โจรกรรมขำขัน บทที่ 17 : หนี้ที่ไม่ได้ก่อ

โจรกรรมขำขัน บทที่ 17 : หนี้ที่ไม่ได้ก่อ

โดย : แสนแก้ว

โจรกรรมขำขัน นวนิยายแนวตลกร้ายโดย แสนแก้ว เมื่อครอบครัวตระกูลแทนต้องเจอกับเหตุการณ์อลหม่านล้านเจ็ด ทั้งการหลอกลวง ปลอมตัว และสืบสวน โจรกรรมครั้งนี้อาจจะขำๆ แต่จะมีหัวใจของใครบ้างนะ ที่ถูกขโมยเอาไปเก็บไว้ในครอบครอง อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์คลายร้อน และเชื่อเหลือเกินว่านวนิยายเรื่องนี้จะมัดใจนักอ่านทุกท่านแน่นอน

*************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

แทนคุณสอบถามจากเจ๊ใหญ่อยู่พักหนึ่งก็ได้เข้าใจเรื่องราวความขัดแย้งทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างมิ้งกับเจ๊ การสอบสวนคนร้ายคราวนี้ไม่ยากอย่างที่คิดเพราะเจ๊ใหญ่เป็นฝ่ายเล่าเองอย่างสนุกปากด้วยยังสะใจไม่หายที่น้องชายเลือกตน ไม่ใช่ผู้หญิงอีกคน

“เจ๊คืนเงินเขาไปเถอะ สองแสนเองไม่ใช่เหรอ”

“สองแสนเองอะไร ตั้งสองแสนย่ะ เรื่องอะไรจะให้”

“ทีห้าล้านเจ๊ยังจ่ายแทนให้ขวัญได้เลย”

ชายหนุ่มตัดพ้อ อยากจะพูดต่อว่า ‘นี่สองแสนเอง แถมยังเป็นสองแสนที่เจ๊ไปโกงเขามาอีก ควรจะคืนเงินเขาไปแล้วก็เลิกอาชีพนี้ซะ’ แต่เจ๊ใหญ่ก็ทำเสียงฮึ ยักไหล่อย่างไม่แยแสเสียก่อน

“ก็นั่นเจ๊ช่วยน้อง เยอะแค่ไหนก็ต้องช่วย แล้วนังมิ้งมันเป็นใคร ทำไมเจ๊ต้องให้เงินมันด้วย”

“ก็เป็นคนที่เจ๊ไปโกงเขามาไง” แทนคุณชักจะเหลืออด “มันเงินของเขา เราเป็นฝ่ายผิดนะ”

พอเขาขึ้นเสียง เจ๊ใหญ่ก็ทำเสียงดังกว่ามาข่ม

“เราผิดแล้วมันไม่ผิดเหรอ มันตบเจ๊นะ จิกจนวิกเจ๊หลุดออกมาทั้งหัวแกก็เห็น ถ้าเจ๊ไม่สู้มัน มันคงกระทืบซ้ำไปแล้ว เจ๊เจ็บนะโว้ย เขียวไปทั้งตัวเลยเนี่ย แกไม่จับมันข้อหาทำร้ายร่างกายเจ๊บ้างล่ะ”

เถียงกันให้ตายเจ๊ใหญ่ก็ไม่มีทางยอมคืนเงินให้มิ้ง แทนคุณรู้ดี คนอย่างเจ๊ถ้าปักใจว่าอะไรถูกแล้วละก็ จะมีเหตุผลมากมายมาสนับสนุนว่าตัวเองถูกเสมอ ไม่อย่างนั้นคงไม่เป็นมิจฉาชีพอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ เขาไม่อยากใช้คำว่าสันดานโจร แต่ก็เพราะคำนี้จริงๆ เขาถึงไม่เซ้าซี้อีก

แทนคุณจึงแก้ปัญหาด้วยการเบิกเงินเก็บทั้งชีวิตที่เขามี ไม่ถึงสองแสน แต่ก็ขาดไปไม่กี่หมื่น ส่วนที่ขาดไปนั้นก็ไปขอยืมจากพระน้องชายที่วัดใหญ่ในอำเภอเมือง พระแทนธรรมถอนหายใจและส่ายศีรษะเบาๆ เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด

“แล้วนี่โยมเจ๊รู้หรือเปล่า ว่าโยมจะออกเงินคืนให้โยมพี่มิ้งเอง ถ้ารู้ บางทีโยมเจ๊อาจจะยอมก็ได้นะ”

“ไม่หรอกครับหลวงพี่ คงจะยิ่งห้ามผมมากกว่า จะว่าไปผมเองก็มีส่วนผิดครับ มีส่วนรู้เห็นแล้วก็ปิดบังตัวคนร้ายด้วย ก็สมควรแล้วละที่ผมจะต้องชดใช้”

หลวงพี่แทนธรรมก็ช่วยอะไรไม่ได้มากไปกว่าให้พี่ชายยืมเงินด้วยความเข้าใจ

 

แทนคุณหอบเงินสดสองแสนบาทไปง้อมิ้งที่บ้าน ลุงบุญมั่นคงรู้เรื่องแล้วจึงไม่ได้ยิ้มร่าต้อนรับเขาอย่างรื่นเริงเหมือนทุกครั้งที่มาหา แต่ลุงก็ยังใจดีมีเหตุผลพอจะอนุญาตให้เขาเข้าไปคุยกับลูกสาวในบ้าน

พอมิ้งเปิดซองเอกสารสีน้ำตาลเห็นว่าข้างในมีอะไร เธอก็ชูขึ้นมาตรงหน้า มือขาวซีดกำซองแน่นจนแทบขยำ

“นี่อะไร เอาเงินมาฟาดปิดปากฉันงั้นเหรอคุณสารวัตร”

แทนคุณเตรียมใจมาแล้วว่าต้องเจอแบบนี้ จะหวังการต้อนรับที่นุ่มนวลก็คงไม่มีวันได้ แต่ก็ตั้งใจพูดกับเธอให้ดีที่สุด

“เงินของมิ้งที่พี่สาวพี่โกงไป พี่เอามาคืนให้แล้วนะ หายโกรธพี่เถอะนะมิ้ง เราสองคนอย่าเป็นแบบนี้เลย”

“หายงั้นเหรอ ง่ายไปไหม” มิ้งโยนซองใส่เงินลงบนโซฟา “คุณก็ไปจับมันเข้าคุกสิ”

“โธ่ มิ้ง…พี่เองก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้หรอกนะ”

“หึ งั้นก็ไม่ต้องพูดสวยหรูให้เปลืองน้ำลายหรอก และจะบอกให้รู้ไว้ด้วยว่า ฉันจะเอาเรื่องมันให้ถึงที่สุด” เธอเน้นสองสามคำสุดท้ายเสียงดังลั่น

“อย่าทำแบบนั้นเลยมิ้ง พี่ขอร้อง” แทนคุณสั่นไปทั้งใจ “พี่ก็เอาเงินมาคืนแล้ว มิ้งพอจะอโหสิ เลิกแล้วต่อกันได้ไหม”

“ฮะ…นี่ เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า” หญิงสาวทำสีหน้าเหมือนเขาพูดภาษาต่างดาว “ไอ้เงินนี่มันเงินของฉัน มันเป็นของฉันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว อย่าคิดว่าจะเอามาต่อรองกันได้นะคุณสารวัตร”

แทนคุณไม่เถียงแม้แต่คำเดียว รู้ดีว่าสถานะที่ตนเป็นอยู่ไม่อาจเรียกร้องอะไรได้ทั้งนั้น เขากลับออกมาโดยที่มิ้งไม่ยอมคืนดีกับเขา ไม่ให้อภัยพี่สาวเขา เพียงแค่รับเงินของเธอคืนไป

 

จากวันที่แทนคุณไปพบมิ้งครั้งสุดท้าย พอกลับมาเขาก็ใช้ชีวิตราวกับเครื่องจักรกล เช้าไปทำงานที่สถานีตำรวจหรือไม่ก็ออกปฏิบัติหน้าที่สืบนอกพื้นที่ เย็นๆ ค่ำๆ กลับมาบ้านก็เข้าห้องนอน ไม่พูด ไม่กิน และอาจจะไม่นอนด้วยซ้ำเพราะบางครั้งแทนขวัญก็เห็นไฟสว่างอยู่ในห้องนอนจนถึงเช้า

แทนขวัญถามไถ่พี่ชายด้วยความเป็นห่วง แต่เขาก็เพียงลูบศีรษะเธอแล้วตอบว่าสบายดี หญิงสาวเห็นดวงตาบวมช้ำของพี่ชายก็รู้ว่าเกิดเหตุไม่ดีขึ้นแน่แต่เขาคงไม่อยากพูดถึง จึงไปถามเอากับเจ๊ใหญ่

เจ๊ใหญ่อึกอักครู่หนึ่งก็ยอมเปิดปากเล่า

“ก็…แฟนของพี่แทนของแกน่ะ เขา…เขาเคยถูกเจ๊เอาเงินไป วันก่อนบังเอิญเจอกันก็เลยโป๊ะแตกน่ะซี นี่คงจะทะเลาะกันละมั้ง แต่เจ๊ก็ไม่ได้ทำอะไรนะ เรื่องที่เจ๊หลอกเอาเงินเขามามันก็ตั้งนานมาแล้ว นั่นเขาเลิกกันเอง เจ๊ไม่เกี่ยว”

แทนขวัญอ้าปากอยากจะฉะพี่สาวสักตั้ง แต่ก็กลับหุบปากเสียเพราะไม่รู้จะพูดอะไรให้มันสาสม แต่แค่แววตาวาวโรจน์กับความนิ่งขึงของหญิงสาวก็เพียงพอให้ผู้เป็นพี่ก้มหน้ากะพริบตาปริบๆ เดินคอตกออกทางหลังบ้าน แจวเรือกลับบ้านเล็กฝั่งตรงข้ามไปเงียบๆ แต่โดยดี

พอพี่ชายอกหักซึมเศร้าไปแล้วเช่นนี้ แทนขวัญก็เข้ากรุงเทพฯ น้อยลง หันมาดูแลพี่ชาย ดูแลบ้าน และซูเปอร์มาร์เกตสามโคกเฟรชมาร์ตมากขึ้น ติดตามโครงการเนื้อแพลนต์เบสด์ผ่านทางออนไลน์แทน

ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า พืชผักของชาวสามโคกสุขสันต์ใช้ทำเนื้อแพลนต์เบสด์ได้ แทนขวัญกับพวกชาวบ้านดีใจกันมาก ที่เหลือก็คือส่งพืชผักล็อตทดลองเข้าโรงงานผลิตอาหารเพื่อทดสอบกับเครื่องจักรและกระบวนการผลิตจริงอีกที ซึ่งถ้าหากว่าผ่าน ก็มีแนวโน้มสูงที่ชาวสามโคกสุขสันต์จะได้เซ็นสัญญาซัปพลายเออร์ หรือเป็นผู้ส่งวัตถุดิบให้แก่โครงการนี้ในระยะยาว

เช้าตรู่วันทดลอง แทนขวัญกับชาวบ้านเกษตรกรก็ช่วยกันแพ็กธัญพืช เช่น ถั่วเขียว ถั่วลันเตา ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ และผักหลากหลายชนิด เช่น เห็ดหอม แครอต ฟักทอง มันฝรั่ง และบีตรูตใส่ถุงแล้วบรรจุลงกล่องกระดาษมิดชิด มีรถห้องเย็นของบริษัทขนส่งโยคีเอ็กซ์เพรสมารับไปส่งที่โรงงานผลิตอาหารซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี บริษัทขนส่งนี้แทนขวัญก็เข้าไปคุยไว้หมดแล้วว่า หากสินค้าของเธอผ่านการทดลองและเธอได้เป็นหนึ่งในซัปพลายเออร์ เธอก็จะทำสัญญาพิเศษกับโยคีเอ็กซ์เพรสใช้บริการระยะยาวในราคาพิเศษเช่นกัน

รถห้องเย็นแล่นจากไปพร้อมกับความหวังและความฝันของชาวสามโคกสุขสันต์ทุกคน แทนขวัญผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มรอฟังข่าวดีจากคุณฝ้าย แต่ข่าวที่ได้กลับกลายเป็นว่า

“คุณขวัญ ผักที่ส่งเข้ามาทดลองใช้ไม่ได้เลยนะคะ ผักเน่าขึ้นราขนาดนี้ กล่องก็แตก มีเศษแมลงด้วย คุณส่งของแบบนี้มาให้ฝ้ายได้ยังไง”

แทนขวัญต้องเอาโทรศัพท์ออกจากหูเพราะปลายสายตะคอกมาเต็มลำโพง

“ดะ เดี๋ยวนะคะ คุณฝ้ายว่าไงนะคะ”

“อย่าว่าแต่ทำเนื้อแพลนต์เบสด์เลยค่ะ แค่เอาเข้าไลน์ผลิตก็ไม่ได้ มันจะปนเปื้อนกันไปหมด แล้วนี่ยังไง ฝ้ายต้องหยุดเครื่องรอผักเน่าของคุณขวัญตั้งครึ่งค่อนวัน ฝ้ายเสียหายมากนะคะ”

แทนขวัญงงไปหมด ตอบตะกุกตะกัก

“คะ คุณฝ้ายใจเย็นก่อนนะคะ ขวัญว่าต้องมีเรื่องอะไรเข้าใจผิดกันแน่ๆ”

ปลายสายถอนหายใจใส่แรงๆ อย่างจงใจ แล้วครู่ต่อมาก็ส่งภาพมาให้ดู แทนขวัญเบิกตากว้างเมื่อได้เห็นภาพกล่องกระดาษฉีกขาดเสียหาย หัวบีตรูตขึ้นรา และตัวแมลงสีดำๆ ปนอยู่กับถั่วเหลือง

แทนขวัญขับรถไปหาคุณฝ้ายที่ปราจีนบุรีทันที เมื่อไปถึงหน้าโกดังหญิงสาวก็แทบผงะเพราะผลผลิตจากหัวใจของชาวสามโคกสุขสันต์ยามนี้ดูไม่ต่างจากกองขยะ

“ตอนที่เราคุยกันมันไม่ใช่แบบนี้นี่คะ คุณขวัญเล่นตลกอะไร มาหลอกขายฝันฝ้ายเหรอคะ”

แทนขวัญปากคอสั่นไปหมดเมื่อได้เห็นกองเศษผักกับตา ละล่ำละลักตอบว่า

“ขวัญว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ ตอนที่แพ็กของกันขวัญก็อยู่ ยังช่วยแพ็กด้วยซ้ำ ทุกอย่างเรียบร้อยมากนะคะ”

“เรียบร้อยเหรอคะ แบบนี้คือเรียบร้อยของคุณขวัญงั้นเหรอคะ”

แทนขวัญกลั้นใจ ค่อยๆ พูดด้วยเสียงอ่อนหวังจะช่วยลดดีกรีความโกรธของอีกฝ่ายลงบ้าง

“คุณฝ้าย ขวัญขอโทษค่ะ ขอโอกาสอีกสักครั้งนะคะ ครั้งหน้าจะต้องเรียบร้อยแน่นอนค่ะ ขวัญจะกลับไปหาสาเหตุ และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำแบบนี้อีกแน่นอนค่ะ”

“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ ฝ้ายไม่อยากรู้หรอกนะว่าสาเหตุที่ทำให้คุณขวัญส่งผักเน่ามาให้ฝ้ายคืออะไร แต่ฝ้ายจะบอกว่า การหยุดเครื่องเพื่อทดลองครั้งนี้มีค่าใช้จ่ายนะคะ ฝ้ายประชุมกับฝ่ายผลิตแล้ว เราจะขอปรับคุณขวัญสองแสนบาทค่ะ”

พอได้ยินเข้าแทนขวัญก็อ้าปากค้าง จ้องหน้าเครียดขึ้งของผู้พูดอย่างตกตะลึง

“ดะ เดี๋ยวนะคะ เรื่องการทดลองในไลน์ผลิตเราไม่ได้ตกลงค่าใช้จ่ายกันไว้นี่คะ เราทำโปรเจกต์ร่วมกันไม่ใช่เหรอคะ”

“นั่นมันในกรณีที่ทางฝ้ายได้เดินเครื่องทดลองค่ะ แต่นี่คือจอดเครื่องทิ้งเฉยๆ มันเสียโอกาสการผลิตนะคุณ ออร์เดอร์อื่นๆ ก็พลอยชะงักไปด้วย แล้วไหนจะห้องเก็บสินค้าที่กันไว้ให้คุณอีก สรุปแล้ว คุณขวัญต้องรับผิดชอบ จ่ายค่าเสียหายให้ฝ้ายสองแสนบาทค่ะ”

แทนขวัญเหมือนหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่เต็มไปด้วยภาพลวงตา แล้วยังเผลอสะดุดตกหลุมโคลนที่ทั้งหนักทั้งหน่วงไปทั้งตัวอีก เธอไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้เพราะความเสียหายของสินค้าก็เห็นอยู่คาตา ได้แต่ขอเวลาจากคุณฝ้าย ผัดผ่อนสักเล็กน้อยก่อนจ่ายเงิน

พอเริ่มตั้งตัวติด แทนขวัญก็ไปเอาเรื่องกับบริษัทขนส่งโยคีเอ็กซ์เพรส แต่ผู้จัดการสาขาร่างท้วมไม่รับฟัง แถมยังให้พวกลูกน้องและคนขับรถผู้ชายเข้ามายืนล้อมกดดันเธอในห้องทำงานอีก

“อะไรของคุณเนี่ย ของของคุณเน่าอยู่แล้วหรือเปล่า จะมาโทษผมได้ไง”

“ไม่มีทางค่ะ ฉันจะส่งของเน่าทำไม ฉันทำธุรกิจนะคะ” แทนขวัญสู้สุดใจ

“อ้าว ใครจะไปรู้ล่ะ ก็ของของคุณนี่ ผมก็แค่ขนส่ง แล้วไปปราจีนไม่กี่ชั่วโมงมันจะมาเน่าบนรถผมได้ยังไง มันก็ต้องเน่าตั้งแต่คุณแล้ว”

“แล้วกล่องที่แตกเสียหายล่ะ ตอนขนขึ้นรถมันยังดีอยู่เลย คนขับรถก็เห็น”

ผู้จัดการพเยิดหน้าไปทางชายคนขับรถเป็นเชิงถาม คนขับรถคนนั้นก็เงอะงะ ทำหน้าเหรอหรา ตอบเสียงเหน่อๆ ว่า

“ผมไม่ได้ดูครับ ผมขับเฉยๆ”

พวกลูกจ้างในห้องหัวเราะกันเกรียว นายผู้จัดการก็เลิกคิ้ว เหล่มองเธอหัวจรดเท้า

“ว่าไงล่ะคุณ มากล่าวหาพวกผมน่ะ มีหลักฐานไหมล่ะ”

แทนขวัญกลั้นน้ำตา นึกเสียใจที่ตอนขนลังเข้าตู้หลังรถเธอไม่ได้ถ่ายรูปไว้ ตอนนั้นทุกคนกำลังช่วยกันขมีขมันจึงไม่มีใครคิดเรื่องถ่ายรูปเลย

“ถ้าไม่มีหลักฐานก็ไม่ต้องมาพูดหรอกนะคุณ บริษัทผมไม่ได้ขนให้คุณคนเดียว ผมขนตั้งหลายเจ้าไม่เห็นจะมีใครมีปัญหาอย่างคุณเลย ของของคนอื่นก็ส่งเรียบร้อยดีทั้งนั้น แพ็กไม่ดีเองจะมาโทษขนส่งได้ไง”

แทนขวัญกลับมาตั้งสติที่บ้าน บ้านใหญ่ช่างเวิ้งว้างชวนให้รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ พี่ชายผู้แสนอบอุ่นยังเศร้าโศกและเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง น้องชายก็บวชเป็นพระ ไม่ได้อยู่คอยให้คำปรึกษาเช่นเคย ส่วนพี่สาวใหญ่…เธอคิดว่าไม่ต้องเห็นหน้ากันน่าจะดีกว่า

อยู่ๆ ก็มีหนี้ผุดขึ้นมาสองแสนบาท แต่จะคร่ำครวญอย่างไรหนี้ก็คือหนี้ เธอต้องหาทางชดใช้ ดีกว่าปล่อยให้เป็นเรื่องเป็นราวจนเสียชื่อกลุ่มเกษตรกรสามโคกสุขสันต์ หากเป็นอย่างนั้นจะยิ่งขายของกันไม่ได้เข้าไปใหญ่ หญิงสาวคิดว่าจะหาเงินยังไงดี เธอมีเงินอยู่บ้างแต่ก็เป็นเงินหมุนในกิจการ ไม่มีสภาพคล่องพอจะจ่ายเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้น

คุณฝ้ายก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ตามทวงหนี้ ขู่สารพัด ขู่ว่าจะเอาเรื่องให้ถึงตำรวจ ถึงโรงถึงศาล แทนขวัญก็ได้แต่ต่อรองหาทางรอดไปวันๆ แม้จะอยากร้องไห้แค่ไหนแต่หญิงสาวก็พยายามเข้มแข็ง เพราะเบื้องหลังของเธอยังมีชาวบ้านอีกตั้งมากมายกับสินค้าเกษตรที่พวกเขาปลูกด้วยความหวัง ถ้าเธอยอมแพ้เสียคนหนึ่ง คนข้างหลังจะทำอย่างไร

 

แทนขวัญไปปรับทุกข์กับหลวงพี่แทนธรรมที่ระเบียงชานหน้ากุฏิของท่าน หลวงพี่ก็จนปัญญาเพราะเพิ่งให้เงินแทนคุณยืมไป ส่วนแทนคุณเองก็คงไม่แคล้วไม่มีเงินเช่นกันเพราะชดใช้ให้มิ้งไปหมดแล้ว แทนขวัญคอตก ถอนใจใส่มือที่พนมอยู่อย่างเหนื่อยอ่อน

“ทุกทีเลย ทำไมนะ ทำไมฉันต้องมาใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อด้วย ถ้าฉันทำผิดจริงหรือไปสร้างหนี้ขึ้นเองจริงฉันจะไม่โทษใครเลยนะหลวงพี่ แต่นี่…ทำไมล่ะ ทำไมใครๆ ถึงจ้องจะเอาประโยชน์จากความใจดีของฉัน ทำไมฉันต้องโดนตลอด เงินตั้งสองแสนบาท ฉันต้องหาและต้องเสียให้คนอื่นไปเปล่าๆ งั้นเหรอ มันไม่ยุติธรรมเลย”

พระแทนธรรมก็ได้แต่ปลอบใจว่า

“เอาน่า ใจเย็นก่อนเถอะโยมพี่ขวัญ จะมากหรือจะน้อย ถ้ามันจะต้องเสียก็คงต้องเสียไป ไม่ว่าจะสองร้อยบาทหรือสองแสนบาท ตายไปก็เอาไปไม่ได้เหมือนกัน ปล่อยวางเสียบ้างเถอะนะ”

“ปล่อยไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะหลวงพี่ หนี้ก้อนเบ้อเริ่มขนาดนี้ ฉันจะทำยังไงดี แล้วยังบริษัทขนส่งนั่นอีก ไม่ยอมช่วยรับผิดชอบเลยสักนิดนะเจ้าคะ ผิดร่วมกันแท้ๆ”

“โยมพี่ขวัญไปคุยต่อรองจนสุดความสามารถแล้ว ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ก็คงต้องปล่อยวางไปด้วยนั่นแหละ”

“โธ่ หลวงพี่ ทุกคนปัดความรับผิดชอบมาที่ฉันคนเดียวแบบนี้ จะปล่อยวางได้หรือเจ้าคะ”

“ปล่อยวางไม่ได้ก็ทุกข์อยู่ดีไม่ใช่หรือ ทำใจให้สบายก่อนเถอะ โยมพี่ขวัญเป็นคนมองโลกในแง่ดีต้องหาทางออกดีๆ ได้แน่ หรือไม่ อย่างน้อยก็ต้องหาข้อดีที่แฝงอยู่ในเหตุการณ์ร้ายๆ เจอแน่นอน จริงไหมล่ะ”

“ข้อดีของเรื่องนี้มีด้วยเหรอเจ้าคะ ฉันไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรดีเลย”

“ก็…”

พระแทนธรรมเองก็นึกอยู่นาน ก่อนจะดีดปิ๊งขึ้นมา

“ฮ้า…อาตมารู้แล้วโยมพี่ขวัญว่าข้อดีของเรื่องนี้คืออะไร”

“หือ อะไรเหรอเจ้าคะหลวงพี่”

แทนขวัญพลอยตื่นเต้นไปด้วย ชะโงกตัวไปตั้งใจฟัง หลวงพี่น้องชายก็ตอบด้วยดวงตาเป็นประกายว่า

“คิดซะว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ฝึกอุเบกขาบารมีและละซึ่งความตระหนี่ถี่เหนียวไง”

หญิงสาวอยากจะกรี๊ดให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ปลงทันอยู่ว่าสนทนากับพระก็คงได้แต่คำแนะนำแบบนี้ ใจคอพระน้องชายจะให้เธอตัดใจสละเงินสองแสนบาทเพื่อละความตระหนี่ แล้วยังให้เธอนิ่งเฉยต่อคนที่มาเอาเปรียบเพื่อฝึกอุเบกขาบารมี หญิงสาวคิดว่าต่อให้โกนหัวบวชชีซะเดี๋ยวนี้เธอก็ยังทำใจเป็นแม่พระขนาดนั้นไม่ได้

 

เวลาสองทุ่มกว่า สามโคกเฟรชมาร์ตยังคงเปิดไฟสว่างท่ามกลางความมืดดำของค่ำคืน มีเพียงไฟถนนสลัวๆ ที่ส่องให้เห็นลานจอดรถและสวนเล็กๆ ในอาณาบริเวณ ซูเปอร์มาร์เกตปิดไปตั้งแต่หกโมงเย็นแล้ว แต่แทนขวัญยังไม่รีบกลับบ้าน เธอทำกับข้าวมื้อกลางวันไว้มาก ตั้งใจเผื่อเป็นมื้อเย็นให้พี่ชายแล้ว จึงได้มานั่งคิดอะไรเงียบๆ ในซูเปอร์มาร์เกตของเธอแห่งนี้

แทนขวัญคิดถึงใครอีกคนที่เธอจะพึ่งพาได้นั่นคือเจ๊ใหญ่ รู้ดีทีเดียวว่าเจ๊ใหญ่มีเงินและเต็มใจช่วยเธอแน่ อย่างน้อยๆ ก็คงให้ยืม แต่ชั่งใจอยู่หลายทีเธอก็ทำใจไม่ได้ที่จะเอ่ยปากขอยืมเงินโจรของเจ๊เพราะตัวเองต่อต้านมาตลอด เธอคิดถึงเงินกู้นอกระบบ ถึงดอกเบี้ยจะมหาโหดแต่ก็เป็นเงินสะอาด เหลือบมองรถเอสยูวีของตัวเองที่จอดอยู่กลางลานข้างนอก หรือเธอจะไปขอสินเชื่อโดยนำรถไปค้ำประกันดี

ทว่า ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ก็มีกลุ่มนักเลงสามคนบุกเข้ามาในร้าน รื้อเอาผักผลไม้บนชั้นมาเหยียบย่ำเละเต็มพื้น แทนขวัญลุกพรวดจากที่นั่งแคชเชียร์ สั่นไปทั้งตัว ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้อง

หนึ่งในแก๊งนักเลงย่างสามขุมเข้ามาตบโต๊ะดังปัง

“ไงจ๊ะคนสวย เงินสองแสนจะคืนดีๆ หรือคืนด้วยน้ำตา ฮะ”

“พี่ หยุดก่อนเถอะจ้ะ อย่าทำลายของของฉันเลยนะ” หญิงสาวละล่ำละลัก ไหว้มือสั่น “ฉันกำลังหาทางอยู่จ้ะ ฝากไปบอกคุณฝ้ายด้วยว่าฉันคืนแน่ แค่กำลังหาทางอยู่จ้ะ”

ชายหน้าเข้มตรงหน้าหัวเราะหึๆ แล้วหันไปสั่งให้อีกสองคนที่คว่ำตะกร้าผักลงจากชั้นหยุดมือ

“ได้สิจ๊ะน้องสาว จะว่าไปเนี่ย น้องก็สวยเหมือนกันนะ”

แทนขวัญเย็นวาบไปทั้งอกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธออยู่ในซูเปอร์มาร์เกตตามลำพังกับชายแปลกหน้าถึงสามคน แถมรอบๆ ก็ทั้งมืดทั้งเปลี่ยว นักเลงคนหนึ่งทำท่าจะเดินอ้อมเคาน์เตอร์เข้ามาหาเธอ ในขณะที่คนที่คุยกับเธอเมื่อครู่ก็ยื่นมือมาสัมผัสแก้ม หญิงสาวรู้สึกอยากจะอาเจียนเมื่อสมองฉายภาพเหตุการณ์ร้ายๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ แล้ววินาทีต่อมา เธอก็ตัดสินใจมุดลงใต้โต๊ะแล้ววิ่งหนีออกประตูไปยังลานจอดรถ

พวกนักเลงทั้งสามวิ่งตามมา ส่งเสียงเอะอะ เธอมาถึงรถได้ก่อนก็จะขับหนีไปเสีย ทว่า หญิงสาวลืมไปเสียสนิทว่ากุญแจรถอยู่ในกระเป๋าสะพายใบเล็กในลิ้นชักเคาน์เตอร์แคชเชียร์

หันกลับมาอีกทีก็โดนล้อมไว้หมดแล้ว พวกผู้ชายทั้งสามเหยียดยิ้ม จ้องมองเธอด้วยสายตาราวสัตว์ป่าจ้องเหยื่อ พูดจาหยาบคายจาบจ้วง และเมื่อเธอตัดสินใจหนีอีกครั้งก็กลับถูกจับขึงพืดกับประตูรถ

หญิงสาวดิ้นสุดฤทธิ์ หวีดร้องสุดเสียง และก่อนที่ร่างเพรียวบางจะโดนล่วงเกินไปมากกว่านี้ก็ปรากฏชายชุดดำสองสามคนบุกเข้ามาจัดการกับพวกนักเลงทั้งสาม ทั้งเตะทั้งต่อยจนอ่วม พอพวกนักเลงจะสู้ อีกฝ่ายก็ควักปืนออกมา ตวัดมือยิงขึ้นฟ้าหนึ่งนัด พวกที่รังแกหญิงสาวก็แตกกระเจิง

แทนขวัญวิ่งอ้อมหลบมาอีกด้านของรถ นั่งคุดคู้ปิดหูร้องไห้หนักและไม่อาจคุมสติได้ ในตอนนั้นเอง ใครอีกคนได้เข้ามาโอบกอดและลูบศีรษะปลอบขวัญเธอแผ่วเบา เสียงทุ้มแหบห้าวเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยนว่า

“หนูขวัญ ไม่เป็นไรแล้วนะ นี่เสี่ยเอง”

 

เสี่ยสมรักษ์สั่งให้ลูกน้องเก็บกวาดร้านให้เรียบร้อย ตัวเขาพาแทนขวัญไปพักสงบสติอารมณ์ที่บ้านของเขาซึ่งใหญ่โตโอ่โถง ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น แสงไฟในห้องรับแขกเป็นสีวอล์มไวต์ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบใจ แทนขวัญทรุดลงนั่งบนโซฟาหนังเนื้อนิ่ม ได้จิบชาร้อนๆ กลิ่นคาโมมายล์หอมละมุนก็ค่อยรู้สึกผ่อนคลาย

ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านนิ่งเงียบรอคอยจนหญิงสาวพร้อมก็เอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้น และนักเลงพวกนั้นเป็นใคร แทนขวัญเล่าไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก็เล่าๆ ไปไม่ปะติดปะต่อ ทั้งเรื่องสินค้าเกษตรเสียหาย โดนลูกค้าปลายทางต่อว่าและเรียกค่าเสียหาย เรื่องที่บริษัทขนส่งไม่รับผิดชอบ

แล้วยังมีพวกนักเลงที่ลูกค้าที่เธอเคยใฝ่ฝันจะเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมโปรเจกต์แห่งอนาคตด้วยกันส่งมาตามทวงหนี้ ทำลายข้าวของจนเกือบจะทำลายตัวเธอด้วยอีก น้ำตาแห่งความกดดันและผิดหวังหยดเผาะลงบนหลังมือซึ่งบีบหูแก้วชาแน่น

เสี่ยสมรักษ์ฟังจนจบก็ถอนหายใจหนักหน่วง ส่ายศีรษะไปมาช้าๆ

“พวกมันก็ทำเกินไป ทวงกันดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นจะต้องถึงกับส่งนักเลงมาขู่บังคับกันขนาดนี้เลย แล้วไอ้พวกนักเลงนี่ก็ระยำนัก นี่ถ้าเสี่ยมาช้ากว่านี้ละก็…”

เสียงสะอื้นฮั่กของหญิงสาวข้างกายหยุดคำพูดของเสี่ยสมรักษ์ไว้ ร่างบอบบางที่นั่งก้มหน้าอยู่เริ่มสั่นด้วยความหวาดกลัว ชายหนุ่มใหญ่ก็ถอนใจออกมาอีกครั้ง

“หนูขวัญ เสี่ยขอโทษ เสี่ยนี่มันปากไม่ดีจริงๆ”

แทนขวัญใช้หลังมือปาดเช็ดน้ำตาพลางส่ายหน้าปฏิเสธจนเรือนผมพลิ้วไหว ชายผู้สูงวัยกว่าก็เอ่ยต่อมาด้วยน้ำเสียงอบอุ่นราวกับผู้ใหญ่ปลอบเด็กน้อยว่า

“เอาอย่างนี้ เดี๋ยวเสี่ยจ่ายให้หนูขวัญเอง สองแสนใช่ไหม เสี่ยจัดการให้เอง”

“ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวขวัญหาทางออกเองได้ค่ะ” หญิงสาวพูดทันทีด้วยความเกรงใจ

“โธ่ ถึงขนาดนี้แล้วให้เสี่ยช่วยเถอะ รีบๆ จ่ายให้มันจบไปซะ ขืนชักช้าเดี๋ยวลูกค้าของหนูขวัญส่งนักเลงมาทำร้ายอีกจะทำยังไง ครั้งหน้าอาจไม่โชคดีแบบนี้ก็ได้นะ”

แทนขวัญเงียบไป ขนลุกเกรียวเมื่อคิดภาพตาม

“เถอะนะ ให้เสี่ยช่วยเถอะ เสี่ยเป็นห่วงหนูจริงๆ”

“ขวัญ ขวัญขอยืมเสี่ยดีกว่าค่ะ คิดดอกเบี้ยด้วยนะคะ ขวัญจะพยายามหามาคืนเสี่ยให้เร็วที่สุดค่ะ”

หญิงสาวต่อรอง แต่ผู้สูงวัยกว่าส่ายหน้า ทอดสายตามองเธออย่างอ่อนโยน

“เสี่ยทำแบบนั้นไม่ได้หรอก เสี่ยรักหนูขวัญมาตลอด หนูก็รู้ไม่ใช่เหรอ”

แทนขวัญเงียบไปอีกครั้ง ถูกที่เขาบอก เธอรู้ว่าเขารัก แต่ก็เพราะรู้นั่นละจึงไม่อยากเอาประโยชน์จากความรักของใคร

ครั้นเมื่อเธอไม่ตอบ เสี่ยสมรักษ์ก็พูดต่อว่า

“รู้ก็ดีแล้ว งั้นก็รู้ไว้ด้วยเถอะนะว่าเสี่ยจะปล่อยให้คนที่เสี่ยรักต้องเดือดร้อนโดยที่เสี่ยไม่ช่วยเหลือไม่ได้หรอก”

“แต่ว่าขวัญ…”

“ไม่เป็นไร หนูขวัญไม่ต้องกังวลอะไร เพราะเสี่ยแค่อยากช่วยเฉยๆ ไม่ได้ต้องการอะไรจากหนูเลย”

หญิงสาวเม้มริมฝีปากชั่งใจอย่างหนัก “แต่เงินตั้งมากนะคะ”

“แค่สองแสนเอง ถ้าเป็นหนูขวัญ มากกว่านี้เสี่ยก็ให้ได้” เขาขยับมาใกล้เธออีกเล็กน้อย “เสี่ยจัดการให้นะ แล้วหนูก็ไม่ต้องระแวงว่าจะมีใครมารังแกหนูอีก ดีไหม”

แทนขวัญเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้ ก็รีบพูดไปว่า

“เอ้อ…ขวัญยังไม่ได้ขอบคุณเสี่ยเลยที่มาช่วยขวัญไว้ บุญคุณของเสี่ยครั้งนี้ ขวัญไม่รู้จะตอบแทนยังไงค่ะ”

“พอแล้ว ไม่ต้องตอบแทนอะไรหรอกนะ แค่หนูขวัญอยู่เป็นเพื่อนเสี่ยคืนนี้ก็พอ”

เสียงแหบแต่ทุ้มนุ่มของเสี่ยสมรักษ์ฟังรื่นหูชวนให้เคลิ้มฝัน แต่ใจความในประโยคหลังนั้นสะกิดใจแทนขวัญแปลกๆ หัวใจในอกซ้ายก็เต้นตุบๆ รัวเร็ว หญิงสาวคิดว่าตนเองกำลังตกใจ และความตกใจก็ทำให้คิดอะไรต่อไม่ออก

ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น คุณฝ้ายนั่นเองที่โทร. มา หญิงสาวไม่กล้ารับสาย ได้แต่ถือและมองชื่อที่แสดงบนหน้าจออยู่อย่างนั้น เสี่ยสมรักษ์เห็นเธอหนักใจก็ดึงเอาไปพูดสายแทน

เสียงหัวเราะแหลมของคุณฝ้ายดังลอดมาอย่างน่าขนลุก เสี่ยสมรักษ์จึงลุกขึ้นไปคุยห่างๆ เขาต่อว่าคุณฝ้ายด้วยเสียงเข้มๆ ก่อนจะตกลงกันเรื่องเงินสองแสนบาทอย่างง่ายดาย พอวางสาย เสี่ยก็เรียกให้ลูกน้องมือขวาที่ชื่อว่าคมศักดิ์จัดการโอนเงินไปให้คุณฝ้ายทันที

เขากลับมานั่งข้างเธอบนโซฟาอีกครั้ง

“เสี่ยโอนให้แล้วนะ สองแสน หมดเคราะห์หมดโศกสักทีนะ”

แทนขวัญพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าควรรู้สึกดีใจหรืออย่างไร ครั้นแล้วเสี่ยก็ยิ้มบางมาให้และเอ่ยแผ่วเบาเพียงกระซิบว่า

“หนูขวัญ ไปอาบน้ำข้างบนให้สบายใจเถอะนะ”

Don`t copy text!