อุมาวสี บทที่ 35 : เธอเปรียบเหมือนม้วนกระดาษชำระ

อุมาวสี บทที่ 35 : เธอเปรียบเหมือนม้วนกระดาษชำระ

โดย : ตรี อภิรุม

อุมาวสี ภาคต่อของ “หิมพาลัย” โดย ตรี อภิรุม เรื่องราวชีวิตหลังงานแต่งงานของพิชญ์และอุมาวสีในโลกที่แตกต่างจากโลกลับแลจะเป็นอย่างไร ความรักที่พิชญ์มีให้เธอ จะเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้ได้หรือไม่ ‘อุมาวสี’ นวนิยายออนไลน์ที่พาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่สวยงามและความรักที่มีอยู่จริง

นานเท่านาน สติสัมปชัญญะเริ่มกลับคืนทีละน้อย เฉิดโฉมรู้สึกว่าเนื้อตัวว่างเปล่า ปราศจากอาภรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ห้องปรับอากาศเย็นจัด

ใช่แต่เท่านั้น ร่างใครคนหนึ่งรู้ว่าบุรุษเพศก่ายกอดหล่อนเชิงปฏิพัทธ์ภายใต้ผ้าห่ม โดยสัญชาตญาณ มันมิใช่ห้องนอนของตน

ตกใจสุดขีด รีบตะเกียดตะกายแหวกผ้าห่ม ไฟสีน้ำเงินหัวเตียงสว่างรางเลือน เฉิดโฉมแค้นเคืองยิ่งนัก

ธวัชนอนข้างกาย ยิ้มเผล่ นัยน์ตาปรือยิบหยี สุขสมอารมณ์หวัง

“ว้าย! ทำไมทำกับฉันยังงี้”

สาวใหญ่ร้องกรี๊ดกร๊าด ฉวยผ้าเช็ดตัวนุ่งกระโจมอก ชายหนุ่มรั้งแขน น้ำเสียงอ้อยอิ่งโรแมนติก

“ผมรักคุณโฉม เรามาหาความสุขกันต่อเถอะ”

“ฉันจะเข้าห้องน้ำ”

“โน่นครับ”

เขาชี้มือไปทางปลายเตียงริมสุด หล่อนกระชับผ้าเช็ดตัว รู้สึกชะเวิกชะวากท่อนขาเย็นเฉียบ กวาดสายตาสำรวจ

นั่นปะไร!

เสื้อกางเกงผู้หญิงครบชุดพาดอยู่บนราวไม้แขวนริมผนังตึก สภาพห้องพักคงจะไม่ใช่โรงแรม ฉวยเสื้อผ้าของหล่อน เฉิดโฉมเข้าห้องน้ำ ปิดประตูล็อก

ชายหนุ่มผิวปากหวือหวาร่าเริง ชัยชนะเป็นของเขาแล้ว กลางดึกเช่นนี้ เหยื่อจะหนีไปไหนรอด ผู้หญิงเปรียบเหมือนม้วนกระดาษชำระ เมื่อดึงแผ่นแรกหลุด แผ่นต่อๆ มาก็จะหลุดตามมาอย่างง่ายดาย

เฉิดโฉมก็ฉันใดก็ฉันนั้น

เจ้าของสวนอาหารก้าวออกจากประตู ปราดตรงไปที่โต๊ะอเนกประสงค์ เปิดกระเป๋าถือสำรวจโทรศัพท์มือถือ บัตรเครดิต แผ่นเอทีเอ็ม ธนบัตร ฯลฯ ทุกอย่างอยู่ครบ

“ผมไม่ใช่โจรขโมยนะครับ” อธิบายกลั้วหัวเราะรื่นเริง “นี่เกือบจะตีสามรอมร่อ นอนพักก่อนเถอะ ค่อนรุ่งผมจะขับรถไปส่งคุณโฉม”

“ฉันจะกลับแท็กซี่”

“เสี่ยง คุณอาจจะเจอคนขับแท็กซี่นักฉวยโอกาส”

“ช่างฉัน”

กระแทกเสียง หากอายุน้อยกว่านี้สักยี่สิบปี คงจะกระทืบเท้าประกอบ ธวัชสปริงตัว ลุกขึ้นฉุดรั้งสาวใหญ่เจ้าเสน่ห์ ปลอบประโลม

“เถอะน่า มันไม่เสียหายอะไรนักหรอก ไหนๆ เหตุการณ์ก็ผ่านไปแล้ว นึกว่าเราสนุกด้วยกัน”

“บ้า!”

หล่อนแผดเสียง ดิ้นรนต่อสู้ขัดขืนสุดฤทธิ์ แต่เรี่ยวแรงของสตรียอมพ่ายแพ้บุรุษ เฉิดโฉมถูกรั้งมาที่เตียงนอน แต่แล้วเขาก็ปล่อยเหยื่อให้ได้รับอิสรภาพ เพราะคิดเสียว่าหล่อนไปไหนไม่รอด

“ทราบหรือเปล่าว่าที่นี่เป็นที่ไหน”

“ห้องเชือดของคุณ”

“คอนโด จากที่นี่ถึงถนนใหญ่ประมาณสองร้อยห้าสิบเมตร” เขาชี้แจง อารมณ์เยือกเย็นพอสมควร “ซอยค่อนข้างเปลี่ยว คุณเดินออกไปถนน จะเจออะไรกลางทาง ผมไม่รับผิดชอบ”

“งั้นคุณไปส่งฉัน หายไปนานผิดปกติ ลูกน้องเป็นห่วง”

ธวัชคิดสะระตะ ดื้อดึงต่อไปย่อมไร้ประโยชน์ สถานการณ์ขณะนี้เขาเป็นต่อ เหยื่อจะไม่ไปไหนเสีย นอกจากทาสสวาท คอยปรนเปรอจนกว่าเขาจะเบื่อไปเอง

“ตามใจคุณโฉม บอกตามตรงผมยังเสพไม่อิ่ม”

โกรธจี๊ดขึ้นสมอง สถานการณ์ไม่อำนวย มิฉะนั้น หล่อนจะตบหน้าคนคะนองปากสักเพี้ยะชายหนุ่มลุกขึ้นแต่งตัวลวกๆ ผิวปากหวือหวาครึกครื้นตลอด

ปัดนี้ คนทั้งสองลงลิฟท์คอนโด สู่บริเวณคาร์พาร์คชั้นล่างสุด รถเก๋งนานาประเภทจอดเรียงรายนับสิบ

ครู่หนึ่ง ธวัชก็ขับยานพาหนะคู่ชีพเลี้ยวออกจากประตูกำแพงรั้ว รปภ.กระดกไม้ที่กั้นขวาง เฉิดโฉมนั่งเคียงข้างเขา ชูคออวบปั้นปึ่ง

แม้จะหุบปากเงียบ แต่หัวใจก่นด่าสารพัด หล่อนเองขึ้นชื่อว่าฉลาดรอบจัด เล่ห์เหลี่ยมพราวตัว เหตุไฉนจึงเสียทีง่ายๆ ดุจปลาใหญ่ตายน้ำตื้น

สมมุติว่าแจ้งความตำรวจ แน่นอน…ย่อมเป็นข่าวฉาวโฉ่ ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ได้ไม่คุ้มเสีย

ใกล้จะถึงสวนอาหารอิ่มเอม เฉิดโฉมใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อกับลูกน้อง สั่งให้คอยเปิดประตูรับ

เพียงไม่ถึงสิบนาที รถเก๋งก็ชะลอจอดริมถนนซอย หล่อนปลดเซฟตี้เบลท์ ชายหางตามองชายหนุ่ม

“คุณจะไม่ตามไปส่งในคาร์พาร์คหรือคะ”

“โอเค”

ธวัชดับเครื่อง ดึงกุญแจรถออก

ลานจอดรถไฟสว่าง บางมุมสลัวเลือน ประตูเหล็กของอาคารเปิดแง้มเฉพาะคนลอด รวดเร็วเยี่ยงอสรพิษฉก เฉิดโฉมตบหน้าธวัชเพี้ยะ เขาเบี่ยงกายหลบแต่ไม่พ้น

“อะไรที่แล้วไปแล้ว ฉันนึกว่าให้ทานแก่สุนัขที่หิวโหย”

อาศัยปฏิภาณอันเฉียบแหลม ชายหนุ่มโต้ตอบผสมหัวเราะเยาะเย้ย

“ถ้าผมเป็นสุนัขละก็ ลองคิดดูว่าคุณโฉมจะเป็นอะไร”

วาจานั้นแสบลึกถึงกระดูก เฉิดโฉมผ่านเข้าสวนอาหาร กายสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ

พยายามปลุกปลอบใจตนเอง ช่างเถิด เราเองก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ ผ่านผู้ชายมาก่อนค่อนข้างเยอะ

O         O         O         O

อุมาวสีประหลาดใจยวดยิ่ง ผู้ที่นั่งในเคาน์เตอร์แคชเชียร์เป็นสตรีวัยทองลูกน้องเก่า ได้รับคำอธิบายว่า

“คุณโฉมเที่ยวดึกไม่สบายจ้ะ นอนพักผ่อนข้างบน คงจะมาทำหน้าที่ตอนบ่ายละมั้ง”

รู้สิ่งที่ควรไม่ควร เด็กสาวไม่ซอกแซกซักถามต่อ ชักจะสงสัยลึกๆ จากข้อมูลทราบว่า เมื่อคืนเฉิดโฉมไปเที่ยวเตร่กับธวัช

ปฏิบัติงานตามปกติ กลับดีเสียอีก ไม่มีสาวใหญ่เจ้าเสน่ห์คอยกระแนะกระแหน ใช้วาจาทิ่มตำล้วงลูก

บ่ายสองโมง เฉิดโฉมลงมาประจำเคาน์เตอร์แคชเชียร์ แต่งกายงามพริ้ง ปราศจากวี่แววของความอิดโรยหรืออ่อนเพลีย

คาดว่าสักครู่ เจ้านายสาวก็คงจะคุยโอ้อวดว่าท่องเที่ยวกับธวัช เขาเทคแคร์ดีเยี่ยม พร้อมทั้งเยาะเย้ยถากถางอุมาวสีในตัว

เปล่า…เหตุการณ์เช่นนั้นไม่เกิดขึ้นจนแล้วจนรอด

ปี๊บ-ปี๊บ!

ริงโทนดังกังวาน ที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือโชว์นามธวัชพร้อมเบอร์ เฉิดโฉมตัดสินใจลองรับสาย

“ผมไม่โกรธที่ถูกตบหน้าครับ อยากจะตอกย้ำตรงนี้ ผมรักคุณโฉม”

“นี่หรือคะ ความรัก” ความเคร่งเครียดคลายลง เหลือเพียงสนิมแค้นบางเบา “เจ้าเล่ห์เพทุบายร้ายลึก คุณมอมยาฉัน ฉวยโอกาส”

“ไม่จริงครับ” ธวัชกลั้นหัวเราะสุดเหวี่ยง ใบหน้าเปื้อนยิ้ม “คุณโฉมไม่เคยชินดนตรีแนวเมทัล ฮาร์ดคอร์ เกิดอาการมึนเมาวิงเวียนศีรษะ ไม่ใช่เกิดเฉพาะคุณโฉมรายเดียว”

“แก้ตัวน้ำขุ่นๆ”

“เชิญไปพิสูจน์ที่คาเฟ่นั่นอีกครั้ง”

“ครั้งเดียวเกินพอ นึกว่าฉันไม่รู้เรอะ ไอ้พั้นซ์แก้วนั้นทำเหตุ พนักงานเสิร์ฟเป็นสมุนของคุณ”

จี้ใจดำชะงัด หล่อนอ่านเหตุการณ์ออกทะลุปรุโปร่ง แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว ชายหนุ่มออดอ้อน

“ถ้าผมไปอุดหนุนที่สวนอาหาร คุณโฉมจะไล่ผมไหมเนี่ย”

ขึ้นชื่อว่าผลประโยชน์ใครเล่าจะปฏิเสธ เฉิดโฉมชอบการละโมบกอบโกย ถือว่ามันเป็นเกมสนุก

“ฉันไม่เคยไล่ลูกค้าค่ะ”

“คุณโฉมจะคบผมเหมือนเดิมไหมครับ”

“ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”

“โปรดทราบ” น้ำเสียงอ้อยอิ่งวิงวอน “หัวใจของผมตกเป็นเหยื่อของคุณโฉม มันเอาแต่คร่ำครวญโหยหาอยากอยู่ใกล้ชิด ผมคงจะเศร้าหมองถ้าขาดคุณ”

“พอที คลื่นไส้ สํานวนเสเพล”

เฉิดโฉมกดวางสาย เก็บโทรศัพท์มือถือ

ช่วงเวลาเดียวกัน อุมาวสีอยู่ห่างเกือบสี่สิบเมตร ด้วยจิตที่สงบเยือกเย็น ขจัดขัดเกลากิเลสเสมอ ทำให้ทรงพลังยวดยิ่ง สามารถได้ยินเสียงเฉิดโฉม-ธวัชสนทนากันทางโทรศัพท์

จับความได้ตลอด อเนจอนาถ เมื่อคืนเฉิดโฉมถูกมอมยา เสียทีธวัช ได้รับบทเรียนซ้ำซากตอนวัยใกล้จะขึ้นคานทองนิเวศน์

คอยแต่จะสาระแน ให้ทุกข์ให้โทษคนอื่น ทั้งที่เส้นทางชีวิตของตัวเองแสนจะเลอะเทอะ

อยากรู้ หากเจอนวมินทร์ จะกล้ากระดี๊กระด๊ากับเขาอีกไหม

สิ่งที่ไม่คาดฝันคือ พีรวรรณควงคู่ไอศูรย์เข้ามานั่งโต๊ะ อุมาวสียอบกายพนมมือทำความเคารพ จดรายการอาหารตามสั่งใส่สมุดฉีก นำไปมอบให้คนครัว

สาวใหญ่แคชเชียร์หวั่นไหววิตก กระดากกระเดื่อง ครั้นจะหลบลี้หนีหน้าก็ยิ่งน่าเกลียด ครั้งหนึ่งไอศูรย์เคยเผลอกอดจูบหล่อนที่ลานจอดรถ เปรียบเสมือนชนักแห่งความผิดปักตรึงติดหลัง

หล่อนตกเป็นจำเลยทั้งที่ตนเองมิได้ก่อเหตุ

หากพีรวรรณไม่หนักแน่นพอก็คงจะแตกแยกจากแฟนหนุ่ม

ตัดสินใจลุกออกจากเคาน์เตอร์ออกไปต้อนรับแขกพิเศษ ทักทายปราศรัยยิ้มแย้ม ปราศจากอาการเก้อเขิน เช่นเดียวกับดาราที่ตีบทแตก

“ลมอะไรพัดน้องแนน คุณเอมาถึงที่นี่”

“มาธุระแถวนี้ เลยแวะมาอุดหนุนที่สวนอาหารอิ่มเอม นี่เป็นประเด็นแรก ประเด็นที่สอง แนนมาเชิญพี่โฉมด้วยตนเอง”

“มีข่าวดีหรือคะ”

สาวสวยชำเลืองไปทางไอศูรย์ ประกายตาสะท้อนความรักหวานแหวว

“ค่ะ เราจะหมั้นกันวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ที่บ้านของแนน ฤกษ์สวมแหวนเวลาเที่ยวเก้านาที ถ้าพี่โฉมว่างขอเชิญค่ะ พิธีของเราไม่เป็นทางการ เชิญเฉพาะญาติผู้ใหญ่ ญาติรุ่นเด็ก มิตรสหายเพียงไม่กี่คน”

ไอศูรย์เอาแต่ยิ้ม ไม่พูดอะไรเลย ดูเหมือนเจตนาให้แฟนสาวดำเนินรายการเองตลอด

เฉิดโฉมอดไม่ได้ที่จะสะเทือนอารมณ์ การเผลอกอดจูบของไอศูรย์คราวก่อน เป็นแค่มุกตลกยามว่างเท่านั้นเองหรือ ไม่หลงเหลือไว้ในตะกอนแห่งความทรงจำ

เมื่อเขาไม่รื้อฟื้น หล่อนเองก็ไม่พึงประสงค์ ปล่อยให้มันเงียบหายจุดคลื่นกระทบฝั่ง ถึงอย่างไรไอศูรย์ไม่ใช่ผู้ชายในฝันเยี่ยงนวมินทร์

“หมั้นแล้วเมื่อไหร่แต่งคะ น้องแนน”

“ประมาณเดือนหน้า เรากำหนดวันแน่นอนอีกครั้ง”

สาวใหญ่เจ้าเสน่ห์ตอบตกลง อวยชัยให้พรคนทั้งสอง ต่อท้ายว่า

“อาหารมื้อนี้ พี่โฉมลดให้พิเศษสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ”

กลับมานั่งประจำตำแหน่งในเคาน์เตอร์ เวลาผ่านไปจนกระทั่งแขกคนสำคัญเช็คบิลเรียบร้อย กับเด็กเสิร์ฟเบอร์หนึ่ง เฉิดโฉมเลียบเคียง

“น้องอุไม่ยักบอกสักคำนอก ว่าวันอาทิตย์นี้คุณเอจะหมั้นน้องแนน”

“อุเพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เองค่ะ”

ด้วยวิสัยที่ชอบกระแนะกระแหน เปรียบเปรยเยาะเย้ย หล่อนไม่ละเลยโอกาส

“ต๊าย! อยู่บ้านเดียวกันไม่รู้เรื่อง มันก็ไม่แตกต่างอะไรกับเธอเป็นหัวหลักหัวตอ”

อุมาวสีคลี่ยิ้มอ่อนโยน ไม่ประหลาดใจสักนิด กับบุคคลคนที่อยู่ระดับต่ำแบบเฉิดโฉมไม่รู้จักคำว่าสำรวม รักษามารยาท ชอบใช้วาจาเสียดสีทิ่มตำ ไม่เคยยี่หระต่อความรู้สึกของคนอื่น ถือเป็นเกมสนุก

“อย่าว่าแต่หนูเลยค่ะ แม้แต่พี่โหน่งก็ยังไม่ทราบ”

“เธอจะลาหยุดงานวันอาทิตย์มั้ย”

“คงจะไม่มังคะ อุแค่น้องสะใภ้จนๆ ไม่ใช่ญาติเนื้อแท้”

สตรีนายจ้างมิจฉาวาจาพยักหน้าเนิบ หล่อนจะคิดอย่างไรตนเองผู้เดียวทราบ

O         O         O         O

เลิกงานตอนเย็น ลูกจ้างพนักงานส่วนใหญ่ต่างแยกย้ายกลับเคหสถาน ทันทีที่อุมาวสีพ้นประตูด้านหลัง เฉิดโฉมก็โทร.คุยกับพิณทิพย์ คุยเรื่องพีรวรรณเตรียมจะรับหมั้นไอศูรย์ ไม่วายแถมพกตามความเคยชิน

“แหม ไม่อยากพูดถึงน้องอุ เดี๋ยวจะกลายเป็นยุยงทางนี้ ส่งเสริมทางโน้น สาระแน”

ใช่…ออกตัวทำนองนี้ แสดงว่าเจ้าตัวสงวนวาจาไม่เป็น ปากโทรโข่งหรือตำแย

“เล่าเถอะค่ะพี่โฉม แนทจะได้ทราบความจริง”

“น้องอุน้อยอกน้อยใจที่เพิ่งรู้เรื่องการเตรียมหมั้นวันอาทิตย์นี้ ปรารภว่าไม่ใช่ญาติแค่เกี่ยวดอง จะไม่ไปร่วมงานมงคล”

ได้ผลฉมัง พิณทิพย์ฉุนกึกราวกับสูดกลิ่นพริกแห้งคั่ว ตระหนักว่าถึงอย่างไรเฉิดโฉมก็เป็นคนนอก การเอาเรื่องครอบครัวไปขยายมากนัก ก็เท่ากับสาวไส้ให้กากิน

“เธอเจียมตัว ประเมินคุณค่าของตนเองว่ามาจากศูนย์ ที่อยู่สุขสบายพอสมควรอาศัยบารมีโหน่งค่ะ”

สนทนาเชิงนินทาว่าร้ายอุมาวสี ครู่หนึ่งก็สิ้นสุด

พิณทิพย์นำความไปเล่าสู่พีรวรรณ ใช้จินตนาการตบแต่งต่อเติมตามถนัด พี่สาวขุ่นเคือง แต่ข่มอาการได้มากกว่าน้องสาว

“ช่างลอเยเถอะ พี่ไม่สน”

“เชอะ เหิมเกริม พวกวัวลืมตีน” พิณทิพย์กระแทกเสียงค่อยๆ “นังอุลืมนึกไปว่า หล่อนมาจากดินแดนป่าเถื่อน ใช้เกวียนเป็นพาหนะ”

“แนทคงจะเตรียมจวกลอเย”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ อาจจะซักถามบ้างนิดหน่อย” ผู้ร่วมสกุลยิ้มเครียด “หล่อนประจบประแจงคุณยายเก่ง ต่อหน้าท่านเรากระทบกระเทียบเปรียบเปรยลำบาก ดีไม่ดีจะกลายเป็นรุกรานหลานสะใภ้คนโปรด”

เวลาผ่านไปจนกระทั่งพลบค่ำ อุมาวสีกลับถึงเคหสถาน อาบน้ำ เปลี่ยนชุด เก็บดอกมะลิใส่ขันโอนำไปฝากนางมณีวงศ์ และนวดให้หญิงชราต่อเนื่อง ท่านสบายเนื้อสบายตัว นัยน์ตาสะลึมสะลือ ทำท่าจะงีบหลับ

อุมาวสีโล่งอกหญิงสูงอายุเป็นทนายแก้ต่างให้เบ็ดเสร็จ ลุกขึ้นตามหลังคนทั้งสอง

พิณทิพย์เก็บซ่อนความขุ่นมัว ไม่สามารถพูดเท่าที่อยากพูด จูงมือบุพการีเคลื่อนไปตามทางเท้าสู่ตึกประธาน ขณะที่น้องสะใภ้แยกเข้าสถานที่พำนัก

เวลาผ่านไปด้วยการฝึกอ่านและเขียน จนกระทั่งพิชญ์เลิกงาน ขับรถเก๋งเข้ามาจอดในโรงรถ อุมาวสีต้อนรับขับสู้ จัดน้ำเย็นให้แฟนหนุ่มดื่ม

พีรวรรณผ่านขึ้นเฉลียงตึกขาว ปรากฏโฉม ทรุดกายนั่งในที่อันควร เปิดเผยว่าตนจะรับหมั้นไอศูรย์วันอาทิตย์ พิธีภายในไม่เชิญสื่อ มีญาติผู้ใหญ่ มิตรสหาย มาร่วมเป็นสักขีพยานเพียงไม่กี่คน แต่งงานจึงจะจัดยิ่งใหญ่แบบที่เรียกว่างานช้าง

“ผมจะลาหยุดครึ่งวัน น้องอุล่ะครับ”

เก็บอารมณ์เก่ง พี่สาวคลี่ยิ้มอ่อนละมุน

“ตามใจเจ้าตัวจ้ะ สำหรับพี่ยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละ ไม่ถือว่าเป็นข้อผูกมัด”

อุมาวสีรู้ทันทีว่า ถึงอย่างไรตนก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง

O         O         O         O

ในที่สุด วันสำคัญก็มาถึง ทุกคนตื่นเต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งพีรวรรณ จ้างช่างมาแต่งหน้าแต่งผมตั้งแต่เช้า น้องสาวทักท้วง

“พี่แนนไม่น่าจะเชิญพี่โฉม”

“เชิญไปยังงั้นเองแหละ โดยมารยาท คิดว่าเขาจะปฏิเสธ แต่ดันรับปาก”

“แล้วคราวก่อนที่พี่เอเผลอไผลกอดจูบพี่โฉมที่ลานจอดรถล่ะคะ”

“ถือว่าเป็นฝันร้าย” พี่สาวปลง “คนเราต้องรู้จักขจัดส่วนต่าง มิฉะนั้น มันจะไม่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตคนเรา คุณงามความดีของคุณเอตั้งเยอะ”

แขกเหรื่อทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่วงศาคณาญาติ พิณทิพย์บ่นอุบอิบว่า ป่านนี้น้องชายกับน้องสะใภ้พลัดถิ่นยังไม่โผล่

“สงสัยแม่เจ้าประคุณจะประดิษฐ์ประดอยแต่งตัว จะได้สวยล้ำหน้าพี่แนน”

“โน่นไง! ยุรยาตรแล้วจ้ะ”

ท่ามกลางสายตาสองพี่น้อง พิชญ์แต่งสูทสากลโก้เดินเคียงภรรยาสาววัยรุ่น อุมาวสีสวมชุดเดรสคลุมเข่าเรียบร้อย สิ่งตุ้งติ้งที่ข้อมือ รู้ได้เลยว่าสร้อยทับทิม

เมื่อขึ้นคฤหาสน์ ชายหนุ่มนำอุมาวสีไหว้บรรดาญาติทั่วถึง เด็กสาวเก็บซ่อนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ

หล่อนมิใช่แค่ส่วนเกิน บางคนมองเหมือนสัตว์ประหลาดที่พลัดเข้ามาในสังคมมนุษย์ โดยเฉพาะรัฐมนตรีพิพัฒน์กับภริยาประกายตาแผ่รังสีอำมหิตค่อนข้างชัดเจน

“อุของยายแต่งตัวสวยจ้ะ”

นางมณีวงศ์ชมเปาะ หลานสะใภ้ยิ้มระรื่นแทนคำตอบ

แขกคนต่อมาคือ เฉิดโฉม แต่งกายอำพรางทรวดทรงที่เริ่มจะท้วม ถึงอย่างไรก็ดูไม่สดใสเยี่ยงสาวแรกรุ่น หล่อนไหว้กราด ทักทายคนโน้นคนนี้ คล่องสังคม ปราศจากอาการขวยเขินที่ครั้งหนึ่งเคยพยายามจะเป็นแฟนพิชญ์

เสร็จแล้วจับคู่อุมาวสี ชวนให้ติดรถไปกับหล่อน หลังจากพิธีหมั้นสิ้นสุด อะไรไม่เท่าวาจาที่แกล้งพาซื่อ

“ไหนน้องอุว่าแค่สะใภ้จนๆ คงจะไม่ลาหยุดวันอาทิตย์”

“พี่โหน่งชวนค่ะ”

คุณนายนุชนารถได้ยินหาวเสียงถนัด นึกประณามว่าลูกสะใภ้ปากบอน เก็บความในออกไปขยายข้างนอก



Don`t copy text!