มรดกมนตรา บทที่ 38 : จิตสุดท้าย…ก่อนสลายบาป

มรดกมนตรา บทที่ 38 : จิตสุดท้าย…ก่อนสลายบาป

โดย : วัชรนริศ

Loading

มรดกมนตรา ผลงานของ วัชรนริศ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านออนไลน์ทาง anowl.co กับเรื่องราวของนักวิจัยสาวผู้ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับที่ได้รับคฤหาสน์โบราณกลางป่ากาญจนบุรีเป็นมรดกจากญาติที่ไม่เคยรู้จัก ทว่าคฤหาสน์หลังนี้กลับซ่อนคำสาป วิญญาณ และอดีตอันมืดมนที่รอการปลุกตื่น พร้อมการฟื้นคืนของ “อัคนีนาฏเทวี” อสูรสาวในตำนาน

ในเวลาเดียวกัน รถของดอกเตอร์อมรก็ขับมาจอดบริเวณป่าริมที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของอัคคีรัตน์ ทั้งสามก็รีบเดินลงจากรถ และถือไฟฉายเดินเข้าไปภายในป่า

“คุณทิพย์ธิดาระวังนะครับ” รวีพูดในขณะที่เอื้อมมือไปจับมือเธอ ทั้งสามพากันเดินเข้าไปภายในป่าที่มืดสนิท อมรที่ส่องไฟฉายเดินนำไปจนมาหยุดอยู่ที่บริเวณเชิงดิน ชายหนุ่มพูดขึ้นและหันไปมองทั้งสอง “พระขรรค์ถูกฝั่งอยู่ตรงนี้ละครับ”

“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวคุณทิพย์ช่วยส่องไฟให้พวกเราหน่อยนะครับ” อมรพูดต่อ รวีและอมรกำลังพยายามโกยดินที่อยู่ตรงหน้า จนในที่สุดก็ไปพบกับสร้อยพระขรรค์ที่ถูกห่อผ้าเอาไว้

“เจอแล้ว เจอพระขรรค์แล้ว” รวีพูดด้วยความดีใจ เขาพูดและหยิบห่อผ้าขึ้นมาเปิดอีกครั้ง

“จริงๆ ด้วย เราเจอพระขรรค์แล้ว” อมรพูดเสริมด้วยความดีใจ ในเวลานี้ทั้งสามกลับรู้สึกมีความหวังอีกครั้งที่จะเอาชนะจอมอสูรร้าย ทิพย์ธิดายิ้มด้วยความดีใจ

โฉมสุรางค์และบุษบาที่กำลังวิ่งออกมาจากหน้าบ้าน ได้ยินเสียงกระพือปีกของปักษาดำที่กำลังบินอยู่เหนือพวกเธอ มันบินโฉบลงมาและค่อยๆ จำแลงกายเป็นมนุษย์ ในขณะที่ควันสีดำบางอย่างก็ลอยลงมาและปรากฏเป็นร่างของสมิงดงและอัคนีนาฏเทวี

“พวกเจ้าจะไปไหนกัน” อัคนีนาฏเทวีถามด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน อสูรสาวที่มองเข้าไปในร่างของบุษบาก็รู้ได้โดยทันที ว่าในเวลานี้วิญญาณที่อยู่ภายในไม่ใช่วิญญาณของนางสายใจ แต่กลับเป็นวิญญาณของราตรี

“ราตรี เจ้าคิดจะหักหลังพวกข้า เพื่อจะช่วยลูกสาวของเจ้าสินะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “คิดว่าจะหนีออกไปจากที่นี่ได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ ปักษาดำ สมิงดง ไปจับตัวพวกมันมา”

โฉมสุรางค์และบุษบาพยายามวิ่งหนีปักษาดำและสมิงดงจนออกมาอยู่ริมถนนหน้าบ้าน ในเวลาเดียวกันรถของดอกเตอร์อมรที่กำลังขับกลับมา ก็เห็นโฉมสุรางค์และบุษบาที่กำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง

“เอ๊ะ! พวกคุณช่วยผมมองดีๆ ได้ไหมครับ ว่าคนที่กำลังวิ่งอยู่ข้างนอกใช่คุณโฉมสุรางค์กับบุษบาไหม”

ทิพย์ธิดาและรวีช่วยกันมองออกไป “หยุดรถค่ะดอกเตอร์ นั่นมันคุณโฉมสุรางค์กับคุณบุษบาจริงๆ ด้วย”

เสียงจอดกะทันหันดังเอี๊ยด ทั้งสามรีบลงจากรถ โฉมสุรางค์และบุษบาที่กำลังวิ่งหนีด้วยท่าทางตื่นกลัว

เธอมองเห็นทั้งสามและรีบวิ่งมาที่รถ “ช่วยฉันด้วย” โฉมสุรางค์วิ่งมาหยุดและพูดด้วยความหอบเหนื่อย

ทิพย์ธิดาเดินเข้าไปประคองโฉมสุรางค์ “พวกคุณมาทำอะไรกันแถวนี้ และกำลังวิ่งหนีอะไรกันมา” เธอถามด้วยความตระหนก

รวีพูดเสริม “และคุณบุษบามาทำอะไรแถวนี้ ทำไมถึงอยู่มาอยู่กับคุณโฉมที่นี่”

ราตรีในร่างของบุษบารีบพูดด้วยท่าทางรีบร้อน “เอาเป็นว่าพวกคุณอย่าเพิ่งถามอะไรดิฉันตอนนี้เลยค่ะ ช่วยพาดิฉันกับโฉมสุรางค์ออกไปจากที่นี่ตอนนี้เลยเถอะค่ะ” เมื่อบุษบาพูดจบ ปักษาดำในร่างของนกยักษ์ และสมิงดงในร่างของเสือสมิงตัวใหญ่ ก็พุ่งเข้ามาหยุดอยู่ที่บริเวณด้านหน้ารถของพวกเขา

รวีอุทานขึ้น “เฮ้ย! นี่มันอะไรกัน”

ดอกเตอร์อมรพูดเสริมทันที “พวกคุณขึ้นไปบนรถเดี๋ยวนี้”

ทั้งหมดรีบเดินขึ้นไปบนรถและปิดประตู เหลือเพียงอมรและรวีที่ยืนอยู่ อมรยืนมองพวกมันด้วยท่าทางกล้าหาญ เขาหลับตาและพนมมือขึ้น แสงสว่างสีทองก็ปรากฏขึ้นรวมตัวกันกลายเป็นตรีศูลที่ลอยอยู่กลางอากาศ อมรรีบคว้าตรีศูลนั้นไว้ และชี้ตรีศูลไปที่ร่างของอสูรร้ายทั้งสองตน

“พวกแกจงกลับไปเดี๋ยวนี้ และจงกลับไปบอกนายของแกด้วยว่า อีกไม่นานข้าและคนของข้าจะส่งพวกแกกลับไปชดใช้กรรมอีกครั้ง”

เมื่ออมรพูดจบ อสูรร้ายสองตัวก็พยายามพุ่งเข้าใส่พวกเขาโดยทันที รวีคว้าปืนขึ้นและยิงใส่ไปที่อสูรทั้งสอง แต่กระสุนธรรมดากลับไม่ระคายผิวพวกมันเลย อมรได้เขวี้ยงตรีศูลของเขาออกไปอย่างรวดเร็ว

ตรีศูลที่พุ่งออกไปส่องแสงสว่างเป็นประกายสีทองราวกับดาวหางที่พุ่งตัวไปข้างหน้า จนในที่สุดแรงปะทะของตรีศูลได้พุ่งเข้าใส่อสูรจนทำให้อสูรทั้งสองต้องกระเด็นออกไปทันที ด้วยพลังอำนาจของตรีศูลนี้ได้ทำให้สมิงดงและปักษาดำได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส พวกมันทั้งสองกระเด็นลงไปนอนร้องด้วยความเจ็บปวด

ตรีศูลที่พุ่งใส่อสูรได้ลอยกลับมาอยู่ในมือของอมรอีกครั้ง ในขณะทั้งหมดที่อยู่ภายในรถต่างมองด้วยความตกตะลึงในพลังอำนาจของตรีศูลและความกล้าหาญของอมร

“เจ้าทั้งสองตัว วันนี้ข้าให้โอกาสพวกเจ้า อย่าคิดที่จะพยายามทำร้ายพวกเราอีก” เมื่ออมรพูดจบเขากับรวีรีบเดินกลับมาขึ้นรถ และรีบขับรถออกไปจากตรงนั้นโดยทันที เหลือเพียงอสูรสองตนที่นอนเจ็บปวดทรมานอยู่กลางถนน

อัคนีนาฏเทวีปรากฏตัวขึ้น “พวกเจ้าเป็นยังไงกันบ้าง” เธอถามด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น

“เทวี ช่วยพวกข้าด้วย” ปักษาดำพูดในขณะที่นอนเจ็บปวดอยู่

สมิงดงพูดเสริม “ในเวลานี้พระขรรค์เพลิงพยัคฆ์ได้กลับไปอยู่ในมือพวกมันอีกแล้วครับเทวี”

“อะไรนะ ไหนเจ้าบอกข้าว่าไอ้โจรนั่นมันได้ทำลายสร้อยพระขรรค์ไปแล้วยังไงล่ะ” เธอหันไปถามสมิงดงด้วยความโกรธ

“เป็นเพราะข้าเองที่สะเพร่าเทวี” สมิงดงพูดด้วยความเจ็บปวดและรู้สึกผิด

“พวกเจ้านี่มันโง่จริงๆ” อัคนีนาฏเทวีเดินมาใกล้ร่างของสมิงดง และใช้พลังบีบคอของสมิงดงจนร่างของเขาลอยขึ้นเหนืออากาศ “ข้าจะเก็บเจ้าไว้ทำไมกัน สมิงดง”

“เทวีอย่าทำอะไรข้าเลย” สมิงดงพูดร้องขอชีวิต

“เจ้ารู้ไหมว่าทั้งหมดมันเกือบจะจบแล้ว แต่เพราะความโง่ของเจ้ามันเลยทำให้ข้าต้องตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง”

เธอพูดด้วยแววตาที่เป็นสีแดงและโกรธ “เทวีอย่าทำอะไรข้าเลย ข้าผิดไปแล้ว” สมิงดงพูดและเริ่มรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก

ปักษาดำที่นอนเจ็บปวดและมองเห็นสมิงดงที่ถูกอัคนีนาฏเทวีใช้พลังบีบคอด้วยความทรมาน ได้พูดร้องขอชีวิตเพื่อนของเขา “เทวีอย่าทำอะไรสมิงดงมันเลย ข้าขอร้องละ” เธอบีบคอของสมิงดงและสะบัดร่างของเขาจนกระเด็นลงกลับไปนอนที่พื้นอีกครั้ง

“ไอ้สมิงดง เจ้าจงจำเอาไว้นะ ว่าหากพวกเจ้าทำงานพลาดอีก ครั้งหน้าข้าจะสูบชีวิตของเจ้า” เธอพูดและเปลี่ยนร่างเป็นควันสีดำลอยพุ่งกลับขึ้นไป เหลือเพียงสมิงดงและปักษาที่นอนเจ็บปวดอยู่ที่พื้น

 

รถของอมรขับกลับมาจอดที่คฤหาสน์วารีมรกต ทั้งหมดเดินลงจากรถโดยมีบัวและจอมเดินเข้ามาช่วย ทั้งสองช่วยพยุงโฉมสุรางค์และบุษบาเข้าไปภายในบ้าน ทั้งหมดเข้ามานั่งภายในห้องนั่งเล่น

อมรได้พูดขึ้น “สรุปพวกคุณทั้งสองไปทำอะไรที่นั่นครับ และทำไมถึงโดนเจ้าอสูรสองตัวนั้นตามทำร้าย”

โฉมสุรางค์ที่นั่งอยู่ในสภาพที่อิดโรยและเนื้อตัวสกปรกจากการถูกขัง มองอมร ทิพย์ธิดา และรวี

“คือ ความจริงดิฉันมีอะไรจะสารภาพพวกคุณทั้งสามนะคะ คือเรื่องทั้งหมดมันเกิดจากดิฉันเอง” เธอพูดและเล่าย้อนกลับไปถึงตอนที่เธอถูกอัคนีนาฏเทวีบังคับให้เธอวางแผนพยายามขโมยสร้อยพระขรรค์ของทิพย์ธิดา โดยมีวิญญาณคุณแม่ของเธอเป็นเครื่องต่อรอง

ทิพย์ธิดาพูดเสริมต่อไปว่า “ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า วิญญาณของคุณราตรีในเวลานี้ก็ยังไม่ไปไหน เพราะถูกอสูรร้ายจองจำไว้ในที่ของมันใช่ไหมคะ”

บุษบาที่นั่งนิ่งด้วยท่าทีเย็นชาก็พูดขึ้น “พวกคุณคะดิฉันขอขอบคุณพวกคุณทุกคนนะคะ ที่ช่วยเหลือโฉมสุรางค์และดิฉันไว้ ดิฉันมีความจริงที่อยากจะบอก ตอนนี้ในร่างของบุษบาคือดิฉันเองค่ะ ราตรี แม่ของโฉมสุรางค์”

อมรและทุกคนหันไปมองหน้าบุษบาด้วยท่าทีตกใจ “คุณหมายความว่ายังไงกันครับ” รวีขมวดคิ้วและถาม

บุษบาพูดต่อ“ทั้งหมดที่พวกคุณเห็นจริงๆ แล้ว บุษบาที่ผ่านมาในระยะหลังๆ ไม่ใช่บุษบาตัวจริง เพียงแต่เป็นร่างทรงให้กับวิญญาณผู้รับใช้ของอัคนีนาฏเทวีชื่อว่านางสายใจ”

ทิพย์ธิดาอุทานชื่อขึ้น“สายใจ! ใช่ ฉันนึกออกแล้ว สายใจคือบ่าวรับใช้คนสนิทของหม่อมเจ้าหญิงสวาทสุภาย์ค่ะ และเธอก็เป็นคนที่ทำร้ายทุกคนที่นี่ เธอหลงรักท่านชายอดิศรและพยายามทำคุณไสยมนตร์ดำ จนในที่สุดเธอก็หาทางปลดปล่อยอัคนีนาฏเทวีออกมาได้”

อมรถามต่อ “แล้วเรื่องทั้งหมดคุณรู้มาได้ยังไงหรือครับ”

“ท่านชายอดิศรเธอเป็นคนมาบอกดิฉันค่ะ ทำให้ดิฉันเห็นภาพในอดีตและเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ในเวลานี้มันก็กลับมาเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง”

บุษบาพูดต่อไป “ดิฉันได้นำบางอย่างกลับออกมาด้วย” เธอพูดและหยิบกล่องเทพมนตราออกมาวางไว้ต่อหน้าทุกคนภายในห้อง รวี ทิพย์ธิดาและอมรต่างมองกล่องนั้นด้วยแววตารู้สึกดีใจ

อมรพูดขึ้น “กล่องเทพมนตรา! มันได้หายไปจากห้องพระที่นี่ไม่ใช่หรือครับ แล้วทำไมถึงไปอยู่กับคุณได้”

บุษบาที่นั่งอยู่ได้เล่าต่อ “หลังจากที่ดิฉันได้ตายไปแล้ว วิญญาณของดิฉันได้ถูกดึงกลับมาที่บ้านของอัคคีรัตน์ ทำให้ดิฉันไม่สามารถจะหลุดไปจากที่นั่นได้ ระหว่างนั้นดิฉันก็ไปได้ยินที่พวกมันคุยกันถึงเรื่องกล่องเทพมนตรา พอหลังจากที่โฉมสุรางค์ถูกจับตัวไปขังไว้ ดิฉันเลยคิดจะใช้กล่องเทพมนตรานี้เรียกวิญญาณของนางสายใจให้หลุดออกจากร่างของบุษบาไป และดิฉันก็จะใช้จังหวะนี้กลับเข้าไปอยู่ในร่างของเธอแทน เพื่อช่วยชีวิตโฉมสุรางค์ไว้ค่ะ สุดท้ายพอออกมาพ้นจากที่นั่นได้ กลับต้องเจอพวกมันอีก

ดิฉันและลูกรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณพวกคุณเหลือเกิน ถ้าวันนี้ไม่ได้พวกคุณมาช่วยไว้ โฉมสุรางค์กับฉันอาจจะต้องตกเป็นทาสรับใช้ของพวกมันเป็นแน่” เธอพูดและหันไปจับมือโฉมสุรางค์

“เอาละคุณราตรี ในเวลานี้พวกคุณทั้งสองปลอดภัยแล้วนะครับ แต่ผมอาจจะต้องขอร้องให้คุณช่วยออกจากร่างของบุษบาได้แล้ว เพราะถ้าหากคุณยังอยู่ในร่างของบุษบานานเกินไป อาจจะทำให้ร่างกายของเธอทนไม่ไหว

ราตรีที่สิงอยู่ในร่างของบุษบาหันไปกอดโฉมสุรางค์อีกครั้ง “ค่ะ ดิฉันจะทำตามที่พวกคุณบอก”

อมรหันไปกล่าวกับทิพย์ธิดาและรวี “ถ้าอย่างนั้นผมขอใช้ห้องพระที่นี่ได้ไหมครับ” ทั้งสองพยักหน้ารับและเดินนำอมรไปที่ห้องพระ โดยมีโฉมสุรางค์และบุษบา เดินประคองกันและกันตามหลังไป

อมรจุดเทียนและลงไปนั่งอยู่ที่หน้าหิ้งพระ โดยมีบุษบาที่เดินตามมานั่งข้างๆ อมรหันไปพูดกับเธอว่า

“คุณราตรีครับ ผมอยากให้ระหว่างนี้คุณทำจิตให้นิ่งและสบายที่สุดนะครับ ค่อยๆ หลับตากำหนดจิตนึกถึงคุณพระรัตนตรัย”

ทิพย์ธิดา รวี และโฉมสุรางค์ยืนมองพวกเขาอยู่ด้านหลังไม่ไกล โดยที่บุษบาที่กำลังนั่งสมาธิ

ไม่นานวิญญาณของราตรีก็ค่อยๆ หลุดลอยออกจากร่างของบุษบา ควันสีขาวที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน ปรากฏให้เห็นใบหน้าของราตรีที่ยืนยิ้มอย่างสบายใจ เธอหันไปมองโฉมสุรางค์ลูกสาวของเธอ และพูดกับทุกคน

“ดิฉันขอขอบคุณทุกคนมากนะคะ โฉมสุรางค์ดูแลตัวเองให้ดีนะลูก” เมื่อสิ้นเสียง ควันสีขาวก็รวมตัวกันเป็นแสงและค่อยๆ จางหายไป ร่างของบุษบาก็วูบสลบไปด้วยความอ่อนแรง ทิพย์ธิดารีบเข้าไปนั่งกอดร่างของเธอไว้ด้วยความเป็นห่วง

โฉมสุรางค์ที่ยืนมองวิญญาณแม่ของเธอน้ำตาไหล ส่วนรวีและทิพย์ธิดาต่างยืนสงบนิ่งให้กับดวงวิญญาณคุณราตรี อมรค่อยๆ ลุกขึ้นและเดินไปพูดกับทั้งสามว่า “ผมว่าคืนนี้พวกเราเหนื่อยกันมากแล้วนะ ยังไงคืนนี้ทุกคนพักผ่อนกันก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันใหม่”

ทิพย์ธิดาพูดเสริมว่า “ดึกแล้ว ยังไงดอกเตอร์อมรพักกับเราที่นี่คืนนี้นะคะ ดิฉันจะให้บัวกับจอมเตรียมห้องให้”

อมรพยักหน้าตอบรับด้วยความเหนื่อยและเดินออกไปจากห้องพระ

บุษบาค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นด้วยความมึนงง “เกิดอะไรขึ้นคะคุณทิพย์” เธอถามด้วยความรู้สึกสงสัย

“คุณบุษบาไปพักผ่อนก่อนนะคะ ไว้ทิพย์จะเล่าให้คุณฟังทั้งหมดพรุ่งนี้เช้า” เธอพูดและเอามือไปแตะที่ไหล่ของบุษบาเบาๆ

โฉมสุรางค์ที่ยืนน้ำตาไหลเดินเข้ามาหาทิพย์ธิดาและรวี “คุณทิพย์คะ วันนี้ดิฉันขอบคุณมากเลยนะคะที่ช่วยดิฉันกับคุณแม่ไว้ ที่ผ่านมาดิฉันกับคุณแม่ขอโทษคุณด้วยนะ ถ้าเคยพูดอะไรไม่ดีกับคุณ”

ทิพย์ธิดายิ้มและจับมือโฉมสุรางค์ “คุณโฉมคะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว อย่าไปคิดถึงมันเลยนะคะ และทั้งหมดดิฉันก็เต็มใจค่ะ คืนนี้คุณพักผ่อนก่อนนะ” โฉมสุรางค์ยิ้มและพยักหน้าขอบคุณ รวีที่ยืนมองพวกหญิงสาวทั้งสองก็ยืนยิ้มด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจ และยิ่งรู้สึกรักทิพย์ธิดามากขึ้นไปอีก

 



Don`t copy text!