ธำมรงค์เลือด บทที่ 8 : อนันตกาล

ธำมรงค์เลือด บทที่ 8 : อนันตกาล

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

แม้จะอยู่ในความสลัวราง หากประกายจากอัญมณีในสังวาลเส้นนั้นยังคงส่องแสงวาววับ กระจ่างอยู่ท่ามกลางอนธการที่รายล้อม

ลวดลายละเอียดลออ ช่อชั้นของดอกไม้ที่เสมือนจริง บอกถึงฝีมือของช่างทองหลวง สีแดงเข้มของทับทิมบนกลีบดอกไม้ สลับกับสีเขียวเข้มของมรกตที่ช่างฝังลงบนใบไม้ ล้อเล่นกับแสงไฟจากตะเกียงดวงโต พาให้ดวงตาของผู้คนที่ผ่านมาเห็นเกิดอาการพร่าพรายไปได้ชั่วขณะ

นอกจากจะตาลาย หลายคนอาจเกิดกิเลส อยากได้ อยากมี อยากครอบครอง ด้วยสังวาลเส้นนั้นรังสรรค์ขึ้นมาด้วยความวิจิตรบรรจง…เลอค่า

หากไม่ใช่เขา…

สายตาที่ทอดมองสมบัติล้ำค่า กลับเต็มไปด้วยความรังเกียจ…

ความงามมักแฝงด้วยยาพิษ

ร่างสูงล่ำสันยังคงนั่งนิ่งอยู่ในตำแหน่งเดิม…

นิ่งสนิทราวกับรูปสลักที่ปราศจากปราณแห่งชีวิต ถ้าไม่ใช่เพราะอาการถอนหายใจนานๆ ครั้งแล้วละก็ คงยากที่จะแยกเขาออกจากรูปสลักศิลาที่ตั้งอยู่ภายในห้อง

“เราโชคดีเหลือเกิน…ได้เพิ่มมาอีกหนึ่งชิ้นแล้วนะขอรับ”

เสียงแหบพร่าดังมาจากมุมมืด เมื่อร่างสูงหันไปมองก็เห็นเพียงดวงตาสีแดงจ้าที่ลุกเริงราวกับถ่านไฟสองคู่

“อืม…” เขาพยักหน้ารับ น้ำเสียงเนือยๆ ปราศจากความกระตือรือร้น

“อีกไม่รู้เมื่อไร…ทุกอย่างถึงจะจบสิ้นลงเสียที” เจ้าของดวงตาคู่ที่สองมีร่องรอยท้อแท้ “กระผมทรมานเหลือเกินแล้ว”

“เถอะ อดทนเข้าไว้” ชายหนุ่มแค่นเสียงแผ่วต่ำ “อีกไม่นานหรอก…ทุกอย่างก็จะสิ้นสุดลง”

“อีกไม่นาน…เมื่อไรกันเล่า” เสียงนั้นตัดพ้อ

“นั่นสิขอรับ…ดูไม่มีความหวังเอาเสียเลย” อีกคนหนึ่งว่า

“เหลือแค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น…อีกไม่กี่ชิ้น” ร่างสูงสง่ารำพึง

“ชิ้นอื่นยังพอมีหวัง…แต่ชิ้นนั้น” ดวงตาในเงามืดแดงฉานราวเลือดสดๆ

“ใช่…แหวนวงนั้น…เราจะหาพบหรือขอรับ” เสียงถอนใจอยู่ในเงามืด

“พบ” ร่างสูงตอบหนักแน่น “เราต้องพบ”

“ขอรับ” รับคำพร้อมกับครวญครางด้วยความเจ็บปวด “โอย…ปวด…โอย…”

“เรารู้สึกได้ว่าแหวนวงนั้นอยู่ไม่ไกลแล้ว” เสียงนั้นเคร่งขรึม “ยากเย็นเพียงใด…เราก็จะต้องหาจนได้”

…เฮ้อ…

เสียงสายลมที่แผ่วผ่านมาในยามเช้าตรู่ ไม่ต่างอันใดกับเสียงภูตผีถอนหายใจ

ขอบฟ้าเริ่มแรอรุณ อีกไม่นานพระอาทิตย์จะส่องแสงสว่างมายังพื้นโลก ยามเช้าอันสดใสกำลังจะเริ่มต้นในไม่ช้า หากสำหรับเขาแล้ว…แสงตะวันไม่ต่างอันใดกับเปลวเพลิงแผดเผา

ยิ่งตะวันเคลื่อนสูงเพียงใด ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเขาก็เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มขบกรามแน่น เพื่อสะกดกลั้นอาการเจ็บปวดที่กำลังแล่นริ้วขึ้นมาทั่วสรรพางค์

เขารู้สึกถึงการปริแยกของผิวเนื้อ

ทีละเล็ก ทีละน้อย ทีละขุมขน…

เศษเนื้อค่อยๆ เปื่อยยุ่ย หลุดหล่น จนแลเห็นเส้นเอ็นและกระดูก…ไล่เรื่อยจากปลายเท้าขึ้นมาถึงต้นขา และเลยลามต่อไปยังลำตัว ท่อนแขน

ก้อนเนื้อเละๆ กองปนกับเลือดและน้ำเหลืองแลดูน่าประหวั่น

“อ๊ากกก…อา…”

เสียงของเขาร้องด้วยความเจ็บปวด หากพยายามสะกดกลั้นเอาไว้จนสุดความสามารถ แม้จะทรมานเพียงใด หากเขาไม่มีทางเลี่ยง…

มันเกิดขึ้นเช่นนี้ทุกวัน…

วัฏจักรแห่งความทุกข์ทรมานเริ่มต้นในยามเช้าตรู่…

ยิ่งสาย ความทรมานก็ยิ่งโถมทวี…

ความเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งแผ่ทั่วทุกอณูเนื้อหนัง ทุกตารางนิ้ว ทุกเส้นขน…

ความเปลี่ยนแปลงค่อยๆ เกิดขึ้นจากร่างกายท่อนล่าง และไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนบัดนี้เหลือเพียงดวงหน้าคมสันเท่านั้นที่ยังแลเห็นเป็นคน หากในนาทีถัดมา เนื้อหนังที่สองข้างแก้ม คิ้วคางก็เริ่มปริหลุดตามกันออกมา เผยให้เห็นกระดูกสีขาวโพลน

ริมฝีปากฉีกขาด เปื่อยยุ่ย น้ำเหลืองและเลือดไหลปนกันจนแยกไม่ออก กลิ่นคาวคละคลุ้ง

และแน่นอน นั่นย่อมสร้างความเจ็บปวดเจียนขาดใจ

“อ๊าก…”

เสียงร้องที่หลุดรอดออกมาจากช่องปากที่ดูไม่เป็นรูปทรงนั้น ไม่ต่างอันใดกับเสียงสายลมหวีดหวิว เสียดลึก แหลมเล็ก

“วี้ดดด…”

ปวด…

ทรมาน…

อยากตาย…แต่ยังตายไม่ได้!

 

วี้ดดดด…

เสียงนั่นปลุกเธอให้ตื่นขึ้นมา

…เสียงอะไร…

เสียงแหลมเล็กเหมือนใครบางคนกำลังทุกข์ทรมานอย่างยิ่งยวด

ปะวะหล่ำผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียง ดวงตากวาดมองไปโดยรอบ อกใจสั่นไหวด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง

ตอนแรกนึกว่าประสาทสัมผัสผิดปกติไปเพราะนอนผิดที่ หากเสียงนั้นยังคงดังมาเป็นระยะ

แสงเรื่อเรืองที่แลเห็นบอกให้รู้ว่าเป็นยามเช้าตรู่…หญิงสาวพยายามเงี่ยหูฟังว่าเป็นเสียงของใครหรืออะไรกันแน่ แต่ฟังเท่าไรก็ฟังไม่ออก

สุดท้ายปะวะหล่ำรวบรวมความกล้า ลุกขึ้นไปเลิกม่านหน้าต่าง กวาดสายตามองไปรอบบริเวณโรงแรมที่พัก หากไม่เห็นมีสิ่งใดผิดปกติ

จะว่าเป็นโรงแรมเก่า มีผีสิงก็ไม่น่าใช่ เพราะที่พักของหล่อนเป็นโรงแรมสร้างใหม่ อยู่ริมแม่น้ำใหญ่ มีลักษณะกึ่งรีสอร์ต ปีธวัชเป็นคนจองให้ อยู่ไม่ไกลจากวัดราชธิดามากนัก

เขาโทรศัพท์ชวนให้ปะวะหล่ำมาช่วยงานขุดค้นพระปรางค์ที่ถูกหัวขโมยลักลอบขุดกรุ และหล่อนสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ยังไม่กล้ารับปากว่าจะช่วยเพราะเกรงใจคุณไลยและห่วงร้านเครื่องประดับ ถ้าตัดสินใจว่าจะมาช่วย ปะวะหล่ำอาจจะต้องไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯ และอยุธยา ซึ่งปีธวัชอาจไม่ได้ต้องการเช่นนั้น

แต่ที่ตัดสินใจมาในวันนี้ ก็เพราะอยากมาดูลาดเลากับดูสถานที่ทำงานว่าเป็นอย่างไรก่อน เพื่อประกอบการตัดสินใจ ถ้าไม่ดี ไม่ใช่ ไม่ชอบ ก็จะได้ปฏิเสธไปเสียตั้งแต่แรก แต่ถ้าดูดี ดูน่าสนใจ หล่อนก็อาจจะตกลง

อันที่จริง นักโบราณคดีรุ่นพี่รุ่นน้องมีตั้งมากมาย หากปีธวัชเจาะจงว่าต้องเป็นเธอ ก็เพราะเขามีข้อสันนิษฐานว่า พระปรางค์องค์นี้จะต้องมีกรุมากกว่าหนึ่งชั้น และภายในกรุน่าจะมีภาพเขียนสีอยู่เป็นแน่ เขาจึงต้องการคนที่มีความรู้เรื่องนี้มาช่วยตรวจสอบรายละเอียด

ซึ่งคนที่รู้เรื่องนี้ดีก็คือหล่อน…

ตอนเรียนหนังสืออยู่ปีสุดท้าย ปะวะหล่ำทำวิจัยเรื่องภาพเขียนสีปูนเปียกที่อยู่ในกรุวัดราชบูรณะ ตอนนั้นหญิงสาวไปคลุกคลีกินนอนอยู่แถววัดแห่งนั้นนานหลายเดือน ทุกๆ วันหญิงสาวจะลงไปในกรุ อยู่ในนั้นนานเป็นชั่วโมง เพื่อศึกษารายละเอียดต่างๆ ของภาพเขียน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของลายเส้น สีที่ใช้ และเทคนิควิธีวาด ค้นคว้าเอกสารอ้างอิง รวมถึงศึกษาเปรียบเทียบภาพเขียนที่วัดราชบูรณะกับวัดอื่นๆ ที่ร่วมสมัยเดียวกัน

เธอมุ่งมั่นกับงานวิจัย จนนับได้ว่าเป็นผู้มีความชำนาญด้านภาพเขียนสีปูนเปียกสมัยอยุธยาคนหนึ่ง รายงานของปะวะหล่ำเป็นที่ยอมรับของบรรดาคณาจารย์ในภาควิชา ได้คะแนนสูงสุดในชั้นปี และได้รับเลือกเป็นงานวิจัยดีเด่นของมหาวิทยาลัยในปีนั้นอีกด้วย

หลังจากเรียนจบและตัดสินใจมาช่วยงานคุณไลยอยู่ที่ร้านเครื่องประดับ ปะวะหล่ำก็แทบไม่ได้ย่างกรายไปอยุธยาอีกเลย

เธอเพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อตอนหัวค่ำ ขับรถคันเล็กๆ มาเอง นัดพบกับปีธวัชที่ตลาดหัวรอ หลังจากรับประทานอาหารที่ตลาดโต้รุ่งเสร็จเรียบร้อย ปีธวัชก็พามาเช็กอินที่โรงแรมแล้วแยกกลับไปที่พัก

อาจจะเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวัน ปะวะหล่ำจึงหลับทันทีที่หัวถึงหมอน มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อได้ยินเสียงประหลาดแว่วมาตามสายลม…

วี้ดดดดดดด

เสียงหวีดหวิวราวจะแกล้งให้หวาดกลัว

“เอาแล้ว…”

หญิงสาวพึมพำ ยกมือขึ้นพนมท่วมหัว พึมพำสวดมนต์ผิดๆ ถูกๆ ไม่นึกว่าแค่มาต่างจังหวัดคืนแรกก็จะเจอดีเข้าจนได้

“ไม่นะคะ…คุณพระคุณเจ้า ช่วยลูกด้วยค่า”

เหมือนคำภาวนาของเธอจะไม่สัมฤทธิผล เพราะเสียงร้องแหลมเล็กยังคงแว่วมาให้ได้ยินอย่างต่อเนื่อง

วี้ดดด…

คราวนี้ไม่ใช่เสียงเดียว หากมีความหนักเบาแตกต่างกันถึงสองหรือสามเสียง

ปะวะหล่ำนิ่วหน้า ความอยากรู้มีมากกว่าความกลัว หญิงสาวลองผลักหน้าต่างบานยาวออก ชะโงกหน้ามองหาที่มาของเสียง หากไม่เห็นสิ่งใดนอกจากสุมทุมพุ่มไม้ในสวนที่ยังยืนสงบนิ่ง และกรุ่นดอกไม้หอมที่ลอยมาในอากาศยะเยือกเย็นยามเช้า

กำลังจะพึมพำอะไรออกไปสักอย่าง หากนึกได้ว่าคุณไลยเคยห้ามเอาไว้

ยายบอกว่าหากไปแปลกที่แปลกทาง แล้วได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ เข้าละก็ ให้อยู่เฉยๆ อย่าเอ่ยทักเด็ดขาด เพราะเสียงนั้นอาจจะเป็นเสียงของสิ่งเหนือธรรมชาติ ภูตผี…และการเอ่ยทัก อาจทำให้เกิดอันตรายกับตัวเอง

ผี…

จริงสิ…

เมื่อนึกถึงคำนี้ ปะวะหล่ำเลยนึกถึงอีกคำขึ้นมาได้

เปรต!

หรือว่าเสียงที่เธอได้ยินนั้น…เป็นเสียงเปรต

วี้ดดดด…

เสียงแหลมเล็กราวจะตอบข้อสงสัยของปะวะหล่ำ…เธอเคยได้ยินเสียงแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งยังเป็นเด็ก ตอนนั้นปะวะหล่ำไปงานศพญาติห่างๆ ที่ชนบทพร้อมกับคุณไลย

คืนวันนั้นสองยายหลานต้องค้างคืนที่บ้านทรงไทยของญาติ เพราะต้องทำบุญต่อในตอนเช้า เด็กหญิงเข้านอน แล้วสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยเสียงร้องแหลมเล็ก ฟังดูคล้ายกับลำต้นของไม้ไผ่เสียดสีกัน

เธอ…ในวัยเด็ก งัวเงียลุกขึ้นจากที่นอน มุดออกจากมุ้งแล้วเดินไปที่หน้าต่างเพื่อหาที่มาของเสียง ว่าเป็นเสียงของใคร…หรืออะไร…

เด็กหญิงปะวะหล่ำยืนเกาะหน้าต่าง ก่อนจะหันกลับไปมองคุณไลย ครั้นเมื่อเห็นว่าผู้เป็นยายยังหลับสนิท เธอเลยชะโงกหน้าออกไปมองหาที่มาของเสียง

แล้วเด็กหญิงก็ต้องนิ่งขึง…

อ้าปากค้าง…

รู้สึกราวกับเลือดในกายเย็นเฉียบ

ในทุ่งนาตรงหน้าบ้าน เธอเห็นเงาของอะไรบางอย่างที่สูงเท่ากับต้นตาลยืนตะคุ่มอยู่ถึงสามร่าง

ดูเผินๆ รูปร่างของมันคล้ายกับมนุษย์ หากเป็นมนุษย์ที่ประหลาดและพิกลพิการเป็นที่สุด โดยเฉพาะความสูงอันผิดส่วน

ลำตัวของมันผ่ายผอมจนเห็นซี่โครง ขาของมันสูงกว่าเสาไฟฟ้าริมถนน มือยาวระพื้นมีขนาดใหญ่ไม่ต่างจากใบของต้นตาล ร่างของมันส่ายโยกเยกไปมา และเสียงร้องแหลมเล็กดังมาจากปากที่แหลมและเล็กราวกับเข็มเย็บผ้า

กายท่อนบนเปลือยเปล่า ท่อนล่างมีเศษผ้ารุ่งริ่งพันไว้เพื่อไม่ให้อุจาดแก่สายตา แสงจันทร์คืนแรมสว่างพอให้ปะวะหล่ำสังเกตเห็นว่า อสุรกายหนึ่งในนั้นน่าจะเป็นเพศหญิง ด้วยกายท่อนบนของมันมีนมยานราวนมของสตรีสูงวัย

“วี้ดดดดด”

เสียงของอสุรกายทั้งสามร้องแหลม ร่างสูงเลยยอดไม้ส่ายไปส่ายมาด้วยความเจ็บปวด

ดวงหน้าที่ผ่ายผอม น่าเกลียดน่ากลัว…หันมาทางปะวะหล่ำ ราวกับพวกมันจะรู้ว่ามีใครบางคนกำลังแอบมองอยู่

ดวงตาของมันแดงก่ำราวถ่านในเตาไฟ จ้องมองแน่วนิ่งมาทางเด็กหญิง

และเมื่อพวกมันเริ่มสาวเท้า เดินมุ่งหน้ามาหา ปะวะหล่ำก็ถอยกรูดด้วยความตกใจ สะดุดขาตัวเองจนหงายหลังล้มลง

เด็กหญิงส่งเสียงกรีดร้องดังลั่น ก่อนที่ทุกสรรพสิ่งรอบกายจะดับวูบลง!

 



Don`t copy text!