าลอยมาให้หงุดหงิด เขาไม่ชอบเลยที่ออนิ่มเอ่ยถึงเด็กหนุ่มคนนั้นด้วยท่าทางสนิทสนม ‘ไปพูดถึงมันทำไม’

‘เอ้อ…เอ้อ…’ ออนิ่มรู้ตัวว่าพลาดไปเสียแล้ว จึงเม้มริมฝีปากแน่น ไม่เอ่ยอะไร

‘นี่เจ้ายังลอบไปพบปะกับมันอยู่อีกหรือ ไหนบอกว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับมันแล้วยังไง’ น้ำเสียงของเสือดุดัน

‘อย่าพูดอย่างนั้นนะพี่เสือ’ ออนิ่มตวาด ครั้นพอเห็นดวงหน้าขมึงทึงของอีกฝ่าย จึงลดเสียงให้อ่อนลง ‘ฉันไม่ได้ลักลอบไปพบปะกับพี่โมกสักหน่อย เราพบกันโดยบังเอิญตอนไปทำบุญที่วัด พี่โมกเห็นฉันตัวเปล่าเล่าเปลือย ไม่มีเครื่องประดับสักชิ้น เลยรับปากว่าจะหาสร้อยมาให้ฉันสักเส้นสองเส้น’

‘ต่อไปนี้ห้ามน้องไปรับของของไอ้โมกมัน…รู้ไหมออนิ่ม’ เสือเอ็ด ‘มันไม่งาม’

‘พี่เสือห้ามฉันในฐานะอะไร’ ออนิ่มย้อนถาม และเสือก็นิ่งไปด้วยไม่รู้จะตอบอย่างไร

‘อยากได้อะไร ให้บอกพี่’ เขาไม่ตอบคำถามนั้น หากพูดออกไปด้วยแรงโมโห ‘อยากได้อะไร ให้บอก…พี่สัญญาว่าจะหามาให้ทุกอย่าง ขออย่างเดียว ห้ามรับของพวกนี้จากคนอื่น…เข้าใจไหม’

‘จ้ะ…’ ออนิ่มลอบยิ้มด้วยความพอใจ ครั้นพอนึกขึ้นมาได้หัวคิ้วของเธอก็ขมวดมุ่น ‘ว่าแต่…คุณแม่ของพี่เสือไม่ว่าหรือจ๊ะ…เอาสร้อยมาให้ฉันแบบนี้’

‘ไม่ว่าดอก’ เสือไม่กล้าบอกความจริง อารมณ์ที่พลุ่งพล่านก่อนหน้าค่อยผ่อนคลายลง เมื่อได้ยินเด็กสาวรับปากทำตามที่เขาต้องการ ‘คุณแม่ของพี่มีสร้อยแบบนี้หลายสิบเส้น หยิบมาสักเส้นท่านไม่ว่ากระไรหรอก’

‘พี่เสือใจดีที่สุดเลย’ ออนิ่มรีบยัดสร้อยเข้าไปในผ้าแถบรวดเร็ว ดวงหน้าสวยหวานเงยขึ้นมองเด็กหนุ่มร่างสูง ถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ‘พี่เสือว่ายน้ำมา ตัวเปียกโชกแบบนี้ หนาวไหมจ๊ะ…มา ฉันเช็ดตัวให้…แต่ว่า…เราหลบไปที่เรือนท้ายสวนกันก่อนดีกว่านะจ๊ะ เดี๋ยวใครผ่านมาเห็นเข้าจะไม่งาม’

ออนิ่มรีบดึงมือของเขาให้หลบไปที่เรือนเล็กท้ายสวน เนื้อตัวของเขาเปียกชุ่ม เด็กสาวยื่นผ้าผืนบางให้เสือสำหรับใช้เช็ดตัว เด็กหนุ่มแกล้งเย้าเด็กสาวว่า

‘ออนิ่มเช็ดให้พี่ได้ไหม พี่เช็ดเองไม่ถนัด’

แทนที่จะเอ่ยปฏิเสธ ออนิ่มกลับชม้อยตามองเด็กหนุ่มอย่างมีจริต แล้วพึมพำเสียงแผ่วว่า

‘ได้สิจ๊ะพี่เสือ’

มือเรียวยาวใช้ผ้าผืนบางค่อยๆ เช็ดหน้าอกของเสือแผ่วเบา ดวงตากลมโตดำขลับราวกับนิลจ้องมองดวงหน้าคมสันของเด็กหนุ่มแน่วนิ่ง

เสือเพิ่งจะเข้ารุ่นหนุ่ม นมแตกพาน เสียงแตกได้ไม่ถึงปี กล้ามอกจึงยังไม่หนั่นหนาเหมือนหนุ่มใหญ่ หากทว่าแข็งแกร่งกว่าเด็กหนุ่มในวัยเดียวกัน ด้วยฝึกฟันดาบอยู่เป็นประจำ

หน้าท้องของเด็กหนุ่มแบนราบ แสงไต้สะท้อนให้เห็นกล้ามเป็นลอนแข็งแรง ท่วงท่าของเสือล่ำสัน ใครเห็นก็รู้ว่าต่อไปในภายภาคหน้าเขาจะเติบใหญ่เป็นหนุ่มรูปงาม

มือที่ถือผ้าผืนบางของออนิ่มค่อยๆ ไล้หน้าอกของเสือแผ่วเบา ซับหยาดน้ำที่เกาะเป็นเม็ดพราว ก่อนจะลดต่ำลงมาถึงหน้าท้อง

เสือสะดุ้งเฮือก หายใจแรง ดวงหน้าคมสันแดงก่ำ ด้วยสัมผัสนั้นกระตุ้นความรู้สึกของความเป็นหนุ่มให้ก่อตัวขึ้น

มือหยาบกระด้างของเสือรีบคว้ามือของออนิ่มเอาไว้ ก่อนที่มันจะเลื่อนต่ำลงไปกว่านั้น

เด็กสาวเลิกคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ เสือรวบเอาร่างโปร่งบางมากอดในอ้อมแขน จมูกโด่งดอมดมเรือนผมยาวสลวยของเด็กสาว กลิ่นกายของออนิ่มหอมเสียจนเขาห้ามใจไว้ไม่ได้อีกต่อไป

ริมฝีปากของเด็กหนุ่มก้มลงหาริมฝีปากของเด็กสาว สัมผัสความนุ่มนวล หอมหวานราวกลีบดอกไม้ มือของเสือป่ายเปะปะไปโดนหน้าอกเต่งตูมราวดอกบัวของออนิ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ

‘พี่เสือ…อย่าจ้ะ’

‘พี่รักเจ้า…ออนิ่ม’

ออนิ่มหายใจแรง แม้ปากจะห้ามหากไม่ถอยหนี เสือเองก็หายใจแรงไม่แพ้กัน

แล้วก่อนที่ทุกอย่างจะเดินหน้าไปมากกว่านี้ เสียงตบประตูเรือนก็ดังขึ้นรัวๆ และนังเป้าก็ร้องเรียกอย่างเร่งร้อนที่ชานด้านนอก

‘แม่หญิง…แม่หญิงเจ้าคะ รีบกลับเรือนเถิดเจ้าค่ะ คุณพระเรียกหา ท่าทางหงุดหงิดไม่ใช่น้อย…นี่บ่าวพยายามถ่วงเวลาเอาไว้ แต่คงถ่วงได้ไม่นาน บ่าวบอกว่าแม่หญิงลงมาที่เรือนครัว รีบกลับไปก่อนจะผิดสังเกตเถิดเจ้าค่ะ’

ออนิ่มผละจากร่างของเสืออย่างรวดเร็ว เธอหายใจหอบกระชั้น ดวงหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย

เด็กสาวก้มลงสำรวจผ้าผ่อนของตนเอง เมื่อเห็นว่าทุกอย่างยังคงเรียบร้อยดีก็รีบก้าวออกไป โดยไม่ลืมหันมากำชับให้เสือแอบกลับไป อย่าให้ผู้ใดรู้เห็นเด็ดขาด

‘พี่จะมาหาเจ้าอีกได้ไหม ออนิ่ม’

‘อย่าเพิ่งเลยจ้ะพี่เสือ’ ออนิ่มบอกเสียงเด็ดขาด ‘รออีกสักหน่อย…สะดวกให้มาได้เมื่อไร น้องจะใช้พี่เป้าไปบอก…ตกลงนะจ๊ะ…’

เสือได้แต่มองออนิ่มด้วยดวงตาละห้อยหา อกใจของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความรุ่มร้อน ไม่รู้ว่านั่นคือความรู้สึกใดกันแน่…ความรักหรือความปรารถนา…เสือรู้แต่ว่าเขาอยากอยู่ใกล้ชิดกับออนิ่มทั้งวันทั้งคืน

นั่งนิ่งอยู่ในความมืดนานแสนนาน ก่อนจะหักอกหักใจว่ายน้ำกลับเรือนตัวเองได้ในที่สุด

เสือได้แต่รอนังเป้าส่งข่าวบอกให้เขารู้ว่าออนิ่มสะดวกให้ไปหาได้แล้ว หากเขาไม่มีโอกาสนั้นอีก ด้วยไม่กี่วันต่อมา พ่ออยู่หัวก็มีพระบรมราชโองการให้ออกพระล้วนภักดีย้ายครัวไปอยู่เมืองจันทบูร เป็นเจ้าเมืองปกครองหัวเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ

นับจากวันนั้น จนถึงวันนี้ เวลาผ่านไปนานหลายปี

จากเด็กหนุ่มแรกรุ่นในวันนั้น เสือเติบใหญ่และถวายตัวเข้ารับราชการ เจริญในหน้าที่การงานเป็นถึงออกหลวงสีหเสนา

หากไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ในใจของเสือก็ไม่เคยลืมออนิ่ม และเหตุการณ์ในค่ำวันนั้น

ชายหนุ่มเฝ้ารอคอยว่าเมื่อไร จะถึงวันที่เขาและออนิ่มจะมีโอกาสได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง…

 

“นะจ๊ะแม่…ลูกขอข้ามไปบ้านฝั่งขะโน้นประเดี๋ยว…สัญญาว่าจะไปไม่นาน ลูกอยากพบออนิ่มเหลือเกินแล้ว” เสือเซ้าซี้ เมื่อเห็นผู้เป็นมารดายังนิ่ง

“วันนี้ยังไปไม่ได้” คุณหญิงแถมห้ามเสียงเด็ดขาด

ในใจนึกวิตกขึ้นมาครามครัน หลายปีที่เด็กสาวคนนั้นไปอยู่เสียที่หัวเมืองจันทบูร ลูกชายของเธอก็มีแต่ความสงบ ตั้งอกตั้งใจเล่าเรียน ออนิ่มกลับมาหนนี้ ไม่รู้จะก่อเรื่องเดือดร้อนอะไรให้อีกหรือไม่

“รอไปพร้อมกันกับคุณพ่อจะดีกว่า ตอนนี้ออนิ่มเป็นสาวเต็มตัว พ่อเสือจะไปหา ไปเล่นสนุกกันเหมือนเมื่อก่อนนั้นไม่เหมาะ”

ในใจของเด็กหนุ่มร้อนรนด้วยความอยากพบอยากเห็นหน้า หากที่มารดาเอ่ยนั้นมีเหตุผล เขาเองก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มเหมือนแต่ก่อน หากรับราชการเป็นถึงออกหลวงสีหเสนา เป็นถึงขุนนางเฝ้าหน้าห้องบรรทมของพ่ออยู่หัว จะทำอะไรต้องคิดอ่านให้รอบคอบ จะใจร้อนเหมือนแต่ก่อนนั้นไม่ได้

เสือข่มใจอดทนรอไม่นาน ในที่สุดเขาก็มีโอกาสได้ตามบิดาข้ามฟากไปเยี่ยม ‘ออกญายมราช’ คนใหม่  เมื่อไปถึงเรือนฟากตรงข้าม ก็สวนกับผู้คนมากมายที่มาแสดงความยินดี หลายคนหอบข้าวปลาอาหาร ผ้าผ่อนแพรพรรณมาเป็นของกำนัล หากท่านเจ้าคุณสั่งให้ขนกลับไปเสียทั้งหมด ด้วยไม่อยากรับของกำนัลเหล่านั้นให้เกิดเป็นบุญเป็นคุณกันต่อไปในภายหน้า

แต่สำหรับบ้านของเสือแล้ว ออกญายมราชยอมรับสำรับอาหารที่ออกญาอภัยรณฤทธิ์นำมาด้วยความเต็มใจ เนื่องจากเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ปลูกเรือนอยู่คนละฝั่งคลอง ทั้งสองครอบครัวคบหากันมานานตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด

“พี่ล้วนคงจะเหนื่อยมาก” บิดาของเขาเอ่ยทักขุนนางรุ่นพี่ด้วยท่าทางสนิทสนม แม้ไม่ได้พบหน้ากันมานานหลายปี หากความสนิทของชายทั้งสองไม่เคยหายไปกับกาลเวลา “วาสนาบารมีทำให้ผู้คนไปมาหาสู่ไม่ขาดสาย”

“หัวโขนทั้งนั้นพ่อฤทธิ์” ออกญายมราชว่า “ลองไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจสิ…ใครจะมากราบไหว้เช่นนี้”

“พ่อทั่ง พ่อทิว ออเนียน และออนิ่มเล่าขอรับ” เสือหูผึ่ง เมื่อได้ยินผู้เป็นบิดาเอ่ยถามถึงบุตรธิดาของออกญายมราช “ไปไหนเสีย”

ดวงตาของออกญาอภัยรณฤทธิ์กวาดมองไปรอบๆ เห็นตลอดทั้งเรือนว่างเปล่า มีเพียงออกญายมราชและผู้เป็นภรรยาเท่านั้น

“มีพระบรมราชโองการให้พ่อทั่งและพ่อทิวอยู่รับราชการที่จันทบูรต่อ” ออกญายมราชเอ่ยถึงบุตรชายคนโตและคนรอง “ส่วนออเนียนนั้นออกเรือนไปแล้วกับออกขุนจันทบูรบริภัณฑ์…มีแต่ออนิ่มคนเดียวที่กลับมาอยุธยาพร้อมกับฉัน”

“แล้วออนิ่มไปอยู่เสียที่ไหนเล่าคะคุณพี่” คุณหญิงแถมถามแทนบุตรชาย เธอเห็นดวงตาของพ่อเสือกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความกระวนกระวาย

“อยู่ในห้อง” ออกญายมราชตอบเสียงแผ่ว “ช่วงนี้ฉันอยากให้เก็บตัวมากๆ…ไม่ต้องการให้ออกมาพบใคร”

“อ้อ” คุณหญิงแถมพยักหน้า รู้สึกแปลกๆ ในคำตอบของอีกฝ่าย หากยังไม่ทันจะเอ่ยถามอะไรต่อ ออกญาอภัยรณฤทธิ์ผู้เป็นสามีก็ขยิบหูขยิบตาห้ามเอาไว้เสียก่อน เธอเลยรีบกลืนคำถามมากมายลงไปในลำคอ เปลี่ยนเป็นส่งยิ้มให้อีกฝ่ายแทน พร้อมกับอธิบายเสียงแจ่มใสว่าวันนี้นำอาหารอะไรมาฝากบ้าง

“ไหนๆ ก็เตรียมอาหารมามากมาย อยู่กินข้าวเสียด้วยกันก่อนนะพ่อฤทธิ์ ฉันกับแม่เปล่งกินกันแค่สองคน ไม่หมดดอก” ออกญายมราชเอ่ยชวน “อีกอย่าง…พ้นจากวันนี้ไป เราต่างคนต่างก็ยุ่ง อาจจะหาเวลาส่วนตัวมานั่งเล่นนั่งคุยกันแบบนี้ยากเต็มทน”

“ถ้าอย่างงั้น กระผมไม่เกรงใจละนะขอรับ” บิดาของเขาหัวเราะเห็นฟันดำ คุณหญิงแถมขอตัวเลี่ยงไปช่วยคุณหญิงเปล่งในครัว ปล่อยให้บุรุษนั่งคุยกันอยู่ในเรือนด้านหน้า

“นั่นพ่อเสือเรอะ” ดวงตาของเจ้าคุณล้วนมองแลเลยมายังชายหนุ่มรูปร่างสูงล่ำสันที่นั่งเรียบร้อยอยู่ทางด้านหลังบิดา

“ขอรับ” เขาก้มศีรษะด้วยอาการนอบน้อม

“เป็นที่ออกหลวงสีหเสนา รับราชการอยู่เวรหน้าห้องพระบรรทมขอรับพี่ล้วน” บิดาของเขารีบบอก

“ดูทะมัดทะแมงดีนี่” นัยน์ตาของผู้สูงวัยชื่นชม “คนจะอยู่เฝ้าห้องพระบรรทมได้ต้องไว้วางพระทัยมากทีเดียว”

ตำแหน่งมหาดเล็กหน้าห้องพระบรรทมมีความสำคัญสูงสุด เพราะจะต้องคอยอารักขาความปลอดภัยให้กับพ่ออยู่หัวในยามค่ำคืน อีกทั้งจะใกล้ชิดมากจนรู้เรื่องราวส่วนพระองค์หลายอย่าง จึงต้องคัดเลือกด้วยความระมัดระวัง ส่วนมากแล้วพ่ออยู่หัวจะทรงเลือกมาจากลูกหลานของขุนนางคนสนิทที่ไว้ใจได้

“กระผมส่งพ่อเสือไปเรียนดาบที่สำนักพุทไธสวรรย์ ฝีมือพอตัวทีเดียว…ถวายตัวเข้ารับราชการได้สี่ซ้าห้าปีนี่แล้ว” บิดาของเขาเล่าต่อ “นอกจากเก่งเรื่องดาบ พ่อเสือยังเก่งเรื่องเขียนภาพด้วยนะขอรับ…ล่าสุดก็เพิ่งขันอาสาไปเขียนภาพหลังพระประธานวัดม่วง เพิ่งจะเสร็จเรียบร้อยเมื่อไม่นาน”

“จริงรึ” เจ้าคุณบิดาของออนิ่มพยักหน้าด้วยท่าทางพึงใจ “เมื่อวาน ลุงกับป้าเปล่งเพิ่งไปกราบพระที่วัดม่วงกันมา ป้าเปล่งยังชมไม่ขาดปากว่าภาพมารผจญหลังพระประธานงามจับใจ ไม่นึกเลยว่าเป็นฝีมือของหลานชาย”

“ไม่ใช่ฝีมือกระผมคนเดียวหรอกขอรับ” เสือรีบออกตัว “ช่วยกันหลายคน”

“แต่พ่อเสือก็เป็นคนร่างแบบและคุมงาน” พ่อของเขาเล่าต่อ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “พ่ออยู่หัวเสด็จทอดพระเนตร ถูกพระทัยมาก พระราชทานรางวัลให้หลายอัฐ ยังเคยรับสั่งว่าต่อไปจะลองให้ออกแบบเครื่องทอง เครื่องประดับให้บ้าง”

“จริงรึ” ดวงตาของออกญายมราชเบิกกว้าง

“จริงขอรับ” บิดาของพ่อเสือคุยอวด “ทรงเบื่อฝีมือของพวกช่างทองหลวงแล้ว ตรัสว่ามีแต่แบบซ้ำๆ แบบเดิมๆ ทรงอยากให้คนอื่นลองออกแบบดูบ้าง”

“ถ้าเป็นเช่นนั้นคงจะดี” ออกญายมราชกวักมือเรียกทนายคนสนิท กระซิบอะไรบางอย่าง ก่อนจะหันมาทางสองพ่อลูกที่นั่งรอฟังด้วยความสงสัย “ตอนอยู่ที่จันทบูร บ่าวของลุงขุดได้พลอยก้อนใหญ่…หลานลองดูแล้วบอกหน่อยว่ามีความคิดเห็นเป็นประการใด”

ทนายหนุ่มของออกญายมราชกลับเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับพานทองใบใหญ่ บนนั้นมีห่อผ้าสีขาววางอยู่

ออกญายมราชเอื้อมมือไปรับพานมาวางลงตรงหน้า ก่อนจะแก้ห่อผ้าออก เผยให้เห็นอัญมณีขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างใน

“คุณพระ” เสือได้ยินบิดาของตนอุทาน

“ไพลิน” เขาเองก็อดตื่นเต้นมิได้ ด้วยไม่เคยเห็นอัญมณีใดมีขนาดใหญ่เช่นนี้มาก่อน “ขอกระผมดูใกล้ๆได้ไหมขอรับ”

ออกญายมราชไม่ตอบ เขาเอื้อมมือไปหยิบก้อนพลอยสีน้ำเงินเข้มที่ยังไม่ผ่านการเจียระไนขึ้นมาจากพาน ส่งให้ชายหนุ่มพินิจพิศดูอย่างใกล้ชิด

แสงจากตะเกียงส่องสะท้อนอัญมณีสีน้ำเงินในมือของเขาเกิดเป็นประกายระยับ เสือไม่เคยเห็นไพลินที่ไหนงดงามเท่าไพลินก้อนนี้มาก่อนเลย

“น้ำงามเหลือเกิน” เขาพึมพำ ดวงตามิอาจจะละไปจากอัญมณีล้ำค่าได้ “คุณอาคิดจะเอาไปทำอะไรขอรับ”

“ของมีค่าควรเมืองแบบนี้ ลุงตั้งใจว่าจะถวายพ่ออยู่หัว” ออกญายมราชเอ่ยเสียงหนักแน่น “พร้อมกับตอนที่ออนิ่มเข้าเฝ้าเพื่อถวายตัว!”

 



Don`t copy text!