ทิวากาลกับความรัก บทที่ 11 : ความผูกพัน

ทิวากาลกับความรัก บทที่ 11 : ความผูกพัน

โดย : ปรียนันทนา

ทิวากาลกับความรัก โดย ปรียนันทนา นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ กับเรื่องของณฐ นักวิทยาศาสตร์หนุ่มที่หลุดเข้าไปในสมัยรัชกาลที่ 4 และเขากำลังจะได้เป็นประจักษ์พยานคนสำคัญ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคำนวนเหตุการณ์ต่างๆ ทางดาราศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ 

****************************

– 11 –

ภาพตรงหน้าทำให้ชายหนุ่มแทบไม่เชื่อสายตาตนเองเพราะเมื่อเดินพ้นแนวพื้นที่สวนกาแฟแล้วณฐก็ได้พบกับแนวกำแพงสีขาวที่คุ้นตา  เบื้องหน้าคือประตูเทวาพิทักษ์ถัดไปคือพระที่นั่งสุทไธยสวรรค์ปราสาท  และสิ่งที่ที่ทำให้ตื่นตามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นพระที่นั่งภูวดลทัศไนยนั่นเอง

พ่อณฐเคยผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่

เคยครับ  แต่ยังไม่เคยเห็นพระที่นั่งองค์นี้”  ณฐตอบตามความจริงอย่างที่สุด

เช่นนั้นหรือ  เมื่อไม่กี่วันมานี้เพิ่งมีการติดตั้งนาฬิกาบนพระที่นั่ง ผู้คนมายืนดูมากมายหนึ่งในนั้นก็มีแม่ส่องอยู่ด้วย

คุณส่องหรือครับ

ใช่  น้องสาวฉันคนนี้ช่างอยากรู้อยากเห็นเรื่องต่าง ๆ จนคุณพ่อกับฉันตามไม่ทัน  เพราะแม่ส่องเห็นทุกเรื่องน่าสนุกไปเสียหมด

คุณส่องเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของคุณปราณหรือครับ”  ณฐถามเพื่อต้องการตรวจสอบข้อมูลที่เขาได้รับรู้ก่อนหน้านี้

มิใช่ก็เหมือนใช่  คุณอาของฉันเป็นแม่ของแม่ส่อง  และคุณพ่อกับคุณแม่ของฉันไม่มีลูกสาวจึงรักและเลี้ยงแม่ส่องให้เหมือนน้องสาวของฉันกับพ่อปรก

ปรก

พ่อปรกน้องชายของฉันอย่างไรเล่า

แล้วคุณปรกไปไหนเสียเล่าครับ

กำลังจะบวชที่วัดบวรนิเวศน่ะ  ตอนนี้เลยไปอยู่กับกรมหมื่นบวรรังษี”  

ใครนะครับ

ก็พระองค์เจ้าฤกษ์ทรงเป็นเจ้าอาวาสและเจ้าคณะธรรมยุติอยู่ที่นั่นอย่างไรเล่า

ณฐนิ่งไปครู่หนึ่งก็นึกได้ว่าคุณปราณคงหมายถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์  ซึ่งพระองค์เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารพระองค์ที่สองหลังจากที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ทรงลาผนวชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ

นี่พ่อณฐ

ครับ

ตอนนี้คุณพ่อกำลังเร่งหาคนมาทำหน้าที่เจ้าพนักงานรักษาเวลาบนพระที่นั่งภูวดลทัศไนย  ฉันก็อยากช่วยแต่คุณพ่อบอกว่าคงไม่ได้เพราะฉันจะต้องช่วยงานราชการท่านอีกหลายอย่าง  หน้าที่นี้มีความสำคัญเพราะว่าจะต้องสามารถอ่านเขียนและมีไหวพริบละเอียดรอบคอบมาก

แล้วตอนนี้พอจะหาคนได้หรือยังครับ

ก็พอมีนะ  พวกลูกหลานคุณหลวงในกรมช่างอย่างไรเล่า

ณฐกำลังคิดว่าเขาน่าจะเข้าใกล้ความจริงเรื่องต้นตระกูลแล้ว  แต่ติดตรงที่ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถรู้ชื่อของแต่ละคนได้

แบบนี้ก็ราบรื่นดีใช่ไหมครับ

ยังหรอก  เพราะยังต้องหาคนเพิ่มอีกหนึ่งคนและเป็นคนที่สำคัญกว่าคนอื่นเสียด้วย

ยังไงครับ

คนคนนี้มีหน้าที่วัดมุมดวงดาวและจดบันทึกเพื่อนำไปตั้งเวลาบนนาฬิกาเรือนใหญ่

ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณปราณก็ต้องทำเองใช่ไหมครับ

อย่างที่ฉันบอกว่าตัวฉันต้องช่วยคุณพ่อ  ส่วนพ่อปรกที่พอมีความรู้เรื่องนี้เพราะได้เคยศึกษาเรื่องดวงดาวและโหราศาสตร์จากกรมหมื่นบวรรังษีแต่ติดว่ากำหนดฤกษ์งานอุปสมบทไปแล้ว

บวชนานไหมครับ

หนึ่งพรรษา

ก็นานพอสมควร  ถ้าอย่างนั้นคงต้องหาคนอื่นแล้วครับ

บอกตามตรงนะฉันเห็นพ่อณฐครั้งแรกก็ถูกชะตา  เมื่อได้เห็นน้ำใจของพ่อณฐก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณ  และยิ่งความมีไหวพริบฉันจึงอยากชวนให้มาทำงานนี้พ่อณฐจะขัดข้องไหม

คุณปราณหมายความว่ายังไงนะครับ

ฉันอยากให้พ่อณฐมาทำหน้าที่พนักงานรักษาเวลาอย่างไรเล่า

แต่ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยนะครับ  อีกอย่างคุณปราณทำไมคุณไว้ใจผมขนาดนี้  เราก็เพิ่งเคยเจอกันสองครั้งเองนะครับ”  

มันคงไม่เกี่ยวกับว่าพบกันกี่ครั้งหรอกเพราะเมื่อชะตาต้องกันแล้วก็นับถือเป็นสหายกันได้สนิทใจ  ส่วนเรื่องความรู้ต่าง ๆ ในหน้าที่นั้นสามารถฝึกฝนได้หากพ่อณฐอ่านออกเขียนได้อยู่แล้วก็ถือว่ามีคุณสมบัติครบ

คุณสมบัติที่สำคัญคืออะไรหรือครับ

ความช่างสังเกตและละเอียดรอบคอบอย่างไรเล่า

ณฐได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาก็เข้าใจได้ทันที  เพราะแม้ว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในสถานะอาจารย์ผู้สอนหรือข้าราชการในกระทรวงแต่ด้วยบุคลิกที่แตกต่างของเขาก็คงทำให้คนรอบข้างรู้สึกได้ว่าตัวเขานั้นแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร

แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่เขาควรมาวิเคราะห์บุคลิกตนเอง  เหตุการณ์นี้ชักบานปลายจนเกินไป  ก่อนที่จะตอบชายหนุ่มตรงหน้าเขาอยากแน่ใจก่อนว่าสิ่งที่เห็นทั้งหมดนี้คือเรืองจริงไม่ใช่ภาพฝัน

………………………………..

สายลมพัดอ่อน  แดดจ้าเริ่มจางลง  หญิงสาวสวมโจงกระเบนลายดอกสีเขียวมะกอกเดินนำกลุ่มเด็กและหญิงต่างชาติออกมาจากเรือนไม้ใต้ถุนสูงซึ่งด้านล่างต่อเเติมห้องแบบก่ออิฐถือปูน  หญิงสาวผมสีน้ำตาลเข้ม

นัยน์ตาสุกสกาวเดินคู่มากับคนแรก  ทั้งสองดูสนิทสนมเพราะอยู่ในวัยไล่เลี่ยกันแม้ว่ามีต่างเชื้อชาติและภาษาก็ตาม

แม่เอม  วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง”  ส่องเรียกชื่ออีกฝ่ายที่ตนตั้งเป็นภาษาไทยให้ซึ่งเอ็มมาชอบชื่อนี้มาก

สนุกมากค่ะ  ฉันชอบมากเลย  เมื่ออยู่ที่ห้างไม่ค่อยได้พูดภาษาไทยมากเท่านี้

เอ็มมาหมายถึงเวลาที่เธอไปช่วยบิดาที่เป็นผู้จัดการห้าง  

ถ้าเช่นนั้นครั้งหน้าอยากออกไปข้างนอกหรือไม่

ไปสิคะ  พวกเด็ก ๆ อยากไปที่ไหนดี

เอ็มมาหันไปถามอาร์เธอและแอ๊บบี้น้องของเธอผู้เป็นฝาแฝดชายหญิง  ทั้งคู่มีวัยเพียงสิบปีเท่านั้น  ห่างจากเอ็มมาหนึ่งรอบทีเดียว

ไปสิครับคุณส่อง

เรียกพี่สิพ่อเทิด  ถ้าเช่นนั้นครั้งหน้าเราไปเที่ยวตลาดกันดีหรือไม่

ดีค่ะพี่ส่อง  ฉันอยากไปเที่ยวตลาดมานานแล้ว  พ่อกับพี่ไม่เคยพาไปเลย

แหม  แม่เอิบนี่ช่างพูดจาน่ารัก”  

ส่องดึงแอ๊บบี้มากอดอย่างเอ็นดู  เธอรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้เพราะกิริยาท่าทางที่คล้ายพี่สาวแต่แอ๊บบี้เกิดที่เมืองไทย  แม้ในครอบครัวของเด็กหญิงจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก  หากแต่เธอชอบการแต่งกายและเมืองไทยมาก  วันนี้แอ๊บบี้ขอให้ส่องสอนนุ่งโจงกระเบนด้วย  ส่องจึงคิดว่าครั้งหน้าเธอจะพาทุกคนไปตลาดเพื่อดูสินค้าแปลกตาและของแต่งตัวของผู้หญิงด้วย

ส่วนหญิงคนอื่นมีภรรยาพ่อค้าที่มาอยู่เมืองไทยอีกสองสามคนก็พลอยยืนยิ้มชื่นชมความน่ารักระหว่างครูสาวกับลูกศิษย์ที่มีวัยไม่ต่างกันอย่างเอ็นดู

เสียงสนทนาเป็นภาษาไทยระหว่างครูและศิษย์ดังมาถึงหน้าเรือนซึ่งเมื่อทุกคนหยุดยืนอยู่ตรงนั้นก็มีชายหนุ่มสองคนกำลังเดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้าแจ่มใสไม่แพ้กัน  คนแรกนุ่งโจงกระเบนสวมเสื้อสีพื้นปกตั้งแบบเสื้อชายชาวบาบ๋า  ส่วนคนที่เดินตามมานุ่งกางเกงทรงแปลกตาและสวมเสื้อแบบฝรั่ง

มน”  เสียงชายคนที่เดินตามหลังเรียกเอ็มมาอย่างตื่นเต้น  แต่แล้วเขาก็มีสีหน้าสลดลงราวกับไม่แน่ใจ

พ่อณฐเรียกใครหรือ”  

คุณปราณหันมาถามณฐอย่างแปลกใจ  ส่วนณฐนั้นด้วยความตื่นเต้นที่ได้เห็นสาวต่างชาติซึ่งเขาคิดว่าเป็นเพื่อนสนิทต่างกันก็เพียงแค่หญิงสาวคนนี้มีผมสีน้ำตาลเป็นประกายเท่านั้น

ผมคงจำคนผิดน่ะครับ”  

เช่นนั้นเอง

คุณพี่กับพ่อปราณไปไหนมาคะ  น้องสอนเสร็จพอดีเลย”  ส่องรีบส่งสัญญาณบอกพี่ชายของตน

พี่พาพ่อปราณไปสวนข้าวแฟแล้วก็ไปหน้าประตูเทวาพิทักษ์มา

ดีจริง  น้องรบเร้าอยู่นานเรื่องพาไปดูสวนก็ไม่เคยพาไปเลยนะคะ

น้องอย่าเพิ่งบ่นสิ  เดี๋ยวพวกนักเรียนของน้องจะตกใจเอานะ

ตลอดเวลาณฐเฝ้าสังเกตใบหน้าของแต่ละคน  ไม่มีใครที่เขารู้จักและคนเดียวในกลุ่มชาวต่างชาติที่คุ้นตาก็หาใช่มนสิชาเพื่อนสนิทของเขาไม่  แม้ว่าแววตาของเธอที่มองมาเมื่อครู่ก็ดูแปลกใจใคร่รู้ว่าเขาเป็นใครเช่นเดียวกัน  แต่เมื่อคุณส่องได้แนะนำให้ทุกคนรู้จักกันแล้วความสงสัยในแววตานั้นหายไป

จนณฐเกือบจะแน่ใจแล้วว่าเรื่องราวที่เขาเผชิญอยู่ตอนนี้คือเรื่องจริง และแน่นอนว่าเขาวิตกกังวลอย่างจริงจังแล้วว่าเขาจะกลับสู่โลกของเขาอย่างไร

แววตาที่เต็มไปด้วยความวางใจเมื่อกลางวันเริ่มมีความกังวลมาแทนที่เมื่อนึกถึงชายหนุ่มที่หายตัวไปอีกครั้ง  แม้ลูกค้าเข้ามาติดต่อและได้รับการบริการอย่างดีจากหญิงสาว  แต่วัณณ์สว่างรู้ดีว่าเธอไม่ได้รู้สึกสบายใจเลยตลอดช่วงบ่ายนี้  เสียงเพลงบรรเลงเบา ๆ ที่พนักงานเปิดไม่ได้ช่วยให้จิตใจของเธอคลายกังวลลงได้  ในที่สุดหญิงสาวตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องหลังเคาน์เตอร์และหยิบโทรศัพท์มือถือเพื่อไล่หาชื่อเพื่อนสนิทของชายหนุ่ม  นาทีนี้เธอตัดสินใจแล้วว่าควรต้องแจ้งเรื่องสำคัญให้คนรอบตัวเขาทราบเป็นอันดับแรก  หลังจากนั้นการตัดสินใจขั้นต่อไปจะดำเนินไปอย่างไรก็คงขึ้นอยู่กับคนสนิทของณฐ

สวัสดีค่ะคุณปารัณ  นี่ดิฉันวัณณ์สว่างนะคะ

ครับคุณวัณณ์สว่าง

ไม่ทราบพอมีเวลาสักครู่ไหมคะ

มีครับ  มีอะไรเกี่ยวกับณฐหรือเปล่า

คือว่าคุณณฐหายไปค่ะ

อีกแล้วเหรอครับ

ไม่ทราบทางคุณติดต่อได้ไหมคะ

วันนี้ผมยังไม่ได้คุยกับณฐเลยครับ

ถ้าอย่างนั้นก็หายไปตั้งแต่ช่วงบ่าย  คุณปารัณสะดวกเข้ามาที่โรงแรมไหมคะ  คือทางนี้อยากปรึกษาบางอย่างก่อนให้ทางครอบครัวตัดสินใจน่ะค่ะ

เรื่องสำคัญมากเลยใช่ไหมครับ

ค่ะ  รบกวนด้วยนะคะ

เสียงหวานที่เคยกังวานใสบัดนี้ระคนไปด้วยความกังวลและไม่แน่ใจ  มีบางอย่างที่วัณณ์สว่างคิดว่าปารัณควรได้รับรู้  อันที่จริงเธอตั้งใจจะเก็บเรื่องนี้ไว้กับตนเองเท่านั้น  แต่เมื่อเธอได้เจอณฐมีเรื่องราวที่เกินคาดเดาเกิดขึ้น  จนวัณณ์สว่างเริ่มรู้สึกว่าบางทีนอกจากการได้ระบายกับเพื่อนสนิทแล้ว  บัดนี้อาจถึงเวลาที่คนซึ่งเคยเกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องในอดีตของเธอนอกจากณฐได้รับรู้บางอย่าง  เพื่อร่วมตัดสินใจว่าเธอควรทำอย่างไรดี

……………………………

กรอบรูปภาพคู่ชายหญิงวัยหนุ่มสาวและวัยกลางคนทั้งสองใบที่อยู่ในมือชายหนุ่มตอนนี้เป็นภาพของบุคคลเดียวกัน  บุรุษในภาพมีหน้าตาคมคายท่วงท่าสง่าและแววตาสุขุมหากก็มีรอยยิ้มเช่นคนที่มีความสุขในชีวิต  

ส่วนอีกฝ่ายที่นั่งเคียงกันเป็นสตรีต่างชาติใบหน้าหวานคม  นุ่งจีบห่มผ้าตาดเยี่ยงชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ ๔  แต่ดูงามแปลกตาด้วยเธอไว้ผมยาว  เห็นได้ชัดว่าเป็นการแต่งกายในงานพิธีสำคัญ    อีกภาพนั้นทั้งสองล่วงเข้าวัยกลางคนซึ่งฝ่ายหญิงนุ่งโจงและสวมเสื้อแขนพองที่เรียกว่าขาหมูแฮมอันเป็นการแต่งกายซึ่งนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕  

แม้เป็นภาพขาวดำแต่ชายหนุ่มรู้สึกสะดุดตา  เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งเขาก็แน่ใจแต่ยังมิอาจเอ่ยคำใดออกมาได้นอกจากนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง  กระทั่งอีกฝ่ายเรียก  ปารัณจึงละสายตาจากภาพตรงหน้าได้

ผู้หญิงคนนี้เหมือนคุณมนมากเลยนะครับ

คุณก็คิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน  แสดงว่าดิฉันเข้าใจถูกแล้ว

เข้าใจอะไรหรือครับ

ครั้งแรกที่ได้เจอคุณสองคน  ดิฉันก็คิดว่าคุ้นตาและรู้สึกสนิทใจ แต่ตอนนั้นยังไม่เจอภาพนี้  จนเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วดิฉันจัดของใหม่ในบ้านนี้จึงได้พบค่ะ

ความจริงคนเราก็หน้าตาเหมือนกันได้  จริงไหมครับ

เขาเอ่ยออกมาเช่นนั้น  ทั้งที่ตนเองก็รู้เต็มอกว่าอีกฝ่ายกำลังจะบอกสิ่งใด

แต่คุณก็รู้ว่ามันไม่ใช่แค่นั้น

วัณณ์สว่างเอ่ยได้ตรงใจอีกฝ่าย

ใช่ครับ  ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก  เอาเป็นว่าคุณมีอะไรจะบอกหรือเล่าให้ผมฟังก็บอกมาเถอะครับ  ผมจะเชื่อ”  เขาพยักหน้าอย่างพร้อมรับฟังหญิงสาวตรงหน้า  ด้วยความรู้สึกจากใจจริง

ชายคนนี้ชื่อคุณปราณเป็นบุตรคนโตของพระยารังสรรค์ราชกิจเจ้าของบ้านหลังนี้  ส่วนหญิงในภาพคือภรรยาชาวต่างชาติของท่านค่ะชื่อเอ็มมาหรือคุณเอม

ครับ

คุณปราณมีน้องชายร่วมบิดามารดาหนึ่งคนชื่อคุณปรกซึ่งก็คือต้นตระกูลของดิฉันเอง”  วัณณ์สว่างหยุดพูดพร้อมสูดหายใจ  แต่ทั้งสองยังมีญาติสนิทที่ถือเสมือนเป็นน้องสาวอีกหนึ่งคน   เธอเป็นลูกของคุณสร้อยผู้เป็นน้องพระยารังสรรค์ราชกิจค่ะ

แล้วภาพคุณส่องอยู่ไหนครับ

นี่ค่ะ

อ้อ  สวยเก๋นะครับ  คล้ายกับคุณเลย”  ปารัณพูดตรง ๆ อย่างจริงใจ  เขารู้สึกเอ็นดูเธอขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

เพื่อนของคุณบอกอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ

แล้วการที่คุณมนหน้าคล้ายกับคุณเอ็มมาและคุณส่องคล้ายคุณนี่มันเกี่ยวกับการที่ณฐหายไปยังไงครับ

ดิฉันก็ไม่แน่ใจค่ะ  แต่อยากให้คุณลองดูภาพนี้อีกสักภาพ

วัณณ์สว่างพูดจบก็ส่งภาพเรือนหลังนี้และภาพต้นพิกุลให้อีกฝ่ายดู  เมื่ออีกฝ่ายพลิกดูด้านหลังเธอไม่ได้แปลกใจเมื่อเห็นท่าทีของเขาที่กำลังมองเธอก่อนพูดออกมาเสียงแผ่วเบา

นี่มันลายมือเจ้าณฐ

คุณสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน  คงยืนยันได้ชัดเจนกว่าดิฉันนะคะ

ปารัณมองหญิงสาวผิวขาวเหลืองที่มีแววตาสงบตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา  ริมฝีปากบางมิได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา  หากแต่เขาอยากให้เธอได้เป็นฝ่ายเล่าเรื่องราวที่เขาเชื่อเหลือเกินว่ามันคงมีมากกว่านี้มากมายนัก  และที่สำคัญคงไม่ใช่ณฐเพียงคนเดียวเสียแล้วที่เขาเดาว่าหญิงสาวตรงหน้าเคยผูกพัน  เขาเชื่อว่าเธอคงมีคำตอบให้เขาเรื่องชายหญิงในภาพมากกว่านี้  เพราะแววตาคู่นี้ที่กำลังมองเขานั้นเต็มไปด้วยความผููกพันและรักใคร่

มิใช่ความรักเยี่ยงคู่รัก  แต่เป็นความรักที่คนในครอบครัวพึงมีให้กันอย่างสม่ำเสมอและตลอดไป

Don`t copy text!