วิมานใยบัว ภาคกลาง “สร้างวิมาน” ๓ : นโยบายอวดธง

วิมานใยบัว ภาคกลาง “สร้างวิมาน” ๓ : นโยบายอวดธง

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

‘คนบนโต๊ะได้หน้า หมออาสาได้บุญ’

กลางวสันต์เขียนบทความหลายชิ้นลงหนังสือพิมพ์ ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล และการแจ้งเบาะแสเรื่องไม่ชอบมาพากลให้ประชาชนทราบ ข่าวการปราบอหิวาตกโรคที่อัมพวา นำโดยนายแพทย์สุพล บริรักษ์เวชการ ได้รับความสนใจ ตลอดจนเรื่องการดูแลรักษาสุขอนามัยของตนเองให้ปลอดจากโรค

แต่ที่ ‘ผู้ใหญ่’ หลายคนไม่พอใจ ก็คือบทความที่กลางวสันต์เขียนจิกกัดเหน็บแนมถึงการทำงานที่ต่างกัน ระหว่างผู้ใหญ่…ฝ่ายที่กำหนดและควบคุมนโยบาย กับฝ่ายผู้ปฏิบัติงาน ที่เผชิญกับปัญหาที่แท้จริง

กลางวสันต์กลับบ้านบ่อยขึ้น มิใช่เพราะอยากกลับไปอยู่ท่ามกลางความสุขสบาย แต่เขากลับไปเพื่อดูอาการของมารดาที่มีแต่ทรงกับทรุด ไม่กินข้าว ไม่กินยา ไม่ทำอะไร ปล่อยวัน ๆ ให้หมดไปอย่างไร้ความหมาย คุณหญิงต่วนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนนับตั้งแต่วันวัสสาน์หนีออกจากบ้าน เจ้าคุณรัชฎาสรรพกิจ ผู้สามีก็มิได้ถนอมน้ำใจ ค่อยแต่จะย้ำว่าทั้งหมดนี้เป็นความผิดของคุณหญิงฝ่ายเดียว

เมื่อบรรยากาศในบ้านรัชฎาสรรพกิจดำเนินไปอย่างซังกะตาย ศุภางค์ก็กลับไปค้างบ้านพ่อแม่ของหล่อนบ่อยขึ้น

กลางวสันต์ไม่เชิงแปลกใจที่มีรถคันงามจอดเทียบหน้าตึก เพราะบ้านรัชฎาสรรพกิจมีคนเข้าออกเพื่อเจรจาหารือ หรือจะพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ เข้ามาตกลงเรื่องผลประโยชน์กันอยู่ไม่ขาด เพียงแต่ว่ารถคันนี้เขาไม่คุ้นมาก่อนเท่านั้นเอง เมื่อเข้าไปในบ้านจึงได้รู้ว่าแขกเป็นใคร อยู่กันพร้อมหน้าทั้งบิดาและพี่สะใภ้

“นายกลาง มาเยี่ยมคุณแม่รึ” ต้นตะวันทักทายเมื่อเห็นน้องชายเดินเข้ามา

กลางวสันต์แค่นยิ้ม ยกมือไหว้บิดาแล้วพยักหน้าน้อย ๆ ให้พี่สะใภ้เป็นเชิงทักทาย

“พี่ชวาลา รู้จักไว้เสียสิ” ต้นตะวันแนะนำ “ชวาลากับพี่รู้จักกันที่อเมริกา พี่กลับมาก่อนเมื่อเรียนจบ”

“ผมรู้จักแล้วครับ รู้จักชื่อ รู้จักหน้า แต่ไม่รู้จักตัว ทราบแต่ว่าเป็นคนดังคนหนึ่ง”

แม้ถ้อยคำและน้ำเสียงจะค่อนแคะ แต่ชวาลาก็ยิ้มรับ เพราะชอบที่คนอื่นให้ความสำคัญว่าตนเป็นคนมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกว้างขวาง แต่ยิ้มหุบลงเมื่อกลางวสันต์ถามว่า

“พี่ใหญ่จบเศรษฐศาสตร์มา คุณชวาลาจบอะไรมาครับ คณะเดียวกันหรือเปล่า”

“จบอะไรไม่สำคัญหรอกน้องชาย สำคัญที่ว่าเรามีความรู้ความสามารถ ได้เห็นโลกกว้างจากเมืองนอก แล้วนำกลับมาพัฒนาบ้านเราให้เจริญก้าวไกล ศิวิไลทัดเทียมอารยประเทศ”

“ศิวิไล แหม…พูดเหมือนท่านผู้นำเปี๊ยบเลย” กลางวสันต์ว่า “ถ้าทุกคนคิดแบบพี่ชวาลาก็ดีสินะ ผมก็อยากเห็นบ้านเมืองเรามันพัฒนาเหมือนกัน ผมจำได้แล้วว่าเคยพบพี่ชวาลาที่ไหน ตอนไปดูโรงพยาบาลเอกเทศที่อัมพวายังไง ผมอยู่ในคณะเยี่ยมโรงพยาบาลคราวนั้นด้วย”

ชวาลาพยักหน้ายิ้ม ฟังชายหนุ่มพูดต่อ

“แถวนั้นยังบ้านนอกอยู่มาก เหลือบ ยุง ริ้น ไร เต็มไปหมด ไอ้สัตว์พวกนี้มันร้ายนะครับ ร้ายพอ ๆ กับเชื้อโรคเลย มันดูดกินทั้งเลือดทั้งสวะปฏิกูลไม่เลือก เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้”

กลางวสันต์เหน็บหากชวาลาทำท่าไม่รับรู้ แม้ดวงตาแข็งกร้าวหน้าสั่นกระตุก

“พล่ามอะไร เจ้ากลาง” เจ้าคุณรัชฎาฯ โบกมือปรามบุตรชายเพราะชักจะพูดจาเลยเถิด “มาเยี่ยมแม่แกไม่ใช่เรอะ หรือว่าจะนั่งคุยกับพ่อกับพี่เขาล่ะ”

“ผมขึ้นไปดูคุณแม่ดีกว่าครับ ถ้าผมนั่งอยู่ด้วย ไม่ใครก็ใครคงได้หน้าดำหน้าเขียวขึ้นมามั่ง”

“แกจะไปดูแม่ก็รีบไป” ต้นตะวันไล่อย่างรำคาญ แล้วก็นึกได้ “อ้อ! ฉันขอเตือนแกไว้สักหน่อย แกจะเป็นนักหนังสือพิมพ์หรือริจะเป็นนักเขียนไส้แห้งก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่ไอ้ที่เขียนน่ะ เพลา ๆ มือลงหน่อย จะกระทบกระเทียบเปรียบเปรยอะไรก็ให้มันแค่หอมปากหอมคอ อย่าให้มันมากนัก เดี๋ยวจะพลอยลำบากกันไปหมด”

“อะไรที่ผมเขียน ถ้าใครอ่านแล้วนั่งอาสน์ร้อน ท้องร้อนขึ้นมาเหมือนกินปูนเข้าไปก็ช่วยไม่ได้ ถ้าไม่ใช่อย่างที่ผมเขียน จะต้องเดือนร้อนทำไม” กลางวสันต์หันมาทางแขก “ใช่ไหมครับ พี่ชวาลา”

ฝ่ายถูกถามได้แต่ยิ้ม มองชายหนุ่มเดินขึ้นบ้านไป

“น้องตามไปดูเจ้ากลางมันหน่อย เดี๋ยวก็พูดอะไรไม่เข้าท่าให้คุณแม่ฟังอีก” ต้นตะวันบอกศุภางค์เป็นการกันหล่อนออกไปกลาย ๆ เพราะเรื่องที่จะคุยกันต่อไปนั้น เขาไม่อยากให้หล่อนรับรู้ด้วย

 

ต้นตะวันและพระยารัชฎาฯ เดินมาส่งชวาลาถึงหน้าบ้าน เมื่อรถยนต์ของแขกผู้ทรงเกียรติลับตาไปแล้ว เจ้าคุณรัชฎาฯ ก็เอ่ยกับบุตรชาย

“นายคนนี้ท่าทางเอาเรื่อง ดูคล่องไปเสียทุกอย่าง”

“แล้ว…ดีหรือไม่ดีล่ะครับคุณพ่อ”

“ดี ถ้าเรารู้วิธีเอาประโยชน์จากเขา ไม่ดี ถ้าเจ้าไม่ระวังตัว” พระยารัชฎาฯ เตือนบุตรชายอย่างผู้ที่ผ่านโลกมาก่อน และเห็นการกอบโกยผลประโยชน์จากคนที่เข้ามาตีสนิท ทำตัวเป็นมิตร หากมิใช่มิตรแท้ เพราะพร้อมจะแปรเปลี่ยนได้ทุกเมื่อหากเกิดการเปลี่ยนแปลง

“ตอนนี้ก็คงต้องตาม ๆ เขาไปก่อนละครับ เขาค่อนข้างเฟื่อง ผู้ใหญ่หลายคนไม่กล้าออกหน้า ก็ได้ชวาลานี่ละครับทำตัวเป็นคนประสาน ก็เขาเป็นเลขานุการนี่ครับ”

“ก็พวกทนายหน้าหอนั่นละ” เจ้าคุณรัชฎาฯ ว่าแล้วก็เปลี่ยนไปอีกเรื่อง “เมื่อไหร่เมียแกจะมีลูกสักที”

“เจ้าคุณพ่อหนักใจเรื่องอะไรครับ” ต้นตะวันจับได้จากน้ำเสียงและสีหน้าเจ้าคุณบิดา มิใช่ว่าฝ่ายนั้นอยากได้หลาน แต่ความวิตกลึกล้ำกว่านั้น

“เหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้มันก็ไม่มีอะไรแน่นอน ไอ้หนุ่มนั่น” เจ้าคุณหมายถึงชวาลา “ก็ใช่ว่าจะเกื้อหนุนไปได้ตลอดรอดฝั่ง เกิดจับพลัดจับผลูเข้าผิดข้างขึ้นมา จะพลอยพากันลำบากไปหมด แต่พ่อสังเกตมาระยะหนึ่งแล้วว่า พวกหมอยังเนื้อหอมและค่อนข้างลอยตัวในสถานการณ์นี้”

เจ้าคุณรัชฎาฯ เปรยระคนหมั่นไส้เพราะ

“เจ้าคุณบริรักษ์ฯ พ่อตาของแกก็เล่นตัวไม่รู้แล้ว”

มาถึงตรงนี้ ต้นตะวันก็เข้าใจความคิดของบิดา ทว่ายังไม่ปริปากเอ่ยอะไร รอให้บิดาพูดจบเสียก่อน

“เมียเราก็กลับไปค้างที่บ้านบ่อย ๆ พ่อกลัวว่าแกกับเมียจะห่างเหินกันไปจนต่อกันไม่ติด เกิดวันหนึ่งเมียแกบอกเลิกขึ้นมา หอบผ้ากลับไปอยู่บ้านเขา เราจะไม่มีทางเชื่อมกับผู้ใหญ่ในบ้านเมืองได้อีก”

ต้นตะวันยอมรับว่าเขาห่างเหินกับศุภางค์อย่างที่บิดาสังเกต นับจากวันวิวาห์ ช่วงเวลาหวานชื่นอย่างผัวหนุ่มเมียสาวดำเนินไปราวหกเดือน แล้วหลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นการควงกันเพื่อรักษาหน้าตาในสังคม ศุภางค์มิใช่ผู้หญิงอย่างสมัยมารดาของเขา ที่จะอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ในเมื่อหล่อนเห็นว่าที่บ้านมีบริวารรับใช้หลายคน ต่างคนก็รู้หน้าที่ตัวเองดีอยู่ แค่ควบคุมให้ทำงานก็เพียงพอแล้ว ไม่นานศุภางค์ก็เบื่อกับชีวิตนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในบ้านรัชฎาสรรพกิจ จะให้ออกไปเดินเล่น ซื้อเสื้อผ้า หล่อนก็มิใช่คนแต่งตัว เพราะคุ้นเคยกับของสวยงามราคาแพงมาตั้งแต่เล็กจนสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งชินตาถึงขั้นน่าเบื่อ

ศุภางค์อยากออกไปทำงาน งานอะไรก็ได้ ขอแค่ได้ออกไปจากบ้าน

ต้นตะวันทัดทานหลายครั้ง เมื่อหล่อนเปรยเรื่องนี้ขึ้นมาและทำท่างอน ต้นตะวันก็จะเอาใจอยู่พักหนึ่ง แล้วก็กลับไปห่างเหินตามเดิม เพราะต้นตะวันสนุกและกำลัง ‘มือขึ้น’ ไม่ว่าจะจับกิจการใด ๆ ทั้งกิจการที่โปร่งใสและเร้นลับ หากภรรยาของเขาออกไปทำงาน ซึ่งหนีไม่พ้นครูประชาบาล เลขานุการิณี หรือเสมียนตามห้างสรรพสินค้า รับเงินเดือนมากที่สุดก็ไม่เกิน ๒๕ บาท ผู้คนก็จะเล่าลือได้ว่า บ้านรัชฎาสรรพกิจมิได้ยิ่งใหญ่มั่งคั่งจริง เพราะถ้าร่ำรวยล้นฟ้า ไฉนเลยสะใภ้จึงต้องออกมาตากหน้าทำงานรับเงินเดือนเพียงน้อยนิด

ทุกคราวที่ขัดใจกันเรื่องนี้ ศุภางค์ก็จะไปค้างที่บ้านของหล่อน โดยไม่สนใจว่าแม่สามีจะนอนป่วยอยู่บนเตียง มีคนคอยพยาบาลหรือไม่ เพราะหล่อนปักใจว่า

“อาการคุณแม่ไม่มีอะไรนอกจากตรอมใจ ถ้าคุณแม่ทำใจได้ ก็ลุกขึ้นมาเดินได้เองละค่ะ”

ยิ่งต้นตะวันจ้างพยาบาลให้มาอยู่ประจำ ศุภางค์ยิ่งตัดความรับผิดชอบในการดูแลแม่สามีได้ง่ายขึ้น

สั้นที่สุดเพียงสองวัน ต้นตะวันก็ตามหล่อนกลับมาอยู่บ้าน นานที่สุดคือหนึ่งเดือน เป็นช่วงเวลาที่ต้นตะวันกำลังติดต่อธุรกิจใหม่ ความนัยเร้นลับซับซ้อน ต้องเจรจากันให้รอบคอบ จึงไม่มีเวลาสนใจภรรยา

ต้นตะวันเห็นภรรยาเดินลงมาจากชั้นสองพร้อมกับน้องชาย เขาสังเกตมาหลายครั้งแล้วว่า ภายใต้ท่าทีมึนตึงปั้นปึ่งที่ศุภางค์มักแสดงต่อกลางวสันต์นั้น แท้จริงแล้วมิใช่ความรู้สึกที่แท้จริงของหล่อน หลายครั้งที่หล่อนเผลอ คนเป็นสามีก็เห็นว่าหน้าของหล่อนมีรอยยิ้ม มีความพึงใจที่ได้พบหน้าน้องชายของเขา

กลางวสันต์ก็มีท่าทีไม่ผิดกัน แต่กลบเกลื่อนได้แนบเนียนกว่า

“จะกลับเลยหรืออยู่กินข้าวเย็นด้วยกันก่อนล่ะ”

“กลับเลยดีกว่าครับ ผมมีงานต้องเขียนอีกหลายชิ้น”

“งั้นก็ตามใจ แกฟังที่ฉันเตือนไว้หน่อยก็ดีนะ เจ้ากลาง” ต้นตะวันมองหน้าน้องชายอย่างเอาจริง “เพลา ๆ มือลงมั่ง ถ้ายังอยากเขียนเรื่องลงหนังสือพิมพ์ไปนาน ๆ”

กลางวสันต์ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ยกมือไหว้ลาเจ้าคุณบิดาแล้วเดินคอตั้งออกไป หากก็ทันได้ยินเสียงพี่ชายพูดกับภรรยาของเขาว่า

“ไม่มีใครอยู่กินข้าวบ้าน งั้นเย็นนี้เราไปหาอะไรกินแถวราชวงศ์ดีกว่า น้องแต่งตัวสวย ๆ นะ กินข้าวเสร็จแล้วไปเต้นรำกันต่อ ไม่ได้มีความสุขประสาผัวเมียมานานแล้ว”

ต้นตะวันยิ้มมุมปากเมื่อรู้สึกและเห็นด้วยหางตาว่าน้องชายกระแทกเท้าเดินออกไป ส่วนภรรยาก็แปลกใจทว่าไม่อาจขัดขืน เพราะเจ้าคุณรัชฎาฯ กระตุ้นอีกทางหนึ่ง

เย็นนั้นศุภางค์จึงควงคู่กับสามีไปดูแสงไฟในพระนคร กินอาหารรสโอชา แล้วพากันขับรถเล่นชมวิวตั้งแต่ถนนราชดำเนินไปถึงลานพระบรมรูปทรงม้าและพระที่นั่งอนันตสมาคม พออาหารย่อย ต้นตะวันก็พาไปเต้นรำ ลืมเรื่องขุ่นข้องหมองใจไปพักหนึ่ง

ในที่สุดศุภางค์ก็ท้องสมใจพระยารัชฎาสรรพกิจ

เก้าเดือนต่อมา ทารกน้อยเพศชายก็ลืมตาขึ้นมาดูโลก เจ้าคุณรัชฎาฯ เรียกพ่อหนูน้อยหลานปู่อย่างลำลองว่า ซัน ซึ่งจะหมายถึงพระอาทิตย์ พ้องกับชื่อพ่อ…ต้นตะวัน ก็ได้ หรือจะให้หมายถึง ลูกชาย ก็ได้อีกเช่นกัน

พระยาบริรักษ์เวชการและคุณหญิงพลับก็เห่อหลานตาหลานยายคนแรก นำวันเวลาตกฟากไปขอชื่อจากพระอาจารย์ที่นับถือ ตาหนูหลานคนโตได้ชื่อว่า

ดลฤทธิ์ รัชฎาสรรพกิจ

 

“หมอทำผิดระเบียบ ผมจ่ายให้หมอไม่ได้”

เจ้ากรมสาธารณสุขบอกนายแพทย์สุพลด้วยเสียงดังเพื่อข่ม แต่ไม่มีน้ำหนักมากนัก คล้ายว่าใจจริงส่วนลึกก็ยังอยากเจรจาประนีประนอม ความชื่นบานจากคำสรรเสริญที่หน่วยแพทย์ไปราบอหิวาตกโรคที่อัมพวากลายเป็นความห่อเหี่ยวเมื่อหมอสุพลยื่นเรื่องขอเบิกเงินที่สำรองจ่ายซื้อยารักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลเอกเทศ อันประกอบด้วย ยาวิสัมพยาใหญ่ ๕๐ ขวด ขวดละ ๑ บาท บรั่นดี ๒๕ ขวด ขวดละ ๓ บาท และยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่เป็นเครื่องยาวิสัมพยาใหญ่ รวมเป็นเงินเกือบ ๒๐๐ บาท

แม้หมอสุพลจะตั้งเบิกพร้อมรายงานการรักษาที่แสดงให้เห็นว่าได้ผลเป็นอย่างดี ท่านเจ้ากรมก็ยังย้ำว่า

“หมอทำผิดระเบียบ ผมเบิกให้ไม่ได้ หมอก็รู้ว่าต้องซื้อยาจากโอสถศาลาเท่านั้น แต่นี่หมอซื้อมาจากไหนไม่รู้ โดยเฉพาะพวกสมุนไพรนั่น ภรรยาของหมอก็เป็นคนจัดการหาให้เองไม่ใช่รึ” เจ้ากรมว่าอย่างเป็นต่อในตอนท้าย บอกกลาย ๆ ว่ารายการสมุนไพรนั้นอาจใส่ราคาเกินจริง และหมอบัวเกี๋ยงก็ซื้อมาจากร้านจีน ซึ่งรู้กันอยู่ว่าเป็นร้านของพ่อแม่บุญธรรมของหมอบัวเกี๋ยงเอง

เจ้ากรมเลื่อนเอกสารให้หมอสุพลอ่านเพื่อย้ำว่าเขาทำตามที่ระเบียบกำหนด

“แต่ระเบียบนี้เป็นการสั่งซื้อในยามปกตินะครับ ท่านก็ทราบว่าที่ผมไปคราวนี้มันไม่ใช่สถานการณ์ปกติ”

“จะยังไงก็แล้วแต่นะ หมอสุพล ผมยืนยันว่าจ่ายไม่ได้ อันที่จริงเงินแค่สองร้อยบาท ฐานะอย่างหมอ ถือเสียว่าควักเงินทำบุญก็คงไม่กระเทือนเท่าไหร่ เงินเดือนหมอก็มากมายพอกินพอใช้เหลือเฟือ” ประโยคท้ายเจ้ากรมอดประชดมิได้ เพราะเงินเดือนแพทย์ปริญญาจบในประเทศได้ ๑๖๐ บาท เท่าคนที่จบกฎหมาย ในขณะผู้ที่จบแพทย์จากต่างประเทศได้เงินเดือนถึง ๒๔๐ บาท

ความไม่ชอบใจของเจ้ากรมอย่างหนึ่งก็คือ ทั้งหมอสุพลและหมอบัวเกี๋ยงรับเงินเดือนสูงกว่าเมื่อตนเข้ามารับราชการใหม่ ๆ

“ฐานะหรือการกุศลก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่ผมทำอยู่นี้คือ เพื่อความถูกต้อง”

“ถ้าหมอจะไม่ยอมท่าเดียว ก็ไปฟ้องเอาก็แล้วกัน” เจ้ากรมปัดไปอย่างรำคาญระคนอ่อนใจ

สุพลปรึกษาเรื่องนี้กับบัวเกี๋ยง ผู้เป็นภรรยาก็สนับสนุนให้ฟ้อง

“แต่เธอต้องฟ้องตัวเอง ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ”

 

เจ้ากรมสาธารณสุขหน้าตึง บอกบุญไม่รับ กระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างแรงหลักจากถูกรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยเชิญไปพบด้วยเรื่องเบิกจ่ายค่ายา ถูกต่อว่ายาวเหยียด ทว่ายังดีที่ชวาลาคอยช่วยพูดให้ผ่อนคลายลงไป กระนั้นก็ไม่วายมีคำสั่งให้จ่ายเงินคืนนายแพทย์สุพลให้ครบถ้วนตามที่ได้สำรองจ่าย

เมื่อนายแพทย์หนุ่มมานั่งอยู่ต่อหน้า เจ้ากรมก็เลื่อนซองเงินมาให้

“หมอจะนับดูก่อนก็ได้นะ ว่าครบหรือไม่ ขาดไปสลึงหนึ่งจะหาว่าฉันโกงหมออีก”

“ไม่ต้องนับก็ได้ครับ ต่อให้เป็นซองเปล่า แล้วท่านบอกว่าเป็นเงินที่กระทรวงสั่งมาให้จ่ายแก่ผม ผมก็จะรับไว้และถือว่าจบเรื่อง”

“หมอสุพล ผมไม่คิดว่าหมอจะฟ้องจริง ๆ”

“ผมไม่ได้ฟ้องกรม หรือเจ้าคุณนี่ครับ ผมฟ้องตัวเองต่างหาก ว่าไม่ทำตามระเบียบของกรม เงินที่ผมออกไปก่อนนั้น ผมก็ถือว่าบริจาคทรัพย์ส่วนตัว เผื่อว่ากุศลนี้จะช่วยคนไว้ได้อีกหลายสิบคน”

“คุณช่างเป็นหมอที่ประเสริฐจริง ๆ” น้ำเสียงแค่นลอดไรฟันนั้นมิได้ชม “ฉันจะให้หมอได้ทำงานรับใช้ผู้ป่วยอย่างเต็มที่ ให้สมปณิธานของหมอเชียวละ”

“ขอบคุณที่กรุณาครับ”

ลับหลังนายแพทย์สุพลไปแล้ว เจ้ากรมจึงเปิดแฟ้มเอกสารที่รอลงนามหลายฉบับ เรื่องหนึ่งคือการส่งแพทย์ไปประจำการอยู่ที่โรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล แน่นอนว่าเจ้ากรมเลือกพื้นที่ทุรกันดารแล้วยังขาดแคลนเครื่องมืออุปกรณ์ พบแล้วจึงลงนามในเอกสารคำสั่ง

ให้นายแพทย์สุพล บริรักษ์เวชการ ไปประจำที่จังหวัดเชียงราย

 

พระพนมนครานุรักษ์ (1)  ข้าหลวงประจำจังหวัดเชียงรายต้อนรับแพทย์ทั้งสองคนที่เพิ่งมาถึงที่จวน แม้จะอิดโรยเหนื่อยล้าจากการเดินทางหลายวันจากบางกอกสู่จังหวัดดินแดนเหนือสุดชายแดนสยาม นายแพทย์สุพลก็กระตือรือร้นจะเริ่มงานทันทีที่หายเหนื่อย จนพระพนมนครานุรักษ์ต้องบอกให้ใจเย็นก่อน ไม่ต้องรีบร้อน หมอสุพลและหมอบัวเกี๋ยงจึงล้างหน้าตา ลูบเนื้อตัวให้สดชื่น พอรู้สึกสบาย ก็ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า ตื่นขึ้นมาอีกในตอนเย็น

อาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้วพระพนมนครานุรักษ์ก็ให้บริวารเชิญไปรับมื้อค่ำด้วยกัน แดนดินถิ่นเหนือโอบล้อมด้วยภูเขาและป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ตกค่ำอากาศก็เย็น ฟ้ามืดเร็ว ไฟฟ้ายังไม่มาถึง จึงต้องอาศัยตะเกียงเจ้าพายุให้แสงสว่างยามค่ำคืน

ในวงล้อมขันโตกซึ่งพระพนมนครานุรักษ์เลี้ยงต้อนรับหมอจากบางกอกสองคน มีแขกที่เชิญมาร่วมกินมื้อเย็นอีกสองคน เป็นบุรุษทั้งคู่ ผู้เป็นเจ้าของจวนแนะนำว่า

“ท่านนี้คือหลวงเวชวุฒิ สาธารณสุขจังหวัด ส่วนท่านนี้คือหมอบุญเรือง หมอประจำสุขศาลา” เว้นจังหวะนิดหนึ่งเมื่อหันไปบอกผู้มาใหม่ว่า “มีกันเท่านี้ละ”

หมอบุญเรืองทักทายอย่างเป็นกันเองขณะเล็งไส้อั่วในจาน ปั้นข้าวเหนียวรอไว้แล้ว

“หมอคงไม่คุ้นกับอาหารทางเหนือ แรก ๆ อาจจะกินยากหน่อย แต่อยู่ไปก็ชินไปเอง กับข้าวเมือง…อาหารเหนือ อร่อยทุกอย่าง”

“ผมคุ้นเคยหลายอย่างครับ” สุพลตอบ “ภรรยาผมเป็นคนเชียงใหม่ ทำให้กินบ่อย ๆ ทั้งแกงฮังเล แกงโฮ๊ะ น้ำเงี้ยว แกงแค น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง มีอย่างเดียวที่ไม่ยอมทำให้กินเลย”

สุพลเล่าอย่างติดสนุกเพื่อให้บรรยากาศครึกครื้น คนฟังก็พลอยเพลินไปด้วย นึกทึ่งว่าหมอสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ นี้เป็นสาวเหนือ หรือ ‘คนเมือง’ ด้วยกัน แต่ร่ำเรียนเขียนอ่านจนสำเร็จเป็นแพทย์ได้

“บ่ฮู้เลย ว่าหมอเป็นคนเมือง ว่าแต่…แก๋งอะหยังหมอ ที่หมอบ่ยอมทำหื้อหมอกิ๋น” หมอบุญเรืองถาม

“แก๋งหอยเจ้า” หมอบัวเกี๋ยงตอบด้วยสำเนียงถิ่นเหนือเพื่อยืนยันว่าตนเป็น ‘คนเมือง’ จริง ๆ “คนเมืองเฮาถือ บ่กิ๋นแก๋งหอยร่วมขันข้าวเดียวกัน มันจะทำให้เจื่อนจางแหนงหน่าย เซ็งกันไป”

“ถ้าอยากกินจริง ๆ ต้องทำยังไงล่ะครับ” หมอสุพลชักสนุก เพราะเพิ่งรู้เหตุผลวันนี้

หมอบุญเรืองให้คำตอบว่า

“หมอก็ต้องเอาเงินโยนลงไปในขันโตก บอกว่า…ข้าขอซื้อแก๋งหอยนี้กิ๋นเน่อ…เท่านี้เองครับ”

เสียงหัวเราะอย่างถูกใจดังขึ้นมา แล้วบทสนทนาก็ดำเนินเรื่อยไปจากเรื่องนั้นสู่เรื่องนี้

“ไม่คิดว่าทางการจะส่งหมอมาถึงสองคน” หลวงเวชวุฒิเปรยขึ้นมา สีหน้าหนักใจ “ที่สุขศาลาก็ไม่ค่อยมีคนไข้ หมอจะมาอยู่ไปวัน ๆ เสียมากกว่า” หันไปทางหมอบุญเรือง ถามว่า “ที่สุขศาลาวันหนึ่ง มีคนไข้มากที่สุดสักสามคนได้ไหมหมอ”

หมอบุญเรืองส่งน้ำพริกหนุ่มเข้าปากตามด้วยแคบไข ซึ่งเป็นหนังทอดกรอบคล้ายแคบหมู แต่ทำจากหนังวัวหรือหนังควาย ซึ่งเหนียวกว่า หมอบุญเรืองจึงได้แต่พยักหน้ารับเพราะกำลังกัดแคบไขให้แหลก

หลวงเวชวุฒิเล่าต่อไปว่า

“ชาวบ้านไม่ค่อยจะมาที่สุขศาลากัน เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไร ก็ไปหาหมอเมื่อ หมอเมือง รักษากันทุกวิถีทางละ ยกเว้นพามาที่สุขศาลาหรือโรงพยาบาล ที่มาก็อาการหนักเต็มที ให้กินยาก็บ้วนทิ้ง ไม่เชื่อถือว่ายาเม็ดเล็กจะสู้ยาหม้อยาลูกกลอนได้ ก็ขนาดกินกันเป็นหม้อ ๆ ยังไม่หายนี่นะ นับประสาอะไรกับยาฝรั่งเม็ดนิดเดียวกินแล้วจะหาย”

บัวเกี๋ยงเข้าใจสิ่งที่หลวงเวชวุฒิเล่า เพราะเคยผ่านมาทั้งหมดแล้วตั้งแต่วัยเด็ก

“เรื่องฉีดยานี่ไม่ต้องพูดถึง หมอบุญเรืองถูกผลักถูกถีบจนหงายหลังไปนอนกับพื้นเท่าไหร่แล้ว กับเรื่องฉีดยา เข็มหักไปเท่าไหร่แล้วล่ะหมอ” ประโยคท้ายผู้พูดหันมาถามเย้า ๆ กับหมอบุญเรือง

“แล้วโรงพยาบาลอื่นล่ะครับ มีอีกไหม” หมอสุพลถาม

“มีโรงพยาบาลฝรั่งอีกที่หนึ่ง” หลวงเวชวุฒิตอบ

นึกถึงโรงพยาบาลโอเวอร์บรู๊คที่ก่อตั้งโดยคณะมิชชันนารีอเมริกัน ชาวบ้านที่นี่เรียก ‘โฮงยาฝรั่ง’

“จริงสิ หมอจบจากอเมริกาทั้งคู่ อยู่ที่โอเวอร์บรู๊คน่าจะเหมาะกว่า ผมจะลองขอท่านผู้อำนวยการให้” หลวงเวชวุฒิรับปากอย่างขันแข็ง

“เราสองคนอยู่ที่ไหนก็ได้ครับ ไม่ได้เลือกว่าเป็นโรงพยาบาลเล็กหรือใหญ่ สบายหรือลำบาก ที่ไหนมีคนไข้ ที่นั่นก็เป็นที่ทำงานของเรา เป็นที่ที่เหมาะสมที่สุดที่เราควรอยู่”

คำตอบของสุพลทำให้ทุกคนในที่นั้นเกิดรอยยิ้ม เขาเล่าถึงเรื่องการสร้างโรงพยาบาลเอกเทศที่อัมพวา เพื่อปราบอหิวาตกโรค และการอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจถึงความสำคัญเรื่องการรักษาสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินและน้ำดื่ม ซึ่งมีผลต่อสุขภาพร่างกายโดยตรง

พระพนมนครานุรักษ์ฟังอย่างตั้งใจ รอยยิ้มพึงใจฉายอยู่ที่มุมปาก เมื่อสุพลเล่าจบ พระพนมนครานุรักษ์ก็ปรารภว่า

“ฉันมีความคิดจะสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่นี่ เคยทำสำเร็จมาแล้วที่นครพนม ตอนที่ฉันเป็นข้าหลวงประจำอยู่ที่นั่น” หันมาทางสุพล ถามเขาว่า “หมอเคยได้ยินนโยบาย ‘อวดธง’ ไหม”

สุพลและบัวเกี๋ยงพยักหน้ารับ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอาชีพของตนเอง

สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติสาธารณสุขปี ๒๔๗๗ รัฐบาลต้องการให้สร้างโรงพยาบาลทุกจังหวัด โดยช่วงแรกเน้นจังหวัดชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านที่ตกเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตก เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ปักธงสยามให้พลิ้วไหวโบกสะบัด ให้เพื่อนบ้านเห็นว่า สยามเป็นประเทศประชาธิปไตยและรัฐบาลใส่ใจในด้านสาธารณสุขเพื่อประชาชน โรงพยาบาลแห่งแรก ๆ ที่เกิดจากนโยบายอวดธง จึงเกิดขึ้นแถบชายแดนอีสาน อันได้แก่ อุบลราชธานี นครพนม และหนองคาย ซึ่งล้วนเป็นจังหวัดชายแดนติดกับลาวซึ่งตกเป็นส่วนหนึ่งในอินโดจีนของฝรั่งเศส

“ฉันเจรจาเรื่องที่ดินมาได้แล้ว คหบดีที่นี่ยกที่ดินให้สร้างโรงพยาบาล เนื้อที่ ๑๙ ไร่ ชาวบ้านที่มีที่ดินติดกันก็บริจาคร่วมด้วย รวม ๆ แล้วก็คงมีสักยี่สิบกว่าไร่ละ” พระพนมนครานุรักษ์ระบายลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงก่อนเล่าต่อว่า “นอกจากที่ดินแล้ว เราก็ไม่มีอะไรอีกเลย ทั้งแบบแปลนก่อสร้าง และเงิน”

“ท่านขอไปที่กรมหรือยังครับ” สุพลหมายถึงกรมสาธารณสุข

“ขอไปแล้วละ แต่ท่านว่ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ไม่ได้” พระพนมนครานุรักษ์ตอบอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะมองหน้าหมอหนุ่มสาวผู้มาใหม่ทั้งคู่ บอกแผนการที่คิดไว้ด้วยน้ำเสียงกึ่งเกรงใจอยู่ในที

“หมอสุพล หมอบัวเกี๋ยง หมอคงไม่ว่าอะไรนะ ถ้างานแรกของหมอที่นี่จะไม่ใช่การรักษาคนไข้ แต่เป็นการขอเรี่ยไรเงินบริจาคเพื่อสร้างโรงพยาบาล”

สุพลและบัวเกี๋ยงมองหน้ากัน ความเงียบงันบังเกิดขึ้นในทันที

 

เชิงอรรถ : 

(1) พระพนมนครานุรักษ์ หรือ นายฮกไก่ พิศาลบุตร



Don`t copy text!