โจรกรรมขำขัน บทที่ 25 : ผู้ต้องหาในห้องขัง

โจรกรรมขำขัน บทที่ 25 : ผู้ต้องหาในห้องขัง

โดย : แสนแก้ว

โจรกรรมขำขัน นวนิยายแนวตลกร้ายโดย แสนแก้ว เมื่อครอบครัวตระกูลแทนต้องเจอกับเหตุการณ์อลหม่านล้านเจ็ด ทั้งการหลอกลวง ปลอมตัว และสืบสวน โจรกรรมครั้งนี้อาจจะขำๆ แต่จะมีหัวใจของใครบ้างนะ ที่ถูกขโมยเอาไปเก็บไว้ในครอบครอง อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์คลายร้อน และเชื่อเหลือเกินว่านวนิยายเรื่องนี้จะมัดใจนักอ่านทุกท่านแน่นอน

*************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ที่แทนทองแท้บอกกับทุกคนว่า จะเลิกเป็นมิจฉาชีพและจะกลับบ้านไปอยู่กับลูกสาวที่สระบุรีนั้น เธอพูดจริง

หลังจากเสี่ยสมรักษ์ถูกจับพร้อมของกลางในที่เกิดเหตุ ครบถ้วนทั้งพยานและหลักฐาน แทนคุณก็นำทีมขยายผลปิดไนต์คลับ ผับ บาร์ ร้านอาหารอื่นๆ ที่เสี่ยสมรักษ์มีเอี่ยวด้วย นำตัวผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ มาสอบปากคำ แม้แต่บริษัทขนส่งโยคีเอ็กส์เพรสก็โดนด้วย แทนขวัญรู้สึกสะใจนิดหน่อย แต่ที่มากกว่าสะใจคือความโล่งใจที่ต่อไปนี้จะได้ทำธุรกิจการเกษตรอย่างโปร่งใส และคงสนุกขึ้นอีกมากเพราะแทนธรรมก็จะมาช่วยทำด้วยกัน

ส่วนเจ๊ใหญ่ แทนทองแท้ก็กลับบ้านเล็กโรงเก็บของ เก็บเสื้อผ้าข้าวของเข้ากระเป๋า ตั้งใจจะลาจากที่นี่ไป

ทว่า เมื่อหอบหิ้วกระเป๋าสองสามใบออกมา สาวใหญ่ก็ถึงกับชะงักไปกับภาพตรงหน้า

เจ้าหน้าที่ตำรวจราวห้าหกนายได้มารุมล้อมอยู่หน้าบ้านแล้ว ผู้เป็นหัวหน้าทีมคือสารวัตรวันฉัตร

“คุณแทนทองแท้ ผมขอจับคุณในฐานะผู้ร่วมขบวนการแชร์บิตคอยน์”

 

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนแทนทองแท้ตั้งตัวแทบไม่ทัน เธอถูกคุมตัวไปยังสถานีตำรวจภูธรที่เดียวกับที่ทำงานของแทนคุณ หวังใจว่าจะได้เจอน้องชายและเขาคงช่วยเธอได้

สมดังหวัง เธอได้พบกับน้องชายนายแทนคุณจริงๆ ด้วย ทว่าเขาไม่ได้อยู่ในฐานะสารวัตรใหญ่ แต่เป็นผู้ต้องสงสัยว่าอาจมีส่วนร่วมกับขบวนการโกงแชร์บิตคอยน์ อย่างน้อยๆ ก็ให้ที่หลบซ่อนแก่ผู้ต้องหา

ครั้นเมื่อได้สบตากับน้องชาย แทนคุณก็ไม่พูดอะไร แต่ในแววตาเขามีความห่วงใยอยู่เต็มเปี่ยม สารวัตรวันฉัตรถามขึ้นว่า

“ว่าไง สารวัตรแทน คนนี้พี่สาวคุณใช่ไหม”

ไม่ปล่อยให้น้องชายตอบคำถาม แทนทองแท้ก็โพล่งขึ้นว่า

“พูดอะไรคุณตำรวจ ฉันไม่รู้จัก คนนี้เป็นใครฉันไม่รู้จัก”

วันฉัตรหันมาทางเธอ

“จะพูดว่าไม่รู้จักได้ยังไง คุณไปอยู่ในบ้านเขาตั้งนาน”

“บ้าเรอะ ฉันไม่ได้ไปอยู่ในบ้านเขา นั่นเป็นโรงเก็บของ แล้วฉันก็ไม่รู้สักหน่อยว่านายคนนี้เป็นเจ้าของ เขาเป็นใครน่ะ เป็นตำรวจเหมือนกันเหรอ ทำไมไม่เห็นใส่เครื่องแบบล่ะ”

แทนคุณอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าเดนิมกับกางเกงยีนขายาว เขาจะออกสืบนอกพื้นที่จึงแต่งกายนอกเครื่องแบบแต่มาถูกเรียกตัวสอบสวนเสียก่อน

สารวัตรวันฉัตรก็ตวัดหางตามาทางแทนคุณ

“นี่อย่าบอกนะว่าสารวัตรสืบสวนมือหนึ่งอย่างคุณไม่รู้ว่ามีโจรมาแอบซ่อนตัวอยู่หลังบ้านน่ะ บ้านหลังเล็กนั่นอยู่อีกฝั่งคลองก็จริง แต่การจะเข้าออกก็ต้องเดินผ่านพื้นที่ข้างบ้านคุณ ลงเรือหลังบ้านคุณ แล้วเรือนั่นก็เรือของคุณด้วยไม่ใช่เหรอ สารวัตรแทน…ผมคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยนะนอกจากคุณจงใจให้ที่หลบซ่อนแก่ผู้ต้องหา แล้วก็มีความสัมพันธ์กับผู้ต้องหาเป็นพิเศษด้วย”

แทนคุณยังเงียบ เขาคิดก่อนพูดเสมอ แทนทองแท้ก็รีบฉวยจังหวะนี้ชิงตัดหน้าก่อนว่า

“นี่คุณตำรวจ อย่ามากล่าวหาพล่อยๆ นะ ฉันไม่ใช่โจรย่ะ แค่เห็นบ้านมันร้างเลยไปอยู่เฉยๆ แล้วไอ้บ้านหลังใหญ่นั่นน่ะมันไม่ค่อยมีคนอยู่ ต้นไม้ก็รก ฉันเดินเข้าออกก็เลยไม่เจอใคร ส่วนเรือฉันยืมใช้แล้วก็คืนที่ อย่างที่บอก บ้านนี้คนไม่ค่อยอยู่ ถึงอยู่เขาก็ใช้รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์กัน เขาก็ไม่สังเกตหรอกว่าเรือเก่าๆ หลังบ้านจะหายไปไหนน่ะ”

“นี่ แทนทองแท้ อย่ามาแถหน่อยเลยนะ”

“แล้วสารวัตรมีหลักฐานเหรอว่าฉันพูดไม่จริง ฮะ”

“คุณรู้ความเคลื่อนไหวของคนในบ้านดีขนาดนี้แล้วยังจะพูดอีกเหรอว่าไม่รู้จักสารวัตรแทนน่ะ”

“ก็ไม่รู้จัก ทำไม ฉันเห็นหน้าใครก็ต้องรู้จักเขาไปหมดเหรอ”

“แล้วนี่กบดานอยู่หลังบ้านตำรวจมาตั้งนานสองนาน ไม่กลัวโดนจับหรือไงฮะ”

“ไม่สน ตำรวจก็ตำรวจสิ ตำรวจก็ยืนหัวโด่พูดฉอดๆ อยู่ตรงหน้านี่ เห็นฉันกลัวไหมล่ะ”

สารวัตรวันฉัตรหน้าตึง แทนคุณก็ข่มใจนิ่ง ถ้าเขาทำได้ก็อยากจะดึงแขนเจ๊ใหญ่ออกมาแล้วบอกว่า ‘ระวังคำพูดหน่อย เดี๋ยวก็โดนข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานหรอก’ แต่ที่ทำได้คือนิ่งเข้าไว้เท่านั้น

“ได้ เดี๋ยวสอบปากคำก็รู้ว่าแถวนี้มีใครแถไม่เข้าเรื่องหรือเปล่า”

 

เมื่อแยกสอบปากคำ แทนทองแท้ก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและเน้นชัดว่าไม่รู้จักแทนคุณมาก่อนแม้ว่าจะไปแอบอยู่ในโรงเก็บของหลังบ้านเขาก็ตาม พอถามว่าทำไมต้องไปอยู่ในโรงเก็บของด้วย เจ๊ก็ตอบหน้าตายว่า ก็บ้านมันฟรี ไม่ต้องเสียค่าเช่า

ด้านแทนคุณ เขาเห็นท่าทีพี่สาวเมื่อตอนก่อนแยกให้ปากคำก็คิดว่า ทางที่ดีควรให้การไปในทางเดียวกัน ไม่อย่างนั้นเจ๊ใหญ่จะยิ่งซวย

“ผมไม่รู้จักผู้ต้องหามาก่อนครับ ไม่รู้มาก่อนด้วยว่าเขาอยู่ในโรงเก็บของ อันที่จริงที่ดินฝั่งตรงข้ามเป็นของคนอื่น ผมก็เลยไม่ได้สนใจเท่าไร”

แทนคุณยังอึ้งไม่หาย ไม่นึกมาก่อนเลยว่าพี่สาวที่ชอบวางอำนาจข่มเขา สั่งให้เขาปิดบังความผิดให้เธอต่างๆ นานา พอถึงเวลาจวนตัวจริงๆ จะออกตัวปกป้องเขาไม่ยอมให้ต้องเดือดร้อนไปด้วย แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง การที่เจ๊ใหญ่ยืนกรานว่าเขาไม่เกี่ยวข้องก็ต้องดีกว่ายอมรับอยู่แล้ว เพราะหากเขารอดไปได้ก็ยังมีโอกาสช่วยเหลือเจ๊ใหญ่ภายหลัง แต่หากไม่รอด โดนจับไปด้วยกันก็ต้องเข้าคุกกันหมด

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเจ๊ใหญ่ถูกสอบสวนว่าอย่างไรบ้าง รู้เพียงว่าเธอถูกคุมขังในห้องขัง สารวัตรวันฉัตรไม่ให้ประกันตัวด้วย แทนคุณอดสงสัยไม่ได้ว่านายตำรวจคดีพิเศษคนนี้ได้เบาะแสมาจากไหน

พอก้าวลงบันไดมาแค่หน้าสถานีตำรวจภูธร ชายหนุ่มก็ได้คำตอบ ผู้ให้เบาะแสสารวัตรวันฉัตรไม่ใช่ใคร มิ้งนั่นเอง

“ไงคะคุณสารวัตร พี่สาวโดนจับซะแล้ว ซึมเลยเหรอคะ”

แล้วเขาก็หายสงสัยอีกเช่นกันว่า ทำไมสารวัตรวันฉัตรถึงได้มั่นใจนักหนาว่าเขากับผู้ต้องหาเป็นพี่น้องกัน

“คุณทำจริงๆ ด้วย…ทำจริงด้วยสินะ” แทนคุณพึมพำ พูดกับตนเองมากกว่าจะถามเอาคำตอบอะไรจากหญิงสาว

เขายังจำได้ วันนั้นเธอโกรธจนแทบจะจับเขาเขวี้ยงออกจากบ้าน ประกาศปาวๆ ว่าจะเอาเรื่องคนที่ทำร้ายเธอให้ได้ ตอนนั้นเขารู้ว่าเธอโกรธมาก แต่ก็หวังว่าจะเห็นแก่ความสัมพันธ์อันดีครั้งเก่าก่อนระหว่างกันบ้าง เงินก็ได้คืนครบแล้วก็คงจะยอมเลิกแล้วต่อกัน แต่วันนี้เขารู้แล้วว่า ผู้หญิงที่เขารักเป็นคนพูดจริงทำจริงเสมอ

“ใช่ คิดว่าฉันขู่ไปงั้นๆ หรือไง คิดว่าเอาเงินสองแสนนั่นมาให้แล้วจะปิดปากฉันได้งั้นเหรอ นั่นมันเงินที่ฉันสมควรจะได้อยู่แล้วต่างหาก และคนผิดก็ต้องถูกลงโทษ กรรมตามสนอง สมน้ำหน้า”

แทนคุณรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นจัดสาดใส่หน้า

“เงียบทำไมล่ะ คุณสารวัตร ฉันพูดอะไรผิดหรือไง พี่คุณมันเลวเอง จะมาโทษฉันไม่ได้นะ”

“ผมก็ไม่ได้จะว่าอะไรคุณ” ชายหนุ่มสบตา สู้สายตาวาววับของมิ้ง “คุณทำถูกแล้วละ รู้เบาะแสคนร้ายก็มาแจ้งตำรวจน่ะถูกแล้ว จะจับผมด้วยอีกคนไหมล่ะ ในสายตาคุณผมก็เลวไม่ต่างกับพี่ผมหรอก ใช่ไหม”

พร้อมกับที่พูด เขายื่นมือทั้งสองข้างไปตรงหน้าเธอ ยินยอมให้รวบจับแต่โดยดี มิ้งกัดริมฝีปากไม่ให้สั่น จ้องมองเขาด้วยดวงตาแข็งกร้าวทว่าเจือน้ำตา เธอคิดว่าเขาจะโกรธ ด่าว่าเธอกลับที่ทำให้พี่สาวต้องเดือดร้อน ไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะมาไม้นี้

นิ่งไปชั่วอึดใจ ในที่สุดหญิงสาวก็สะบัดหน้าและเดินหนีก่อนที่น้ำตาจะรินไหล ถึงจะโกรธเกลียดแค่ไหนเธอก็จับเขาไม่ลง เพราะถึงเขาจะปกป้องพี่สาวที่กระทำความผิดและความผิดนั้นก็เผอิญก่อแก่เธอด้วย แต่แท้จริงในใจแทนคุณก็ยังเป็นนายตำรวจหนุ่มผู้ซื่อสัตย์ของเธอเสมอ

วูบหนึ่งที่ความเข้าใจจุดขึ้นที่แก่นกลางใจ บางทีแทนคุณก็คงจับพี่สาวตัวเองไม่ลงด้วยเหตุผลคล้ายๆ กันนี้ ครั้นแล้วมิ้งก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านไปเสีย เพราะจะอย่างไรก็ถามเถอะ ตำรวจกับโจรครอบครัวนี้ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเธออีกแล้ว

 

ปิ่นทองรู้ข่าวของแม่ก็มาเยี่ยมทันทีที่ห้องขังผู้ต้องหา ดวงหน้าเด็กสาวซีดเผือด สองมือน้อยๆ ที่กำจับกรงขังก็เย็นและชื้นเหงื่อ

“แม่ ทำไมแม่มาอยู่ในนี้ น้าแทนว่าไงบ้าง”

แทนทองแท้รีบจุ๊ปาก หันมองซ้ายขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครเห็นก็พูดเสียงเบาว่า

“หนูอย่าเอ่ยชื่อพวกน้าๆ เด็ดขาด อย่าให้มาเยี่ยมแม่ด้วยรู้ไหม น้าๆ ของหนูเป็นที่นับถือของคนแถวนี้ เขาเรียกกันว่าพี่น้องคนดีแห่งบ้านคุณธรรมเชียวนะ อย่าให้ใครรู้เป็นอันขาดว่าแม่คือ…เอ้อ นั่นละ”

ปิ่นทองยิ่งสะท้อนใจ ไม่มีน้าคนไหนมาเยี่ยมแม่บ้างเลยหรือ ประกันตัวก็ไม่ได้ แล้วชะตากรรมแม่จะเป็นอย่างไรต่อไป

“แม่ขา หนูจะช่วยแม่เอง แม่บอกหนูสิคะว่าหนูต้องทำยังไง”

มือของผู้เป็นแม่ยื่นออกนอกกรงขังมาลูบผมดำขลับของลูกสาว พวงแก้มใสของเด็กสาวเริ่มเปล่งปลั่งสมวัยตั้งแต่เมื่อไรเธอไม่ทันได้สังเกต จมูกเล็กๆ แดงก่ำช่างน่าเอ็นดู แต่ดวงตากลมโตกลับเต็มไปด้วยร่องรอยความตื่นตระหนก เธออยากยิ้มให้ลูกสาวแต่รู้สึกฝืดฝืนเหลือเกิน ริมฝีปากจึงบิดเบี้ยวและสั่นระริกจนยากจะเรียกว่ารอยยิ้ม

“หนูเป็นเด็กดีนะลูก อย่าเอาอย่างแม่ แม่คงทนไม่ได้ถ้าต้องเห็นหนูติดคุกเหมือนอย่างที่แม่เป็นอยู่นี้”

“แม่ขา…” ปิ่นทองแนบแก้มของเธอลงกับมือแม่ พลางสะอื้น “หนูจะช่วยแม่เอง หนูจะต้องช่วยแม่ให้ได้ แม่รอหนูก่อนนะคะ”

แทนทองแท้ส่ายหน้า

“เดี๋ยวอีกวันสองวันเขาก็จะพาแม่ไปฝากขังที่เรือนจำแล้วลูก เรื่องแชร์บิตคอยน์แม่คงไม่รอดแล้วละ แต่ตอนนี้ที่ห่วงคือน้าๆ ของหนู ถ้าใครถามอะไรหนูอย่าพูดว่าแม่รู้จักกับพวกน้านะ หนูเองก็ต้องไม่รู้จักพวกน้าเหมือนกัน แม่เข้าเรือนจำแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ได้ออกมาแล้ว พอถึงวันนั้นเราก็จะได้อยู่บ้านด้วยกันแล้วนะ แม่จะไม่ทิ้งหนูไปไหนอีก”

ปิ่นทองเริ่มสะอึกสะอื้นแต่ไร้ซึ่งน้ำตา กัดริมฝีปากไว้อย่างอดทนและเข้มแข็ง เธอไม่ตอบอะไรและไม่รับปากมารดาแม้สักคำ

 

พอกลับจากสถานีตำรวจ ปิ่นทองก็มาที่บ้านใหญ่เพื่อปรึกษากับพวกน้าๆ ว่าจะช่วยแม่ได้อย่างไรบ้าง ทว่าคำตอบที่ได้คือ

“น้าว่า เราปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายเถอะนะ”

เจ้าของน้ำเสียงสลดนี้คือน้าขวัญ น้าธรรมเอาแต่ยืนนิ่งอยู่หลังโซฟาที่น้าขวัญนั่ง สงบยังกับยืนสมาธิ แต่ก็ยังไม่น่าเจ็บใจเท่าน้าแทนผู้เป็นตำรวจ เธอคิดว่าเขาน่าจะพึ่งพาได้มากที่สุดแต่น้ากลับนิ่งเฉย ไม่ยอมวิ่งเต้นอะไร

“ทำไมล่ะคะ พวกน้ากลัวจะต้องเดือดร้อนไปด้วยใช่ไหมล่ะ”

แทนคุณขยับจะโอบบ่าหลานสาว แต่เธอไม่ยอมให้แตะต้อง

“น้าแทนก็กลัวจะถูกเด้งออกจากตำรวจ กลัวถูกทำโทษเพราะผิดวินัยใช่ไหมล่ะ เลยปล่อยให้แม่ต้องติดคุกคนเดียวแบบนี้ น้าแทนทิ้งแม่เอาตัวรอดนี่”

“น้าไม่ได้ทิ้งแม่หนู แต่ถ้าให้น้าติดคุกไปด้วยมันจะเกิดประโยชน์อะไรล่ะ สู้น้ามาตั้งหลักเตรียมหาเงินจ่ายหนี้แทนแม่หนูไม่ดีกว่าเหรอ”

เรื่องการชำระหนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่สามพี่น้องหนักใจ แชร์บิตคอยน์นี้ผู้เสียหายสูญเงินกันตั้งเป็นร้อยล้าน วันข้างหน้าเมื่อศาลพิพากษาให้ผู้เสียหายชนะคดีแล้ว ทางการก็จะบังคับยึดทรัพย์ของผู้กระทำความผิด ขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ให้ผู้เสียหายต่อไป แต่เชื่อว่าพวกท้าวแชร์คงจะเล่นแร่แปรธาตุ ยักย้ายถ่ายเทเงินที่โกงมาเป็นอย่างอื่นไปหมดแล้ว ถึงตอนถูกยึดทรัพย์ก็คงมีทรัพย์ให้ยึดแค่นิดเดียว

ผู้เสียหายได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วก็จริง แต่เมื่อทรัพย์สินไม่พอใช้หนี้ การที่เจ้าหนี้จะได้เงินคืนกันครบทุกคนคงเป็นไปได้ยาก และคงทำได้มากที่สุดก็แค่ฟ้องให้ผู้กระทำผิดเป็นบุคคลล้มละลาย เพื่อที่ว่าหากคนผู้นั้นมีรายได้ขึ้นมา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็จะนำรายได้ของบุคคลล้มละลายทยอยคืนเจ้าหนี้ต่อไป

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าท้าวแชร์ลวงโลกมีทั้งหมดกี่คน สุดท้ายจะต้องชดใช้คนละเท่าไร แต่สามพี่น้องก็ตั้งใจจะหาเงินเตรียมไว้เพื่อไม่ให้เจ๊ใหญ่ต้องถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลายในภายหลัง

และนี่ก็เป็นสิ่งเดียวที่สามพี่น้องคนดีแห่งบ้านคุณธรรมคิดว่าพอจะทำได้

“หมายความว่าพวกน้าจะปล่อยให้แม่ต้องติดคุกงั้นเหรอคะ”

แทนคุณอึดอัดใจแต่ก็ต้องตอบ

“ปิ่น หนูต้องยอมรับอย่างหนึ่งนะว่าแม่หนูทำความผิดจริง ไม่ได้ถูกใครใส่ร้ายเลย แล้วหนูจะให้น้าช่วยยังไง”

“หนูรู้ค่ะว่าพวกน้าเป็นคนดี ยึดถือความถูกต้องเสมอ แต่คนดีจะปล่อยให้ผู้มีพระคุณเดือดร้อนได้เหรอคะ ใจคอจะถือแต่ความดีแล้วทิ้งแม่ไว้ในคุกแบบนี้เหรอ แม่รักพวกน้ามากนะคะ ตอนอยู่ที่บ้านแม่ก็พูดถึงน้า คิดถึงแต่น้าๆ”

“แล้วกับคนที่ถูกแม่หนูโกงไปล่ะ ชีวิตล่มจม เป็นหนี้ท่วมหัว ใครจะชดเชยให้เขาได้” แทนขวัญเผลอขึ้นเสียงกับหลานสาว “เขาทำมาหากินอยู่ดีๆ กลับต้องมาเจอเรื่องร้ายๆ มันยุติธรรมกับเขาเหรอ แล้วคนที่ทำให้พวกเขาเป็นแบบนี้สมควรจะเฉิดฉายลอยนวลเหรอ”

ปิ่นทองจ้องน้าขวัญเต็มสายตา พูดเหมือนครางว่า

“น้าขวัญ คนที่น้าขวัญพูดถึงน่ะคือคนที่เลี้ยงน้าขวัญมานะ แม่เลี้ยงน้าตั้งแต่เกิด รักเหมือนลูกเลยด้วยซ้ำ”

ข้อนี้ทำไมแทนขวัญจะไม่รู้ เธอก็เจ็บเสมอที่ผู้มีพระคุณเสมือนแม่คนที่สองกลับประพฤติตนเป็นโจร ใช้ชีวิตแบบบิดเบี้ยว ผิดไม่รู้ตัว ชั่วไม่รู้สำนึก แทนธรรมเป็นอีกคนที่เข้ากรณีนี้ด้วยเช่นกัน เขาจึงเอ่ยน้ำเสียงเรียบเย็นช่วยพี่สาวพูดว่า

“ความดีอยู่ส่วนความดี ความชั่วอยู่ส่วนความชั่ว บุญอยู่ส่วนบุญ บาปอยู่ส่วนบาป บุญคุณที่แม่ของหนูเลี้ยงพวกน้ามาเราสำนึกอยู่เสมอและต้องตอบแทนให้ถึงที่สุดอยู่แล้ว แต่บาปกรรมที่แม่ของหนูไปเบียดเบียนผู้อื่นก็ต้องได้รับการสนองคืนเช่นกัน เพราะมันคือกฎ กฎแห่งกรรมนั่นเองนะ”

แทนคุณผู้เป็นพี่ชายใหญ่ก็เสริมต่อ

“ดังนั้นที่พวกน้าทำได้ก็คือ ให้แม่ของหนูยอมรับผิด ให้การเป็นประโยชน์เพื่อลดโทษให้เบาที่สุด พอรับโทษแล้ว แม่ของหนูก็จะกลับออกมาสู่สังคมในฐานะคนบริสุทธิ์ เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งนะ”

ทว่าผู้เป็นหลานสาวไม่รับฟัง หูของเธอรับสารได้เพียงว่า น้าๆ ไม่ยอมช่วย

“ก็ได้ค่ะ ถ้าพวกน้าไม่ช่วยแม่ หนูก็จะช่วยแม่เอง”

“ปิ่น ไม่เอาน่า หนูต้องคิดอย่างมีเหตุผลนะ จะเอาแต่อารมณ์ไม่ได้”

แทนขวัญถอนใจหนักอก ปิ่นทองขอบตาร้อนผ่าว มองหน้าน้าๆ ทีละคนราวจะจำให้ขึ้นใจ

“แม่เสี่ยงอันตรายบุกไปจับเสี่ยสมรักษ์ แม่ช่วยวัยรุ่นและคนอีกตั้งมากมายที่ตกเป็นทาสยา ถ้าไม่มีแม่สักคน ผู้หญิงอีกเท่าไรก็ไม่รู้ต้องถูกพวกมันจับไปขาย ไหนจะคนติดยาอีกล่ะ แม่เองก็มีส่วนทำความดีเหมือนกัน แล้วแม่ไม่ควรได้รับอะไรตอบแทนความดีบ้างเหรอคะ”

แทนธรรมอยากจะตอบด้วยคำเดิมว่า ความดีอยู่ส่วนความดี ความชั่วอยู่ส่วนความชั่ว ทว่าใจเขาเองก็รู้ดีว่า บางครั้งความชั่วก็มิได้สนองด้วยชั่ว ไม่อย่างนั้นเสี่ยสมรักษ์ก็คงถูกกฎหมายจัดการเสียนานแล้ว ไม่ปล่อยยาวจนได้สะสมบารมี ชูคออวดศักดาจนมาถึงมือเจ๊ใหญ่หรอก โลกแห่งความจริงไม่ได้เที่ยงธรรมหรือยุติธรรมไปเสียทุกอย่างขนาดนั้น

แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะตอบโต้ด้วยความชั่วอยู่ดี

“หนูจะหาทางช่วยแม่ให้ได้ พวกน้าอยากจะอยู่เฉยก็อยู่ไป อย่ามาขวางหนูก็แล้วกันค่ะ”

แววตาเด็กสาวมุ่งมั่นจนน่าใจหาย แทนคุณรีบท้วงไปว่า

“ปิ่น ไม่เอาน่า คิดถึงแม่ให้มากๆ สิ ถ้าหนูทำอะไรเสี่ยงๆ แม่หนูจะรู้สึกยังไง ตอนนี้แม่ก็ไม่อยู่แล้ว พวกน้าก็เป็นผู้ปกครองของหนู น้าไม่ยอมให้หนูทำอะไรเสี่ยงๆ หรอกนะ”

ปิ่นทองเชิดหน้าขึ้น ปลายจมูกโด่งรั้นเริ่มเป็นสีแดงเรื่อ

“ก็แล้วถ้าหนูจะทำ พวกน้าจะช่วยหนูไหมล่ะคะ”

 

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ที่ศาลากลางจังหวัดปทุมธานีมีการประชุมใหญ่ระหว่างองค์กรนานาชาติกับท่านรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านก็เข้าร่วมด้วย จึงได้มีการขอกำลังตำรวจไปช่วยรักษาความปลอดภัย ภายในสถานีตำรวจภูธรในวันนี้จึงมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ค่อนข้างน้อย ประชาชนที่มาติดต่อทำธุระต่างๆ ก็ค่อยๆ หนาตาขึ้นเพราะเจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องรับแจ้งเหตุมีน้อยกว่าทุกวัน

แทนคุณมาทำงานแต่เช้า แต่ต้องเลี่ยงเข้าทางด้านหลังอาคารเพราะข้างหน้ามีนักข่าวรอทำข่าวการจับผู้ต้องหาแชร์บิตคอยน์อยู่เต็ม ขืนเขาโผล่ออกไปให้เห็นหน้าก็ต้องโดนสัมภาษณ์ใหญ่แน่

ก่อนขึ้นอาคารชั้นบน เขาหันไปมองทางแคบๆ อันเป็นทางไปห้องขังผู้ต้องหา พี่สาวของเขาอยู่ที่นั่น แค่เดินไปแล้วเลี้ยวขวาก็ได้พบหน้ากันแล้วแต่เขาก็ไม่อาจไปเยี่ยมได้ ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเจ๊ใหญ่นอนหลับไหม โดนยุงกัดหรือเปล่า และสำคัญที่สุด สภาพจิตใจของเจ๊เล่าตอนนี้เป็นอย่างไร

ถึงจะเป็นห่วงขนาดไหนเขาก็ไปเยี่ยมไม่ได้ สารวัตรหนุ่มตัดใจก้าวขึ้นอาคาร แต่ยังไม่ทันถึงโต๊ะทำงานก็มีใครมาทักทายอย่างไพเราะเสนาะหูว่า

“ไงครับ สารวัตรแทน ไปเยี่ยมพี่สาวในคุกมาหรือยัง”

สารวัตรวันฉัตรนั่นเอง คิ้วเรียวยาวของเขาประกอบกับดวงตาคมที่จ้องจับผิด ทำให้แทนคุณอยากจะเดินหนี

“ดูคุณจะสนใจเรื่องผมยิ่งกว่าเรื่องจับคนร้ายอีกนะ สารวัตรฉัตร”

“งั้นเหรอ” เขาเลิกคิ้วเรียวๆ นั่นขึ้นข้างหนึ่ง “ผมละเกลียดที่สุดพวกที่ชอบกลับขาวเป็นดำ กลับดำเป็นขาว ผมไม่ชอบที่คนทำผิดแล้วได้ดี คุณปกป้องผู้ต้องหาแท้ๆ แต่ทำไมใครๆ ก็ยังชื่นชม พูดถึงแต่สารวัตรแทน ผู้กำกับก็ด้วย ผมละอยากจะรู้จริงๆ ว่าถ้าผู้กำกับรู้ว่าคุณเป็นน้องชายผู้ต้องหาคดีแชร์บิตคอยน์ที่มีผู้เสียหายทั่วประเทศละก็ จะยังสนับสนุนคุณอยู่อีกไหม ถึงคุณจะปิดคดีค้าประเวณีของเสี่ยสมรักษ์ได้ก็เถอะ”

แทนคุณจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง สารวัตรวันฉัตรอายุน้อยกว่าเขาหลายปี ท่าทางไฟแรงน่าดู แต่ความมั่นใจและหยิ่งทระนงของชายหนุ่มดูจะไม่เป็นที่นิยมในหมู่เพื่อนตำรวจสักเท่าไร ก็ใครบ้างจะชอบถูกข่ม ถูกดูถูกว่าอ่อนด้อยกว่า และเวลานี้เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าที่สารวัตรวันฉัตรดูจะมีปัญหากับเขาเหลือเกินก็เป็นไปด้วยความอิจฉา ไม่ว่าเจ้าตัวจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

เขาตอบสารวัตรคดีพิเศษไปว่า

“ผมเองก็เหมือนกับคุณ รักกฎหมาย รักความถูกต้อง ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มาจากไหน แต่เมื่อเราเป็นตำรวจแล้ว เราก็ต้องทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด”

อันที่จริงเขาอยากพูดตรงๆ ไปเลยด้วยซ้ำว่า ไปทำหน้าที่ตัวเองซะเถอะ อย่ามัวแต่ยุ่งเรื่องของคนอื่นเลย แต่ก็จำเป็นต้องรักษามารยาทอยู่ เขาจับที่ต้นแขนสารวัตรวันฉัตรเบาๆ แล้วอวยพรอีกด้วยว่า

“ขอให้ปิดคดีแชร์ได้เรียบร้อยนะสารวัตร ท่านผู้กำกับจะได้สนับสนุนคุณ”

แล้วเขาก็แยกไปที่โต๊ะทำงาน

ทว่า ทันใดนั้นเอง เกิดเสียงกัมปนาทสนั่นเหมือนอะไรระเบิด พร้อมกันนั้นไฟฟ้าในสถานีตำรวจก็ดับ ควันโขมงม้วนเกลียวพุ่งออกมาจากหน้าต่างฝั่งทางเดินอาคาร จุดนี้คือห้องเก็บสำนวนคดีบนชั้นสาม นายตำรวจหลายนายรวมทั้งแทนคุณรีบขึ้นไปดูแต่ก็พบว่าประตูห้องล็อก

กลิ่นควันไฟลอยลงมาที่ชั้นสอง แล้วทันใดนั้นกริ่งไฟไหมก็ดังแหลมก้องไปทั่วอาคาร ประชาชนที่ส่วนใหญ่อยู่ชั้นสองและชั้นล่างพร้อมด้วยพวกนักข่าวรีบวิ่งหนีออกนอกอาคาร เอะอะจ้าละหวั่นไปหมด

แทนคุณไม่ใจเย็นพอจะรอกุญแจสำรองได้อีกต่อไป เขาพังประตูเข้าไป แล้วภาพที่เห็นก็ทำให้นายตำรวจทั้งหลายที่พรวดพราดเข้ามาต้องผงะ

ถังอะลูมิเนียมใบใหญ่ตั้งริมหน้าต่างฝั่งใกล้ทางเดิน ข้างในมีไฟลุกโชน ควันดำพวยพุ่งออกมาจากถังนี้เพราะเชื้อเพลิงเป็นพวกยางในรถจักรยานยนต์ ใกล้กันมีเศษซากถังพลาสติกที่ถูกระเบิดแสวงเครื่องอัดแรงระเบิด กระจัดกระจายเต็มพื้นห้อง

มีใครบางคนแอบเข้ามาวางระเบิดและถังไฟในห้องนี้ ไม่ได้ต้องการทำร้ายเจ้าหน้าที่หรือทำลายเอกสาร แต่ต้องการสร้างสถานการณ์ชุลมุนเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

แทนคุณวิ่งลงบันไดเพื่อไปที่ชั้นหนึ่ง แต่ปรากฏว่าตามทางเดินชั้นสองและชั้นหนึ่งกลายเป็นม่านฝนไปหมดแล้ว สปริงเกอร์ดับเพลิงบนเพดานทำงาน ฉีดพ่นน้ำเฉอะแฉะจนพวกตำรวจไม่อาจวิ่งได้ ต้องค่อยๆ เดินเพราะระวังลื่น

สารวัตรหนุ่มเห็นอย่างนี้ก็รู้ว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เหมือนกัน กริ่งไฟไหม้อาจดังขึ้นเพราะตรวจจับควันไฟได้หรือไม่ก็มีคนกดกริ่ง แต่สปริงเกอร์ชั้นสองและชั้นหนึ่งจะไม่ทำงานเลยหากอุณหภูมิบริเวณนั้นสูงไม่ถึงหกสิบแปดองศาเซลเซียส แสดงว่าต้องมีใครเอาไฟมาจี้หรือไม่ก็ทุบกระเปาะแอลกอฮอล์ของสปริงเกอร์ เพื่อให้สปริงเกอร์พ่นน้ำออกมา

แทนคุณนึกถึงปิ่นทองเป็นคนแรก และคนต่อมาที่คิดถึงก็คือเจ๊ใหญ่

เขาวิ่งย่ำน้ำบนพื้นไปจนถึงห้องคุมขังผู้ต้องหา แล้วก็เป็นไปตามคาด เจ้าหน้าที่ที่ถือกุญแจห้องขังสลบอยู่บนพื้น ส่วนผู้ต้องหาแทนทองแท้หายตัวไปแล้ว

ขณะที่ยืนอึ้งอยู่นั้น สารวัตรวันฉัตรก็ตามมาถึง แทนคุณบอกสั้นๆ ว่า

“ผมจะไปตามจับผู้ต้องหา”

วันฉัตรก้าวดักหน้า

“ใช่เหรอ ไม่ใช่ว่าจะไปช่วยพาหนีหรอกเหรอ”

“เฮ้ย สารวัตร เวลาอย่างนี้ยังจะมาพูดบ้าๆ อยู่อีก คุณกำลังขัดขวางผมปฏิบัติงานนะ”

แต่นายตำรวจคดีพิเศษก็ยังจ้องหน้าเขม็ง

“แล้วผมจะแน่ใจได้ยังไงว่าคุณจะไม่พาพี่สาวหนี”

“เออ งั้นคุณก็ไปจับเองเลยไป”

แทนคุณเดินกระแทกไหล่อีกฝ่ายออกมา ตรงไปที่รถมอเตอร์ไซค์คู่ใจซึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถ วันฉัตรก็ออกตามจับผู้ต้องหาด้วยเหมือนกัน แต่เขาไปรถยนต์ส่วนตัว แยกกันไปคนละคันกับสารวัตรแทนคุณ

Don`t copy text!