ทางรัก…ในดาลัต บทที่ 15 : ความลับ…ความรัก (1)

ทางรัก…ในดาลัต บทที่ 15 : ความลับ…ความรัก (1)

โดย : ปุณรสา

ทางรัก…ในดาลัต โดย ปุณรสา กับเรื่องราวของรสริน หญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเก๋เท่ห์ และเป็นกูรูเรื่องความสัมพันธ์ แต่ใครจะรู้ว่าชีวิตจริงของเธอไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะเธอล้มเหลวทุกด้าน แต่การที่เธอตัดสินใจไปดาลัต เมืองดอกไม้ของเวียดนามจะทำให้ชีวิตของเธอกลับมาดูดีได้ไหม นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

**************************

– 15 –

รสรินแน่ใจว่าไม่มีใครเห็นเธอย่องขึ้นมายังชั้นสาม เธอค่อยๆ ไปเคาะประตูห้องริมสุดที่พานัสพักอยู่ พานัสรีบเปิดประตูออกมารับแทบในทันที

“รีบเข้ามาเลยโรส” พานัสรีบดึงตัวหญิงสาวข้าไปในห้อง

รสรินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้รับแขกที่อยู่ในห้องและเริ่มคุยธุระด้วยตัวเธอเองก็ไม่อยากอยู่ในห้องพานัสนานสักเท่าไหร่ หญิงสาวขอนีรนุชออกมาเพื่อไปดูรายชื่อแขกที่จะไปทัวร์ในวันพรุ่งนี้ และดูว่าทางโรงแรมจัดเตรียมรถเรียบร้อยหรือเปล่า เธอตะโกนบอกนีรนุชขณะที่เพื่อนสาวของเธออยู่ในห้องน้ำ นีรนุชจะได้ไม่ต้องตามออกมาด้วย

“ในช่วงเย็นที่โรสสังเกตเมเลีย โรสไม่เห็นว่าเมเลียจะมีพิรุธอะไรเลย เธอดูเหมือนเจ้าสาวทั่วไปที่เต็มที่กับงานแต่งของตัวเอง โรสคิดว่าเธออาจไม่รู้เรื่องที่พ่อเธอทำก็ได้นะ” รสรินรีบสรุปประเด็นให้

“ก็นั่นนะสิ…โรส ผมก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน นั่นเลยทำให้ผมลังเลตลอด”

“ถ้าเมเลียไม่รู้อะไรด้วย ก็แปลว่าเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกรรโชกของพ่อเธอ งานแต่งงานก็น่าดำเนินไปได้ตามปกติ”

พานัสทำหน้าเข้าใจในสิ่งที่รสรินพูด

“คนที่ต้องตัดสินใจก็คือนัส ว่าจะให้เงินก้อนนี้กับพ่อของเมเลียหรือไม่”

พานัสพนักหน้า ตาเป็นประกายเหมือนกำลังเห็นทางสว่าง

“จริงของโรส” แล้วเขาก็ทำท่าตรึกตรองอยู่สักพักก่อนจะพูดว่า “แต่ว่าเงินนั่นก็เรื่องใหญ่นะ เพราะว่าเงินสินสอดทางเราก็จัดการให้เรียบร้อยแล้ว หากผมต้องไปเอาเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นออกจากบริษัทอีก ยังไงผมก็ต้องบอกทางครอบครัว”

“นั่นนะสิ โรสไม่รู้ว่าพ่อของเมเลียคิดยังไง ถึงได้มาขอเงินก้อนนี้เพิ่มเติม”

“ตอนตกลงเรื่องสินสอดนั้น คือพวกแหวนหมั้น เครื่องประดับและทอง เขาบอกว่าให้ลูกสาวเขาหมด เขาก็ได้แต่เงินสดไปประมาณล้านนึง”

“ซึ่งคงไม่พอสำหรับเขา” รสรินสรุป “เราไม่รู้ว่าเขาเงินก้อนนี้ไปใช้อะไร อาจยังมีหนี้สินอยู่ก็ได้”

รสรินอดคิดถึงเมื่อครั้งที่ตัวเองเป็นหนี้บัตรเครดิตร่วมแสนไม่ได้ เสียดอกเบี้ยเดือนละเกือบหมื่น ทั้งที่รายได้เพิ่งจะหมื่นต้นๆ ครั้งนั้นทั้งแม่และนันทนาพี่สาวของเธอ ต้องหาเงินก้อนมาลดหนี้ให้ พอให้รายได้ของเธอพอชดใช้หนี้ได้ ทุกวันนี้หนี้นี้ก็ยังไม่ได้หมดดี ทำให้เธอเข้าใจชีวิตที่เป็นลูกหนี้ดี

“ก็เป็นไปได้ แต่นี่มันหมือนถูกขู่กรรโชกกันเลยนะ”

“ถ้าอย่างนั้นนะ โรสแนะนำว่าไม่ต้องให้เงินพ่อเมเลีย โรสว่าเขาไม่กล้าล้มงานแต่งงานลูกสาวเขาเองหรอก แต่ถ้าเขามีปัญหาขึ้นมา นัสค่อยต่อรองว่าจะให้เขายืม แต่เป็นช่วงหลังแต่งงาน และเขาจะต้องบอกวิธีที่จะชดใช้เงินก้อนนี้กลับด้วย”

“แต่ผมก็ยังข้องใจในตัวเมเลียอยู่นะ โรส” คราวนี้พานัสนั่งลงที่เก้าอี้รับแขกอีกตัวหนึ่ง “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่บอกผมเรื่องสถานะครอบครัวเขา”

“เรื่องที่พ่อเขาล้มละลายมาจากกรุงเทพฯ มานะเหรอ”

“อืม เขาน่าจะเล่าหรือเกริ่นให้ผมฟังบ้าง”

รสรินคิดว่าหากเป็นตัวเธอเอง เธอก็ไม่กล้าเล่าให้คนรักของเธอฟัง เธอรักษาภาพในสังคมใส่เสื้อผ้าใช้ของหรู หากมีใครมารู้ว่าครอบครัวเธอล้มละลายมา เธอคงรู้อายเหมือนกันตอนคบกันใหม่ๆ เธอพอเข้าใจเมเลียบ้าง แต่ถ้ามาถึงขั้นจะแต่งงานกัน เธอจะกล้าเล่าเรื่องสถานะครอบครัวนี้ให้เขาฟังไหม รสรินเองไม่แน่ใจคำตอบตัวเองเหมือนกัน

“ถ้านัสยังติดใจเรื่องนี้อยู่ โรสคิดว่าพรุ่งนี้นัสน่าหาเวลาพูดคุยกับเมเลีย พูดเลียบๆ เคียงๆ ถึงพ่อเขา ถึงสถานะการเงินของครอบครัวเขา ดูว่าเมเลียจะมีปฏิกิริยายังไง หรือจะบอกอะไรกับนัสบ้าง แต่นัสต้องทำตัวสบายๆ นะ อีกฝ่ายจะได้รู้สึกปลอดภัยและกล้าเล่าอะไรๆ ออกมา”

พานัสทำท่าครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “แล้วหากเมเลียไม่บอกอะไรล่ะ”

“อันนี้นัสเริ่มกังวลล่วงหน้าแล้ว โรสว่าทำไปทีละเรื่อง รีบคุยกับเมเลียแต่เช้าที่ครอบครัวของเธอยังเดินทางมาไม่ถึง เพราะยิ่งสายทั้งครอบครัวของนัสกับเมเลียก็ยิ่งดาหน้าเข้ามา”

ชายหนุ่มยังมีท่าทีกังวล

“ไม่ต้องเป็นห่วงนัส โรสยังอยู่ที่นี่อีกคืนก่อนกลับกรุงเทพฯไปงานหมั้นน้องสาว  คืนพรุ่งนี้โรสจะแวะมาคุยกับนัสอีก หากมีอะไรคืบหน้า จะได้ปรึกษาหรือหาทางแก้ไขกัน” พูดจบรสรินทำท่าจะลุกออกไป

“เดี๋ยว…เดี๋ยวก่อน โรส” พานัสรีบยกมือห้ามรสริน “ผมมีเรื่องจะปรึกษาอีกเรื่อง”

รสรินลงนั่งอีกครั้ง “มีอะไรอีกเหรอ นัส”

“อือ…คือว่า…คือว่า…คือ”

“คืออะไรเหรอ…นัส” รสรินขมวดคิ้ว “มีอะไรอีกเหรอ นัส เดี๋ยวนุชเขาตามหาเรานะ”

“โรสจำจุ๊บอันที่บ้านนัสได้ไหม”

“ลูกของแม่บ้านนัสที่โฮจิมินห์นะเหรอ” รสรินคิดถึงตาใสๆ หน้ากลมๆ ของเด็กจุ๊บอัน “มีปัญหาอะไรเหรอ”

“เขาไม่มีปัญหาอะไรหรอก โรส” พานัสทำท่าอึดอัดใจ “เมื่อตอนวัยรุ่นนะ…ผม…อยู่กินกับผู้หญิงเวียดนามคนหนึ่งจนมีลูก…” พานัสพูดอย่างกระอักกระอ่วน

“แล้วเด็กคนนั้นก็คือจุ๊บอัน” รสรินรีบสรุปให้ด้วยหน้าตาเบื่อหน่าย

พานัสพยักหน้าช้าๆ

“และเมเลียยังไม่รู้เรื่องนี้” หญิงสาวพูดต่อ

พานัสพยักหน้ารับ

หญิงสาวถอนหายใจเสียงดังแล้วพูดว่า “โธ่…นัส ทำไมปัญหาเธอเยอะจัง”

“นั่นไง ผมถึงอยากได้คุยกะโรสตั้งแต่แรก” พานัสทำเสียงร้อนรน

รสรินทำท่าอ่อนใจกับเรื่องที่ได้ยินทั้งหมด แอบคิดไม่ได้ว่านี่คือเหตุผลทั้งหมดที่พานัสยอมออกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เธอมาที่นี่ใช่ไหม

“นัส แล้วแม่จุ๊บอันไปไหน” รสรินเริ่มทำเสียงเครียด

“เขาเป็นคนงานในโรงงานสีของที่บ้าน ตอนนั้นผมเพิ่งจะยี่สิบ เขาก็ไม่ใช่คนมีความรู้อะไร ที่บ้านเลยทำกับเขาเหมือนคนงานทั่วไป และตอนนั้นบ้านผมก็ฐานะยังไม่ดีเท่าไหร่ เธอต้องซักเสื้อผ้าให้ทุกคน ทำงานบ้านทุกอย่าง  ประกอบกับตอนนั้นผมยังหนุ่ม เที่ยวสะบัด ทิ้งให้เธออยู่บ้านกะครอบครัวผมซึ่งก็ปฏิบัติกับเธอไม่ดีนัก” พานัสก้มหน้ารู้สึกเสียใจกับอดีตของตน “อยู่ได้สามปี เธอก็ทนไม่ไหว จะไม่อยู่แล้ว ดันเกิดท้องขึ้นมา พอออกลูกเสร็จ ก็ทิ้งลูกหนีไปเลย ที่บ้านเลยต้องให้แม่บ้านทูมารับเป็นแม่”

หญิงสาวนึกถึงหน้าบ้องแบ้วของจุ๊บอันขึ้นมาทันที ได้ยินแล้ว ก็อดสงสารทั้งมารดาและตัวจุ๊บอันไม่ได้ เด็กน้อยเติบโตมาแบบไม่มีพ่อ ทั้งๆ ที่พ่อเธออยู่ตรงหน้าเธอตลอดเวลา

“ว่าแล้วเชียวว่าแม่บ้านทูอายุมากขนาดนั้น มีลูกเล็กอย่างจุ๊บอันได้อย่างไร แล้วนี่จุ๊บอันรู้ไหมว่านัสเป็นพ่อเขา”

พานัสยิ่งก้มหน้าต่ำใหญ่ “ไม่รู้ แต่ผมก็สนิทกับเขานะ หยอกล้อเล่นกัน เห็นผมกลับมา จุ๊บอันจะวิ่งเอาน้ำมาให้ มานั่งบนตัก เป็นคนเดียวในบ้านที่เขากล้าเล่นด้วย และจริงๆ ผมก็อยากเล่นกะเขา”

ก็น่าอยู่หรอก…เพราะจุ๊บอันเป็นเด็กหญิงหน้ากลม ตากลมบ้องแบ้ว แบบเห็นปุ๊ปก็ต้องบอกว่าน่ารัก

รสรินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “คงเป็นเรื่องของสายเลือดด้วยนะ ทำให้จุ๊บอันสนิทสนมกับนัสได้ง่าย แต่ยังไงเด็กก็ต้องรู้สึกขาดพ่อแม่นะ จิทูอายุมากแล้ว จะรักจุ๊บอันเหมือนแม่จริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้”

“ผมก็รู้นะว่าจิทูเขาก็ทำไปตามหน้าที่อย่างงั้น เพียงแต่เขาไม่กล้าดุด่าหรือลงมือกับจุ๊บอันแรงๆ เพราะเขารู้ว่าผมนั้นคือพ่อ และผมก็สนิทกับจุ๊บอัน”

“และเรื่องนี้ นัสมีความกังวลอะไร” รสรินพูดเข้าประเด็น

“ผมกลัวว่าเมื่อเมเลียย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านผม ไอ้ที่ผมทำตัวสนิทสนมกับจุ๊บอันอยู่นั้น เดี๋ยวจะเป็นพิรุธอะไรหรือเปล่า นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมหนักใจ”

“แล้วนัสคิดจะสารภาพกับเมเลียเรื่องของจุ๊บอันหรือเปล่า”

พานัสมองหน้ารสรินเหมือนขอความช่วยเหลือ “ผมไม่รู้ ผมไม่รู้จริงๆ ผมไม่รู้ว่าเมเลียจะยอมรับได้ไหม ผมควรทำยังไงดีโรส”

รสรินยกมือขึ้นกุมศีรษะ หนังสือของ Barbara De Angelis ที่พูดเรื่องสัมพันธภาพก็ไม่ได้เอาติดมาด้วยเพราะไม่คิดว่าจะต้องมาสะสางเรื่องความสัมพันธ์ของใคร แล้วนี่เธอจะทำอย่างไรดี

“งั้นขอโรสกลับไปนั่งคิดก่อนได้ไหม เรื่องของนัสมันหลายจุดหลายประเด็นมาก แล้วยังไงคืนพรุ่งนี้โรสแวะมาหานัสอีก”

พานัสได้แต่พยักหน้ารับ รสรินเดินออกจากห้องพานัสด้วยศีรษะอันหนักอึ้ง คิดถึงวันแรกๆ ที่พานัสพยายามจะพูดกับเธอ ด้วยบุคลิกของพานัสที่พุ่งเข้าชน วิ่งเข้าใส่ ทำให้เพื่อนๆ ตีความผิดหมดว่าพานัสคิดสกปรกกับเธอ ถ้าเธอได้คุยกับพานัสตั้งแต่วันแรกๆ เธอคงมีเวลาช่วยพานัสแก้ไขเรื่องต่างๆ แต่นี่เธอมีเวลาพรุ่งนี้อีกแค่วันเดียว แล้วจะทำอย่างไรกัน

 

อยุทธ์เมื่อเห็นนีรนุชเดินลงมาทานอาหารเช้าที่ห้องจัดเลี้ยงใหญ่ซึ่งวันนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายทั้งแขกที่มางานแต่งงานและแขกที่มาพักผ่อน ชายหนุ่มรีบขอตัวจากเพื่อนร่วมโต๊ะว่าขอไปเข้าห้องน้ำ แล้วเขาก็เดินไปที่เคาน์เตอร์พร้อมขอกล่องสีน้ำตาลที่ฝากไว้ จากนั้นเขาก็รีบวิ่งขึ้นบันไดไปยังห้องของรสริน

หญิงสาวกำลังทาลิปกรอสอบนริมฝีปากอยู่ ขั้นตอนสุดท้ายในการแต่งหน้าของรสริน เธอดูกระจกอีกครั้งเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างร้อนรน…หรือนีรนุชลืมอะไร รสรินเดินไปเปิดประตู อยุทธ์ถือกุหลาบสีแดงช่อใหญ่ยืนอยู่ตรงหน้า

รสรินได้แต่ส่ายหน้า

ชายหนุ่มหน้าเสีย รีบแก้ตัวพัลวัน “…เอ้อ คือผมเห็นคุณเข้าใจว่ากุหลาบที่ส่งมาครั้งแรกนั้นมาจากผม พอผมปฏิเสธว่ามันไม่ใช่ ผมก็คิดว่าผมทำคุณเสียหน้า ผมเลยคิดว่าผมน่าจะให้กุหลาบแดงกับคุณ เอ่อ…ถ้าคุณไม่ชอบใจ ผมเอากลับไปก็ได้”

ขณะที่อยุทธ์กำลังจะหันหลังจากไป รสรินก็รีบเข้าไปหยิบช่อกุหลาบในมือของชายหนุ่ม นำช่อดอกไม้มากอดไว้พร้อมดมกลิ่นอย่างชื่นชม ชายหนุ่มได้แต่ทำหน้าไม่เข้าใจในกริยาของหญิงสาว

“ที่โรสส่ายหัวนะ ไม่ได้หมายความอย่างที่อยุทธ์คิดสักหน่อย เพียงแต่โรสคิดว่านี่คือสไตล์ของอยุทธ์จริงๆ ที่จะเดินเอาช่อดอกไม้มาให้ผู้หญิงต่อหน้าในชุดสบายๆ กางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ตสีเข้ม”

“แล้วมันไม่ดีเหรอ” ชายหนุ่มหยั่งเชิง คิดในใจว่าผู้หญิงนี่เข้าใจยากจริงๆ

“เปล่า” รสรินลากเสียงยาว “กำลังคิดว่าตัวโรสเองโง่จริงๆ ที่คิดว่าช่อกุหลาบใหญ่ในแจกันที่แอบส่งมานั้นเป็นของอยุทธ์ เพราะคนอย่างอยุทธ์ไม่แอบทำอะไรแบบนั้นแน่” แล้วหญิงสาวก็มองอยุทธ์อย่างเต็มตา “คุณก็ป็นของคุณแบบนี้แหละ…ตรงไปตรงมา”

รสรินไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงยังรู้จักอยุทธ์ดี ในเมื่อเขาและเธอไม่ได้เจอกันมานานนับสิบกว่าปี ท่าทางของชายหนุ่มดูเคอะเขิน จนรสรินอดไม่ได้ที่จะเข้าไปกอดชายหนุ่มด้วยมือข้างที่ไม่ได้ถือดอกไม้…เหมือนการทักทายของคนยุโรป เพียงครู่เธอก็ผละออก

“เมื่อครั้งที่ผมคบกับคุณ เรายังเป็นเด็กนักเรียนอยู่ ผมไม่มีเงินจะซื้อช่อดอกไม้ให้คุณ มาวันนี้…” เขาเงียบไปเพียงครู่ก่อนจะพูดต่อว่า “…ผมพอมีฐานะ ผมเลยอยากนำดอกไม้มาให้คุณสักครั้ง”

รสรินไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ นัยน์ตาของเธอก็มีน้ำตาเอ่อนองขึ้นมา เธอเคยได้รับช่อดอกไม้ใหญ่กว่านี้ สวยกว่านี้จากผู้ชายมากหน้าหลายตา แต่ทำไมเธอกลับต้องมาซาบซึ้งกับช่อดอกไม้ของอยุทธ์ เธอพยายามปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ เธอไม่อยากให้อยุทธ์ได้เห็นน้ำตาของเธอ

“ขอบคุณมาก…อยุทธ์” รสรินพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติที่สุด

“ผมรู้ว่าคุณโกรธแค้นผมในหลายๆ เรื่อง ผมเลยอยากจะทำอะไรให้คุณถูกใจสักครั้ง” อยุทธ์มองเข้าไปในนัยน์ตาของหญิงสาว

รสรินกะพริบตาถี่เพื่อกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลอีกที “ไม่หรอก…อยุทธ์ คุณก็ดีกับฉันเรื่อยมานะแหละ คุณขอโทษฉันแล้ว และฉันก็อยากขอโทษคุณในสิ่งที่ฉันทำผิดกับคุณด้วยเหมือนกัน”

อยุทธ์ไม่อยากจะเชื่อว่ารสรินจะเอ่ยปากขอโทษเขา เพราะเธอมักเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับเขา เขาเป็นฝ่ายผิด

“ที่ผ่านมาฉันอาจจะเสียใจที่คุณไม่พยายามติดต่อฉันอีกเลย หลังจากที่…”

ทำไมเธอพูดว่า ‘…เราเลิกกัน’ ออกมาไม่ได้ในตอนนี้นะ

“ผมขอโทษ ผมเข้าใจมาตลอดว่าคุณกำลังมีความสุขกับชีวิตในมหา’ลัย จนคุณลืมผมไปแล้ว ผมไม่อยากไปขัดจังหวะความสุขของคุณ”

“แต่คุณกลับไปติดต่อกับยายไอริสแทน”

“จะมีสักครั้งได้ไหมที่เราจะไม่เอาไอริสเข้ามาเกี่ยวในเรื่องของเรา”

นั่นสินะ…รสรินคิด ทำไมเขาถึงได้ไปเอายายไอริสมาเกี่ยวตั้งแต่แรก แล้วตอนนี้มาพูดกับเธอว่าไม่ให้เอายายไอริสมาเกี่ยว

“อย่างนั้นเราก็ควรเริ่มที่จะพูดถึงไอริสให้น้อยลง”

อยุทธ์ยิ้ม “เรื่องนั้นง่ายมาก”

รสรินรู้สึกเหมือนเธอหายใจได้ยาวและลึกขึ้น เธอต้องยอมรับว่าเธอรู้สึกสงบและสบายใจขึ้น

“งั้นฉันเอาช่อกุหลาบไปเก็บก่อน แล้วจะตามลงไปทานข้าวนะ”

“ไม่ ผมจะรอ คุณต้องควงแขนลงไปข้างล่างกับผม” อยุทธ์ยืนยัน

“กายสั่งมาเหรอ” หญิงสาวพูดแหย่

“เปล่า แต่ผมอยากลงไปพร้อมกับคุณ” อยุทธ์ยิ้มให้รสริน

การที่รสรินหน้าตาสดชื่นลงมาทานอาหารเช้าพร้อมกับอยุทธ์…ย่อมเป็นที่สังเกตของกายอยู่แล้ว  และดูเหมือนทั้งสองแทบจะไม่ยอมแยกจากกัน ไม่ว่าจะเดินไปจัดรถให้กับแขกที่จะไปทัวร์ เมื่อจัดรถเสร็จรสรินต้องไปพบกับเมเลียและคณะของออกาไนเซอร์ผู้จัดงานแต่งเพื่อพูดคุยในรายละเอียดของงานเพิ่มเติม อยุทธ์ก็คอยตามรสรินอยู่ไม่ห่าง ทำให้เขาอดสงสัยอย่างแรงไม่ได้

ในยามบ่ายเขาได้ชวนนีรนุชไปนั่งทานน้ำชาอาฟเตอร์นูนทีในห้องจัดเลี้ยง ยามนี้ในห้องนี้มีแขกอยู่ไม่กี่โต๊ะ เพราะแขกที่มางานแต่งงานก็ไปตามทัวร์ที่จัดไว้ ส่วนแขกอื่นๆ ยังไม่ได้กลับเข้าในโรงแรม กายเลือกโต๊ะที่ใกล้ระเบียง เพราะเห็นว่าจะได้ชมวิวด้านล่างที่เป็นลานหญ้าสีเขียวพร้อมมีเก้าอี้นอนสำหรับแขก แต่เขาก็ไม่อยากนั่งโต๊ะที่ระเบียงเพราะแสงจ้าของแดดกลางวัน

“ให้เคาน์เตอร์โทรเรียกนุชลงมาบอกว่ามีเรื่องสำคัญ ขอให้สำคัญจริงด้วยเถอะนะ” นีรนุชที่ใส่เสื้อลายและกางเกงสามส่วนสีขาวเข้านั่งประจำที่ที่โต๊ะ หญิงสาวเห็นว่ากายสั่งชุดอาฟเตอร์นูนทีให้เธอแล้ว ชั้นถาดเงินสามชั้นวางเสิร์ฟแซนด์วิชและสโคนอย่างน่ากิน ชาเอิร์ลเกรย์ของเธอก็ส่งกลิ่นหอม

“สำคัญจริงๆ นุช นุชไม่เห็นว่ามีอะไรแปลกๆ ไประหว่างโรสกับอยุทธ์บ้างเหรอ” กายเริ่มเข้าเรื่อง

นีรนุชถอนหายใจ “ก็นั่นเป็นแผนของกายไม่ใช่เหรอ”

“เมื่อก่อนนี้ผมต้องคอยสั่งมัน แต่เช้านี้มันตามโรสไม่ห่างเลย” กายหันมาทางนีรนุช “นุชไม่คิดอะไรบ้างหรือไง”

นีรนุชส่ายศีรษะ

“ว่าแต่วันนี้กายส่งดอกไม้ให้ใครหรือเปล่า” หญิงสาวไม่กล้าถามกายว่าส่งดอกไม้ให้เธอหรือเปล่า

“เปล่า ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่กล้าส่งดอกไม้ให้คุณอีก” กายพูดอย่างเขินอาย เขาจำได้ว่าเขาไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มานานมากแล้ว “ว่าแต่มีอะไรเหรอ”

“หลังจากที่นุชเตรียมทัวร์สำหรับวันพรุ่งนี้เสร็จ นุชก็ขึ้นไปบนห้อง นุชเห็นช่อดอกกุหลาบสีแดงวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงนอนฝั่งของโรสเขา นุชก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก อาจจะเป็นใครคนหนึ่งของโรสก็ได้”

“ต้องเป็นของอยุทธ์…ชัวร์” กายพูดฟันธง

นีรนุชทำท่าลังเลก่อนจะพูดว่า “อาจเป็นของนัสก็ได้นะ”

กายทำหน้างง “จะเป็นของนัสได้ไง เมเลียอยู่ที่นี่แล้วนะ”

นีรนุชหยุดพูดชั่วครู่เพราะเห็นพนักงานเสิร์ฟเดินผ่านโต๊ะไป ตรงไปยังบริเวณระเบียง อาจมีแขกใหม่เข้ามานั่ง

“นุชไม่พูดดีกว่า เรื่องไม่เป็นเรื่อง” นีรนุชทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเอาเรื่องของคนอื่นมาพูด

“ไม่ได้แล้วล่ะนุช นี่แสดงว่านุชไปรู้เรื่องอะไรมา”

“กาย…นุชบอกแล้วไงว่านุชไม่อยากจะเล่า”

“เล่ามาเถอะ ผมจะเก็บเรื่องที่นุชเล่าให้เป็นความลับที่สุด”

นีรนุชนิ่งไปพยายามเรียบเรียงคำพูดก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “เมื่อคืนนี้นะโรสบอกว่าโรสจะลงไปที่เคาน์เตอร์ตรวจเรื่องรถที่จะไปทัวร์ ตอนนั้นนุชอยู่ในห้องน้ำ พอออกจากห้องน้ำ นุชก็ตามลงไปข้างล่าง ที่เคาน์เตอร์บอกว่ายังไม่เห็นโรสลงมาเลย นุชเลยตรวจเช็ครถและแขกให้เรียบร้อย พอกลับเข้าไปในห้องก็ยังไม่เจอโรส นุชคิดว่าโรสคงแอบไปเล่นหรือพูดโทรศัพท์อยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่นุชอยากบอกว่านุชดูแลเรื่องรถเรียบร้อยแล้ว นุชกังวล นุชเลยออกมาที่ระเบียงเพื่อดูว่าโรสอยู่ที่ไหน ก็พอดีประตูห้องที่ชั้นสามเปิดออก และนุชก็เห็นโรสแอบย่องออกมา นุชเลยรีบหลบเข้าห้อง แล้วคิดขึ้นมาได้ว่าห้องนั้นเป็นห้องของนัส เพราะห้องของพวกเราทั้งหมดอยู่ชั้นสอง”

กายทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ

“ห้องของนัสเหรอ”  กายพึมพำออกมาช้าๆ “เป็นไปได้ไง นุชแน่ใจนะ”

นีรนุชพยักหน้าช้าๆ หน้าตามั่นใจสุดๆ

“แล้วโรสขอตัวออกนอกห้องตอนกลางคืนแบบนี้บ่อยมั้ย”

“ส่วนมากก็ขอไปโทรศัพท์ อะไรแบบนี้ นุชไม่ได้คิดอะไร เพราะเขาอาจจะมีใครอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ได้ พอรับสายเป็นภาษาอังกฤษ โรสก็มักจะขอตัววิ่งออกจากห้องไป”

“เรดาร์ผมผิดไปได้ไง ก็เห็นๆ อยู่ว่าโรสกับอยุทธ์มันกำลังรู้สึกดีๆ ต่อกัน”

นีรนุชทำหน้าเหมือนตัวเองทำผิดอย่างแรง “มันก็อาจจะไม่มีอะไรมากมาย โรสเขาอาจขึ้นไปขอยาหรือมีธุระอะไรกับนัสก็ได้”

กายรู้ว่านีรนุชเป็นคนมองโลกในแง่ดี เขาไม่คิดที่จะขัดความคิดของนีรนุช เพียงแต่คิดว่า ‘แผนปฏิบัติการเพื่องานแต่งของนัส’ ไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนเลย แล้วเขาก็ยกชาที่อยู่ตรงหน้าขึ้นจิบ

“ผมคิดว่าผมจะมารายงานข่าวเรื่องโรสกับอยุทธ์ให้คุณฟัง แต่พอได้ยินเรื่องโรสออกมาจากห้องเจ้านัส เล่นเอางงไปเลย น่ากลุ้มใจจริงๆ”

“กาย เรื่องทั้งหมด…อาจเป็นเพราะเราคิดมากไปก็ได้นะ จริงๆ อาจไม่มีอะไร”

กายยังส่ายศีรษะช้าๆ เหมือนเสียใจที่แผนปฏิบัติการของเขาผิดแผนไปได้อย่างไร

“งั้นช่างมันเถอะ เรามากินอาฟเตอร์นูนทีของเรากันดีกว่า” กายสรุปพร้อมชวนนีรนุชไปหยิบเค้กมาเพิ่มเติม

นอกจากชั้นแซนด์วิชและสโคนไว้เสิร์ฟตรงหน้าแล้ว ที่บริเวณเคาน์เตอร์บาร์ของห้องก็ยังตั้งโต๊ะใหญ่วางขนมเค้ก คัพเค้กหลากสี รวมทั้งชอกโกแลตลาวาและเอแคร์ และขนมเบเกอร์รี่อีกมากมายที่สามารถไปตักเพิ่มเติมมากเท่าไหร่ก็ได้

 

ยามเย็นในวันนี้มีแขกล้นหลาม ครอบครัวของคู่บ่าวสาวได้เดินทางมาถึงตั้งแต่บ่าย รสรินหวังว่าช่วงที่เธอไปจัดทัวร์ในตอนเช้า พานัสคงได้มีโอกาสได้เลียบๆ เคียงๆ กับเมเลียถึงเรื่องราวของฐานะครอบครัวเธอบ้าง

พ่อของเมเลีย-มาร์ติเนซ แมงกาลานีสนั้นเป็นคนผิวสีเหลืองออกคล้ำนิดๆ รูปร่างสูงใหญ่ รสรินได้มีโอกาสพูดคุยแล้ว เพราะเมเลียนำเธอและเพื่อนๆ ไปแนะนำให้รู้จัก เสียงของเขาดังกังวานอย่างผู้มีบารมี หากไม่รู้มาก่อนว่าเขาเป็นบุคคลล้มละลาย เธอไม่มีวันดูออกได้เลยเพราะเขาดูดีเหมือนนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ส่วนภรรยา-คุณราตรีที่ใส่ชุดไหมไทยสีเลื่อมก็ดูสุภาพเรียบร้อย  อีกทั้งเมเลียก็ดูเป็นสาวมั่น การศึกษาดี และเก่งในทุกเรื่อง ครอบครัวของเมเลียดูสมบูรณ์แบบเอามากๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่พานัสจะตัดสินใจเลือกเมเลียที่ดูดีไปหมดทุกด้านมาเป็นภรรยาเขา  นอกจากเมเลียจะพูดไทยได้ เธอก็ยังดูมีพลังในการขับเคลื่อนทำสิ่งต่างๆ มากมาย แน่นอนว่าโรงแรมแห่งนี้จะพัฒนาในอีกหลายๆ ด้านหลังจากที่เมเลียแต่งงานกับพานัส…น่าเสียดายที่ทั้งหมดมาสะดุดที่คำขอยืมเงินจากพ่อตาในอนาคต ทำให้พานัสได้ค้นพบความลับของครอบครัวที่ตามมา

หากไม่มีเรื่องราวของคุณมาติเนซ รสรินรู้สึกว่าพานัสนักธุรกิจหนุ่มที่กำลังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามและเมเลียที่ดูสมบูรณ์แบบในทุกด้าน…ทั้งคู่คงเป็นคู่บ่าวสาวที่เหมาะสมกันที่สุด งานแต่งใหญ่โตครั้งนี้จะสวยงามจนเป็นตำนานหน้าหนึ่งได้เลย แต่เมื่อมาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ รสรินไม่อาจคิดได้เลยว่างานแต่งงานที่จะเกิดขึ้นนั้น…จะออกมาในรูปแบบใด

Don`t copy text!