วาสนาชะตาใจ บทที่ 30 : น้องเขยดี ๆ อย่างข้าเขาจะหาที่ไหนได้กัน!

วาสนาชะตาใจ บทที่ 30 : น้องเขยดี ๆ อย่างข้าเขาจะหาที่ไหนได้กัน!

โดย : ชื่อถง

วาสนาชะตาใจ นวนิยายรักจีนโบราณจากปลายปากกา ชื่อถง เมื่อแม่ทัพชั่วร้ายทั่วป๋าจินคือ คางคกเผือก ที่โม่เฉียนจงชัง แต่แล้ววาสนาก็พาให้นางต้องก้าวเดินสู่อุ้งมือของคางคกตัวร้าย นางจะรับมือกับศึกภายนอกและความรู้สึกในใจตนได้อย่างไร มาเอาใจกันได้ที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนวนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

– 30 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

วันรุ่งขึ้นในเมืองหลวงเป่ยเว่ยมีข่าวใหญ่สองข่าวที่น่าสนใจ  ข่าวแรกคืออันติ้งโหวซื่อจื่อที่อยู่ในคุกของศาลต้าหลี่ข้อหาพัวพันกบฏผิงซีอ๋องป่วยหนักและจากไปอย่างรวดเร็ว  ตอนที่ศพของซื่อจื่อถูกส่งกลับจวนนั้นเสียงกรีดร้องของอันติ้งโหวฮูหยินดังออกมาจนถึงประตูหน้า  ก่อนจู่ ๆ จะเงียบไปราวถูกคมมีดตัดขาด

ทั้งน่าสะเทือนใจและน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก

ส่วนข่าวที่สองคือเกิดเหตุไฟไหม้ใหญ่ที่บ้านตระกูลชี  ทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลวอดวายไปในกองเพลิง  ซ้ำร้ายเมื่อเพลิงสงบยังพบร่างของพ่อบ้านผู้ภักดีกับสาวใช้สองนางมอดไหม้จนดำเหมือนถ่านอยู่ในเถ้าธุลี

และเหมือนเหตุการณ์สำหรับตระกูลชียังไม่หนักหนาพอ  ในคืนนั้นเองบ้านในชนบทของตระกูลก็เกิดเพลิงลุกไหม้โดยไม่รู้สาเหตุ  นอกจากจะไหม้บ้านเรือนจนหมดแล้วยังลามถึงป่าไผ่ของตระกูล  แหล่งผลิตหน่อไม้เหมันต์ที่มีชื่อที่สุดของตระกูลถูกไฟทำลายจนไม่แน่ใจว่าเมื่อมีหน่อไม้เกิดขึ้นใหม่  รสชาติของมันจะคงเหมือนเดิมหรือไม่

ข่าวหลังนี้ทำให้ทั่วป๋าลู่ที่ไม่ใส่ใจข่าวแรกโกรธจนหน้าเขียว  นางด่าน้องชายว่า

“เจ้าเด็กตัวเหม็นหน้าโง่  จะเผาอะไรระบายอารมณ์ให้เมียเจ้าก็เผาไปสิ  ทำไมต้องเผาหน่อไม้ด้วย  เจ้าไม่รู้หรือว่าในโลกยังมีวิธีเอาคืนอีกมากที่ไม่ใช่แค่ทำลายทิ้ง  บีบให้ขายที่หรือกดราคาให้ต่ำจนเหมือนเศษดินก็ได้  ไม่เห็นต้องเผาเลย  แล้วนี่หน่อไม้ของเดิมที่ส่งมาก็เอามาทำเลี้ยงแขกงานแต่งเจ้าหมดแล้ว  ต่อไปพี่เขยเจ้าจะหาหน่อไม้ที่ไหนกินได้หา…เจ้าตัวดี  ตอบข้ามา!”

ทั่วป๋าจินได้แต่หัวเราะสาแก่ใจ

ส่วนจวนตระกูลหนิงนั้นเมื่อได้ข่าวร้ายทั้งสองต่างพากันอกสั่นขวัญแขวน  พลิกตัวกระสับกระส่ายกินข้าวไม่ได้นอนไม่หลับ  ไม่รู้ว่าจะถึงคราวเคราะห์ของตนเมื่อไหร่  แต่รอแล้วรอเล่าทั่วป๋าจินก็ยังไม่ลงมืออะไร

พวกคนแซ่หนิงไม่รู้เลยว่าที่ทั่วป๋าจินละเว้นพวกเขาเพราะโม่เฉียนบอกง่าย ๆ ว่า

“ข้าชอบคุณหนูหกผู้นั้นยิ่งนัก”

ทั่วป๋าจินถามนางอย่างระมัดระวังยิ่งว่า

“หมายความว่าอย่างไรที่ว่าชอบยิ่งนัก”

“ชอบก็คือชอบ  ทำไมท่านต้องทำหน้าแปลก ๆ ด้วย”

“เมื่อคืนพี่ชายเจ้าเล่าว่า  เจ้าเคยชอบหมอเผยมาก  ชอบแบบอยากจะแต่งให้นาง”  เขาฟ้อง  “พอเจ้ามาบอกว่าชอบคุณหนูหก  ข้าเลยชักหวั่นใจ”

“พวกท่าน…”  ทั้งคู่นั่งอยู่บนเตียง  โม่เฉียนเลยคว้าหมอนใกล้มือฟาดใส่เขาอย่างเคยชิน  หน้าตาแดงก่ำ  ไม่นึกว่าพวกผู้ชายเวลาอยู่ด้วยกันก็ช่างซุบซิบนินทาไม่น้อย  “ข้าไม่ได้คิดอะไร…อืม…ไม่ได้คิดอะไรกับคุณหนูหกแบบนั้นเสียหน่อย  ข้าแค่อยากได้นางมาเป็นพี่สะใภ้”

“เอ๋…”  ทั่วป๋าจินจับหมอนที่ฟาดมาได้  เลยเอามาหนุนนอนมองสาวงามหน้าแดงปลั่งราวผลผิงกั๋วเสียเลย  “แต่นางเป็นม่าย”

“ม่ายก็ม่ายสิ  ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย  ที่อู่เฉิงกับเมืองที่ข้าเคยอยู่มีแม่ม่ายสงครามตั้งมาก  บางรายอายุน้อยกว่าข้าเสียอีก  บางรายแต่งได้ไม่ถึงปีสามีก็ตายในสนามรบเสียแล้ว  ท่านดูอาเหมยเป็นตัวอย่างก็ได้  และข้าว่านะถ้าคนในเมืองบังคับให้พวกนางต้องอยู่ลำพังตลอดชีวิต  ไม่ยอมให้สร้างครอบครัวใหม่  ไม่นานเมืองนั้นคงกลายเป็นเมืองร้างแน่”

ชายหนุ่มมองโม่เฉียนด้วยสายตาอ่อนโยน  แม่แมงป่องน้อยของเขาช่างมีหัวใจที่เปิดกว้างอย่างยิ่ง  ระหว่างนั้นนางก็เอ่ยชื่นชมต่อว่า

“คุณหนูหกเป็นสตรีที่ดี  แค่โชคร้ายที่มีสามีเลวทราม  มักมากเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเองอย่างคนสกุลเยี่ยคนนั้น”  นางย่นจมูกอย่างรังเกียจ  “คนในจวนเสนาบดีเยี่ยเองก็ล้วนโง่เขลา  สตรีที่ดีพร้อมแบบนี้กลับทอดทิ้งได้ไม่อาลัย  คงมีแต่ข้าแหละที่ตาแหลมเห็นความดีของนาง  ท่านรู้ไหมว่านางปกป้องข้าจากพี่ใหญ่  นางนึกว่าพี่ใหญ่จะลวนลามข้า”

ทั่วป๋าจินเลิกคิ้วสูง  ยิ้มแย้ม

“ข้าอยากเห็นสีหน้าของพี่ชายเจ้านัก”

“พี่ชายทึ่มทื่อของข้าทำแค่มองนางกลับไปเหมือนบอก  เจ้าไม่รู้อะไรอย่ายุ่ง  นางยังปกป้องข้าจากมารดาของนางด้วย  ทั้ง ๆ ที่ข้าเป็นศัตรูหัวใจของนางแท้ ๆ  แต่คุณหนูหกกลับไม่คิดร้ายต่อข้าสักนิด  สตรีที่จิตใจคอดีงามเช่นนี้ไม่ควรปล่อยไป  ท่านว่าจริงหรือเปล่า”

ชายหนุ่มแค่ยิ้ม  ฉลาดเกินกว่าจะตอบ

นางไม่ได้ยินอะไร  แต่ก็ยังพยักหน้าให้กับตัวเองอย่างมุ่งมั่น

“ข้าตัดสินใจแล้ว  สตรีที่ทั้งงดงามและดีงามเช่นนี้เหมาะสมกับพี่ใหญ่ของข้าที่สุด  ฉะนั้นท่านอย่าได้ลงโทษตระกูลนางหนักนะ  มารดาโง่เขลาและหูเบาของนางคงถูกสามีและพี่ชายของสามีลงโทษไปแล้ว  ถ้าทำใจได้ท่านก็ปล่อยนางไปเถอะ  ข้าไม่อยากให้พี่ใหญ่มีปัญหากับครอบครัวพี่สะใภ้ในอนาคตเพราะข้า”

“เดี๋ยวนะเฉียนเฉียน  ข้าสงสัยอยู่อย่าง…”  เขาถามด้วยสีหน้าจริงจัง  “ที่เจ้าเอ่ยมาทั้งหมดนี่พี่ชายเจ้ารับรู้และเห็นด้วยหรือไม่”

“ตอนนี้เขายังไม่เห็นด้วย  แต่อีกหน่อยย่อมเห็นด้วยกับข้าแน่นอน”  โม่เฉียนตอบอย่างมั่นใจ

ทั่วป๋าจินนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาของเขาที่ยังตึง ๆ แสบ ๆ จากหมัดที่โม่เฟิ่งเสียงส่งมาเต็มแรง  นึกถึงพ่อม่ายนายกองที่พี่ชายผู้นั้นพยายามจะยัดเยียดให้เฉียนเฉียนของเขาแล้ว  ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกหงักทันที

“ได้สิ  เจ้าต้องการสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น  ข้าจะละเว้นตระกูลหนิงและช่วยส่งเสริมวาสนาให้พี่ชายเจ้าอย่างแน่นอน”

โม่เฉียนยิ้มให้เขาตาหวานปานหยด  นางว่า

“พี่ใหญ่ต้องขอบคุณท่านมากแน่ ๆ”

“แน่นอน  น้องเขยดี ๆ อย่างข้าเขาจะหาที่ไหนได้กัน!”

ดังนั้นตระกูลหนิงที่ใช้ชีวิตอย่างหวาดหวั่นกลัวจนแทบไม่กล้าออกจากจวนกลับรอดพ้นภัยพิบัติไปได้โดยไม่รู้ตัว

ก่อนออกนำทัพไปปราบกบฏผิงซีอ๋องกับองค์ชายสาม  ทั่วป๋าจินเดินทางไปยังจวนอันติ้งโหวเพื่อคารวะศพทั่วป๋าเหวิน  เนื่องจากเป็นการตายในคุกหนำซ้ำยังมีคดีพัวพันกับผิงซีอ๋อง  งานศพของผู้สืบทอดจวนอันติ้งโหวจึงปราศจากแขกเหรื่อ  มีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่อยู่ในห้องโถงตั้งโลงศพ

ยามที่ชายหนุ่มไปถึงนั้นบิดาเก็บตัวในห้องหนังสือไม่ออกมารับแขก  บรรดาผู้อาวุโสของจวนต่างเก็บตัวเงียบในเรือนของตนเช่นกัน  หนิงซื่อเห็นเขาก้าวเข้ามาก็กลัวลนลานเหมือนเห็นพญามัจจุราช  เพราะเรื่องโม่เฉียนทำให้บิดาประกาศตัดขาดนางไปแล้ว  ท่านพี่ก็อยู่ในโลงตรงหน้า  ส่วนบ้านตระกูลชีวอดวายไม่เหลือซาก  ขนาดบ้านชนบทยังถูกเผาจนไม่หลงเหลือแหล่งข้าวปลาอาหารให้เก็บเกี่ยว  ซ้ำร้ายถูกกระทำขนาดนี้เสียงที่จะร้องขอความเป็นธรรมยังไม่มี  สองผู้เฒ่าต้องหลบจากเมืองหลวงใช้ชีวิตซุกซ่อนหนีการแก้แค้นของทั่วป๋าจิน

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หนิงจื่อหมิ่นจะกลัวเขาลนลาน  ผิดกับทั่วป๋าจินที่ยิ้มแย้มงดงาม  เขาทักทายราวกับเป็นแขกมาร่วมงานว่า

“พี่สะใภ้ข้าเสียใจด้วย  แต่หลาน ๆ ยังเด็กยังต้องการมารดา  ท่านควรระงับความเศร้าโศกเพื่อดูแลหลาน ๆ ให้ดี  อนาคตของจวนอันติ้งโหวอยู่ในมือพวกเขาแล้ว  อ้อ…ข้าลืมไปยังมีชิงเสวียนอีกคน  ชิงเสวียนที่น่าสงสาร  บิดาจากไปกระทันหัน  ตัวเขาไม่อาจเคารพบิดาเป็นครั้งสุดท้าย  การเข้าคุกนี่มันช่างน่ากลัวจริง ๆ นะพี่สะใภ้ข้า”

หนิงซื่อได้ยินแล้วหนาวเยือกไปทั้งตัวและหัวใจ  คำพูดที่ฟังแล้วไม่ต่างจากคำแสดงความเสียใจและคำปรารภทั่วไป  แต่นางกลับฟังคล้ายมันเป็นคำขู่ที่น่ากลัว  หญิงสาวคว้ามือลูกชายหญิงของนางกำไว้แน่นรีบบอกเสียงสั่น

“เด็ก ๆ เหนื่อยกันมากแล้ว  ข้าขอตัวพาพวกเขาไปพักก่อน”

“ตามสบายเถอะพี่สะใภ้  เดินดี ๆ ล่ะ  ถ้าท่านสะดุดล้มหรือเกิดอะไรขึ้นยามนี้จวนอันติ้งโหวคงจะต้องวุ่นวายกว่านี้แน่”

หนิงซื่อออกจากห้องโถงอย่างรวดเร็วเหมือนถูกผีร้ายไล่ตามหลังไป

เมื่อนางไปแล้ว  เยี่ยซื่อที่ยามนี้เหมือนหญิงชราผมเปลี่ยนสีไปเกือบทั้งศีรษะในชั่วข้ามคืนก็โบกมือให้บ่าวไพร่ออกจากห้องไปทั้งหมด  กระทั่งเหลือเพียงลำพัง  นางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ็บแค้นว่า

“เจ้าช่างเป็นแม่ทัพที่เก่งกล้าเหลือเกิน  สังหารพี่ชาย  ข่มขู่พี่สะใภ้  ทั่วป๋าจินข้าใคร่รู้  ยามค่ำคืนเจ้าสามารถปิดตาลงได้หรือไม่”

“ข้าหลับสบายดีท่านแม่  ขอบคุณที่เป็นห่วง  แต่ข้าอยากจะแก้ความเข้าใจผิดของท่านสักเล็กน้อย  ท่านพี่ตายจากไปเพราะป่วยไข้  ข้าไม่ได้ข้องเกี่ยวด้วย  ส่วนท่านพี่สะใภ้ข้าทักไปด้วยความเป็นห่วงอย่างแท้จริง  ท่านแม่มองข้าในแง่ร้ายอย่างนี้  ข้าบุตรชายเสียใจยิ่งนัก”  ทั่วป๋าจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ได้รับความเป็นธรรม  ท่วงท่าของเขาเต็มไปด้วยความน้อยอกน้อยใจจนอันติ้งโหวฮูหยินแค้นใจจนแทบกระอัก

“ในที่นี้ไม่มีใคร  เจ้าไม่ต้องเล่นละคร  ทั่วป๋าจินข้าบอกเลยต่อให้เจ้าสังหารลูกเหวินของข้า  เจ้าก็ไม่มีวันได้เป็นผู้สืบทอดจวนโหว  เพราะเจ้ามันเป็นแค่ลูกอนุ  เกิดมาเป็นลูกอนุและจะต้องตายตามฐานะลูกอนุ  เจ้าไม่มีวัน…ไม่มีวันจะได้เป็นอันติ้งโหวซื่อจื่อแน่นอน”

“ท่านแม่ใหญ่  ท่านเคยถามข้าบ้างไหมว่าข้าอยากเป็นอันติ้งโหวซื่อจื่อหรือไม่  เคยถามไหมว่าข้าต้องการจวนโหวที่ตกต่ำจนถึงก้นบ่อแห่งนี้หรือไม่  ไม่ท่านไม่เคยถาม  แต่ข้าจะบอกให้  ข้าไม่เคยปรารถนา  ถ้าต้องการข้าทั่วป๋าจินสามารถสร้างทุกสิ่งที่ท่านหวงหนักหวงหนาขึ้นมาได้ด้วยสองมือของข้า  ข้าไม่จำเป็นต้องรอรับความรุ่งโรจน์ต่อจากผู้ใด”

“แล้วทำไม  ทำไมเจ้าถึงได้ทำกับลูกเหวินของข้าแบบนี้”  เยี่ยซื่อคร่ำครวญ
“เพราะท่าน  ถ้าท่านไม่เอื้อมมือมาแตะต้องเฉียนเฉียนของข้า  ข้าก็จะปล่อยเขาไป  ท่านแม่ใหญ่…ท่านรู้หรือไม่ว่าคดีของพี่ใหญ่แท้จริงแล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด  เขาผิดที่ทำร้ายข้า  แต่ก็เป็นเรื่องในครอบครัว  ส่วนเรื่องที่เขาร่วมมือกับผิงซีอ๋องนั้นถ้าปราบกบฏผิงซีอ๋องได้ความจริงก็คงประจักษ์  โทษของเขาอย่างมากก็เนรเทศไปชายแดน  เป็นท่านที่ใจร้อนไปเอง”

เยี่ยอิ๋งผงะ  นางเซไปเหมือนจะล้ม  แต่สุดท้ายกลับตั้งหลักยืนใหม่ได้อย่างมั่นคง  ดวงตาที่แดงก่ำของนางมองตรงมายังทั่วป๋าจินก่อนเอ่ยเสียงอ่อนหวาน

“เจ้ารักนังหญิงต่างแคว้นนั่นมากสินะ”

“มากเกินกว่าที่ท่านจะคาดคิดได้”

“เจ้ามันโง่ที่เปิดเผยจุดอ่อนให้ข้ารู้”

“ท่านโง่กว่าที่คิดว่าข้าจะไม่ได้รับบทเรียนจากท่าน  ท่านแม่ใหญ่…”  ชายหนุ่มสวมชุดขาวทั้งตัวยืนสองมือไขว้หลัง  ยิ้มอ่อนโยน  แลงดงามเหมือนเทพเซียน  แต่อีกฝ่ายกลับรู้สึกหนาวเยือกเหมือนเผชิญหน้าปีศาจจากขุมนรก  และก็จริงอย่างสังหรณ์  เทพปีศาจเอ่ยต่อว่า  “ท่านก็รู้ว่าอีกไม่นานข้าจะต้องเดินทางไปปราบผิงซีอ๋องที่อิ่นโจว  ในจวนอ๋องแห่งนั้นมีซอกมุมมากมาย  ถ้าข้าจะเจอหลักฐานสักชิ้นหรือสองชิ้นที่เกี่ยวพันถึงบิดาท่านก็คงไม่แปลก”

“เจ้า  เจ้ากล้าปลอมหลักฐานหรือ”

“จะของปลอมหรือของจริงสำคัญด้วยหรือท่านแม่  ข้าว่าความสำคัญมันอยู่ที่ใครเชื่อ  หรือไม่เชื่อในหลักฐานนั้นมากกว่า”  รอยยิ้มของทั่วป๋าจินหายไปแล้ว  เขามองนางด้วยสายตาของเหยี่ยวที่พุ่งเข้าตะปบเหยื่อตัวน้อย  “เสนาบดีเยี่ยอิทธิพลในราชสำนักสูงขึ้นทุกวัน  ยิ่งสูงยิ่งใหญ่ก็เหมือนหินใหญ่ที่ย่อมสะดุดเท้าผู้คนโดยง่าย  หินโง่นั้นจะเกะกะทางเดินผู้อื่นก็เกะกะไป  แต่ถ้าเกะกะพระเนตรองค์เหนือหัวเมื่อไหร่  หินย่อมถูกทุบเป็นทรายแน่นอน…ท่านแม่เห็นด้วยกับข้าหรือไม่”

“ท่านพ่อข้าจงรักภักดี  ไม่เคยคิดเป็นอื่น”  อันติ้งโหวฮูหยินเอ่ยด้วยเสียงเหมือนจะขาดใจ

แม้นางจะแต่งออกมาหลายปี  แต่ข่าวคราวจากครอบครัวเดิมยังมีมาไม่ขาด  เรื่องฮ่องเต้ทรงระแวงอำนาจของตระกูลเยี่ยมีหรือนางจะไม่รู้  ยิ่งมีเรื่องผิงซีอ๋องคิดก่อกบฏ  องค์ชายรองติดหลังแห  ตระกูลเยี่ยที่สนับสนุนองค์ชายรองอยู่ยิ่งถูกฝ่าบาทเพ่งเล็ง

บิดาของนางยามนี้ต้องระมัดระวังตัวทุกย่างก้าว  ขนาดงานศพของหลานชายทั่วป๋าเหวิน  เขายังไม่กล้าส่งคนมาร่วมงานเลย

“ก็แค่วาจา  มีสิ่งใดยืนยันได้กัน”  ทั่วป๋าจินยิ้มเยาะ

“เจ้า  เจ้า…”

“เวลาไม่เช้าแล้ว  ข้าคงต้องรีบไปเตรียมตัว  บุตรชายต้องไปรบทัพจับศึก  ห่วงใยเพียงภรรยาอ่อนแอเบื้องหลัง  ถ้ากลับมานางบาดเจ็บแม้เพียงปลายเล็บข้าคงปวดใจไม่น้อย  และเวลาข้าปวดใจ…ข้ามักไม่นึกถึงสิ่งอื่นใดนอกจากหาเรื่องชดเชยให้ภรรยา  นางเลือดตกยางออกหนึ่งหยด  ข้าเรียกชดใช้หนึ่งชีวิต  ท่านแม่ว่าเหมาะสมดีหรือไม่”

“เจ้ากล้าข่มขู่ข้าหรือเจ้าคนสารเลว”

“ข้าขู่หรือไม่ท่านถามพี่ชายใหญ่ที่นอนอยู่ด้านหลังน่าจะได้คำตอบ”  ทั่วป๋าจินตอบอย่างโหดร้าย  เขาเบื่อที่จะเล่นเกมกับมารดาเลี้ยงแล้วจึงเอ่ยตรง ๆ ว่า

“เยี่ยซื่อ  ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกท่านแม่ลูกพยายามทำร้ายข้ามาตลอด  ข้าไม่ตอบโต้ไม่ใช่ ข้าไม่มีปัญญา  แต่เป็นเพราะข้าเห็นว่าพวกท่านเป็นแค่เศษสวะที่น่ารำคาญไม่ควรค่าจะใส่ใจเท่านั้น  แต่คราวนี้เขา…”  ชายหนุ่มชี้นิ้วไปทางโลงเบื้องหลัง  “ล้ำเส้นข้ามากเกินไป  ส่วนท่านก็แตะต้องในสิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง  ข้าถึงต้องทำให้พวกท่านได้รับบทเรียนบ้าง  เยี่ยซื่อ  ถ้าท่านไม่หยุดข้าจะบดขยี้จวนเสนาบดีเยี่ยให้แหลก  ตัวท่านตอนนี้ไม่มีบุตรชาย  หลานชายยังเล็ก  สามีไม่โปรดปราน  ลองไม่มีแรงสนับสนุนจากตระกูล  ท่านไม่มีทางรอดแน่”

ตักเตือนอย่างเหี้ยมโหดแล้ว  ทั่วป๋าจินเปลี่ยนกลับเป็นชายหนุ่มงดงามหน้าตายิ้มแย้มในพริบตา

เขายกมือขึ้นประสานคารวะเอ่ยว่า

“ท่านแม่  บุตรผู้นี้คงต้องไปแล้วจริง ๆ  ท่านแม่โปรดรักษาสุขภาพ  อย่าลืมว่าหลานยังเล็กยังต้องพึ่งพาท่านอยู่  อย่าทำให้พวกเขาต้องผิดหวังเสียล่ะ”

ทั่วป๋าจินจากไปแล้ว  เยี่ยซื่อที่วางท่าเข้มแข็งมาตลอดก็ทรุดลงกองนั่งกับพื้น  น้ำตาที่คิดว่าหมดร่างไปแล้วไหลอาบแก้มอีก  นางสะอึกสะอื้นตีอกชกหัวไม่เหลือเค้าของอันติ้งโหวฮูหยินผู้สูงส่ง  ปากพร่ำ

บอกผู้ที่อยู่ในโลงว่า

“ลูกเหวินแม่ขอโทษ  วันนี้แม่คงแก้แค้นให้เจ้าไม่ได้  เจ้าอย่าโกรธแม่เลยนะ  อย่าโกรธแม่เลย…”

Don`t copy text!