วิมานใยบัว ภาคกลาง “สร้างวิมาน” ๔ : นายแพทย์เสม

วิมานใยบัว ภาคกลาง “สร้างวิมาน” ๔ : นายแพทย์เสม

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

“อยากได้โน่นอยากได้นี่ ก็ดีแต่ออกนโยบาย แต่กลับไม่ให้เงินสนับสนุน”

บัวเกี๋ยงโพล่งออกมา นึกถึงเรื่องที่เกิดกับสุพลที่อัมพวาแล้วก็ยิ่งโมโห

“แต่พองานสำเร็จ ก็ชักแถวเรียงกันเข้ามาเอาหน้า บอกว่าเป็นผลงานของตัวเองทุกที”

กวาดตามองผู้ที่อยู่ร่วมวง บัวเกี๋ยงก็เห็นว่าทุกคนยอมรับในสิ่งที่หล่อนพูด เข้าใจ และมากไปกว่านั้นคือชินชา

“ดิฉันเต็มใจไปช่วยเรี่ยไรเงินจากชาวบ้าน แต่ท่านคะ มันจะพอหรือคะ”

“นี่ละ ฉันถึงเชิญหลวงเวชวุฒิกับหมอบุญเรืองมาหารือเสียพร้อมกัน” พระพนมนครานุรักษ์ปรับน้ำเสียงให้นิ่งกว่าเดิม ราวจะย้ำว่าสิ่งที่จะเอ่ยต่อไปนี้สำคัญยิ่ง

“ในเมื่อทางการไม่มีงบประมาณมาให้ เราก็ต้องขอเรี่ยไรจากชาวบ้าน ฉันคิดว่าคนละบาทก็พอ แต่ถ้าใครไม่มีก็ไม่ต้องไปคาดคั้นจะเอาให้ได้ เงินบริจาคนี้ เมื่อเราขอไป ผู้ให้ก็ควรเต็มใจให้ด้วยศรัทธา มิใช่ว่าบังคับขืนใจกันด้วยการอ้างหรือทำให้เขารู้สึกผิดที่ไม่ร่วมบริจาค ชาวบ้านที่นี่ กินพื้นที่ถึงเมืองพะเยาก็มีราว ๘ แสนคน ตัดเด็กเล็กกับคนที่ไม่มีรายได้ออกไป อย่างน้อย ๆ เราก็คงได้เงินบริจาคมาหลายหมื่น”

ทุกคนพยักหน้ารับรู้ เข้าใจ ทว่าก็ยังหนักใจ

“จะไหวหรือท่านเจ้าคุณ ชาวบ้านที่นี่ปลูกเรือนกันกระจัดกระจาย ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ กว่าจะเดินไปได้ทั่วทุกหมู่บ้าน ไม่ขาลากจนเดินไม่ได้ ก็เป็นไข้มาลาเรียไปเสียก่อน ที่นี่มีแต่ป่าเขา ยุงชุมแล้วก็ดุยิ่งกว่าเสือเสียอีก” หลวงเวชวุฒิออกความเห็น

“เราก็ไปที่ชาวบ้านชุมนุมกันเยอะ ๆ สิคะ” บัวเกี๋ยงเสนอ “ทุกวันศีล…วันพระ ชาวบ้านต้องไปวัดกันอยู่แล้ว เราก็ไปขอบริจาคที่วัด วันอื่น ๆ เราก็ไปตามหมู่บ้าน”

“ความคิดนี้เข้าที” พระพนมนครานุรักษ์เอ่ยชมอย่างถูกใจ

“หมอคงไม่ว่าอะไรนะ ที่งานแรกของหมอไม่ใช่การรักษาคนไข้ แต่กลับเป็นการเรี่ยไรขอรับเงินบริจาคเพื่อสร้างโรงพยาบาล” พระพนมนครานุรักษ์ถามย้ำอีกครั้ง

สุพลตอบว่า

“กระผมไม่ขัดข้องเลยครับ กลับคิดว่าดีเสียอีก วิธีนี้จะทำให้ชาวบ้านเห็นว่าเรามีความตั้งใจจะสร้างโรงพยาบาลเพื่อพวกเขา และเมื่อสำเร็จ ชาวบ้านก็จะได้ภูมิใจว่าโรงพยาบาลนี้สร้างขึ้นจากเงินพวกเขา รู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน”

ในคืนนั้น ท่ามกลางแสงสลัวของตะเกียงเจ้าพายุ ความคิดของสุพลและบัวเกี๋ยงกลับเจิดจ้าเมื่อนึกว่าวันข้างหน้าจะมีโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งถูกสร้างขึ้น แม้หนทางระหว่างนี้จะไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่มีอะไรมาทำให้ทดท้อไปได้ สุพลและบัวเกี๋ยงหลับไปด้วยความสุข ตื่นแต่เช้าเพื่อจะไปที่วัดใกล้ที่สุดก่อน เพราะเป็นวันพระพอดี เรื่องนี้ต้องรีบทำ บัวเกี๋ยงไม่อยากรออีกเจ็ดวันกว่าจะถึงวันพระอีกครั้งหนึ่ง

 

ฟ้ายังไม่ทันจะสาง ชาวบ้านทั้งหลายก็มาชุมนุมกันเต็มศาลาวัด ส่วนใหญ่เป็นคนวัยกลางคนขึ้นไป ไม่ค่อยมีหนุ่มสาว มากที่สุดคือผู้เฒ่าผู้แก่ที่บางคนก็จูงหลานมาวัดด้วย เด็กน้อยยังง่วงที่ต้องตื่นแต่เช้า พนมมือไป สัปหงกไปก็หลายคน

สุพลรอจนการทำบุญเสร็จสิ้น ก็ขอเจ้าอาวาสพูดคุยกับชาวบ้าน นายหมอหนุ่มเล่าถึงโครงการที่ท่านข้าหลวงเจ้าเมืองเชียงรายจะสร้างโรงพยาบาล ได้ที่ดินเพื่อทำการก่อสร้างแล้ว แต่ยังขาดทุนทรัพย์ จึงต้องมาขอรับบริจาคจากทุกคนในวันนี้ และเล่าถึงข้อดีที่จะมีโรงพยาบาลเกิดขึ้นอีกหนึ่งแห่ง

นายแพทย์หนุ่มกวาดสายตามองชาวบ้านที่นั่งฟังอย่างตั้งใจ รอยยิ้มผุดขึ้นในหน้าทุกคน บางคนก็ชี้ชวนกันกระซิบกระซาบ พยักมาทางเขาแล้วก็คุยเหมือนจะเล่าอะไรแก่กัน หัวเราะคิกคักอย่างถูกใจ เมื่อสุพลถามว่า ทุกคนเข้าใจที่เขาพูดหรือไม่ ก็ได้เพียงรอยยิ้มแทนคำตอบกลับมา

ทว่าไม่มีใครลุกขึ้นมาบริจาคเงินสักคน

สุพลหันไปทางภรรยา ส่งสายตาเป็นคำถามว่าเขาทำอะไรผิดไปหรือเปล่า หรือพูดไม่เข้าใจตรงไหน ทำไมไม่มีใครควักเงินบริจาคเลย บัวเกี๋ยงจึงลุกขึ้นมา แนะนำตัวเองกับชาวบ้านว่า

“ข้าเจ้าชื่อบัวเกี๋ยง เป็นคนเจียงใหม่ แต่ไปเฮียนหนังสือที่เมืองใต้ แล้วก็จบหมอที่อเมริกา”

“อี่นายเป็นหมอกา?” เสียงหนึ่งถามขึ้นมา ว่าบัวเกี๋ยงเป็นหมอหรือ

บัวเกี๋ยงพยักหน้าแทนคำตอบว่าใช่ เรื่องของหล่อนกลายเป็นที่สนใจของชาวบ้าน เป็นเรื่องแปลกใหม่นักหนาที่เด็กผู้หญิงร่ำเรียนเขียนอ่านจนสำเร็จมาเป็นหมอได้ มันไม่ง่ายเลยที่จะไปถึงจุดนั้น

“ข้าเจ้าถูกส่งมาเป็นหมอที่เจียงฮายนี้ แต่บ่มีโฮงยาหื้ออยู่ ท่านข้าหลวงเปิ้นจะสร้างโฮงยาหื้อหมู่เฮา มีที่ดินแล้ว แต่บ่มีสตางค์เลย ข้าเจ้ากับหมอคนนี้” พยักหน้าไปทางสุพล “เลยมาขอบริจาคสตางค์ ช่วยกันฮอมสักคนละบาทก็ได้เจ้า”

เสียงพึมพำดังขึ้นเหมือนผึ้งแตกรัง แล้วไม่นานชาวบ้านก็ควักเงินจากไถ้โยนลงไปในสลุงเงิน ก่อนลงจากศาลาวัดไป หลายคนอวยพรให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี บางคนเข้ามาบอกว่าจะมีงานชุมนุมผู้คนที่ไหนอีกในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานปอยหลวง ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน หรืองานศพ บัวเกี๋ยงก็รับฟังแล้วบอกให้สุพลรีบจดไว้

กว่าจะเสร็จเรียบร้อยก็อีกราวครึ่งชั่วโมง สุพลดูรายการที่เขาจดไว้สลับกับเงินในสลุงแล้วก็แซวภรรยาล้อ ๆ ว่า

“ฉันเลยกลายเป็นเลขาของเธอไปเสียแล้ว”

บัวเกี๋ยงวางท่าอย่างผู้เหนือกว่าอยู่ในที

“ชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่อาศัยด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เป็นเครือญาติกันทั้งนั้น ถ้าเราทำให้เขายอมรับได้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเขา เป็นเจ้าหมู่…พวกเดียวกัน เขาก็จะยินดีช่วยเหลือ”

สุพลพยักหน้ารับอย่างชื่นชม พร้อมกับที่เขาได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่เขาต้องเผชิญกับชาวบ้านในชนบท นอกจากการทำให้ชาวบ้านยอมรับเชื่อถือการรักษาแบบแพทย์สมัยใหม่แล้ว เขายังต้องสร้างไมตรี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชาวบ้านให้ได้ ‘การสื่อสาร’ เป็นสิ่งสำคัญ และสะพานที่จะเชื่อมไปสู่ไมตรีนั้นก็คือ ‘ภาษา’

สุพลยอมรับว่าเขาฟังภาษาของคนที่นี่ไม่รู้เรื่อง แม้จะรู้ความหมายบางคำ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะเข้าใจได้ เมื่อเขาพูดจึงไม่มีใครตอบสนอง ผิดกับบัวเกี๋ยงที่หล่อนใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อกลางในการทำความเข้าใจและเป็นสะพานข้ามไปสู่การเป็นพวกพ้องเดียวกัน สิ่งที่หล่อนทำจึงสัมฤทธิ์ผลต่างจากเขา

ในครั้งแรกที่มีคำสั่งให้นายแพทย์สุพลมาประจำที่เชียงราย บัวเกี๋ยงขอติดตามมาด้วย แต่เขาไม่เห็นด้วย

บัวเกี๋ยงก็ไม่ยอมเช่นกัน หล่อนจัดการเดินเรื่องทุกอย่างจนมีคำสั่งให้มาประจำที่เชียงรายอีกคน

ครั้งนี้คุณหญิงพลับไม่คัดค้าน เพราะแม้ลูกชายจะถูกส่งให้มาเป็นแพทย์ชนบทในถิ่นทุรกันดาร แต่ลูกสะใภ้ติดตามไปด้วย อันคุณหญิงพลับถือว่าชายแดนเหนือนั้นเป็นมาตุภูมิที่บัวเกี๋ยงคุ้นเคย น่าจะช่วยได้มากกว่าเป็นภาระ ส่วนผู้ที่ต้องฟังคุณหญิงพลับบ่นจนหูชาหนีไม่พ้นพระยาบริรักษ์เวชการผู้เป็นสามี และบางทีศุภางค์ก็พลอยโดนหางเลขไปด้วยถ้าบังเอิญอยู่ในตอนนั้น

ก่อนเดินทาง สุพลไม่คาดคิดว่าจะต้องเผชิญเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาอย่างการขอรับบริจาคเงินเพื่อสร้างโรงพยาบาล จึงมีความสุขอย่างไม่เต็มใจนักที่ภรรยาติดตามมาด้วย เขาอยากให้บัวเกี๋ยงเป็นหมอที่สบายในกรุงเทพฯ มากกว่า ทว่าบัดนี้ เมื่อหล่อนแสดงให้เห็นว่า ในถิ่นที่หล่อนคุ้นเคยมากกว่าเขา หล่อนสามารถเข้าถึงชาวบ้านและสื่อสารได้ดีกว่าเขา

สุพลจึงเป็นสุขอย่างเต็มอิ่มในหัวใจ ที่หล่อนตัดสินใจมาด้วยและอยู่เคียงข้าง เพื่อสร้างวิมานในฝันนี้ไปด้วยกัน

 

การเรี่ยไรเงินบริจาคคืบหน้าเร็วเกินคาดเมื่อสุพลและบัวเกี๋ยงเวียนไปตามงานต่าง ๆ ที่ชาวบ้านชุมนุมกัน ไปบ้านที่มีงานแต่งงาน ก็เล่าถึงความสำคัญและปัญหาจากการมีบุตร หากแม่ดูแลสุขภาพครรภ์อย่างถูกต้องบุตรก็จะแข็งแรงไปด้วย การคลอดลูกแม้จะอันตราย แต่การแพทย์สมัยใหม่ก็ลดอัตราการตายจากการคลอดลูกได้มาก ไปบ้านที่มีงานศพ ก็เล่าว่า โรคบางชนิดถ้ารักษาถูกวิธี แม้ไม่หายขาด แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยมีอายุต่อไปได้อีกหลายปี คนที่รักก็ได้อยู่กับครอบครัวไปอีกนาน

ชาวบ้านได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับโรคภัยและการสร้างโรงพยาบาลก็เต็มใจร่วมทำบุญ เห็นนายหมอสุพลอุ้มสลุงเดินตามหมอบัวเกี๋ยง ซึ่งรู้แล้วว่าเป็นสามีภรรยากัน ก็อดยิ้มไม่ได้ บริจาคให้ด้วยความเอ็นดูอีกเหตุผลหนึ่ง

เพียงไม่นาน เงินที่ได้รับบริจาคมาก็มากพอต่อการก่อสร้าง

หลวงเวชวุฒิพาหมอสุพลและหมอบัวเกี๋ยงไปที่โรงพยาบาลโอเวอร์บรู๊คเพื่อแนะนำให้รู้จักกับหมอมิชชันนารี ครั้นบัวเกี๋ยงพูดถึงโรงพยาบาลแมคคอร์มิคที่เชียงใหม่ ก็ทำให้การประสานไมตรีง่ายขึ้น

หมอสุพลวาดแปลนโรงพยาบาลคร่าว ๆ จากที่ได้สำรวจผังของโรงพยาบาลโอเวอร์บรู๊ค บวกกับประสบการณ์ที่อยู่ในตึกฝรั่งมาหลายแห่ง ครั้นเป็นรูปเป็นร่าง พระพนมนครานุรักษ์ก็เชิญสล่า หรือช่างพื้นเมือง มาดูแบบที่หมอสุพลร่างไว้ เพราะหมอมิใช่สถาปนิก ร่างแบบตามใจนึก แต่จะสร้างได้หรือไม่ ผู้เป็นช่างเท่านั้นจะดูออก สล่าดูแปลนแล้วแก้ไขเล็กน้อยให้สามารถสร้างได้จริง ๆ

เมื่อวางศิลาฤกษ์แล้ว พระพนมนครานุรักษ์ก็ให้นักโทษมาเป็นแรงงานก่อสร้าง ชาวบ้านหนุ่ม ๆ ที่ว่างจากงานในเรือกสวนไร่นาก็ผลัดกันมาช่วยหมุนเวียนกันไป ที่เป็นหญิงก็มาหุงข้าวต้มแกง หรือหยิบจับงานที่ไม่หนักหนาเกินไปในการก่อสร้าง เด็ก ๆ หลายคนสนุกกับการเล่นกองทราย ปูนและไม้ซื้อมาจากเงินที่บริจาค หากไม้บางส่วนชาวบ้านก็รื้อบ้านเก่าหรือหลองข้าว…ยุ้งฉาง ที่ไม่ใช้แล้ว มาให้สร้างโรงพยาบาล

ระหว่างก่อสร้าง มีบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ สุพลและบัวเกี๋ยงก็ช่วยปฐมพยาบาลได้ทันท่วงที ทำให้ชาวบ้านได้เห็นว่า ถ้าเจ็บป่วยไข้แล้วเข้าถึงการรักษาได้ไว ชีวิตก็จะปลอดภัยมากขึ้น เรื่องนี้เล่าลือกันออกไปปากต่อปาก นับวันแรงงานที่มาช่วยจึงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ

 

เด็ก ๆ ที่นี่ติดใจหมอบัวเกี๋ยงเป็นพิเศษ เพราะหมอมีเรื่องสนุก ๆ มาเล่าให้ฟังเสมอ

หลังจากทำกับข้าวเลี้ยงคนงานแล้ว หมอบัวเกี๋ยงจะนั่งอยู่ในวงล้อมของเด็ก ๆ เล่าเรื่องเมืองใต้…บางกอก และเมืองฝาหรั่ง…อเมริกา ให้เด็ก ๆ ฟัง แม้จะเป็นเรื่องจริงทั้งหมด แต่เด็ก ๆ ก็ฟังเพลินเหมือนฟังนิทานที่ได้ท่องไปในดินแดนมหัศจรรย์ โดยเฉพาะเรื่องหิมะ

“ฝนตกลงมาเป็นน้ำแข็งเลยกาอี่นาย”

“แม่นละ เหมือนบะเห็บตก…ลูกเห็บตก แต่ลงมาเหมือนฝน ถ้าตกนัก ๆ พื้นนี้ขาวไปหมดเลย” บัวเกี๋ยงเล่า แล้วเด็ก ๆ ก็ตาโตเมื่อได้ยินเรื่องการปั้นตุ๊กตาหิมะ ลากเลื่อน หรือเล่นสกี

“ท่าจะหนาวขนาดเลยเนาะ บ้านเฮาหน้าหนาว หนาวจนปวดกระดูก ตางปู้นหนาวจนบะเห็บตกอย่างฝน อี่นายผ่านมาได้จะใด”

บัวเกี๋ยงยิ้ม แล้วก็เล่าเรื่องวิธีการคลายหนาวของคนอเมริกา คำถามของเด็ก ๆ ทำให้เรื่องเล่าข้ามจากเรื่องนั้นสู่เรื่องนี้ แต่หล่อนก็ยินดีเล่าให้ฟัง ก่อนแยกย้ายหมอบัวเกี๋ยงจะสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษวันละ ๕ คำ ให้เด็ก ๆ ท่องจำเพื่อเอาไว้แลกกับนิทานในวันต่อไป

ทุกเย็น เด็ก ๆ จึงจะชี้สิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วบอกเป็นคำภาษาอังกฤษออกมา

“ฟ้า…สกาย ทรี…ต้นไม้ โฮงยา…ฮอลปิตอล”

“ด็อกเตอร์..หมอ เนิร์ส…พยาบาล” อีกคนว่าอย่างไม่ยอมแพ้ แล้วก็สงสัยว่า “โฮงยาเฮามีแต่ด็อกเตอร์ บ่มีเนิร์สเลยกาอี่นายหมอ”

บัวเกี๋ยงก็ตอบว่า

“ถ้าสร้างโฮงยาเสร็จแล้ว เดี๋ยวเปิ้นก็ส่งพยาบาลมาเอง”

เด็กคนหนึ่งวิ่งเข้ามาดึงชายเสื้อหมอบัวเกี๋ยง ถามว่า

“อี่นายหมอเจ้า คำว่า เลิฟ แปลว่าอะหยังเจ้า”

บัวเกี๋ยงเบิกตา หล่อนไม่เคยสอนคำนี้ จึงถามกลับ

“ไผสอนเจ้ามา”

“นายหมอเจ้า” เด็กน้อยชี้ไปที่หมอสุพล ครั้นเห็นบัวเกี๋ยงมองตามมา สุพลก็แกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้

“ไผสอน ก็หื้อคนนั้นบอกแล่ ว่าหมายความว่าจะใด”

“นายหมอสอนว่า ด็อกเตอร์สุพลเลิฟด็อกเตอร์บัวเกี๋ยง…ข้าเจ้าแปลได้หมดเลย ยกเว้นคำว่า เลิฟ นี่ละเจ้า”

บัวเกี๋ยงส่งสายตาค้อนไปทางสามี สุพลก็ตะโกนตอบมาว่า จะบอกเด็กดี ๆ หรือจะให้ผมตะโกนจากตรงนี้ ว่าแปลว่าอะไร

“เฮาฮู้ ๆ” เด็กคนหนึ่งร้องขึ้นมา เพราะว่าบ้านอยู่ใกล้โบสถ์ ได้ยินตอนพวกมิชชันนารีพูดคำนี้บ่อย ๆ “เลิฟ แปลว่า ฮัก”

“ที่นายหมอว่า ด็อกเตอร์สุพลเลิฟด็อกเตอร์บัวเกี๋ยง ก็แปลว่า หมอสุพลฮักหมอบัวเกี๋ยง แม่นก่” เด็กน้อยเจ้าของคำถามคะยั้นคะยอขอคำตอบเพื่อความมั่นใจ

บัวเกี๋ยงพยักหน้าตอบเบา ๆ ว่า…แม่นละ แล้วก็หันไปส่งค้อนให้หมอสุพล

ในขณะที่เด็ก ๆ ส่งเสียงด้วยความถูกใจ เกาะตัวต่อกันเป็นรถไฟแล้วเดินรอบโรงพยาบาลที่กำลังก่อสร้างกันอย่างสนุกสนาน ปากก็ร้องประสานกันไปว่า

ด็อกเตอร์สุพลเลิฟด็อกเตอร์บัวเกี๋ยง

 

เพียงเวลาไม่นานฐานรากก็แล้วเสร็จ พร้อมกับเงินที่มีอยู่ร่อยหรอลงไป บัวเกี๋ยงสำรวจดูบัญชีแล้วเสนอว่าควรจะหาเงินเพิ่มอีก แต่ก็เห็นใจชาวบ้านที่บริจาคเงินแล้วก็ยังมาช่วยลงแรง ถ้าขอบริจาคซ้ำซากก็ดูจะมากเกินไป จึงปรึกษาเรื่องนี้กับพระพนมนครานุรักษ์ แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า จะไปเรี่ยไรเงินบริจาคอีกครั้งหนึ่ง หากคราวนี้จะออกไปไกลถึงพะเยา

งานก่อสร้างไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง เพราะสล่าผู้คุมการก่อสร้างเข้าใจตรงกันแล้วว่าต้องสร้างอย่างไร สุพลและบัวเกี๋ยงจึงเดินทางไปอย่างไม่มีอะไรให้ห่วง

หนทางส่วนใหญ่ยังเป็นป่าเขา แม้พระพนมนครานุรักษ์จะให้ลูกน้องอีกสองคนมาร่วมเดินทางด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย บางครั้งนั่งเกวียน บางครั้งต้องเดินเท้า ก็ทำให้เหนื่อยล้าอ่อนแรงได้ทุกวัน นาน ๆ ทีจึงจะเจอหมู่บ้าน ก็อาศัยแรมคืนที่นั่น

ยิ่งห่างไกลออกไปจากเวียงเชียงราย เงินบริจาคที่เรี่ยไรได้ก็น้อยลง ชาวบ้านบางคนสละเครื่องประดับเงินชิ้นเล็ก ๆ เพราะไม่มีอะไรจะให้มากกว่านั้น จนเห็นท่าว่าไม่น่าจะมีทางได้มากกว่านี้จึงเดินทางกลับ

หนทางกลับเป็นป่าเขาเช่นเดียวกับขามา ทว่าครั้งนี้บัวเกี๋ยงสะดุดกับสีเหลืองไกล ๆ อยู่ในแนวป่าคล้ายสีจีวรพระ จึงสะกิดสุพลและคนนำทางให้ดู ทุกคนคิดตรงกันว่าคงเป็นพระธุดงค์มาปักกลดแถวนี้ จึงชวนกันเข้าไปกราบ

ทั้งป่ามีพระธุดงค์ปักกลดอยู่รูปเดียว ร่างกายผ่ายผอม มองจากข้างหลังก็เห็นว่าผิวหนังเหี่ยวย่นบอกถึงวัยและสังขารที่ร่วงโรยเต็มที คนทั้งสี่ก้มลงกราบขณะพระรูปนั้นยังอยู่ในสมาธิ บัวเกี๋ยงเงยหน้าขึ้นมาแล้วก็ร้องอุทานว่า

“นายแคว้น!”

พระรูปนั้นค่อยลืมตาขึ้นมาช้า ๆ ทว่าบัวเกี๋ยงเห็น เห็นอย่างมองทะลุลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น หล่อนจับได้ถึงริ้วสะเทือนใจที่วูบขึ้นมาเมื่อหล่อนเรียกขานออกไป

“บัวเกี๋ยง…ใหญ่เป็นสาวแล้ว”

“นายแคว้น…” บัวเกี๋ยงมีคำถามมากมายหากก็ติดอยู่ปลายลิ้น พระธุดงค์ผู้อดีตคือนายแคว้นมั่งรู้ดีว่าหล่อนจะถามเรื่องอะไร แต่ยังไม่สามารถระงับความตื่นเต้นระคนตกใจจนเรียบเรียบคำพูดออกมาไม่ได้

“อย่าถามอะหยังเลย ทุกคนก็มีจุดจบ มีทางไปอย่างที่สมควรแล้ว” พระมั่งมองบัวเกี๋ยง…เด็กน้อยเมื่อวันวานแล้วบอกว่า “เฮาบวชมาหลายพรรษาแล้ว และคงบวชไปจนต๋าย จะได้ส่งผลบุญนี้หื้อสาวลูกสาวเฮา…ตึงสองคน”

“นายแคว้น…” บัวเกี๋ยงยังเอ่ยออกมาได้เพียงเท่านี้

“เจ้ามีหน้าที่อะหยัง ก็ฟั่งไปยะเต๊อะ บ่ต้องกองหาเฮา ตุ๊ลุงคงธุดงค์ไปเรื่อย ๆ” นิ่งไปนิดหนึ่งแล้วก็เอ่ยต่อราวสั่งเสีย “คนเฮานี้พรากจากกั๋นก็เพราะกรรม ได้มาปะกั๋นแหมก็ย้อนกรรม คนที่ทำกรรมไว้ร่วมกัน…ร่วมกับเจ้า แหมบ่เมิน ก็คงได้ปะกั๋นเน่อ”

บัวเกี๋ยงจากมาด้วยความคิดว่า พระมั่งต้องการบอกอะไรเป็นนัยกับหล่อน วันต่อมา บัวเกี๋ยงให้คนที่เดินทางด้วยกันนำอาหารไปถวายพระธุดงค์ก็พบว่าท่านจากไปแล้ว และนับแต่นั้น หล่อนก็ไม่เคยพบพระมั่ง หรือนายแคว้นมั่งผู้โหดร้ายอีก…ตลอดชีวิต

 

บัวเกี๋ยงเปิดกระเป๋าเสื้อผ้า หยิบถุงเครื่องประดับของอี่นายกาสะลองขึ้นมาสำรวจ ทุกครั้งที่เดินทาง บัวเกี๋ยงจะนำถุงเครื่องแต่งกายของอี่นายกาสะลองติดไปด้วย ราวกับจะใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ว่าอี่นายยังอยู่ใกล้ ๆ

โรงพยาบาลเป็นรูปเป็นร่างเกือบสมบูรณ์ แต่เงินก็ยังขาดอยู่ แม้จะช่วยกันบริจาคอีกครั้งก็ยังไม่พอ บัวเกี๋ยงจึงตัดสินใจว่าจะขายเครื่องประดับบางชิ้นของอี่นายเพื่อนำเงินมาสมทบสร้างโรงพยาบาล

สุพลเอื้อมมือมาแตะภรรยา เมื่อเห็นว่าหล่อนยังลังเล

“อี่นายของบัวเกี๋ยงคงดีใจ ที่อี่นายได้มีส่วนร่วมในการสร้างโรงพยาบาลแห่งนี้”

“ขอบุญกุศลจากการฮอมสร้างโฮงยาแห่งนี้ ส่งไปถึงอี่นายและนายหมอตวยเน่อ” บัวเกี๋ยงว่า พลางยกถุงผ้านั้นขึ้นจบหน้าผาก หล่อนขายเครื่องประดับทั้งหมด เก็บไว้เพียงสิ่งเดียว คือแหวนทับทิมที่นายหมอทรัพย์มอบให้อี่นายกาสะลองแทนแหวนแต่งงาน

 

พิธีเปิดโรงพยาบาลมีขึ้นในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๐

พระพนมนครานุรักษ์รายงานแก่ผู้เป็นประธานและคณะว่า

“โรงพยาบาลนี้สร้างขึ้นจากเงินบริจาคของชาวบ้านทั้งหมด มิได้ใช้เงินของรัฐบาลเลย พวกเราจึงตั้งชื่อ โรงพยาบาลแห่งนี้ว่า เชียงรายประชานุเคราะห์”

“งานนี้สำเร็จด้วยความช่วยเหลือของหมอสุพลและหมอบัวเกี๋ยงแท้ ๆ”

พระพนมนครานุรักษ์ว่า แล้วก็เล่าเรื่องการเรี่ยไรเงินบริจาคจากชาวบ้านให้คณะรัฐมนตรีฟังอย่างปลื้มใจระคนชื่นชม

“กระผมเห็นว่า ถ้าให้หมอสุพลเป็นผู้อำนวยการคนแรกของที่นี่ก็เหมาะสมดี คงไม่มีใครขัดข้อง”

ไม่มีคำตอบชัดเจนในเรื่องนี้ แต่ทุกหน้าที่ยิ้มตอบก็ไม่แสดงว่าคัดค้าน

ไม่นานต่อมา นายแพทย์หนุ่มคนหนึ่งพร้อมภรรยาที่เพิ่งแต่งงานมาหมาด ๆ ก็ถือหนังสือจากกรมสาธารณสุขมารายงานตัว พระพนมนครานุรักษ์ก็จัดแจงนัดหมายทุกคนให้มาพบกันที่จวนเหมือนเมื่อครั้งนายแพทย์สุพลและแพทย์หญิงบัวเกี๋ยงมาถึงเชียงรายเมื่อปีที่แล้ว

ผู้มาใหม่แนะนำตนเองว่า

“กระผม นายแพทย์เสม ได้รับคำสั่งให้มาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่นี่ครับ”



Don`t copy text!