วิมานใยบัว ภาคกลาง “สร้างวิมาน” ๒ : คนที่อยู่เบื้องหลัง

วิมานใยบัว ภาคกลาง “สร้างวิมาน” ๒ : คนที่อยู่เบื้องหลัง

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

“นายเทิดรู้หรือเปล่าว่าพ่อเลี้ยงถูกยิง” บัวเกี่ยงมองนิ่ง แล้วถามใหม่ว่า “นายเทิดอยู่กับพ่อเลี้ยงหรือเปล่า ตอนที่พ่อเลี้ยงถูกยิง”

“อยู่…อยู่จ้ะ” น้ำเสียงที่ตอบนั้นไม่มั่นคงราวเจ้าตัวกำลังปิดบังบางอย่างอยู่

ทั้งบัวเกี๋ยงและนายเทิดต่างก็ตกใจระคนประหลาดใจที่มาพบกันโดยบังเอิญ ตลอดเวลากินข้าว แม้จะคุยเรื่องการรักษาอหิวาต์มิให้ระบาดออกไป แต่ในใจของทั้งคู่ก็ครุ่นคิดถึงเรื่องอื่น อิ่มข้าวแล้วจึงหาโอกาสคุยกันตามลำพัง

“ทำไมพ่อเลี้ยงถูกยิง แล้วใครยิง นายเทิดรู้ไหม”

“พ่อเลี้ยงเป็นยังไงบ้าง” นายเทิดกลับย้อนถาม

บัวเกี๋ยงจึงได้รู้ว่า หลังจากวันที่พ่อเลี้ยงจันถูกยิง นายเทิดก็ไม่ได้พบพ่อเลี้ยงอีก

“พ่อเลี้ยงปลอดภัย แต่ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าพ่อเลี้ยงไปอยู่เสียที่ไหน บ้านพ่อเลี้ยงก็ปิดไว้ ไม่มีคนอยู่”

บัวเกี๋ยงเล่า เพราะเมื่อหล่อนกลับมาโรงพยาบาลหลังวันวิวาห์ หมอเปรมชนกก็บอกว่า พ่อเลี้ยงออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ไม่ได้ฝากอะไรถึงหล่อนอย่างที่บัวเกี๋ยงคิดว่า ถ้าพ่อเลี้ยงจะไป เขาคงฝากอะไรบ้าง เพราะหลังผ่าตัด เหมือนกับว่าเขามีอะไรค้างคามากมายที่ต้องการบอกหล่อน

บัวเกี๋ยงหาโอกาสไปเมียงมองที่บ้านพ่อเลี้ยง ก็พบแต่ความเงียบเชียบ บ้านร้างปิดตาย ไม่มีใครอาศัยอยู่

“ฉันหนีมาคืนเดียวกับที่พ่อเลี้ยงถูกยิงนั่นละ” นายเทิดเล่า “พ่อเลี้ยงคงมีเรื่องขัดผลประโยชน์กับหุ้นส่วนที่ลงทุนที่พระนคร ที่เปิดเบียร์ฮอลล์ด้วยกันน่ะ ไม่รู้ขัดแข้งขัดขากันอย่างไร ฝ่ายนั้นก็ลูกคนใหญ่คนโตเสียด้วย ถ้าจำไม่ผิดเป็นลูกเจ้าคุณคลังหรือยังไงนี่ละ ส่งมือปืนมายิงถึงบ้าน ไอ้หนุ่มนั่นมันคงเป็นนักเลงหัดใหม่ ใจยังไม่นิ่ง ยิงสะเปะสะปะ แต่กระสุนก็ถูกพ่อเลี้ยงหลายนัด”

“พ่อเลี้ยงถูกส่งมาที่โรงพยาบาล” บัวเกี๋ยงตอบ “แล้วนายเทิดล่ะ ทำไมไม่ตามพ่อเลี้ยงมาด้วย”

“ฉันตามไอ้มือปืนกระจอกนั่นไปนะสิ แต่คลาดกันเสียได้” นายเทิดทำหน้าหนักใจ “อันที่จริงพ่อเลี้ยงก็มีเรื่องไม่โปร่งใสอยู่มาก ตำรวจจ้องเล่นงานอยู่ ถ้าฉันกลับไปที่บ้านก็คงถูกจับไปสอบปากคำแน่ ก็เลยหนีมาอยู่ที่นี่ พี่ทองอินเป็นญาติห่าง ๆ ของฉัน”

“นายเทิดพูดเหมือนตัวเองหนีมากบดาน หนีความผิด มากกว่าหนีเอาตัวรอด”

นายเทิดเลี่ยงไม่ตอบ โชคดีที่หมอสุพลเดินเข้ามา การสนทนาเรื่องพ่อเลี้ยงจึงยุติลงเท่านั้น

บัวเกี๋ยงกลับบางกอกตอนบ่ายวันอาทิตย์ และกลับมาที่อัมพวาอีกครั้งในเย็นวันศุกร์พร้อมกับเครื่องยาสมุนไพรที่หมอทองอินจดรายการให้ บรั่นดีหลายขวด และยาวิสัมพยาใหญ่ที่ต้มแล้วอีกหลายขวด มีนายเริ่มที่คุณหญิงพลับสั่งให้ติดตามมาคอยดูแลช่วยเหลือ เพราะครั้งนี้หมอบัวเกี๋ยงขออนุญาตมาร่วมเป็นหนึ่งในคณะแพทย์ปราบอหิวาตกโรคที่อัมพวาด้วย

หมอบัวเกี๋ยงเห็นว่าสภาพโดยทั่วไปดีขึ้นกว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน คนป่วยที่เคยนอน บัดนี้ลุกขึ้นเดินช้า ๆ ได้ นอกจากรักษาอหิวาต์เป็นหลักแล้ว หมอสุพลและหมอเปรมชนกยังตั้งโต๊ะตรวจโรคทั่วไปให้กับชาวบ้านด้วย เพราะมอบหมายหน้าที่ดูแลผู้ป่วยให้กับนักศึกษาแพทย์แล้ว

เจ้าลิงสามตัวทำตัวเป็นหัวหน้านักศึกษาแพทย์อีกชั้นหนึ่ง เพราะถือว่ามาก่อน และเป็นลูกมือ ‘คุณน้าหมอ’ มาตั้งแต่แรกตั้งโรงพยาบาล นักศึกษาแพทย์ทั้งหลายก็ยอมอยู่ในโอวาทของสามทโมนอย่างเอ็นดู

 

หมอทองอินดีใจที่ได้เครื่องยามาครบถ้วนไม่ขาดแม้แต่อย่างเดียว บัวเกี๋ยงอยู่เป็นลูกมือหมอทองอินแทนที่จะอยู่ประจำโรงพยาบาลที่ศาลาวัดด้วยความมุ่งหมายสองประการ ประการแรกคืออยากเรียนรู้วิธีการต้มยาของหมอทองอิน ประการหลังก็คือ หาโอกาสคุยกับนายเทิด

บัวเกี๋ยงมิได้เชื่อถ้อยคำของนายเทิดสนิทใจนัก ความเคลือบแคลงใจนี้ทำให้หล่อนไปพบนางสรและนางเปลวที่สำนักนางเตียงในวันหนึ่ง ถามถึงนายเทิด ทั้งสองก็เล่าอ้ำอึ้งเกี่ยงกันไปมา ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้มีพิรุธ คิดอยู่ว่า ถ้ากลับมาที่อัมพวาแล้วนายเทิดหนีไปอยู่ที่อื่น ก็หมายความว่านายเทิดโกหกเรื่องพ่อเลี้ยงถูกลอบยิง

ลึก ๆ ในใจ บัวเกี๋ยงคิดว่านายเทิดนั่นละ คือคนที่ยิงพ่อเลี้ยงเสียเอง

ในคืนนั้น สุพลก็ถามภรรยาตรง ๆ ว่า

“บัวเกี๋ยงกับนายเทิดมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า เล่าให้ฉันฟังได้ไหม”

บัวเกี๋ยงเล่าให้สามีฟังอย่างไม่ปิดบัง หล่อนเคยเล่าเรื่องพ่อเลี้ยงเมืองเหนือให้เขาฟังแล้วเมื่อไปถึงอเมริกาวันแรก ๆ จึงขยายจากเหตุการณ์นั้นว่า ในบ้านพ่อเลี้ยงมีบริวารอยู่สองคน คือนายเทิดและภรรยา นายเทิดนี้จะว่าเป็นคนงานเก่าแก่ของนายห้างปางไม้บิดาของพ่อเลี้ยงก็ได้ เพราะทำงานติดต่อระหว่างปางไม้ที่เชียงใหม่กับบางกอกหลายปี จนเมื่อมาอยู่ถาวรที่บางกอก ก็เป็นคนเฝ้าบ้านที่นายห้างปลูกไว้ให้ลูกชายยามที่ต้องมาติดต่อการค้าในพระนคร

“เธอจำคืนที่พ่อเลี้ยงถูกส่งมาที่โรงพยาบาลได้ไหม”

“จำได้สิ คืนก่อนวันแต่งงาน ของเรา” สุพลว่า หากไม่เอ่ยถึงสิ่งที่เขาได้ยินบัวเกี๋ยงและพ่อเลี้ยงสนทนากัน

“คืนนั้นเป็นคืนที่คุณวันวัสสาน์หนีออกจากบ้านไป”

“มันเกี่ยวกันยังไง ฉันยังจับต้นชนปลายไม่ถูก” สุพลถาม

บัวเกี๋ยงจึงเล่าว่าญาติของพยาบาลคนหนึ่งเคยทำงานที่บ้านรัชฎาสรรพกิจ วันที่เจ้าคุณรัชฎาฯ รู้ว่าวันวัสสาน์หนีออกจากบ้านไป หลังพายุอารมณ์พัดพังทลายข้าวของในบ้านหมดสิ้นแล้ว ก็เรียกบริวารสาว ๆ ที่เคยติดตามธิดามาซักถามรายคน จนจับต้นชนปลายได้ว่า ทุกครั้งที่วันวัสสาน์ ‘อ้าง’ ออกไปข้างนอกนั้น จะให้เงินค่าขนม หรือเรียกให้ถูกก็คือ ‘ค่าปิดปาก’ แล้วต่างคนต่างก็เที่ยวเล่นตามอัธยาศัย ถึงเวลานัดหมายก็พากันกลับบ้าน เจ้าคุณจึงไล่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ออกทั้งหมด ด้วยความแค้นใจ บริวารคนหนึ่งผู้ถูกไล่ออกก็เล่าเบื้องลึกเบื้องหลังให้ญาติที่เป็นพยาบาลฟัง ว่าวันวัสสาน์แอบคบกับนักเลงจนท้อง ตัวเองคงละอายใจ จึงต้องหนีหน้าหลบอาย แต่บางคนก็แย้งว่าการหนีคราวนั้นเป็นเรื่องไม่ได้เตรียมการมาก่อน แต่ไอ้นักเลง คนรักของวันวัสสาน์ดันไปฆ่าคนใหญ่คนโตเข้า เลยต้องรีบหนีไปหาที่กบดานก่อน

คราวนี้สุพลพอจะปะติดปะต่อความคิดของภรรยาได้

“หมายความว่า วันวัสสาน์ก็อาจจะหลบอยู่แถวนี้” สุพลรำพึง

บัวเกี๋ยงพยักหน้าน้อย ๆ แต่ก็มิได้มั่นใจแน่ชัด

 

แม้ว่าหมอบัวเกี๋ยงจะไปช่วยหมอทองอินต้มยาที่บ้าน แต่ก็ไม่พบหน้านายเทิดสมดังปรารถนา หล่อนคิดว่านายเทิดจงใจหลบหน้า บัวเกี๋ยงจึงขอให้สุพลเรียกนายเทิดมาพบในฐานะคนไข้คนแรกมาตรวจเพื่อเช็คสุขภาพหลังการรักษา นายเทิดเลี่ยงไม่ได้จึงมาด้วยความเกรงใจหมอสุพลที่ช่วยตนให้พ้นจากเงื้อมมือมัจจุราช

“ร่างกายแข็งแรงดีแล้วละ ไม่มีอะไรให้ห่วงอีก ถ้าฉีดวัคซีนป้องกันไว้จะยิ่งดี”

หมอสุพลบอกกล่าวราวพูดถึงเรื่องทั่วไป วัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคนั้นมีแล้ว แต่ไม่มีใครยอมมาฉีด เพราะเห็นว่าต้องเอาเข็มปักลงไปบนร่างกาย แล้วคนนั้นก็ร้องจ้าว่าเจ็บ ที่กล้า ๆ กลัว ๆ ก็เลยเป็นกลัวขึ้นมาจริง ๆ วิ่งหนีกันจ้าละหวั่นเพราะกลัวถูกจับฉีดวัคซีน

บัวเกี๋ยงนึกคราวที่นายหมอทรัพย์สับสุก…ปลูกฝีให้ แรกทีเดียวก็กลัว เพราะว่าเป็นการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แต่เพราะกลัวตายมากกว่า สุดท้ายจึงยอมให้นายหมอทรัพย์สับสุกให้ ก็อยู่รอดปลอดภัยมาถึงเดี๋ยวนี้ จนกระทั่งสำเร็จวิชาแพทย์ บัวเกี๋ยงจึงรู้ว่าทั้งหมดอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าชาวบ้านเชื่อมั่นในสิ่งที่บอก ไฉนเลยจะลังเลไม่ให้ความร่วมมือ

นายเทิดเป็นนักเลงใหญ่ ใคร ๆ ก็เล่าลือว่าหนังเหนียว ฟันแทงไม่เข้า ทำอย่างไรก็ไม่ตาย แต่สุดท้ายกลับถูกหามมาโรงพยาบาลเพราะโรคห่า หมอสุพลก็แน่ไม่แพ้ใคร ชุบชีวิตนักเลงใหญ่ให้ฟื้นขึ้นมาได้ พอหมอสุพลยกเข็มขึ้นมาเตรียมปักลงไป นายเทิดก็เลิกแขนเสื้อขยับไหล่ให้หมอสุพลฉีดยาได้ถนัด

ชาวบ้านที่เฝ้ามองดูคอยลุ้นอยู่ว่านายเทิดจะเป็นอะไรขึ้นมาหรือไม่ ก็ยังเห็นว่าปกติดี จึงเริ่มสอบถามว่า

“ฉันขอฉีดบ้างได้ไหมจ๊ะ คุณหมอ”

“ได้สิ” สุพลตอบ สีหน้าชื่นขึ้นเรียกนักศึกษาแพทย์รายหนึ่งเข้ามาสั่งการ “จดรายชื่อผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนไว้นะ แล้วดูว่าวัคซีนที่เราเตรียมมาพอหรือเปล่า ถ้าไม่พอพรุ่งนี้ผมจะขอเพิ่มไป ยังไงก็ต้องให้ชาวบ้านได้รับวัคซีนทุกคน”

หมอสุพลหันมาขอบใจนายเทิดที่เป็นตัวอย่าง คุยเรื่องทั่วไปสักครู่ก็เข้าสู่ประเด็นที่ตั้งใจไว้

“นายเทิดไปทำอะไรอยู่ที่เชียงใหม่ตั้งหลายปี หมอทองอินเล่าว่านายเทิดเดินทางไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ”

คนถูกถามหัวเราะแล้วก็เล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังอย่างหนุ่มนักผจญภัย เผชิญปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในดินแดนใหม่ ชีวิตในปางไม้ที่ต้องต่อสู้กับริ้นไร ทาก และช้างตกมัน บางเรื่องก็อัศจรรย์เกินกว่าจะคิดว่าคนธรรมดาคนหนึ่งจะทำได้ขนาดนั้น

หมอบัวเกี๋ยงถือจานผลไม้เข้ามาวางแล้วนั่งร่วมวงด้วย นายเทิดจึงรู้ตัวว่านี่เป็นแผนการล้วงความลับ เพราะหมอสุพลถามว่า

“กับพ่อเลี้ยงจัน นายเทิดสนิทสนมคุ้นเคยกันแค่ไหน”

“ก็ไม่สนิทมากไปกว่านายกับบ่าวล่ะครับ คุณหมอ” นายเทิดหันมาทางหมอสาว ลึกลงไปในดวงตามีนัยอะไรบางอย่างเมื่อถามว่า “เรื่องพ่อเลี้ยงจัน หมอบัวเกี๋ยงน่าจะรู้ดีกว่าใคร พ่อเลี้ยงน่าจะเล่าอะไร ๆ ให้หมอฟังโขอยู่”

บัวเกี๋ยงและสุพลสัมผัสได้ว่า ‘อะไร ๆ’ ที่นายเทิดพูดถึงนั้นชอบกลอยู่

“พ่อเลี้ยงไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังหรอก นอกจากถามว่า ฉันอยากรู้หรือเปล่าว่าพ่อแม่ของฉันคือใคร ฉันก็ตอบไปว่าไม่อยากรู้”

“หมอไม่อยากรู้ หรือว่าหมอรู้แล้ว แต่กลัวว่าจะยอมรับความจริงไม่ได้” นายเทิดต้อน หรี่ตามองมาอย่างมีความนัย

“ฉันไม่อยากรู้จริง ๆ ฉันโตมาอย่างเด็กกำพร้า พ่อแม่ตายตั้งแต่เด็ก”

นายเทิดฟังแล้วก็หันไปทางหมอสุพล

“นี่แน่ะคุณหมอ เล่าเรื่องผจญภัยในเมืองเหนือให้ฟังหลายเรื่อง ฉันจะเล่าเรื่องสุดท้ายละ ถ้าหมอบัวเกี๋ยงไม่มีธุระอะไร จะนั่งฟังด้วยกันก็ได้” นายเทิดยิ้มอย่างมีเลศนัย “ปีที่ผมตัดสินใจว่าจะเลิกทำงานที่ปางไม้นั้น ผมได้แต่งงานกับสาวในปางไม้คนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นลักลอบได้เสียกับลูกชายพ่อเลี้ยงจนตั้งท้อง แต่ปิดบังไว้ ผมรู้มาตลอดแต่ไม่ปริปากบอกใคร จนเด็กผู้หญิงคนนั้นคลอด ผมก็พาครอบครัวล่องเรือกลับมาพระนคร แต่ผมยังแค้นใจที่นังเมียสาวหลอกผมได้ พอมันเผลอ ผมก็เลยเอานังเด็กนั่นทิ้งไว้ที่ท่าน้ำ จะขาดใจตายหรือมีคนเก็บไปเลี้ยงไว้ยังไงก็สุดรู้ นางเมียผม เมื่อถึงพระนครแล้วก็ไม่อยู่ด้วยกัน ไปเป็นหญิงคนชั่วอยู่ซ่องแถวสะพานถ่าน ก็ยังขายตัวมาจนถึงเดี๋ยวนี้”

บัวเกี๋ยงตัวเย็นเฉียบเมื่อนายเทิดเล่าจบและหันมามองช้า ๆ อย่างผู้มีชัย นี่หรือ..คือสิ่งที่พ่อเลี้ยงพยายามบอกหล่อนทางอ้อม ด้วยการถามว่าหล่อนอยากรู้หรือไม่ว่าใครคือผู้ให้กำเนิด

“หมอยังอยากรู้ไหม ว่าใครคือพ่อแม่ที่แท้จริงของหมอ”

“ไม่อยากรู้” บัวเกี๋ยงตอบทันควัน “ฉันมีพ่อชื่อทรัพย์ แม่ชื่อกาสะลอง ทั้งสองนี้ละ คือพ่อแม่บังเกิดเกล้าของฉัน”

หมอบัวเกี๋ยงตอบอย่างนั้น นายเทิดก็เลิกตอแย

 

“หมอ วัคซีนจะมาเมื่อไหร่”

“ไหนหมอว่ามีวัคซีนฉีดให้ทุกคนยังไงล่ะ”

เสียงชาวบ้านโวยวายอยู่ที่ศาลา นักศึกษาแพทย์รีบรายงานเมื่อนายแพทย์สุพลมาถึง วัคซีนที่เตรียมมามีจำนวนจำกัด และในตอนแรกก็ไม่มีใครยอมฉีด ครั้นเมื่อหายกลัวจะฉีดแล้ว ก็อยากจะได้วัคซีนกันทั่วหน้า สุพลจึงบอกให้ชาวบ้านสบายใจว่าเขาได้ขอวัคซีนมาเพิ่มแล้ว จะมาถึงในสัปดาห์หน้า

“ถ้าอย่างนั้นต้องฉีดให้ตามลำดับที่ลงชื่อไว้นะหมอ” ชาวบ้านคนหนึ่งร้องขึ้นมา “คุณหมอจดชื่อคนที่ต้องการฉีดไว้แล้ว ถ้ามาแล้วต้องเรียกตามลำดับนะ”

“แน่นอนครับ ผมสั่งมาให้เพียงพอกับทุกคนแน่นอนครับ”

ชาวบ้านรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ เห็นรถจากโรงพยาบาลมาถึงชาวบ้านก็มาออกันอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะคิดว่าวัคซีนมาส่งแล้วแน่ ๆ นักศึกษาแพทย์ช่วยกันลำเลียงวัคซีนหลายลังลงจากรถ ตรวจเช็คจำนวนแล้วก็ออกมากระซิบบอกนายแพทย์สุพลให้เข้าไปตรวจดู

“ผมเห็นว่ามันแปลก ๆ ครับอาจารย์”

“แปลกยังไง วัคซีนหมดอายุหรือ” สุพลถาม

“เปล่าครับ อาจารย์มาดูเองดีกว่า สองลังนี้น่ะครับ ที่ผมว่าแปลก ๆ” นักศึกษาแพทย์ชี้ สุพลจึงเข้าไปดูใกล้ ๆ

หยิบขวดวัคซีนขึ้นมาพิจารณาแล้วยอมสละทิ้ง เทออกดูก็อุทานออกมาว่า

“น้ำเกลือ!”

ครั้นตรวจอีกลังก็พบว่าเป็น

“น้ำกลั่น!”

“ทำยังไงดีครับอาจารย์ วัคซีนจริง ๆ มีไม่พอกับชาวบ้าน เราต้องถูกเล่นงานแน่ ๆ เลย”

“ผมจะบอกชาวบ้านให้กลับไปก่อน เราจะเริ่มฉีดวัคซีนให้พรุ่งนี้ หลังจากที่เจ้ากรมมาตรวจงานโรงพยาบาลที่นี่”

นายแพทย์สุพลแค้นใจ ไม่คิดว่าความพยายามช่วยชาวบ้านของเขาจะได้รับความร่วมมืออย่างไม่เต็มใจเช่นนี้ บัวเกี๋ยงคือผู้ที่เข้ามาให้สติ บอกให้เขาค่อย ๆ คิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป เรื่องได้รับน้ำเกลือและน้ำกลั่นแทนวัคซีนจริงนั้นมีความเป็นไปได้อยู่สองทาง ทางแรกก็คือเจ้ากรมรู้เห็นเป็นใจในเรื่องนี้ กินนอกกินในกับการจัดหาวัคซีนมาฉีดให้ชาวบ้าน กับอีกทางหนึ่งก็คือ

คนกลางที่จัดหาวัคซีน ส่งวัคซีนปลอมมาให้โดยที่ไม่มีผู้ใดตรวจสอบตั้งแต่ต้น

 

เจ้ากรมสาธารณสุขมาเยี่ยมชมโรงพยาบาลเอกเทศที่อัมพวาพร้อมด้วยคณะ เพื่อดูความสำเร็จที่นายแพทย์สุพลสามารถปราบอหิวาตกโรคได้สำเร็จก่อนที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายออกไป ในคณะนั้นยังมีเลขารัฐมนตรีหลายท่านและนักหนังสือพิมพ์ติดตามมา

กลางวสันต์ทึ่งที่ได้เห็นว่าโรงพยาบาลเอกเทศนั้นเป็นอย่างไร บัวเกี๋ยงและสุพลดีใจที่ได้พบหน้าคนรู้จัก แล้วความยินดีนั้นก็แปรไปเป็นประหลาดใจ เมื่อกวาดสายตาไปพบเลขารัฐมนตรีผู้หนึ่ง อุทานออกมาพร้อมกันว่า

“ชวาลา”

ชวาลาในวันนี้มีผู้ล้อมหน้าล้อมหลังพินอบพิเทาไม่ผิดกับผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง เมื่อสุพลรายงานถึงกระบวนการรักษาตลอดจนการป้องกันอหิวาตกโรคว่าควรทำควบคู่กันไป ชวาลาก็พยักหน้าอย่างผู้ใหญ่อันยิ่งยศ แต่เมื่อเขาหันไปคุยกับเจ้ากรม ก็ตบบ่าสุพลอย่างเอ็นดูว่า

“ฝากน้องชายผมด้วยนะเจ้ากรม น้องคนนี้ฝีมือดี ผมเห็นมาตั้งแต่อยู่อเมริกา” แล้วก็หันมาบอกสุพลว่า “พี่ฝากฝังให้แล้ว ก็ทำตัวดี ๆ อย่าให้เสียที่พี่อุตส่าห์รับรอง”

สุพลบิดตัวน้อย ๆ อย่างรังเกียจ ชวาลาจะทำให้เขากลายเป็น ‘เด็กเส้น’ ต่อหน้าคนอื่น

เจ้ากรมค่อนข้างทึ่งเมื่อหมอสุพลสามารถชักชวนให้ชาวบ้านมาฉีดวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคได้ เมื่อนายแพทย์หนุ่มรายงานจบ เจ้ากรมก็บอกอย่างให้กำลังใจว่า วัคซีนที่ส่งมาให้รอบหลังนี้คงจะเพียงพอ สุพลรอจังหวะนี้อยู่แล้ว จึงประกาศกับชาวบ้านว่า

“พ่อแม่พี่น้อง วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่เจ้ากรมมาเยี่ยมเราถึงที่นี่ ทุกท่านมีความยินดีที่ทราบว่าพวกเราเต็มใจฉีดวัคซีนป้องกันอหิวาต์ ท่านชวาลาจึงจะประเดิมเข็มแรกให้เราในวันนี้”

ชวาลาหันมาอย่างตกใจแต่ใบหน้ายังยิ้ม ต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ เขาไม่มีวันยอมเสียหน้า เมื่อนักศึกษาแพทย์เชิญเขาไปนั่งที่เก้าอี้ เขาจึงยอมทำตาม ปลดกระดุมเสื้อเปลือยไหล่เพื่อฉีดวัคซีน ถามเสียงเบากับสุพลให้ได้ยินแค่สองคน

“เธอจะแกล้งทำท่าฉีดเท่านั้นใช่ไหม”

“แกล้งฉีดก็ไม่สมจริงสิครับ ผมแสดงละครไม่เก่งเสียด้วย ต้องฉีดจริง ๆ นั่นละ ถึงจะสมจริง พี่ดูนั่นสิ” สุพลพยักหน้าไปทางหนึ่ง “พวกนักหนังสือพิมพ์ง้างกล้องรอถ่ายรูปแล้ว ภาพนี้จะเป็นข่าวใหญ่แน่นอน”

เมื่อพูดถึงเป็น ‘ข่าวใหญ่’ ชวาลาก็ค่อยพอใจขึ้น

“วัคซีนที่ส่งมา มีทั้งวัคซีนจริง น้ำเกลือ และน้ำกลั่น” สุพลพูดเสียงเบาหากเด็ดขาดในสิ่งที่กำลังจะทำ “ผมไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ผมก็เลยเอาทั้งสามอย่างมาผสมกัน แล้วจะทดลองฉีดให้พี่เป็นรายแรก”

“เฮ้ย! ทำอย่างนี้ได้ยังไง วัคซีนนะ ไม่ใช่ค็อกเทล จะผสมกันมั่วแบบนี้ไม่ได้”

“พี่กลัวตายเหรอ” สุพลถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้าพี่กลัว ชาวบ้านพวกนี้ก็กลัว”

โดยไม่ทันตั้งตัว สุพลก็ปักเข็มลงไป เสียงกดชัตเตอร์ระรัวตามมาด้วยเสียงปรบมือโห่ร้องของชาวบ้าน ที่วัคซีนเข็มแรกปักเอาฤกษ์เอาชัยเสร็จแล้ว

“แกฉีดอะไรให้ฉัน สุพล”

“ผมต้องการวัคซีนจริง ที่เพียงพอกับจำนวนชาวบ้านที่นี่ ขอให้พี่จัดการให้ผมด้วย ถ้าพี่ทำไม่ได้ ผมจะบอกนักข่าวว่าทางกรมและผู้จัดหาวัคซีนส่งอะไรมาให้ชาวบ้าน พี่จัดการเรื่องนี้เสร็จเมื่อไหร่ ผมถึงจะบอกว่าผมฉีดอะไรให้พี่”

ชวาลามองสุพลอย่างคั่งแค้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หากกระนั้นก็ปลื้มที่ชาวบ้านที่เดินผ่านส่งยิ้มให้อย่างนับถือ นักศึกษาแพทย์ขานชื่อผู้ที่ลงบัญชีรายชื่อไว้ตามลำดับเข้าฉีดวัคซีน ซึ่งหมอสุพล หมอบัวเกี๋ยง และหมอเปรมชนก เป็นผู้ฉีดให้ ใช้เวลาไม่นานก็แล้วเสร็จ แต่ชาวบ้านที่ยังไม่ได้ฉีดก็โวยวายเพราะยังเหลืออีกมาก ชวาลาจึงใช้โอกาสนี้สร้างคะแนนนิยมให้ตัวเองด้วยการรับรองว่า วัคซีนชุดต่อไปจะมาถึงในวันพรุ่งนี้

วันถัดมา ชาวบ้านในอัมพวาก็ได้รับวัคซีนอหิวาตกโรคกันครบถ้วน

ส่วนชวาลาก็โล่งใจที่สุพลฉีดวัคซีนจริงให้แก่เขา

 

คนป่วยเริ่มบางตาลงจนคนไข้รายสุดท้ายหายป่วยเดินกลับบ้านได้ด้วยตัวเอง รอยยิ้มเบิกบานก็กลับคืนมาสู่อัมพวาอีกครั้ง หมอสุพลขอแรงชาวบ้านมาช่วยกันรื้อโรงพยาบาล เป็นสัญญาณว่าการปราบโรคสิ้นสุดลงแล้ว และคณะแพทย์เตรียมเก็บของกลับ ชาวบ้านก็ใจหาย ด้วยว่าอยู่ร่วมทุกข์กันมาหลายสัปดาห์ หายป่วยพ้นตายได้ก็เพราะหมอมาช่วยไว้แท้ ๆ บางรายถึงกับมาร้องไห้คร่ำครวญขอให้หมออยู่ต่อ อย่าทิ้งพวกเขาไป โดยเฉพาะเจ้าลูกลิงสามตัว

สุพลยอมรับว่าเขาได้เรียนรู้หลายอย่างของคนที่นี่จากเจ้าลิงสามตัวที่ชอบพูด ชอบเล่า แม้บางคราวจะโม้แต่ก็มีเนื้อหาสาระ กับความซนที่ซอกแซกเข้าบ้านโน้นออกบ้านนี้ มาแต่ละทีก็มีเรื่องเล่าสู่กันฟัง สิ่งหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้อหิวาตกโรคระบาดในถิ่นนี้ก็คือ สุขอนามัยของชาวบ้าน

อัมพวาเป็นชุมชนที่วิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ แม่กลองคือสายน้ำแห่งชีวิต น้ำดื่มน้ำใช้ก็นำมาจากสายธารนี้ทั้งสิ้น เวลาเจ้าลิงสามตัวปวดท้องต้องการถ่าย มันก็วิ่งจากลานวัดไปที่ริมตลิ่ง นั่งยอง ๆ ที่พงหญ้าแล้วปลดทุกข์ลงตรงนั้น ครั้นเสร็จมันก็ชวนกันวิ่งไปที่ท่าน้ำห่างอีกหน่อย กระโจนลงน้ำเล่นกันสนุกสนาน บ้านที่อยู่ถัดไปก็ตักน้ำขึ้นไปใส่ตุ่มไว้ใช้ เชื้อโรคที่ติดไปกับน้ำก็แพร่กระจายออกไปทางหนึ่ง ยังมีแมลงวันที่ตอมสิ่งปฏิกูลแล้วไปเกาะอาหาร ชาวบ้านเปิบข้าวด้วยมือ แล้วอาหารหลายอย่างกินสุก ๆ ดิบ ๆ ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้หลายทาง เมื่อมีอาการก็เวียนหัวคลื่นไส้ ถ่ายไม่หยุด จนร่างกายอ่อนแรงและขาดน้ำ คณะแพทย์จึงใช้เวลาสัปดาห์สุดท้ายถ่ายทอดเรื่องการกินอยู่ให้ถูกสุขลักษณะแก่ชาวบ้าน

กลางวสันต์มาขลุกอยู่ด้วยเพื่อเก็บข้อมูลเขียนเรื่องลงหนังสือพิมพ์และทำข่าวปิดโรงพยาบาลเอกเทศ นึกถึงกลอนบทหนึ่งซึ่งหลวงวิลาศปริวัตร หรือ ครูเหลี่ยม วินทุพราหมณกุล เป็นผู้แต่งขึ้นเมื่อครั้งเกิดอหิวาตกโรคระบาดที่นครราชสีมา ปี ๒๔๕๙ เพื่อรณรงค์เรื่องสุขอนามัยว่า

“อหิวาต์กำเริบ ล้างมือก่อนเปิบ ด้วยน้ำประปา ผักดิบผักสด งดเสียดีกว่า หากใช้น้ำท่า จงต้มเสียก่อน น้ำคลองต้องคั้น อาหารหวานคาว เมื่อกินทุกคราว เลือกแต่ร้อน ๆ อาหารสำส่อน จำไว้ใคร่สอน กินไม่ดีเลย”

สุพลนึกขึ้นมาได้เมื่อกลางวสันต์ช่วยกระตุ้นความทรงจำ นายแพทย์หนุ่มจึงเรียกเจ้าลิงสามตัวมาฟังคำกลอน แล้วสอนให้ท่องจำคนละนิด ต่อกันไป สามคนช่วยกันก็ต่อคำกลอนได้ไปจนจบ จำขึ้นใจได้ดี เจ้าลิงสามตัวก็เกาะกลุ่มร้องรับสลับกันไปทั้งหมู่บ้าน เริ่มบอกชาวบ้าน ถึงแนวทางการปฏิบัติตัวที่ถูกสุขอนามัย เรื่องอื่น ๆ ยังพอทำได้ เช่นการขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทาง หรือต้มน้ำฆ่าเชื้อโรคสำหรับดื่ม แต่เรื่องกินอาหารนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะชาวบ้านยังเปิบอาหารด้วยมือ แม้จะมีช้อนส้อมแต่ก็หยิบจับไม่ถนัดมือนัก ลำบากเข้าก็ใช้มือเปิบเหมือนเดิม วิธีที่จะช่วยได้ก็คือขอให้หมั่นล้างมือให้สะอาด

อีกนานต่อมาหลายปี กลอนรณรงค์ของครูเหลี่ยมนี้ก็ถูกย่นย่อให้สั้นลง เหลือเพียง

‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ’

ความสำเร็จของคณะแพทย์ในการปราบอหิวาตกโรคที่อัมพวา ทำให้ไม่นานก็มีคำสั่งให้นายแพทย์สุพล บริรักษ์เวชการ ไปประจำที่จังหวัดเชียงราย แม้จะสมใจที่ได้ไปเป็นแพทย์ชนบท แต่สุพลก็อดคิดไม่ได้ว่าเบื้องหลังคำสั่งนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล

และคนที่จะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็หนีไม่พ้น ชวาลา



Don`t copy text!