ภาคีนีสีเลือด บทที่ 7 : เรื่องคาใจ

ภาคีนีสีเลือด บทที่ 7 : เรื่องคาใจ

โดย : วิญวิญญ์

ภาคีนีสีเลือด นวนิยายออนไลน์ โดย วิญวิญญ์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เป็นนวนิยายที่ผสมผสานความเชื่อท้องถิ่น ศิลปะการแสดงโนราห์ และความลึกลับเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

************************

– 7 –

อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง”

“สาธุ”

ชนม์นรีเอ่ยขึ้นเบาๆ ในขณะพนมมือรับพรจากพระภิกษุผู้ทรงศีล

หญิงสาวตักบาตรอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาร่วมเดือนแล้วนับแต่ที่ได้พบเจอกับ…สิ่งนั้น!

ทุกครั้งหลังใส่บาตร เธอกรวดน้ำแผ่บุญกุศลให้กับสิ่งที่เธอพบเห็นแต่ไม่รู้ว่าคือใครเสมอ แต่เรื่องน่าแปลกก็คือ…ทุกครั้งที่เธอกรวดน้ำจู่ๆ ก็จะเกิดลมพัดแรงจนกิ่งไม้ใบหญ้ารอบตัวเอนลู่ชวนให้ขนลุก ครั้งนี้ก็เช่นกัน…

ชนม์นรีกลับเข้าบ้านหลังใส่บาตรเสร็จ คว้าเอาขันเงินใบน้อยไปเติมน้ำสะอาดครึ่งภาชนะแล้วเดินไปทางหลังบ้านบริเวณที่มีต้นมะม่วงใหญ่ยืนต้นอยู่ บรรจงรินน้ำลงบนใบมะม่วงที่ตั้งใจเด็ดมาวางบนพื้น เธอฝากแม่พระธรณีนำเอาบุญกุศลที่เกิดไปยังเจ้ากรรมนายเวรและผู้ที่อยู่อีกโลกหนึ่ง ปากก็ขมุบขมิบกล่าวบทกรวดน้ำ ทันใดนั้น อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย…ลมตึงกระโชกกิ่งใบมะม่วงและต้นไม้อื่นในสวนหย่อมหลังบ้านจนแทบขาดออกจากต้น

“ว้าย…”

ชนม์นรีไม่ทันได้ตั้งตัว ลมที่พัดกระโชกแรงนั้นจึงพัดขันกรวดน้ำที่ถือไว้เพียงหลวมๆ หลุดออกจากมือกลิ้งตกไปบนพื้นหญ้า หญิงสาวขนลุกซู่โดยไม่มีเหตุผล ลางสังหรณ์เร้นบอกว่าสิ่งที่เธออุทิศบุญกุศลไปให้ไม่ต้องการส่วนบุญจากเธอ…

แต่แล้วกลับรู้สึกใจชื้นเมื่อแลเห็นเมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล

เราคิดมากไปเอง ฝนกำลังจะตก…ลมถึงได้แรงขนาดนี้ หญิงสาวคิดปลอบใจตัวเองแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้น

จากนั้นก็รีบเข้าบ้านเพื่อไปปิดหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้รับลมในตอนกลางคืน และเผลอลืมปิดในตอนเช้า ยังไม่ทันที่จะก้าวขึ้นบันไดไปชั้นบน สายตาก็พลันเหลือบเห็นร่างหญิงชายวัยกลางคนเดินตรงมาทางห้องครัว

“อ้าว…ป๋า มะ เพิ่งกลับมาเหรอ ไปทำอะไรกันอยู่คะถึงกลับมาช้านัก”

ชนม์นรีเอ่ยทักขึ้น เดาได้แทบจะทันทีว่าพ่อกับแม่ของเธอเสียเวลาไปทำอะไรอยู่ที่ตลาดเป็นนานสองนาน

“แหม วันนี้มะเจออี๋หลวนที่ตลาดอะสิ เลยคุยกันยาวเลย”

“แล้วมะคุยเรื่องอะไรกับอี๋หลวนตั้งนานล่ะ”

คนเป็นลูกพอจะเดาออกอยู่แล้ว แต่แกล้งถามมารดาไปอย่างนั้นเอง

“ก็คุยเรื่องลูกสาวคนเก่งของมะสิ อุตส่าห์สอบได้คณะอักษรศาสตร์ของมหาวิทยาลัยดัง มันก็ต้องมีเรื่องให้คุยกันบ้าง…นี่ถ้าไม่เห็นว่าฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลนะ จะคุยให้ยาวกว่านี้อีก”

“โธ่…มะ ไปคุยทำไม เดี๋ยวแกก็ไปแอบนินทาลับหลังว่ามะขี้โม้ แกยิ่งขี้นินทาอยู่ด้วย แล้วอีกอย่าง หนูยังต้องสอบสัมภาษณ์อีกด้วยนะ เกิดหนูสอบตกสัมภาษณ์ขึ้นมาล่ะ ขายขี้หน้าแย่เลย”

ชนม์นรีโอดครวญเพราะรู้ว่าคนที่มารดาตัวเองไปคุยด้วยเป็นนานสองนานนั้นมีกิตติศัพท์กระฉ่อนในแง่ไหน

“ก็ทีแกยังคุยเรื่องลูกชายอยู่บ่อยๆ เวลาเจอกัน มะก็ฟังทุกครั้งเลย มาคราวนี้ มะก็ต้องคุยเรื่องลูกสาวมะบ้างสิ จะได้เสมอกัน ไม่มีใครขาดทุน…อีกอย่าง มะเชื่อว่าลูกของมะสอบผ่านสัมภาษณ์สบายอยู่แล้ว ว่าไหม”

หญิงวัย 40 ปลายในเสื้อลายดอกสีสดใส ยิ้มจนตาหยีเพราะความสุขและปลื้มใจกับความสำเร็จของบุตรสาวเพียงคนเดียวของตน

แม้จะมีริ้วรอยและความหย่อนคล้อยตามวัยที่ล่วงเลย แต่ใบหน้ารูปไข่ของนางโง้ยนั้นยังแลเห็นเค้าความสวยอยู่ไม่น้อย ชนม์นรีแอบคิดเสมอว่าเธอน่าจะได้ความสวยจากแม่มามากกว่านี้…หญิงสาวมักจะไม่ค่อยชอบใจเวลามีคนมาทักว่าหน้าตาเธอเหมือนผู้เป็นพ่อราวถอดพิมพ์ออกมา…ชนม์นรีเป็นหญิงสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม ปากนิดจมูกหน่อย ตาโตยาวรีของเธอก็มีประกายเป็นเสน่ห์ แต่เธออยากจะสวยหวานเหมือนมารดามากกว่า

เธอเคยถามนางโง้ยว่าทำไมถึงตั้งชื่อเล่นของเธอว่าใบบัว ทั้งที่บิดามารดาเชื้อสายจีนแท้ๆ ทั้งคู่ มารดาเล่าให้ฟังว่าเริ่มแรกทีเดียวหลังจากอัลตราซาวนด์แล้วรู้ว่าได้ลูกสาวแน่นอน ก็ตั้งใจจะตั้งชื่อเธอว่า หลิว ซึ่งมีความหมายไปในทางความเจริญก้าวหน้า

แต่ก่อนที่จะคลอดเธอได้เพียงราวหนึ่งอาทิตย์ ก็ฝันไปว่ามีผู้หญิงใส่ชุดไทยเอาดอกบัวมายื่นให้ ทั้งนางและสามีเลยเปลี่ยนใจจะตั้งชื่อลูกสาวว่า‘บัว’ แทน แต่หลังคลอดแล้ว เมื่อไปหาพ่อท่านเข้มซึ่งเป็นพระเกจิผู้ทรงฌานสมาบัติสูงรูปหนึ่ง เพื่อปรึกษาเรื่องชื่อของเด็กหญิงแรกเกิด ท่านกลับบอกว่า

‘มันเป็นสัญญาเก่านะ เรื่องบางเรื่อง เหตุการณ์บางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พอบรรเทาได้’

และท่านก็แนะนำให้เลี่ยงไปใช้ชื่อเล่นว่าใบบัวแทน ทำนองว่าจะได้ไม่โดนใครเขาเด็ดก่อนจะบานเหมือนดอกบัว…ส่วนชื่อจริงท่านตั้งให้เป็นชนม์นรี แปลว่า ‘หญิงผู้เจริญด้วยอายุ’

แต่เมื่อบิดามารดาเธอถามถึงสาเหตุของฝัน และเรื่องที่ท่านเอ่ยถึง พระผู้เป็นสุปฏิปันโนกลับยิ้มบางๆ กล่าวเพียงสั้นๆ ด้วยเสียงเรียบสงบสำรวม แต่เปี่ยมด้วยเมตตาว่า

‘มนุษย์มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ส่วนกรรมนั้นก็มีทั้งกรรมดีและกรรมเลว สั่งสมกันมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ…ครั้นถ้าเราจะเอาปัญญาทางโลกไปเข้าใจหรืออธิบาย ก็คงเป็นเรื่องยาก และเรื่องบางเรื่องรู้ไปก็ไม่เกิดประโยชน์ พระพุทธองค์ท่านจึงสั่งสอนให้ตั้งอยู่กับปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือมุ่งกระทำดีทุกวันนะโยม’

 

เช้าวันนี้ชนม์นรีตัดสินใจซักถามมารดาอีกครั้งเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงที่นำเอาดอกบัวมามอบให้ตอนที่นางใกล้จะคลอด ก่อนหน้านี้หญิงสาวไม่ได้สนใจอะไรมากนัก บางครั้งเมื่อนางโง้ยเล่าเรื่องนี้ขึ้นมา เธอเองนั่นแหละที่เป็นคนคอยตัดบทเพราะเบื่อดูหนังฉายซ้ำ คิดแต่ว่าคนแก่ชอบพูดเรื่องเดิมๆ แต่เมื่อมาถึงตอนนี้ เธอรู้สึกสังหรณ์ใจลึกๆ ว่า…หญิงชุดไทยที่มาหามารดาในฝันกับวิญญาณหญิงสาวสองคนที่หลอกหลอนเธอถึงสองครั้งสองคราอาจจะเกี่ยวข้องอะไรกันบางอย่าง

“มะ จำผู้หญิงที่เอาดอกบัวมาให้ตอนหนูจะเกิดได้ไหม”

หญิงสาวถามอย่างขัดเขิน รู้สึกละอายที่ตัวเองต้องมาแสดงความสนใจในสิ่งที่เคยนึกรำคาญมาก่อน

“อ้าว…วันนี้อยากรู้ขึ้นมาเหรอ เห็นปกติมะเล่าทีไร บ่นเบื่อฟังทุกที”

นางโง้ยแกล้งเย้าบุตรสาว แต่แล้วก็ต้องรีบเล่าต่อเมื่อเห็นใบหน้าชนม์นรีเริ่มหงิกเพราะความงอน

“อะ มะไม่ล้อแล้วก็ได้…ก็ผู้หญิงคนนี้เขาใส่ชุดไทยนะ แล้วก็มีอะไรแหลมๆ คล้ายชฎาอยู่บนหัวด้วย มีอุบะห้อยลงมาจากชฎาอีกที ชุดไทยดูคล้ายๆ นางรำ…เอ…นางรำที่ไหนนะ อ้อ…นางรำตามงานพิธีแก้บนอะไรทำนองนั้นไงลูก”

แม้ว่าทั้งนางโง้ยและสามีจะเป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด แต่ทั้งสองไม่พูดภาษาท้องถิ่นกับบุตรสาวด้วยเกรงว่าจะมีปัญหาเวลาไปเรียนหนังสือ

“เขาสวยมากเลยนะ ตอนที่รับดอกบัวจากเขามา มะได้แต่จ้องหน้าสวยๆ เหมือนโดนสะกด”

นางโง้ยอมยิ้ม ดวงตาเหม่อมองไปด้านหน้าเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น

“หน้าตาเขาเป็นยังไงเหรอมะ ที่ว่าสวยน่ะ”

“ก็…ตาเขาโต แล้วก็หวานเศร้ามากเลย”

“มะ แล้วเขาพูดอะไรบ้างไหม”

“เอ…ก็ไม่พูดอะไรนะ เอามายื่นให้เฉยๆ”

“เขาน่าจะอายุสักเท่าไร แล้วเขามาคนเดียวเหรอมะ”

คนอยากรู้ยิงคำถามรัวๆ เสียงสั่นด้วยความตื่นเต้นอย่างช่วยไม่ได้

“อายุน่าจะรุ่นๆ นะ ไม่น่าเกิน 20 ปีหรอก หรืออายุอาจจะไล่ๆ กันกับลูกนั่นแหละ”

“แล้วมีแค่คนเดียวเหรอมะ หรือ…มีสองคน”

ชนม์นรีชะงักเล็กน้อยก่อนรัวคำถามที่สอง

“เออ…ใช่”

คนเป็นแม่ลากเสียงยาวเหมือนนึกอะไรได้ขึ้นมา

“มีอีกคนที่มาด้วย แต่เขายืนห่างออกไปนะ แต่งตัวคล้ายกันด้วย เอ๊ะ! แล้วลูกรู้ได้ไงว่าเขามากันสองคน” เสียงนางแสดงถึงความประหลาดใจอย่างชัดเจน

แม้จะเล่าเรื่องนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่นางโง้ยก็จำได้ว่าไม่เคยกล่าวถึงนางรำอีกคนเลย เนื่องด้วยไม่มีความสำคัญอะไรมากมายในความคิดของนาง

“ปะ…เปล่า หนูก็ถามไปอย่างนั้นเอง”

คนถามรู้สึกได้ว่าบัดนี้มือของตัวเองเย็นเฉียบ เธอเริ่มเชื่อมากขึ้นว่านางรำในความฝันของแม่กับวิญญาณที่เธอเห็นนั้นเกี่ยวข้องกัน หรือแม้แต่อาจจะเป็นวิญญาณดวงเดียวกันเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่รู้แน่ชัดว่าประสงค์ดีหรือร้ายประการใด

“แล้ว…มะว่าเขามาดีไหมคะ” ชนม์นรีกลั้นใจถามออกไป หัวใจเต้นถี่

นางโง้ยวางมือจากถุงข้าวต้มที่ซื้อมาจากร้านขายอาหารเช้าของมารดาของอนุกานดา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นระคนเอ็นดู

“ก็ต้องมาดีสิลูก ถ้ามาร้าย มะก็ต้องฝันร้ายสิ นี่มะฝันดี พ่อท่านเข้มท่านก็ไม่ได้พูดอะไรนะ ถ้าไม่ดีท่านคงเตือนแล้วมั้ง”

นางพูดพลางเทข้าวต้มในถุงออกมาอุ่นก่อนนำไปจัดวางบนโต๊ะ

“แล้วลูกจำได้ไหม ตอนที่ลูกเคยจะจมน้ำทะเลตอนอายุ 6 ขวบ แล้วลูกบอกว่ามีผู้หญิงมาช่วย”

ชนม์นรีรู้สึกเสียววาบที่ต้นคอขึ้นมาอย่างประหลาด เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนนั้น เธอยังเด็ก แต่ก็พอจะเข้าใจและจดจำอะไรๆ ได้แล้ว จำได้ว่าวันนั้นพ่อแม่ของเธอพาไปเที่ยวชายทะเลเหมือนอย่างเคย แต่เธอดื้อรั้นไม่เชื่อฟังคำสั่งที่ให้เล่นทรายบนชายหาดเท่านั้น ห้ามลงเล่นน้ำเด็ดขาดจนกว่าท่านทั้งสองจะปูเสื่อและขนของเสร็จ จะได้คอยดูแลเธอได้ เผลอคลาดสายตาเพียงแวบเดียว เธอก็วิ่งลงน้ำเรียบร้อยแล้ว

คลื่นทะเลค่อยๆ พัดร่างเธอห่างฝั่งออกไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เท้าไม่ถึงพื้นเสียแล้ว เธอเริ่มดิ้นรนตะเกียกตะกาย น้ำทะเลเข้าปากเข้าจมูกจนสำลัก พ่อกับแม่ดูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือในขณะที่ร่างเธอกำลังถูกคลื่นม้วนลงไปในทะเล ในขณะที่รู้ตัวว่าลมหายใจกำลังจะขาดห้วง ทันใดก็มีมือแข็งแรงมาลากเธอเข้าฝั่ง ความทรงจำสุดท้ายก่อนสิ้นสติไปคือใบหน้ารางเลือนของผู้หญิงคนหนึ่ง พร้อมกับคำพูดที่ว่า

‘เอ็งยังตายมิได้ บัวแก้ว’

ใช่แล้ว…เธอจำเหตุการณ์นี้ได้!

แต่แล้วก็รู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงขึ้นมาฉับพลัน เมื่อตระหนักว่าความทรงจำเกี่ยวกับใบหน้าและรูปลักษณ์ของหญิงที่ช่วยชีวิตเธอนั้นเลือนรางเต็มที จนไม่อาจบอกได้ว่าเป็นคนคนเดียวกับวิญญาณหญิงสาวนางรำหรือไม่

“แล้วมันเกี่ยวกันยังไงอะ มะ”

นึกสงสัยว่าผู้หญิงในความฝันของมารดากับที่มาช่วยเธอจะเกี่ยวพันกันอย่างไร ผู้หญิงคนนั้นอาจจะเป็นใครก็ได้

“เขาอาจจะเป็นคนแถวนั้นหรือเปล่า”

“ก็มะไม่เห็นใครที่หนูบอกเลยอะสิ ตอนหลังมีโอกาสก็เลยไปถามพ่อท่านเข้มดู ขอความเมตตาท่านให้ช่วยตรวจชะตาหนูอีกทีหลังจมน้ำ…ท่านก็ว่าเขานั่นแหละที่มาช่วย เขาก็ต้องมาดีสิลูก…ไปกินข้าวกันดีกว่าลูก อย่าคิดมากไปเลย”

นางโง้ยเอ่ยตัดบทพลางเอื้อมมือมาหยิกแก้มยุ้ยของลูกสาวอย่างเอ็นดู แล้วเดินนำออกไป นางแทบไม่ได้สังเกตเลยว่าชนม์นรีหน้าซีดเผือด ยืนก้มหน้าแบบคนกำลังใช้ความคิด

ชนม์นรีรู้สึกสับสนกับการปรากฏกายของนางรำทั้งสอง ไม่รู้ว่าดีหรือร้าย…ในอดีตการปรากฏตัวของทั้งคู่ส่อไปในลักษณะที่ดี แต่สองครั้งล่าสุดที่เธอได้พบเจอกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม เพราะหากประสงค์ดี แล้วไฉนจึงต้องมาให้เห็นในสภาพที่น่าเกลียดน่ากลัวเหลือทน…

บัดนี้หญิงสาวรู้สึกลำคอตีบตันหายใจไม่ทั่วท้อง บทสนทนาเมื่อครู่กับมารดายืนยันว่าสิ่งที่เธอพบเจอก่อนหน้านี้ท่าจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสียแล้ว ชีวิตของเธอตั้งแต่ก่อนเกิดจนบัดนี้ ดูจะมีหญิงสาวสองคนนี้วนเวียนอยู่ไม่ห่าง ไม่อาจรู้ว่าจะคอยติดตามเธออีกนานแค่ไหน และพวกหล่อนต้องการอะไรกันแน่?!

“ข้าวต้มกุ้งร้านโปรดของลูกจ้ะ ร้านอี๋เช้ง–แม่ของก้อยนั่นแหละ กินเยอะๆ นะลูก”

เสียงอ่อนโยนของนางโง้ยดึงสติเธอให้หลุดจากห้วงความคิดวกวน

มารดาของเธอจัดแจงอะไรต่อมิอะไรให้อีกจนเต็มโต๊ะ เวลานี้ครอบครัวนั่งรับประทานอาหารเช้ากันอย่างพร้อมหน้า

“มะ เจอก้อยไหม” ชนม์นรีถามเสียงแผ่ว

“เจอสิ เป็นเด็กดีจริงๆ ช่วยแม่ทำงานตัวเป็นเกลียวเลย พรุ่งนี้จะไปกรุงเทพอยู่แล้ว ยังไม่ยอมหยุดช่วยงานแม่เลย”

อนุกานดาต้องคอยช่วยงานมารดาที่ตลาดอยู่เสมอในวันหยุดสุดสัปดาห์ และช่วงปิดภาคเรียน จะได้หยุดบ้างก็ตอนใกล้จะสอบ ตอนที่พี่ชายของเธอยังไม่ได้ไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมโยธาในอีกจังหวัดหนึ่ง ทั้งสองพี่น้องต้องมาช่วยมารดาขายอาหารเช้า อย่างเช่น ขนมจีน ข้าวต้ม และขนมต่างๆ แต่เมื่อพี่ชายไปเรียนต่อแล้วก็เหลือเพียงเธอเป็นหลักคนเดียว ส่วนพี่ชายจะได้มาช่วยบ้างก็เมื่อตอนกลับมาเยี่ยมบ้าน

“ก้อยจะเรียนประวัติศาสตร์แน่เหรอ ได้ข่าวว่าพ่อเขาอยากให้เรียนด้านครุศาสตร์ เอกคณิตศาสตร์ หรือไม่ก็เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่เหรอ แล้วเรียนประวัติศาสตร์จะมาทำอะไรกินล่ะ”

นายก๊าว–บิดาของชนม์นรีในวัย 50 ต้นถามขึ้น หลังจากเงียบมานาน

“ก็ก้อยมันไม่อยากเรียนคณิตศาสตร์ มันใฝ่ฝันอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เอเชียมากกว่า”

“เออ…เด็กเดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนคนรุ่นเรานะมะนะ จะไปบังคับขืนใจให้เรียนอะไรแบบที่พ่อแม่ต้องการไม่ได้ ว่าไหม”

นายก๊าวหันไปกล่าวกับภรรยาคู่ใจทำนองถามความเห็น

“เอาน่า…มันจะเรียนอะไรก็ขอให้ตั้งใจเรียน มีความสุขกับสิ่งที่เรียนก็พอ แค่นี้…มะก็ภูมิใจแล้วลูก”

“ป๋าเห็นด้วยๆ ป๋าผิดเองจ้า…” เขาพูดอย่างเอาใจภรรยา

“แล้ววันนี้ ก้อยกับจุ๊บแจงจะมาที่บ้านกี่โมงล่ะลูก” นางโง้ยเปลี่ยนเรื่อง

“ตอนเที่ยงค่ะ จะมากินข้าวกับเราด้วยค่ะป๋า”

อนุกานดาและพิศพิลาสนัดแนะว่าจะมาค้างคืนกับชนม์นรีก่อนจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยกันในวันรุ่งขึ้น ทั้งสามต้องไปเข้าสอบสัมภาษณ์ในวันเดียวกัน และคณะเดียวกัน อี๋ดา–ป้าของอนุกานดาจะเป็นผู้มารับที่สนามบิน และพาไปที่มหาวิทยาลัยในวันสัมภาษณ์ เด็กสาวทั้งสามตกลงจะพักอยู่ที่บ้านป้าของอนุกานดาอีกหนึ่งอาทิตย์จนกว่าจะทราบผลสอบสัมภาษณ์

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

หลังรับประทานอาหารเช้า ชนม์นรีเดินกระสับกระส่ายอยู่ไปมาภายในห้องนอน เธออยากจะรู้เรื่องของสตรีสองนางที่ปรากฏกายในฝันของมารดาให้มากกว่านี้ อยากจะรู้ให้แน่ว่าเกี่ยวข้องอะไรกันหรือไม่กับปีศาจที่มาหลอกหลอนเธอก่อนหน้านี้ และหากถ้าเกี่ยวข้องจริงอย่างที่คิดแล้ว พวกหล่อนต้องการอะไรจากเธอกันแน่…

เที่ยงนี้เพื่อนรักทั้งสองคนกำลังจะมา และพรุ่งนี้เช้าเธอก็ต้องบินไปกรุงเทพฯ แล้ว หลังสอบสัมภาษณ์เธออาจมีอะไรให้ต้องทำอีกเยอะ และถ้าหากเปิดภาคเรียน กว่าจะได้กลับมาบ้านอีกครั้งก็ต้องหลังจากมหาวิทยาลัยปิดภาคเรียนไปแล้วเท่านั้น ถึงตอนนั้น…เธอคงเครียดตายเสียก่อน หรือไม่เช่นนั้น…วิญญาณชวนสยองนั่นอาจจะตามหลอกหลอนเธอจนถึงกับประสาทเสียไปเลยก็ได้

เด็กสาวพยายามเค้นสมองใช้ความคิด ทางเดียวที่เธอจะรู้อะไรมากขึ้นก็โดยการหันไปพึ่งบารมีพ่อท่านเข้ม เธอเชื่อว่าท่านน่าจะรู้อะไรแน่นอน…ความร้อนใจทำให้ตัดสินใจว่าจะไปหาหลวงพ่อเสียเลยตอนนี้  จึงวางแผนหาข้ออ้างออกไปนอกบ้าน

หญิงสาวค่อยๆ ชะโงกหัวพ้นราวบันได สายตาสอดส่ายมองหานางโง้ยผู้มารดา ซึ่งบัดนี้ยังคงสาละวนอยู่กับการจัดเตรียมอาหารเที่ยงมื้อใหญ่ในครัวด้านหลังบ้าน จึงไม่ได้รู้ตัวว่าบุตรสาวตนกำลังจ้องมองมาจากเบื้องหลัง

เมื่อเล็งเป้าหมายแล้ว ชนม์นรีก็รีบจรดฝีเท้าเงียบกริบ ค่อยๆ ย่องเข้าไปโฉบเอาพวงกุญแจรถมอเตอร์ไซค์มาไว้ ก่อนเดินด้วยปลายเท้าอย่างรวดเร็วออกไปทางด้านหน้าบ้านซึ่งเป็นตึกแถวแบบอาคารพาณิชย์สองคูหาติดกันตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ อาคาร 4 ชั้นนี้ ชั้นล่างเกือบจะทั้งชั้นเปิดเป็นร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง โดยด้านหลังสุดเป็นครัวไทย

ชนม์นรีใจเต้นระทึกเมื่อก้าวพ้นประตูกระจกที่กั้นระหว่างบันไดทางขึ้นชั้นบนและห้องครัวกับส่วนที่เป็นพื้นที่ค้าขาย เธอมองเห็นบิดากำลังวุ่นวายอยู่กับการอธิบายการใช้งานสินค้าให้กับลูกค้ารายหนึ่ง ส่วนลูกจ้าง 3-4 คนก็สาละวนอยู่กับการจัดของตามใบสั่ง จึงรีบสาวเท้ายาวๆ ตรงไปยังด้านหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าก็ยังไม่อาจจะหลุดรอดพ้นสายตาอันว่องไวของประมุขของบ้านไปได้

“นั่นลูกจะไปไหน” นายก๊าวตะโกนถามบุตรสาว

“หนูไปซื้อของเดี๋ยวเดียวค่ะ ลืมซื้อเมื่อวันก่อน ไปไม่นาน ป๋าไม่ต้องห่วงนะ”

เธอนึกดีใจที่ตัวเองคิดหาเหตุผลไว้แล้วล่วงหน้า

“รีบกลับมานะ ทุกคนรอกินข้าวเที่ยงนะลูก แล้วขี่รถระวังด้วย”

ผู้เป็นบิดายังไม่วายตะโกนสำทับตามหลังมา

คนเป็นลูกรีบเผ่นออกมาอย่างไม่รอช้า ตรงไปติดเครื่องรถมอเตอร์ไซค์ที่มีไว้ให้ลูกจ้างขี่ไปทำธุระหรือส่งของเล็กๆ น้อยๆ แล้วบิดไปยังจุดหมายทันที…

Don`t copy text!