อุมาวสี บทที่ 27 : วิสัยจิ้งจอก

อุมาวสี บทที่ 27 : วิสัยจิ้งจอก

โดย : ตรี อภิรุม

อุมาวสี ภาคต่อของ “หิมพาลัย” โดย ตรี อภิรุม เรื่องราวชีวิตหลังงานแต่งงานของพิชญ์และอุมาวสีในโลกที่แตกต่างจากโลกลับแลจะเป็นอย่างไร ความรักที่พิชญ์มีให้เธอ จะเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้ได้หรือไม่ ‘อุมาวสี’ นวนิยายออนไลน์ที่พาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่สวยงามและความรักที่มีอยู่จริง

วันรุ่งขึ้น นวมินทร์กับเพื่อนชายมารับประทานอาหาร วันวานเขาติดธุระจึงไม่ได้รอรับส่งอุมาวสีที่ถนนซอยด้านหลังสวนอาหาร วันนี้มาชดเชยวันก่อน มั่นใจว่าจะไม่พลาดโอกาส

นานพอสมควร นวมินทร์กับเพื่อนชายลุกออกจากโต๊ะ เฉิดโฉมที่เฝ้าจับตามองพยักหน้าเรียกอุมาวสี ชูถุงคุกกี้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ผูกโบว์

“เอ้า น้องอุถือตามหลังพี่โฉม”

เหตุการณ์ที่คุ้นเคย แต่ต่างกรรมต่างวาระ เด็กสาวซ่อนยิ้มรู้จุดประสงค์ของทั้งสองฝ่าย ทดสอบต้องการให้พฤติกรรมซ้ำซ้อนเกิดขึ้น

ณ ลานพาร์คกิ้งค่อนข้างจะคับแคบ สองหนุ่มยืนรีรอข้างรถเก๋งคันงาม หล่อนรับถุงขนมจากเด็กเสิร์ฟคู่หู ยื่นให้ฝ่ายตรงข้ามอย่างแช่มช้อยค่อนไปทางดัดจริต

“โฉมขอมอบของชำร่วยให้คุณมินทร์ค่ะ”

“ขอบคุณครับ”

เฉิดโฉม

เอียงคอ นัยน์ตาหรี่เยิ้มยียวน ริมฝีปากเผยอเต้นระริก มือลูบคอเสื้อคล้ายจะอวดทรวงอกอวบเต่ง

ใช่แล้ว รอจุมพิต

นวมินทร์รู้สิ่งที่หล่อนรอคอยด้วยหัวใจกระเส่า เขาควบคุมสติสัมปชัญญะเตรียมพร้อม ดูซิว่าจะมีอำนาจพิเศษใดๆ มาบังคับ

เวลาผ่านไปสอง-สามนาที ว่างเปล่าตลอด สิ่งที่เฉิดโฉมรอคอย และสิ่งที่นวมินทร์ต้องการพิสูจน์ไม่เกิดขึ้น

“ผมไปก่อนละครับ พี่โฉม”

“เชิญค่ะ”

สาวใหญ่กลับเข้าอาคาร อุมาวสีตามหลังต้อยๆ เยี่ยงบริวารผู้ซื่อสัตย์

“เขาไม่หลงเสน่ห์ฉันเสียแล้ว”

“ใครคะ พี่โฉม”

เด็กกลั้นหัวเราะสุดเหวี่ยง เฉิดโฉมชำเลืองค้อน หน้าตูมกระฟัดกระเฟียด

“เธอแกล้งไม่รู้ ก็คุณมินทร์ไงล่ะ เขามองฉันเฉยเมยไม่แยแส”

วาจาที่ยั้งไว้ในลำคอคือ ทำไมเขาไม่กอดจูบกระหน่ำ อุมาวสีอ่านรหัสลับออกตลอด

“พี่โฉมจะให้อุขอร้องคุณมินทร์หรือคะ”

“โฮ้ย! ไม่ต้อง” แง่งอนตุ้งติ้ง “ฉันรู้นะว่าใครเป็นตัวการเบื้องหลัง แต่ไม่อยากพูด”

แม้จะไม่ระบุชื่อ แต่ความหมายก็พุ่งตรงมาที่คู่สนทนาตรงเผง เด็กสาวเฉยเสีย

“เลิกงานเขาจะมารับเธอไหมเนี่ย”

พิกล เคยตอบแล้วครั้งหนึ่ง เฉิดโฉมแกล้งถามซ้ำ ราวกับจะจับโกหกหล่อนใจดีสู้เสือ

“วันก่อนไม่ วันนี้ก็คงไม่ค่ะ เราไม่ได้นัดกัน”

“สมมุติว่าคุณมินทร์มาดักรับล่ะ”

“อุไม่ชอบคาดคะเน ไม่ตั้งความหวัง ขอให้เป็นเรื่องของอนาคต”

สาวใหญ่นิ่งอึ้ง ไม่พอใจที่คู่สนทนาใช้สำนวนไหวพลิ้ว แสดงถึงความฉลาดรอบจัด

“เอาละ พี่หวังว่าเธอคงจะไม่อมพะนำความจริง”

เย็นนั้น อุมาวสีเลิกงานออกทางประตูด้านหลังสวนอาหารอิ่มเอม ผ่านไปตามเส้นทางลัด เปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือ

เพียงชั่วประเดี๋ยว ก็แว่วเสียงริงโทน คาดว่าคงเป็นนวมินทร์ ครั้นแล้วนามของเขาปรากฏที่หน้าจอ

“ถามจริงๆ เถอะครับ คุณอุสะกดจิตให้ผมจูบพี่โฉม ครั้งกระโน้นใช่หรือเปล่า?”

ผู้ฟังตะลึง ไม่นึกว่าจะเจอประเด็นร้อน ทำอย่างไรดีเล่า หล่อนไม่กล้ากล่าวเท็จ

“อะไรทำให้คุณมินทร์ตั้งข้อหาแบบนั้นคะ”

“ครั้งแรกผมเผลอไผลลืมตัวกอดจูบพี่โฉม ทั้งที่ไม่ได้หลงเสน่ห์” ชายหนุ่มเท้าความอดีต “ครั้งที่สองแก๊งโจ๋ขว้างปาก้อนหินใส่รถเก๋ง ผมรอดพ้นอันตรายอย่างไม่น่าเชื่อ ครั้งล่าสุดก็คล้ายๆกับครั้งแรก คุณธวัชกอดจูบพี่โฉมที่ลานจอดรถ คุณอุใช่ไหมครับ คุมเกมอยู่เบื้องหลัง”

อุมาวสีระบายลมหายใจยาวเหยียด ยอมรับว่านวมินทร์เฉลียวฉลาดทักษะสูง เจาะลึกสถานการณ์ตรงเผง

แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อาจยอมรับความจริง จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงมุสาวาท

“คุณมินทร์คิดว่า อุเป็นปีศาจหรือแม่มดคะ?”

“เปล่า ผมทราบว่าคุณอุมาจากหิมพาลัยหรือเมืองลับแล มีอิทธิฤทธิ์เหนือชาวโลก แต่เก็บซ่อนความพิเศษนี้ไว้ใช้กรณีฉุกเฉิน จริงไหมครับ”

ดรุณีสะคราญโฉมเย็นสันหลังวาบ อัดอั้นตันทรวง เขาฉลาดปราดเปรื่อง วิสัยทัศน์กว้างไกลลึกซึ้ง เหนือกว่าทุกคนที่หล่อนรู้จัก

“นับว่าคุณมินทร์คุยสนุก เอาล่ะค่ะ อุจะข้ามฟากถนน เดี๋ยวจะเจอนักวิ่งราวฉกชิงโทรศัพท์มือถือ”

พูดแล้วก็กดวางสาย เก็บเครื่องมือสื่อสารใส่กระเป๋า เดินทอดน่องไม่รีบร้อน ทะลุสู่ถนนเมน ข้ามสะพานลอย สืบเท้าเลี่ยงฟุตบาท

จักรยานยนต์คันหนึ่งชะลอดักล้ำหน้า นักบิดเรียกค่อนข้างดัง

“คุณผู้หญิง!”

ด้วยความไหวระแวง อุมาวสีเหลียวขวับ

นั่นปะไร! เจ้าจำรูญยิ้มแผล่ทะเล้นเต็มพิกัด

“แฮ่ม! เราเจอกันโดยบังเอิญ เชิญคุณผู้หญิงซ้อนท้าย ผมจะไปส่งซอยบ้านรัฐมนตรีพิพัฒน์ ค่าบริการยี่สิบบาท ถูกยิ่งกว่ากล้วย”

“โปรดอย่ามาตอแยกับฉัน”

“ผมไม่ได้ตอแย เชิญชวนลูกค้าต่างหาก”

“ฉันไม่ใช่ลูกค้าของคุณ”

“เถอะน่า คนสวยๆ อย่างคุณไม่น่าจะขี้เหนียว” ทรชนหนุ่มยักคิ้วผล็อบแผล็บ “ผมมีหมวกกันน็อคให้คุณผู้หญิงสวม ตอนหายตัวแว็บ หมวกกันน็อคคงจะหล่นตกกลางซอย

รำคาญสุดๆ ถึงอย่างไรหล่อนก็ไม่โมโหเกรี้ยวกราด เพราะจะเสียบุคลิก ทำให้อำนาจพิเศษในตัวเสื่อม

ทันใดนั้น ยานพาหนะคันหรูแล่นมาจอดเทียบ กระจกไฟฟ้าเลื่อนลง เสียงห้าวทุ้มคุ้นหูเรียก

“คุณอุ!”

จำได้แม่นยำว่านวมินทร์ อุมาวสีก้าวยาวๆ ขึ้นไปนั่ง ดึงประตูรถเก๋งปิด

อาศัยความรวดเร็ว เจ้าจำรูญดึงสมุดพกออกมาจดหมายเลขทะเบียนรถยนต์ ก่อนที่มันจะวิ่งฉิว หายลับไปในความยาวของถนน

“เธอชื่ออุ อาจจะเป็นอุบล อุไรวรรณอะไรทำนองนี้แหละ”

มนุษย์วายร้ายขี่มอเตอร์ไซค์กวดตาม ครู่เดียวก็ติดสัญญาณไฟแดง รู้ตัวโดยสัญชาตญาณว่า ถึงอย่างไรก็ไม่ทันรถเก๋งคันงาม

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ นวมินทร์ปรารภกับเด็กสาวที่นั่งเคียงคู่ คาดเซฟตี้เบลท์

“ตอนที่ผมคุยกับอุทางโทรศัพท์ จอดรถอยู่ห่างประมาณห้าร้อยเมตร ลองเสี่ยงสุ่มขับรถมาทางป้ายรถเมล์ ในที่สุดก็เจอตัว”

“อุรำคาญมอเตอร์ไซค์โจรตามตื๊อค่ะ ตามปกติเขาจะจอดรถรอผู้โดยสารที่วินปากซอย”

ปี๊บ-ปี๊บ!

หล่อนหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋า โชว์เบอร์ของเฉิดโฉมที่จอ ด้วยไหวพริบ รู้ทันทีว่าสาวใหญ่โทร.มาเช็คว่าตนนั่งรถเก๋งหรือรถเมล์

ยุ่งชะมัด คอยควบคุมจัดระบบ คิดได้อย่างไรว่าคนอื่นไม่ปรารถนาเสรีภาพ

อุมาวสีกดปุ่มตัดสาย แจ้งเหตุแก่ชายหนุ่ม พร้อมทั้งเสริมท้าย

“พรุ่งนี้พี่โฉมคงจะซักฟอกยาวเหยียด บางคราวเบื่อระอาสุดๆ เหมือนขว้างงูไม่พ้นคอ”

“เอาไหมครับ ผมจะหางานใหม่ให้คุณอุ”

“ผู้ใหญ่ฝากฝังอุมาทำงานกับพี่โฉม ถึงยังไงอุก็ต้องเกรงใจคนฝากค่ะ”

“วิธีไหนบ้าง สามารถช่วยให้คุณอุไม่ตกเป็นจำเลย”

“พรุ่งนี้ตอนสายคุณมินทร์ ลองโทร.คุยกับพี่โฉมค่ะ”

ต่างฝ่ายต่างเงียบ ฟังเพลงจากเครื่องเล่นซีดี จนกระทั่งรถเก๋งชะลอหยุดที่ป้ายรถเมล์ปากซอย อุมาวสีปลดเข็มขัดนิรภัยออก ไหว้ลานวมินทร์

“คุณอุยังไม่ได้ตอบผมเลยครับ เกี่ยวกับอิทธิอภินิหารเหนือมนุษย์”

“ไม่ขอตอบค่ะ” อุมาวสียิ้มหวานแฉล้ม “คุณมินทร์คิดเอาเองว่าจริงหรือไม่จริง”

O         O         O         O

พิณทิพย์คุยทางโทรศัพท์กับเฉิดโฉม สาวใหญ่ฟ้องว่าสงสัยอุมาวสีจะนัดแนะกับนวมินทร์เป็นส่วนตัว โดยกีดกันไม่ให้หล่อนติดรถไปด้วย

กรณีที่ชวนสงสัยคือ โทร.เข้าโทรศัพท์มือถือสายหลุด เป็นไปได้ว่าอุมาวสีกดตัดสาย เพราะไม่ต้องการให้ใครขัดความสุข

เมื่อเฉิดโฉมวางสาย พิณทิพย์ถ่ายทอดข่าวด่วนสู่พีรวรรณ พี่สาววิพากษ์

“อาจจะเป็นไปได้จ้ะ ต่างฝ่ายต่างหึงหวง แย่งผู้ชายคนเดียวกัน นวมินทร์เอนเอียงมาทางลอเย”

ทันทีทันใด ทั้งสองเหลือบพบอุมาวสีผ่านเข้าประตูรั้ว น้องสาวขยับกายเปลี่ยนอิริยาบถ พี่สาวเตือนสติ

“แนทอย่าไปจวกลอเยนะ แค่ทักทายนิ่มๆ ยิ้มแย้มก็พอ เดี๋ยวจะเสียแผนหลัก”

หญิงสาวลงจากเฉลียงหินอ่อน ดักน้องสะใภ้ข้าวนอกนา อุมาวสีอ่านอากัปกิริยาออก หมุนแหวนเงินในนิ้ว อธิษฐานจิต

“อุมานี่สิจ๊ะ”

เด็กสาวเคลื่อนร่างเข้าไปหาพิณทิพย์ ฝ่ายตรงข้ามเบิกตาโตแสดงอาการฉงนสนเท่ห์

“อ้าว จะถามอะไรสักหน่อย ลืมข้อมูลเสียแล้ว แปลก! ลืมได้ตั้งสองวันติดต่อกัน”

“งั้นอุตอบเอง” ยิ้มละไมนอบน้อม “ปิดประตูรั้ว ล็อคแล้วค่ะ”

“ไม่ใช่หรอก เท่านั้นแหละจ้ะ”

พิณทิพย์กลับขึ้นคฤหาสน์ ปรารภกับพี่สาวเกี่ยวกับความหลงลืมของตนเอง พีรวรรณเตือนความทรงจำ

“ขากลับนั่งรถเมล์ หรือรถเก๋งจ๊ะ”

“โธ่! ข้อมูลง่ายๆ ไม่น่าลืมตั้งสองครั้งสองหน”

น้องสาวบ่นกระปอดกระแปด พีรวรรณช่วยตัดบท

“บางทีเราตั้งใจเกินไป ทำให้ลืมกะทันหันก็ได้จ้ะ” พร้อมทั้งสรุป “ป่านนี้ลอเยคงจะเตรียมตัวอาบน้ำ ต่างกรรมต่างวาระ ขืนแนทย้อนกลับไปถามอีก จะกลายเป็นเจาะจง น่าเกลียด”

ขณะเดียวกันนี้ อุมาวสีปลอดโปร่งโล่งอก สามารถหยุดยั้งคำถามซ้ำซากของพิณทิพย์

เสร็จภารกิจส่วนตัว เด็กสาวเก็บดอกมะลิแย้มไปฝากนางมณีวงศ์เช่นเคย อยู่เป็นเพื่อนคุย ท่านเปิดเผยว่า

“กุลณัฐโทร.มาคุยกับยาย เพิ่งวางสายไปเมื่อสักครู่นี้เองจ้ะ ว่าใกล้ชิดโหน่ง อุหึงหรือเปล่าจ๊ะ”

คำถามแปลก น่าจะมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง หลานสะใภ้ตอบอย่างอ่อนหวาน

“ไม่หึงค่ะ อุเชื่อใจพี่โหน่ง คนเราถ้าเอาแต่หึง ชีวิตคู่จะหมดความสุข”

“หมู่นี้กุลแวะไปคุยกับโหน่งบ่อยๆ เพราะมันเป็นเส้นทางผ่านจ้ะ เขานับถือกันเหมือนพี่น้อง”

อุมาวสีรับฟังอย่างสงบ ทำไมจะไม่รู้ว่ากุลณัฐปรารถนาจะให้ถ่านไฟเก่าคุกำเริบเข้าทิศทางของหลายคนที่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น

นึกไม่ถึงว่าสังคมชาวกรุงจะหน้าเนื้อใจเสือ หากสามารถย้อนอดีต จะยุยงไม่ให้พิชญ์กลับคืนมาตุภูมิ

“ยายเปิดเผยความจริงบางอย่าง” นางมณีวงศ์แย้มปากเสียงแหบเครือ “ไม่ใช่ยุยงส่งเสริมให้เกิดการแตกแยก”

หลานสะใภ้ด้วยญาณหยั่งรู้ กุลณัฐกระจายข่าวเพื่อให้หล่อนหึงหวง จะได้ใช้ชีวิตประชดนอกลู่นอกทาง คบกิ๊กหรือชู้ เป็นอาทิ

คนวางแผนจะได้คว้าเอาพิชญ์ไปครองสบายใจเฉิบ

“อุทราบค่ะ”

ช่วงเวลาเดียวกัน ณ ร้านสุกี้ในห้างดิสเคาน์สโตร์ พิชญ์กับกุลณัฐนั่งโต๊ะพนักสูงคนละมุม ทั้งสองช่วยกันเด็ดผักใส่หม้อน้ำซุปที่เดือดปุดๆ ปิดฝาครอบ

ครู่ต่อมา พิชญ์ก็ตักใส่ถ้วยบริการอดีตแฟน พร้อมทั้งสนทนากันเบาๆ เรียกน้ำย่อยสลับฉาก

“ยุคนี้เขารณรงค์ให้ประหยัดพลังงาน กุลไม่ได้เอารถเก๋งมาด้วยค่ะ ก็ต้องอาศัยรถพี่โหน่งให้ขับไปส่ง เลิกงานว่างหรือเปล่าคะ”

คำถามทำนองนี้โดยมารยาทแฝงนัยห้ามปฏิเสธ เพราะอย่างน้อยมารดาของทั้งสองฝ่ายก็เป็นเพื่อนสนิท พิชญ์พยักหน้าเนิบ

“ว่างครับ” และแถมพก “ผมนึกอยู่เสมอว่ากุลเป็นน้องสาว”

สะดุดความรู้สึกอย่างแรง เชิญนึกไปคนเดียว โดยข้อเท็จจริงต่างพ่อต่างแม่ กุลณัฐยิ้มหวานระรื่น รุกต่อทำนองได้คืบเอาศอก

“เผื่อเพื่อนฝูงจัดงานรื่นเริง กุลจะพาพี่โหน่งไปด้วย กินดื่มกันบ้างตามครรลองสังคม พี่โหน่งคงจะไม่ขัดข้องนะคะ”

ชายหนุ่มไม่มีโอกาสรู้ว่า กุลณัฐมีเป้าหมายมากกว่านั้น

O         O         O         O

เมื่อผ่านเข้าสวนอาหารอิ่มเอม เฉิดโฉมก็กวักมือเรียก เยี่ยงนกรู้อุมาวสีหมุนแหวนเงินในนิ้ว อธิษฐานจิต

“เอ๊ะ! ฉันจะถามอะไรน้องอุ ลืมเสียสนิทเชียว”

คู่กรณีนึกหัวเราะ ทำไมจะไม่รู้ว่าเฉิดโฉมจะถามเรื่องนวมินทร์ขับรถไปส่งหรือเปล่า หล่อนลบข้อมูลนั้นชั่วคราว อยากให้มีอย่างอื่นมาเพิ่มเติมกลบเกลื่อน แสร้งถาม

“ลูกค้าจองปิดสวนอาหาร จัดเลี้ยงเฉพาะกลุ่มหรือคะ”

“ไม่ใช่จ้ะ”

กริ๊ง-กริ๊ง!

เฉิดโฉมรับโทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์

“เรียนสายพี่โฉมครับ”

“อุ๊ยตาย!” สาวใหญ่เจ้าเสน่ห์เบิกตาโตแอ๊บแบ๊ว หัวใจกระชุ่มกระชวยดุจกินยาโด๊ป “คุณมินทร์น่ะเอง วันนี้จะมาทานอาหารใช่ไหมคะ”

“ผมอยากทราบว่า เมื่อไหร่พี่โฉมจะพาคุณอุไปซื้อของที่ห้างอีก”

ชักจะหงุดหงิดเล็กน้อย หนอย…ถามทีไรต้องพ่วงท้ายเด็กเสิร์ฟเบอร์หนึ่ง หล่อนไม่เคยได้รับความสนใจโดดเดี่ยว

“คุณมินทร์คงจะอาสาขับรถไปส่ง”

“เอายังงั้นก็ได้ครับ มะรืนนี้ผมว่างประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง”

“ตกลงค่ะ เป็นอันว่าเรานัดกันมะรืนนี้” แกล้งลองใจ “คุณจะฝากคำคิดถึงไปยังน้องอุบ้างไหม”

“ไม่จำเป็น”

การสนทนาทางโทรศัพท์สิ้นสุด เมื่อเรื่องอื่นเข้ามาขัดจังหวะ ปัญหาแรกจึงจางหายไปเองโดยอัตโนมัติ เฉิดโฉมคางเชิด คุยฟุ้ง

“ฉันชักจะเสน่ห์แรงกว่าเธอ คุณมินทร์โทร.มานัดแนะ แต่ไม่เป็นไรจะพาน้องอุพ่วงท้ายไปด้วยจ้ะ”

อุมาวสีอ่านไต๋ออก ฝ่ายตรงข้ามดัดแปลงข้อมูล เอาดีใส่ตัว เอาชั่วร้ายใส่ผู้อื่น ปลิ้นปล้อนคบยาก ใช่แต่เท่านั้น ยังจะแอบโทร.ฟ้องพิณทิพย์แถมพก

“อุชอบค่ะ อยากให้พี่โฉมไปกับคุณมินทร์ตามลำพังสองต่อสอง”

“โฮ้ย! ไม่เหมาะ ฉันยึดหลักสามัคคี ปรองดอง เราเคยไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ถ้าขาดน้องอุเหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่าง”

ผู้ฟังอมยิ้ม ใช่…วาจาสร้างภาพ แต่ภาคปฏิบัติภาพยนตร์คนละม้วน

ภาคบ่าย ธวัชมารับประทานอาหารพร้อมด้วยเพื่อนชายหนึ่งคน อุมาวสีให้บริการนอบน้อม ยิ้มแย้มอ่อนหวาน แต่ไม่พิเศษกว่ารายอื่น ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ เฉิดโฉมเฝ้าจับตามอง สมองเจ้าเล่ห์กำหนดวางแผนซับซ้อน

ระหว่างนวมินทร์กับธวัชแตกต่างกันลิบ ฝ่ายแรกสุดหล่อ วัยใส รู้จักพื้นฐานที่มาที่ไปของเขาระดับหนึ่ง ส่วนฝ่ายหลังวัยสามสิบขึ้น รู้จักเฉพาะด้านการงานคร่าวๆ แต่ทางด้านครอบครัวปิดสนิท

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังหรณ์ว่าจะไม่ใช่ชายโสด

อุมาวสีมอบกระดาษสมุดฉีกจดรายการอาหารตามสั่ง พลางว่า

“คุณธวัชเชิญพี่โฉมที่โต๊ะค่ะ ถ้าไม่รังเกียจ”

เจ้าของกิจการจะรังเกียจลูกค้าได้อย่างไรเล่า หล่อนลุกออกจากเคาน์เตอร์ เคลื่อนโฉมลีลาปานนางงามบนเวทีประกวด

ตั้งใจว่าจะไม่เท้าความเรื่องวันก่อน ผ่านแล้วผ่านไปถือว่าแค่ละครชวนหัวฉากหนึ่ง

“สวัสดีค่ะ”

พนมมือไหว้อย่างแช่มช้อย ทรุดกายนั่งไขว้ขายักเยื้อง สันหลังตรงแหนว ทุกอิริยาบถของหล่อนพอจะดูออกว่าดัดจริต

“ผมขอรับผิดชอบการกระทำของตัวเองครับ แม้ว่าจะเคลิบเคลิ้มเผลอไผลขาดสติ ขอบคุณคุณโฉมที่ไม่ดำเนินคดีผม”

ธวัชยิ้มกริ่ม สายตาเจ้าชู้วิบวับ

“อยากจะใกล้ชิดสนิทสนมกับคุณโฉมยิ่งขึ้น เช่น พาออกงานสังคม เที่ยวเตร่ชมคอนเสิร์ต หรือแม้แต่ไปพักผ่อนตามรีสอร์ท จัดอันดับเพื่อนที่รู้ใจ หรือเป็นมากกว่านั้น ตกลงนะครับ”

เหตุการณ์โอละพ่อ คราวก่อนเขาเคยไหว้ขอโทษ แต่คราวนี้เปลี่ยนเชิงมุมร้อยแปดสิบองศา ตรงกันข้ามกับความปรารถนาโดยสิ้นเชิง เฉิดโฉมคลี่ยิ้มหวานระรื่น เบิกตาแอ๊บแบ๊ว

“ขึ้นอยู่กับโอกาสค่ะ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ โฉมจะไม่ปิดสวนอาหาร ห่วงลูกค้าขาประจำ คุณธวัชลืมน้องอุแล้วหรือคะ”

ชายหนุ่มสะกิดใจวูบ เผลอเหลือบมองอุมาวสีที่อยู่ห่างเกินยี่สิบเมตร เด็กสาวรักนวลสงวนตัว ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ไม่หลงใหลวัตถุ เขาพยายามหลายครั้งหลายหน แต่ระยะทางก็ยังห่างไกลเท่าเดิม เอื้อมเท่าใดไม่ถึง

เฉิดโฉมอยู่ใกล้กว่าเยอะ เปรียบได้ว่าสิบเบี้ยใกล้มือ เขาควรจะยึดครองหล่อน เสริมฐานะบารมี

“น้องอุบริการผมทุกครั้งที่มาอุดหนุนครับ”

“ลับหลังคุณธวัช เธอชมคุณอย่างโน้นอย่างนี้ให้ทิปทุกครั้ง” กล่าวเท็จหน้าตาเฉย “น้องอุชื่นชอบที่คุณธวัชกรุณารับส่ง”

“โอ…ผมไม่ยักทราบ”

“คราวนี้โฉมจะไม่ติดรถไปเป็นเพื่อน เปิดโอกาสให้คุณธวัชอยู่กับน้องอุตามลำพังสองคน”

เขางุนงงที่เหตุการณ์กลับตาลปัตร คนที่คิดว่าอยู่ไกลกลับมาอยู่ใกล้แค่มือเอื้อม วิสัยจิ้งจอกมีหรือจะไม่รีบตะครุบ

“จะให้ผมเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?”

“เย็นนี้ได้เลยค่ะ โฉมจะบอกน้องอุ”

สาวใหญ่เจ้าเล่ห์กลับไปนั่งประจำเคาน์เตอร์แคชเชียร์

บ่ายนั้นเมื่อธวัชกับเพื่อนเช็คบิลกลับไป หล่อนเรียกอุมาวสีมาพบ แจ้งวัตถุประสงค์

“หลังจากเลิกงานเย็น คุณธวัชจะมารับอุจ้ะ พี่โฉมจะไม่ตามไปด้วย เธอโตแล้ว รับชอบตัวเองได้”

สังคมมนุษย์ยุ่งชะมัด ทำไมจะไม่รู้ว่าเฉิดโฉมวางแผนจัดคู่ กีดกันนวมินทร์ไว้ต่างหาก ยัดเยียดธวัชมาให้หล่อน ไม่นับปากโอษฐ์ภัยแอบฟ้องพิณทิพย์

“ไม่ค่ะ อุจะนั่งรถเมล์”

“ฉันหวังดี อุตส่าห์รับปากคุณธวัชไว้แล้ว เธอไปแก้ตัวกับเขาเองเถอะ”

อุมาวสียิ้มหวานละมุน ปัญหาเฉพาะหน้าประจำวัน หากขาด…ก็ดูเหมือนว่าชีวิตขาดสีสัน จืดชืด



Don`t copy text!