วิมานใยบัว ภาคกลาง “สร้างวิมาน” ๑ : โรงพยาบาลเอกเทศ

วิมานใยบัว ภาคกลาง “สร้างวิมาน” ๑ : โรงพยาบาลเอกเทศ

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

ภาพรถยุโรปคันงามเลี้ยวเข้ามาที่ลานจอดรถในตอนเช้าโดยมีนายแพทย์สุพลเป็นคนขับ และผู้นั่งข้างคือภรรยา แพทย์หญิงบัวเกี๋ยง บริรักษ์เวชการ มาทำงานด้วยกัน เป็นภาพชินตาของคนที่นี่ ทว่ามองกี่ทีก็ไม่เคยเบื่อ เพราะคุณหมอทั้งคู่แม้จะอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน แต่ก็เดินเคียงโดยมิได้เกี่ยวแขนหรือโอบประคองกันตลอดเวลา ถ้าหมอสุพลเผลอจะโอบเสียอีก หมอบัวเกี๋ยงจะบิดตัวเดินฉับ ๆ เลี่ยงออกมา ด้วยว่าไม่ชอบให้สามีพะเน้าพะนอต่อหน้าธารกำนัล หากถึงกระนั้น ทุกคนในโรงพยาบาลก็สัมผัสได้ว่าหมอบัวเกี๋ยงรักสามีมากแค่ไหน

“คุณหมอเธอก็แปลก เป็นเราหน่อยไม่ได้ สามีเอาอกเอาใจขนาดนี้ จะอ้อนเสียให้เข็ด” พยาบาลคนหนึ่งว่า

“ก็คุณหมอเธอมั่นใจว่าอย่างไรเสีย หมอสุพลก็ไม่แลตามองหญิงอื่น คุณหมอเธอก็ไม่จำเป็นต้องอ้อนนะสิ” เพื่อนพยาบาลอีกคนหนึ่งบอก “ตัวจำไม่ได้เหรอ ตอนวันแต่งงาน คุณหญิงแม่ของอาจารย์มาง้อถึงที่นี่ คุณหมอบัวเธอยังยักท่า กว่าจะตอบตกลง”

“เป็นหมอกันทั้งคู่อย่างนี้ก็ดีนะ ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ทั้งที่บ้านและโรงพยาบาล เห็นคุณหมอรักกันอย่างนี้แล้ว ไม่อยากให้แยกกันอยู่เลย”

“คงอยู่ด้วยกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ละ” พยาบาลสาวรำพึง เพื่อนที่คุยกันอยู่จึงลดเสียงลงแทบเป็นกระซิบ

“ตัวไม่รู้อะไร หมอสุพลนะสิ เลือกจะเป็นแพทย์ชนบท แทนที่จะเป็นหมออยู่ในพระนครนี่ ไม่รู้ทำไม อยู่ที่นี่สบายกว่าตั้งเยอะ”

“คงยากหรอก เจ้าคุณพ่อของคุณหมอเป็นใคร เรื่องอะไรจะส่งลูกตัวเองไปลำบาก”

“ตัวก็คอยดูไปสิ ฉันว่านะ ถ้าหมอสุพลจะไปเสียอย่าง ใครก็รั้งไว้ไม่อยู่”

เรื่องที่พยาบาลสาวพูดคุยซุบซิบในตอนเช้า กลายเป็นจริงเมื่อตอนบ่าย นายแพทย์สุพลถูกเรียกเข้าไปพบผู้อำนวยการโรงพยาบาล ให้ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามเพื่อแก้ปัญหาอหิวาตกโรคที่กำลังระบาดในตอนนี้ ‘ข่าว’ ปลิวไปตามลมเร็วกว่าที่หมอหนุ่มจะคาดคิด เมื่อกลับถึงบ้าน หย่อนตัวลงนั่งพร้อมกับภรรยา คุณหญิงพลับผู้มารดาก็เริ่มซัก

“มันเรื่องอะไรกันจะต้องออกไปเป็นแพทย์ชนบท ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา สุดหล้าฟ้าเขียว ไกลหูไกลตาพ่อแม่ห้าหกปีแม่ก็ยอม กลับมาไม่ทันไร จะไปอีกแล้ว เพิ่งแต่งงานก้นหม้อข้าวยังไม่ทันดำ ก็จะไปห่างเมีย” คุณหญิงพลับตวัดสายตามาทางบัวเกี๋ยงอย่างนึกขึ้นได้ “หรือว่าชักชวนกันไปทั้งคู่ เห็นดีเห็นงามไปด้วยกันละสิ”

“ผมไปคนเดียวครับคุณแม่” สุพลรีบบอก “จะว่าไปแล้ว ครั้งนี้ก็ไม่ได้ไปอยู่ประจำ และผมก็ไปแค่อัมพวาเท่านี้เอง ไม่ไกลจากบ้านเราสักนิด”

คุณหญิงพลับยังค้อนทั้งลูกชายและสะใภ้ สุพลจึงขยับเข้าใกล้ บอกเหตุผลว่า

“ประเทศเรามันไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ นะครับคุณแม่ คนป่วยก็ไม่ได้มีอยู่แต่ในพระนครเท่านั้น ที่ไหนก็มีคนป่วย มีคนป่วยก็ต้องมีหมอ ใช่ไหมครับคุณแม่”

บัวเกี๋ยงมองแม่สามีระบายลมหายใจด้วยความไม่สบอารมณ์ พร้อมรับทุกข้อกล่าวหา หากคุณหญิงพลับจะโทษว่าหล่อนเป็นผู้สนับสนุนสามี ทำให้ลูกชายสุดที่รักต้องไปอยู่ไกลหูไกลตา

แม้ว่าคุณหญิงพลับจะยอมรับบัวเกี๋ยงเป็นสะใภ้ตามกฎหมาย แต่ก็ยังคาดหมายว่า ภรรยาของบุตรชายจะเป็นแบบฉบับที่คุณหญิงเคยเป็นมา คือมีหน้าที่ปรนนิบัติสามี ดูแลกิจการภายในบ้านเรือนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

หลังแต่งงานสองวันที่บัวเกี๋ยงย้ายมาอยู่ที่บ้านบริรักษ์เวชการ คุณหญิงพลับก็ถามถึงแผนการต่อไปของทั้งคู่ อันคุณหญิงหมายความว่าให้บัวเกี๋ยงลาออกจากงาน มาอยู่บ้านเป็นแม่ศรีเรือน วิชาความรู้ที่อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลไปร่ำเรียนมาก็ให้ถือว่าเป็นวิชาติดตัว แต่ไม่จำเป็นต้องออกไปทำมาหากิน บัวเกี๋ยงไม่ยอม ให้เหตุผลว่า

“หนูไม่ได้ตั้งใจเรียนหมอเพื่อมาหาเงินกับคนไข้ หนูเรียนเพื่อนำมาใช้รักษาคนค่ะ”

 

ในสมัยนั้น บัณฑิตแพทย์ส่วนใหญ่จะรับราชการ ถ้าไม่อยู่กรมสาธารณสุข สังกัดกระทรวงมหาดไทย ก็รับราชการในกรมแพทย์ทหารบกและทหารเรือ ทั้งสุพลและบัวเกี๋ยงจึงเลือกรับราชการในกรมสาธารณสุข สังกัดกองสุขภาพ กระทรวงมหาดไทย

คุณหญิงพลับยังตั้งท่าว่าไม่ยอม ท้ายที่สุด บัวเกี๋ยงจึงโอนอ่อนลงมาบ้าง ด้วยการที่เมื่อถึงสุดสัปดาห์ หล่อนจะเข้าครัวตั้งแต่เช้า จัดเตรียมอาหารหวานคาวเท่าที่พอทำได้โดยมีนางเต่า บริวารเก่าแก่ของคุณหญิงพลับเป็นผู้ช่วยเหลือ ตอนสายหรือบ่ายที่คุณหญิงพลับหยิบจับงานฝีมือเล็ก ๆ น้อย ๆ บัวเกี๋ยงก็เข้าไปขลุกอยู่ด้วย เป็นลูกมือบ้าง ขอความรู้บ้าง คุณหญิงพลับจึงค่อยอ่อนลง แม้จะเปรยมาเป็นระยะว่า ก็ทำไมไม่ลาออกมาหัดมาเรียนรู้กับแม่เสียเลย น้ำเสียงก็มิได้เข้มแข็งเหมือนในคราวแรก

มาวันนี้ เมื่อสุพลยืนยันว่าเขาจะไปลงพื้นที่คนเดียว ภรรยามิได้ตามไปด้วย คุณหญิงพลับจึงไม่ตำหนิลูกสะใภ้ แต่หันไปตำหนิสามีแทนตอนรับประทานมื้อค่ำ

“ถ้าคุณพี่ยืนยันไม่ให้ลูกไป ใครหน้าไหนจะคัดค้าน”

“โธ่! คุณหญิง ทำไมมาลงที่ฉันได้”

เจ้าคุณบริรักษ์เวชการคร้านจะโต้ตอบ ก็ปล่อยให้คุณหญิงพลับทำมึนตึงไปอีกหลายวัน จนถึงวันที่สุพลหิ้วกระเป๋าเดินทางใบเดียวมุ่งหน้าสู่อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อตั้งโรงพยาบาลเอกเทศ สำหรับรักษาอหิวาตกโรคซึ่งกำลังแพร่ระบาดและคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายในเวลานี้

บัวเกี๋ยงมองส่งสามีอย่างห่วงใย อยากจะขอตามไปด้วย แต่คุณหญิงพลับยึดหล่อนไว้เป็นหลักแทนลูกชายและเป็นตัวประกันว่า สุพลต้องกลับบ้าน

 

รถของโรงพยาบาลมาส่งแค่ที่ปากคลองอัมพวา ไม่มีใครมาคอยต้อนรับ นายแพทย์สุพลจึงต้องหิ้วกระเป๋าเดินไปตามลำพัง เด็กสามคนที่เล่นกันอยู่เห็นคนแปลกหน้าหิ้วกระเป๋าเข้ามาในชุมชนก็ชี้ชวนกันดูแล้วเกาะกลุ่มตามไปอย่างอยากรู้อยากเห็นกึ่งขลาดกลัว หมอหนุ่มกวาดสายตาไปรอบ ๆ ก็เห็นแต่ความเงียบเหงาอ้างว้างดุจเมืองร้างไร้ผู้คน ในที่สุดจึงถามเด็กทั้งสามว่า

“เจ้าหนู โรงพยาบาลไปทางไหน”

เด็กชายเกาหัวแกรก มองหน้ากันเชิงหารือ แล้วคนหนึ่งก็ถามกลับ

“บ้านหมอทองอินเหรอน้า”

“ไม่ใช่บ้านหมอ โรงพยาบาลน่ะ” สุพลตอบ แต่เด็กชายยังทำหน้าสงสัย เขาจึงถามใหม่ว่า “หมอทองอินรักษาคนป่วยที่ไหน”

“ก็รักษาที่บ้านนั่นแหละ แต่น้าอย่าไปตอนนี้เลย มีแต่คนเป็นห่า” เด็กชายหมายถึงอหิวาตกโรค ที่ชาวบ้านเรียกกันง่าย ๆ ว่า โรคห่า

“ฉันต้องไปที่นั่นละ พาไปหน่อยสิ”

เด็กชายอีกคนสะกิดเพื่อน ซุบซิบกันแล้วถามว่า

“น้ามาจากสิราดใช่ไหม หลวงตาบอกว่าจะมีหมอมาจากสิราด”

“ศิริราช” สุพลบอก “ใช่แล้ว ฉันมาจากศิริราช”

“มาคนเดียวเหรอน้า ตอนหลวงตาบอกว่าจะมีหมอจากบางกอกมารักษาห่า หนูคิดว่าจะมากันเยอะกว่านี้” สีหน้าเด็กน้อยดูผิดหวัง แต่ก็บอกนายแพทย์หนุ่มว่า ให้ตามไปพบหลวงตาที่วัด

“อาตมาเป็นคนบอกเจ้าพวกนี้เองละ ว่าถ้าหมอจากบางกอกมา ก็ให้พามาที่นี่ก่อน” เจ้าอาวาสบอกเมื่อพบนายแพทย์หนุ่ม

สุพลกวาดตาดูโดยรอบแล้วก็ถามว่า

“ที่วัดนี้มีพระอยู่กี่รูปครับ”

“มีอาตมาอยู่รูปเดียว กับเจ้าทโมนสามตัวนี่ละ พระรูปอื่นที่ยังหนุ่มก็ย้ายไปจำวัดที่อื่น หนีห่ากัน แต่อาตมาเป็นคนที่นี่ ชาวบ้านที่นี่ก็พี่น้องกันทั้งนั้น อาตมาทิ้งไม่ลง ถ้าใครเป็นห่าตายตอนนี้ อาตมาก็ยังช่วยสวดบังสุกุลก่อนฝังได้บ้าง” เจ้าอาวาสชรานิ่งไปครู่หนึ่งก็ถามว่า “โยมหมอจะตั้งโรงพยาบาลที่ไหนล่ะ”

‘โรงพยาบาลเอกเทศ’ ที่สุพลมาประจำนั้น มิได้หมายถึงโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวในชุมชน หากหมายถึงการตั้งโรงพยาบาลชั่วคราวเพื่อใช้รักษาพยาบาล อีกนานต่อมาจึงเรียกกันว่า โรงพยาบาลสนาม

“กระผมยังไม่ทราบเลยครับ เด็ก ๆ บอกว่าที่นี่มีหมอ ชื่อทองอิน ถ้าจะตั้งโรงพยาบาลที่บ้านหมอทองอินจะดีไหมขอรับ”

“หมอก็ลองไปถามเขาดูสิ ตอนนี้ก็มีแต่คนไข้นอนเรียงเต็มบ้าน”

“น้าทำไมไม่ตั้งโรงที่ศาลานี้ล่ะจ๊ะ พอใครตายก็หามไปฝังหลังวัดได้เลย บ้านหมอทองอินอยู่ไกล กว่าจะหามมาถึงนี่ก็พอดีคนหามตายไปอีกคน” เด็กชายเสนออย่างคะนองปาก หลวงตาจึงเขกหัวให้ทีหนึ่งจนเจ้าตัวร้อยโอ๊ย ยกมือลูบหัวป้อย ๆ ราวเจ็บนักหนา

“ค่อย ๆ คิดไปเถอะคุณหมอ” หลวงตาบอก “แล้วทางโน้นส่งหมอมากี่คนล่ะ”

“หนึ่งคนครับ”

“พยาบาลล่ะ” หลวงตาถาม

“ไม่มีครับ”

“เครื่องมือหมอล่ะ”

“อยู่ในกระเป๋าใบนี้ครับ” สุพลตอบสุภาพหากก็เหนียมอายอยู่ในที

“ตกลงว่า ทางการส่งหมอมาช่วยหนึ่งคน พร้อมเครื่องมือหนึ่งกระเป๋าสินะ หมอพักที่ไหนล่ะ ให้เจ้าพวกนี้นำทางไป ดูท่าทางมันคอยเสนอหน้าอยู่แล้ว”

“ไม่มีครับ”

“อุ๊บ๊ะ! แม้แต่ที่พักก็ยังไม่มีหรือ หมอ ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ที่วัดนี่ละ หมออยากได้อะไรหรือไปไหนก็บอกเจ้าพวกนี้”

นายแพทย์สุพลยกมือไหว้หลวงตาอย่างซาบซึ้งในน้ำใจ แล้วจึงหันมามองเด็กชายสามคนที่ยิ้มยิงฟันขาว ยืนกอดอก เท้าสะเอว วางท่าเป็น ‘เจ้าถิ่น’ เต็มที่

“ขอฉันพักเหนื่อยสักครู่ แล้วพาไปที่บ้านหมอทองอินหน่อย”

 

หมอทองอิน เป็นหมอชาวบ้านหรือที่เรียกกันว่า ‘หมอเชลยศักดิ์’ รักษาด้วยการแพทย์แผนไทยสืบกันมาในตระกูลหลายรุ่น บ้านหมอทองอินเป็นเรือนไม้สร้างอย่างง่าย คนไข้นอนเรียงกันไปอย่างหมดแรง เมื่อสุพลไปถึงนั้น หมอทองอินเพิ่งเสร็จจากต้มยาหม้อใหญ่ กำลังเอาผ้าขาวบางมาปิดปากหม้อ ก่อนจะปักเฉลว ซึ่งเป็นตอกไม้ไผ่หักเป็นรูปดาวห้าแฉกปลายด้านหนึ่งยาวลงไป ด้วยเชื่อว่าเป็นการรักษายาให้ยังคงความศักดิ์สิทธิ์ ถ้าถือหม้อยาที่ไม่ปักเฉลวผ่านบ้านหมออื่น ก็จะทำให้ยาเสื่อมคุณภาพ อีกนัยหนึ่งก็ว่าเพื่อกันไม่ให้ใครใส่อะไรเพิ่มลงไปในหม้ออีก

เรียบร้อยแล้วหมอทองอินจึงมานั่งคุยด้วยอัธยาศัยไมตรี

“กลิ่นมันแรงหน่อยนะหมอ” หมอทองอินบอกสุพล ทั้งที่ยังมีผ้าผูกไว้ปิดถึงจมูก

สุพลพยักหน้าน้อย ๆ เป็นเชิงตอบรับ กลิ่นเหม็นชวนคลื่นเหียนอวลอยู่ในอากาศจนรู้สึกขยักขย้อนในท้องตลอดเวลา ด้วยว่าผู้ป่วยที่นอนเรียงกันนั้นไม่มีเรี่ยวแรง เมื่อจะอาเจียน ก็โพรกออกมาทันที ยามจะถ่ายหนักหรือถ่ายเบา ประคองร่างลุกไม่ไหว ก็ปล่อยลงไปตรงนั้น เป็นภาพชวนสังเวชแก่ลูกตา กลิ่นที่โชยมาก็ชวนสะอิดสะเอียน

หมอทองอินเข้าใจทั้งหมดจากสีหน้าและท่าทางของนายแพทย์หนุ่ม ก็บอกว่า

“ไม่มีใครมาเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ใครหรอก ถ้าไม่ใช่ญาติกัน บางคนก็นอนจมขี้จมเยี่ยวอย่างนั้น แมลงวันก็บินมาตอมให้รำคาญไป ฉันเองก็เกือบจะไม่ไหวแล้วละ”

“ตอนนี้หมอรักษายังไงครับ” สุพลถามด้วยความสุภาพ หมอทองอินก็ไม่ถือว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยามหรือลองเชิงอย่างใด ตอบด้วยความเต็มใจว่า

“ก็ต้มยาหม้อให้กิน ยาวิสัมพยาใหญ่ คุณหมอเคยได้ยินไหมล่ะ”

สุพลส่ายหน้า ฝ่ายนั้นจึงว่า

“หมอรักษาแบบฝรั่งสินะ ถึงไม่รู้จักตำรับยาไทย ยาวิสัมพยาใหญ่ ใช้รักษาอาการในท้องที่เกี่ยวกับลม อย่างท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด”

สุพลคิดในใจว่ายานี้มิใช่การรักษาที่ถูกโรค เพราะอหิวาตกโรคเกิดจากร่างกายได้รับเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ถ่ายออกมาเป็นน้ำ ควรกินยาที่ช่วยยับยั้งการถ่าย มิใช่กินยาขับลม หากกระนั้นเขาก็มิได้แย้งออกมาว่าสิ่งที่หมอทองอินทำนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเชื่อว่าหมอทองอินรักษาดีที่สุดแล้วในแนวทางที่เคยได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้มา

“ยานี้ได้ผลดีไหมครับ”

“ได้ผลสิ ถ้าใช้คู่กับบรั่นดีละก็ยิ่งวิเศษเลย แต่ก็ต้องรักษากันแต่เนิ่น ๆ นะ คนไข้ที่เพียบหนัก บางรายก็ช่วยไม่ไหว” หมอทองอินมองคนไข้ที่นอนอาเจียนเปรอะเลอะไปทั้งตัว ถอนหายใจอย่างทดท้อ “ไม่รู้จะช่วยกันไปได้อีกแค่ไหน อย่าว่าแต่บรั่นดีเลยคุณหมอ ตัวยาบางอย่างก็หายากเต็มที ที่มีอยู่ก็จวนจะหมดแล้ว”

คืนนั้น สุพลกลับมานอนที่วัดด้วยความคิดว่าเขาจะไม่ตั้งโรงพยาบาลเอกเทศที่บ้านหมอทองอิน เพราะชั่วระยะเวลาหนึ่งที่รักษากันนี้ เชื้อโรคคงหมักหมมอยู่มากพอสมควร อีกทั้งบริเวณนั้นอากาศก็ไม่ถ่ายเท เช้าวันถัดมาจึงบอกกับหลวงตาเจ้าอาวาสว่า จะใช้ศาลาวัดนี้ตั้งเป็นโรงพยาบาลเอกเทศ

สุพลให้เด็กลูกวัดทั้งสามคน ที่เขาเรียกว่า ‘เจ้าลิงสามตัว’ ไปขอแรงจากคนในหมู่บ้านมาช่วยเตรียมงาน ก็รวมมาได้สี่ห้าคนที่มาช่วยเหลืออย่างไม่ค่อยจะศรัทธาว่าหมอหนุ่มหน้าอ่อนนี้จะปราบโรคห่าได้อย่างไร แต่ไหน ๆ เขาก็เป็นหมอแล้ว ลองดูสักตั้ง เผื่อว่าจะช่วยได้จริง ๆ

เตียงไม้และแคร่ไม้ไผ่ถูกนำมาตั้งเรียงไว้ในศาลา แต่ละเตียงเจาะรูตรงกลางเพื่อสะดวกในการขับถ่าย เพราะคนไข้อ่อนโรยไร้เรี่ยวแรงแม้จะทรงตัวลุกยืน ด้านใต้รูที่เจาะวางปี๊บรองไว้ เวลาถ่ายของเสียก็จะอยู่ในปี๊บ สะดวกต่อการนำไปเททิ้งและไม่เลอะเทอะ

เพียงวันเดียว โรงพยาบาลเอกเทศก็แล้วเสร็จ นายแพทย์สุพลขอบใจผู้ที่มาช่วยเหลือและขอร้องให้ช่วยแจ้งข่าวแก่ชาวบ้าน ว่ามีโรงพยาบาลเปิดแล้วที่ศาลาวัด ผู้ใดป่วยก็ให้พามารักษาได้

ชายชาวบ้านคนหนึ่งถามอย่างสงสัยว่า

“นอกจากเตียงนี้แล้วมีอะไรอีกไหมหมอ” ในความคิดของชายผู้นั้น ‘โรงพยาบาล’ น่าจะมีเครื่องไม้เครื่องมือครบครันกว่านี้ นี่อะไร มีแค่เตียงกับหมอหนึ่งคน เทียบกับบ้านหมอทองอินก็นับว่าผิดกันไกล เพราะที่นั่นเมื่อเดินเข้าไปก็จะได้กลิ่นเครื่องยา กระด้งตากยาเรียงราย เครื่องไม้เครื่องมือก็เพียบ

“มียาน้ำขาว และน้ำเกลือ” คนเป็นหมอตอบ

นายคนถามชะโงกหน้ามองก็ยังส่ายหน้าอย่างไม่ศรัทธาอยู่นั่นเอง

วันแรกผ่านไปโดยไม่มีคนไข้ จนกระทั่งวันที่ห้าก็ยังไม่มีใครมาแม้แต่คนเดียว ‘เจ้าลิงสามตัว’ ที่สุพลถือเอาเป็นทั้งเพื่อนคุยและลูกสมุนก็เปรยว่า

“คงไม่มีใครมาหรอกน้า นี่ก็ผ่านมาตั้งห้าวันแล้ว”

“ไม่มีคนไข้ก็ดีแล้ว แสดงว่าไม่มีคนป่วยเพิ่ม จริงไหม” น้ำเสียงตอนท้ายของสุพลบางเบา เขาเองก็รู้ว่ากำลังปลอบใจตัวเองอยู่

“ที่ไหนได้ละน้า ป่วยกันมากขึ้นทุกวัน แต่เขาไม่กล้ามาโรงบาล เขาหามกันไปส่งบ้านหมอทองอินนู่น”

“ทำไมล่ะ ทำไมไม่กล้ามาโรงพยาบาล ป่วยก็ต้องมาโรงพยาบาลสิ จะได้รีบรักษา”

“เขากลัวตายนะสิ คนไข้กี่ราย ๆ หามไปส่งโรงบาล ตายทุกคน”

สุพลพยายามอธิบายให้ฟังว่า การที่คนไข้มาถึงโรงพยาบาลแล้วเสียชีวิตนั้น เป็นเพราะอาการหนักเกินเยียวยา รักษากันเองจนคนไข้อาการเพียบหนักแล้วจึงยอมนำมาส่งโรงพยาบาล แต่มาถึงตอนนั้น หมอเทวดาก็ช่วยอะไรไม่ได้ เลยกลายเป็นว่า พอมาถึงโรงพยาบาลคือก็มาตาย

คนไข้ที่กลัวตายจึงไม่ยอมไปโรงพยาบาล

นึกถึงเมื่อครั้งเขายังเด็ก เจ้าคุณพ่อเล่าให้ฟังว่าโรงพยาบาลที่ในหลวงก่อตั้งขึ้นมาใหม่ไม่มีใครกล้าไปรักษา ยาฝรั่งก็ไม่มีใครยอมกิน แม้ว่าจะฟรีทุกอย่างไม่ต้องจ่าย ‘เงินขวัญข้าว’ อันหมายถึงค่ารักษา ค่ายา ค่าอาหาร และค่าห้อง จนต้องไปตระเวนหาคนป่วยที่พอจะรักษาหายให้มาที่โรงพยาบาล จะได้เป็นตัวอย่างว่ามาโรงพยาบาลแล้วหายดี มีผู้แนะนำให้ไปต้อนพวกขอทานที่สะพานหันมารักษา เพราะพวกนี้มีแผลพุพองตามหน้าแข้ง ซึ่งรักษาให้หายไม่ยาก ทว่าขอทานเหล่านั้นรู้ว่าจะถูกพาไปรักษาให้หายก็ไม่ยอม เพราะถ้าหายแล้วก็จะหมดทางทำมาหากิน คือเป็นขอทานไม่ได้อีก ไม่มีใครสงสาร โรงพยาบาลจึงต้องไปกวาดต้อนบ่าวไพร่ในบ้านขุนนางต่าง ๆ มารักษา ใช้เวลาพอสมควรจึงจะสร้างความเชื่อถือให้กับชาวบ้านได้

สุพลชวนเจ้าลิงสามตัวไปที่บ้านหมอทองอินในเย็นวันนั้นก็เห็นคนไข้มากขึ้นกว่าครั้งก่อนที่เขามาเยือน หมอทองอินท่าทางเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า แต่ก็มาต้อนรับนายแพทย์สุพลด้วยความยินดี

“ฉันบอกให้ไปที่วัด ก็ไม่มีใครยอมไป ถ้าบ้านฉันรับไม่ไหวจริง ๆ เห็นทีจะต้องหามไปให้หมอรักษา ยาที่เคยเล่าให้หมอฟังก็ใกล้หมดแล้วจริง ๆ”

นายแพทย์หนุ่มกลับไปประจำที่ศาลาวัดเพื่อรอคนไข้ ในวันที่สิบที่เปิดโรงพยาบาล ก็เห็นคนหนุ่มสองคนแบกร่างที่นอนในเสื่อตรงเข้ามา เจ้าลิงสามตัวเต้นดีใจที่ในที่สุดก็มีคนยอมมารักษาที่นี่ สุพลรีบลุกขึ้นเตรียมตรวจอาการแล้วก็ต้องผิดหวัง

ชาวบ้านแบกร่างนั้นผ่านศาลา มุ่งหน้าไปยังป่าช้าท้ายวัด ยังมีแก่ใจบอกสุพลว่า

“ไม่ใช่คนป่วยหรอกหมอ คนตายน่ะ” ขณะที่หามผ่านไปนั้น กลิ่นก็โชยอวล แมลงวันบินวนจนได้ยินเสี่ยงหึ่งถนัดหู

เกือบจะถอดใจว่ามิอาจเปลี่ยนความคิดของชาวบ้านได้ ในวันถัดมา คนไข้รายแรกก็มาถึง

หนุ่มใหญ่เลยวัยกลางคนผิวกร้านคล้ำ ร่างกายผ่ายผอมไร้เรี่ยวแรงทรงกาย อาการคล้ายคนไม่มีชีวิต หากไม่สังเกตลมหายใจผะแผ่วรวยรินก็คงคิดว่าตายไปเสียแล้ว คนพามาช่วยกันอุ้มร่างนอนบนเตียง สุพลก็ให้น้ำเกลือเข้าเส้นอย่างรวดเร็วโดยแขวนขวดไว้ข้างเตียงคนไข้ ปากขวดต่อท่อยาวที่ปลายอีกด้านเป็นเข็มเสียบลงในแขนของผู้ป่วย

เจ้าลิงสามตัวตกใจ เกาะกุมกันด้วยความหวาดเสียว พอหายตกใจก็ดูหยดน้ำเกลือจากขวดไหลลงมาตามท่อเข้าสู่ร่างกายคนไข้ หมดไปหนึ่งขวด ก็เปลี่ยนขวดที่สอง

คนเฝ้าคอยมองไม่คิดว่าวิธีนี้จะได้ผล เพราะคนป่วยแทบจะตายอยู่รอมร่อ ก่อนหามมาก็หาชีพจรไม่เจอ ทว่าเมื่อหมดน้ำเกลือขวดที่สอง คนไข้ก็พลิกตัว ค่อย ๆ ลืมตา ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ปากพร่ำร้องว่า

“น้ำ…หิวน้ำ”

สุพลเบิกตากว้างด้วยความยินดี เช่นเดียวกับคนอื่นที่ตื่นตะลึง ไม่คิดว่าคนไข้จะรอด เจ้าลูกลิงที่ตั้งสติได้ก่อนเพื่อนรีบวิ่งไปรินน้ำฝนต้มสุกที่คุณน้าหมอให้ต้มกรอกใส่ขวดไว้มาให้ คนไข้ก็ดื่มจนหมดราวกระหายเต็มที หมดแล้วยังขอเพิ่มอีกแก้ว และอีกแก้ว

คนไข้รายนี้เป็นญาติห่าง ๆ ของหมอทองอิน เมื่อหมอทองอินเห็นอาการก็ส่ายหน้า บอกว่าอาการขนาดนี้อย่างไรก็รักษาไม่หาย ให้พาไปหาหมอสุพลที่โรงพยาบาลเอกเทศแทน เผื่อจะมีความหวังรอดชีวิตได้

ข่าวคนไข้จวนตายกลับฟื้นได้ในครึ่งชั่วโมงแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว สองวันถัดมาคนไข้ที่กลายเป็นคนปกติก็เดินปร๋อ ทำให้ชาวบ้านมั่นใจในตัวหมอสุพลมากขึ้น หลังจากวันนั้น โรงพยาบาลเอกเทศก็เต็มไปด้วยคนไข้ ที่อาการไม่หนักหนา นายแพทย์หนุ่มก็ให้ไปพักรักษาตัวที่บ้าน ที่อาการรุนแรงจึงอยู่ที่โรงพยาบาล หากกระนั้นเตียงคนไข้ที่เตรียมไว้ก็ไม่พอ มีผู้ป่วยรอเตียงอีกมาก ชาวบ้านที่แข็งแรงจึงมาช่วยสร้างโรงผู้ป่วยง่าย ๆ ให้อีกหลังหนึ่ง

เจ้าลูกลิงสามตัวมีงานให้ทำไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนปี๊บอุจจาระ จากความสนุกในวันแรกเปลี่ยนความเหนื่อยล้า จนวันหนึ่งก็กอดกันร้องไห้เพราะเหนื่อยเกินไป

สุพลจึงขอความช่วยเหลือไปยังศิริราช

สองวันถัดมา นายแพทย์เปรมชนกก็พานักศึกษาแพทย์ประมาณสิบคนมาที่อัมพวา ชาวบ้านเห็นหมอมากันคณะใหญ่ก็อุ่นใจ เพราะไม่เพียงแต่หมอ ยังมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยมาด้วยหลายลัง หากที่สุพลปลื้มใจที่สุดก็คือ ภรรยาของเขาติดตามมาในคณะนี้ด้วย

 

“พอรู้ว่าเปรมชนกจะคุมนักศึกษามาที่นี่ ฉันก็เลยขอตามมาด้วย คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ขัดข้อง คุณพ่อท่านว่า ตรงนี้ถือเป็นด่านหน้าสำคัญที่เราต้องช่วยกันสกัดโรคไว้ให้ได้ ถ้าควบคุมโรคได้ตั้งแต่ที่นี่ เชื้อโรคก็จะไม่ระบาดเข้าสู่บางกอก” บัวเกี๋ยงนิ่งไปนิดหนึ่งจึงว่า “ฉันไม่ได้รับคำสั่งให้มากับคณะนี้ คงอยู่ด้วยได้ไม่นาน”

“ไม่เป็นไรหรอก แค่ได้เห็นหน้าเธอ ฉันก็ดีใจมากแล้ว ดีเสียอีก ฉันมีเรื่องจะขอให้เธอช่วย”

สุพลแนะนำให้บัวเกี๋ยงและเปรมชนกรู้จักหมอทองอิน เล่าถึงยาวิสัมพยาใหญ่ที่หมอทองอินใช้รักษา แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้วเพราะเครื่องประกอบยามีไม่ครบ

“ฉันพบว่าน้ำเกลือช่วยได้ดีในคนไข้อาการหนัก แต่ถ้าอาการไม่รุนแรง ยาของหมอทองอินก็ช่วยได้มาก คนไข้บางรายตอบสนองดีกว่ายาน้ำขาวของเรา” สุพลหันมาทางบัวเกี๋ยง “ฉันอยากให้เธอช่วยหาตัวยาเหล่านี้มาให้หน่อย”

สุพลส่งกระดาษซึ่งหมอทองอินจดรายการที่ต้องใช้อันประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด ได้แก่ ลูกผักชีลา ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพลู โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา อบเชย สมุลแว้ง สมอเทศ สมอไทย ว่านน้ำ บอระเพ็ด ขิงแห้ง พญารากขาว และดีปลี

บัวเกี๋ยงไล่สายตาดูอย่างถี่ถ้วนก็เห็นว่าสิ่งใดหายากง่าย ราคาเท่าใด มั่นใจว่าหาได้ครบจึงบอกว่า

“ฉันจะไปหาเตี่ยกับม้า น่าจะได้ครบตามรายการนี้ อันไหนไม่มี เตี่ยก็น่าจะช่วยหาจากเจ้าอื่นได้”

หมอทองอินรู้สึกปลื้มใจ ว่าหมอสมัยใหม่วัยหนุ่มสาวมิได้รังเกียจหมอพื้นบ้านสูงวัยอย่างเขา ซ้ำยังเชื่อมั่นในวิธีการที่เขารักษามาตลอด ความเป็นศัตรูจึงไม่ก่อเกิดขึ้นในใจแม้แต่นิดเดียว เมื่อหมอสุพลมาขอความช่วยเหลือ และเล่าถึงแผนการรักษาแบบผสมผสานด้วยวิธีการของหมอพื้นบ้านและการแพทย์สมัยใหม่ หมอทองอินจึงเต็มใจช่วยเหลืออย่างไม่เกี่ยงงอน

เย็นวันนั้น หมอทองอินจึงถือโอกาสเชิญหมอทุกคนมารับประทานอาหารที่บ้าน ไหว้วานชาวบ้านทำกับข้าวคนละอย่างมาเลี้ยงคณะหมอแทนการขอบคุณและต้อนรับไปพร้อมกัน

“คนไข้รายแรกของหมอก็จะมาร่วมวงด้วยนะ เขาเป็นญาติห่าง ๆ ของฉันเอง จากบ้านไปเสียไกล บุกป่าฝ่าดงขึ้นเหนือล่องใต้ ตะลุยมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำไม่เป็นอะไร จะเป็นห่าตายตอนกลับมาอยู่บ้านเกิดนี่ละ” หมอทองอินเล่าอย่างจะให้เป็นเรื่องขำขัน

ผู้ที่ถูกกล่าวถึงมาพอดี หมอทองอินจึงบอกให้นั่ง แล้วสายตาสองคู่ก็ประสานกันก่อนที่จะมีการแนะนำตัว

บัวเกี๋ยงอุทานเมื่อเห็นดวงหน้านั้นถนัดตา

“นายเทิด!”

“คุณหมอ!”



Don`t copy text!