วิมานใยบัว ภาคกลาง “สร้างวิมาน” ๕ : โฮงยาไทย

วิมานใยบัว ภาคกลาง “สร้างวิมาน” ๕ : โฮงยาไทย

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

ราวสี่ทุ่มทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้านพักผ่อน ในดินแดนที่แวดล้อมด้วยป่าเขา ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง การสัญจรอาศัยม้า เกวียน หรือการเดินเท้า ยังไม่ถึงหกนาฬิกาฟ้าก็มืด สี่ทุ่มจึงนับว่าดึกไม่ต่างจากเที่ยงคืน ยามสอง บัวเกี๋ยงนอนไม่หลับ ตาสว่างเช่นเดียวกับความคิดที่ยังไม่สงบ ภาพของนายแพทย์หนุ่มผู้มาใหม่พร้อมกับภรรยา บทสนทนาตลอดค่ำ ยังจำติดหูติดตามาถึงเดี๋ยวนี้

“ท่านเจ้ากรมมีคำสั่งให้ผมมาเป็นผู้อำนวยการที่นี่ ส่วนนี่ แม่แฉล้ม ภรรยาของผม”

คำแนะนำตัวของนายแพทย์เสม (1) ยังก้องอยู่ในหู เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น บัวเกี๋ยงทันเห็นว่าสีหน้าของทุกคนในที่นั้นแปรไปเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง ก่อนเปลี่ยนเป็นยิ้มต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรี

ใคร ๆ ก็คาดว่านายแพทย์สุพลต้องได้เป็นผู้อำนวยการอย่างไม่มีข้อสงสัย แต่เหตุใดจึงกลับตาลปัตรเป็นอย่างนี้ไปได้

บัวเกี๋ยงยิ้มตอบรับผู้มาใหม่เช่นกัน แม้รู้สึกว่าฝืนเฝื่อน พร้อมกันนั้นดวงหน้าหนึ่งก็แทรกเข้ามา หล่อนมั่นใจว่า ชวาลาอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้

ในวันทำพิธีเปิดโรงพยาบาล ชวาลาอยู่กับคณะที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ แม้ว่าครั้งนี้เขาจะวางท่าทีสงบเสงี่ยมสุภาพนอบน้อมต่อหน้าผู้ใหญ่หลายท่าน ไม่วางท่าเขื่องข่มผู้ด้วยกว่าเช่นทุกครั้ง แต่บัวเกี๋ยงไม่ไว้ใจสายตาและรอยยิ้มมุมปากของนายคนนี้เลย

บัวเกี๋ยงแทบจะปักใจว่าชวาลาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่สิ่งที่หล่อนอยากหาคำตอบมากกว่าก็คือ ทำไมเขาจะต้องคอยกลั่นแกล้งสุพลอย่างนี้ ทั้งที่ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางต่อกัน

สุพลพลิกตัวมาทางภรรยา วาดแขนโอบร่างเธอไว้ ถามเบา ๆ

“คิดอะไรอยู่หรือ ทำไมยังไม่นอน”

“เธอก็ยังไม่นอนเหรอ”

“จะนอนได้ยังไง รู้ตัวหรือเปล่าว่าถอนหายใจเสียงดังตั้งหลายหน มีอะไรหนักใจหรือเปล่า”

เมื่อยังไม่ง่วงทั้งคู่ สุพลจึงประคองบัวเกี๋ยงขึ้นมานั่งเอน ๆ บนเตียงเพื่อคุยกันแทน

“เธอไม่เสียใจจริง ๆ เหรอ ที่จู่ ๆ ก็มีคนอื่นมาคว้าตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลไป ทั้ง ๆ ที่…” บัวเกี๋ยงจะพูดต่อว่า ทั้งที่เขาและหล่อนเหนื่อยยากแค่ไหนกว่าจะขอเรี่ยไรเงินบริจาคจากชาวบ้าน ตลอดจนควบคุมการก่อสร้างจนโรงพยาบาลเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ แล้ววันหนึ่ง ทางการก็ส่งใครไม่รู้มาชุบมือเปิบตำแหน่งที่ควรเป็นของเขา

แต่หล่อนพูดต่อไม่ได้ เพราะสามีหันมาประกบริมฝีปากของเข้ากับริมฝีปากของหล่อน

สุพลถอนริมฝีปากออกไปช้า ๆ บอกบัวเกี๋ยงว่า

“ที่ฉันตอบหมอเสมไปเมื่อค่ำ เป็นความรู้สึกจากใจฉันจริง ๆ ฉันไม่คิดว่าหมอเสมมาชุบมาเปิบ พอ ๆ กับที่ไม่ได้หวังว่าตำแหน่งผู้อำนวยการต้องเป็นของฉัน มองกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ หมอเสมก็เป็นคนมีความสามารถไม่น้อย แม้จะรับเพิ่งราชการมาเพียงสองปี แต่ผลงานก็เป็นที่ยอมรับของผู้ใหญ่ในกระทรวง”

บัวเกี๋ยงยังมีอาการว่าขัดใจ แต่หล่อนก็ยอมรับว่าตนเองมิได้รังเกียจและเคลือบแคลงสงสัยในความสามารถของหมอหนุ่มรายนี้ นึกถึงตอนที่เขาส่งจดหมายให้พระพนมนครานุรักษ์และบอกอย่างกริ่งเกรงอยู่ในทีว่า จะมารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล เขายังเหลือบมองสุพลด้วยแววตาประหม่ากึ่งสำนึกผิด ทั้งที่คำสั่งนี้เขาไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย แววตาและท่าทางของนายแพทย์เสมที่แสดงออกมานั้นทำให้บัวเกี๋ยงเชื่อว่าเขามิได้เสแสร้ง และลำบากใจในเรื่องนี้อยู่พอสมควร

สุพล สามีของหล่อนนั่นเองเป็นผู้ทำให้สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้กลับดีขึ้น

“หมออย่าได้กังวลเรื่องนั้นเลย ผู้ใหญ่มีคำสั่งมาก็เพราะเห็นว่าเหมาะสมแล้วที่จะให้หมอบริหารที่นี่ ส่วนตัวผม…” น้ำเสียงเจือร่าเริงขึ้นมา “ดีเสียอีกที่ไม่ต้องแบกภาระน่าปวดหัว ขอตรวจคนไข้อย่างเดียวก็พอ แต่ถ้าหมอต้องการให้ผมช่วยเหลือเรื่องอะไร ก็สั่งมาได้ทุกเรื่อง”

“อย่าพูดว่าสั่งเลยครับ มีกันอยู่เท่านี้ ขอกัน ช่วยกันดีกว่าครับ” นายแพทย์เสมว่า น้ำเสียงไม่วายประหม่าระคนเกรงใจ ด้วยมิใช่ไม่รู้ว่านายแพทย์สุพลนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใคร “อย่างไรผมก็ถือว่าเป็นคนใหม่สำหรับที่นี่ ต้องขอคำชี้แนะจากทุกท่านอีกมาก”

เมื่อนายแพทย์เสมว่าอย่างถ่อมตัว นายแพทย์สุพลยิ้มตอบด้วยอัธยาศัยไมตรี ไม่มีคำใดแสดงให้เห็นว่ากระทบกระแทกแดกดันด้วยความไม่พอใจ ใบหน้าของทุกคนในที่นั้นก็ฉายรอยยิ้มเต็มที่ ซักถามเรื่องส่วนตัวก็จึงได้รู้ว่านายแพทย์เสมเพิ่งอายุ ๒๖ ปี อ่อนกว่าสุพล นี่คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นายแพทย์เสมลำบากใจที่จะรับตำแหน่งผู้อำนวยการทั้งที่สุพลก็ยังอยู่ทั้งคน

เรื่องปราบอหิวาตกโรคเป็นเรื่องที่แลกเปลี่ยนกันได้ถูกคอ เพราะหมอเสมก็ถูกส่งตัวให้ไปปราบโรคนี้ในอีกพื้นที่หนึ่ง ยากลำบากพอ ๆ กัน หลังจากนั้นเขาก็ถูกส่งตัวไปเป็นผู้อำนวยการที่โรงพยาบาลนครสวรรค์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเทศบาล การมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดจึงเหมือนการเลื่อนระดับสูงขึ้น

“แต่ละที่ที่ไป ทั้งผู้อำนวยการ หมอ พยาบาล ยันภารโรง ก็คือผมคนเดียว” นายแพทย์เสมว่าอย่างติดตลก หากลึกลงไปก็ขมขื่นกับสิ่งที่เผชิญมา “โรงพยาบาลบ้านนอก ใครก็ไม่อยากมาอยู่ ผมจะสั่งเครื่องไม้เครื่องมือก็ถูกแทงเรื่องกลับว่าใช้เป็นหรือไม่ ถ้าเราใช้เครื่องมือพวกนั้นไม่ได้ เขาไม่ให้สั่งซื้อ โรงพยาบาลชนบทก็เลยขาดแคลนอยู่ร่ำไป ขาดไปทุกอย่าง ทั้งคน อุปกรณ์ และการสนับสนุน”

นายแพทย์เสมนิ่งไปครู่หนึ่งดุจจะยอมรับความจริงที่เขามิอาจแก้ไขได้ในเร็ววันนี้ ยิ้มให้คนที่อยู่ตรงหน้า

“พอมาที่นี่ มีพี่สุพล พี่บัวเกี๋ยง อยู่ด้วย ผมก็อุ่นใจ”

นายแพทย์หนุ่มแนะนำทุกคนในที่นั้นว่า

“นี่แม่แฉล้ม ภรรยาผม เพิ่งแต่งงานกันที่นครสวรรค์ก่อนย้ายมาที่นี่ครับ”

แฉล้มยกมือไหว้ทุกคนในที่นั้น กิริยาท่าทางของหล่อนสงเสงี่ยมและเจียมตัวอยู่มาก หากก็ทำให้ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี

สุพลกระชับร่างภรรยาเข้ามาไว้ในอ้อมกอด หล่อนสงบนิ่งลงแล้วทั้งร่างกายและจิตใจ ลมเย็นพัดกลิ่นดอกไม้ป่าเข้ามาในหน้าต่าง เขาถามหล่อนเบา ๆ ว่า

“บัวเกี๋ยงจำหมอยอร์ชได้ไหม หมอฝรั่งที่มางานเลี้ยงส่งฉัน”

หากเป็นเมื่อก่อน บัวเกี๋ยงอาจต้องใช้เวลานึก แต่เมื่อตนเองได้เป็นนิสิตแพทย์ ชื่อพระอาจวิทยาคม หรือหมอยอร์ช ก็เป็นชื่อหนึ่งที่นิสิตแพทย์ทุกคนต้องรู้จัก เมื่อสามีถาม หล่อนก็เพียงแต่พยักหน้าน้อย ๆ กับอกเขา

“หมอยอร์ชเคยบอกฉัน เมื่อครั้งหนึ่งที่คุณพ่อเคยพาฉันไปกราบท่าน”

สุพลนิ่งไปดุจจะรำลึกถึงถ้อยคำนั้นทั้งที่เขามิได้ลืมเลือน บัวเกี๋ยงส่งสายตาแทนคำพูดว่า หมอยอร์ชท่านว่าอย่างไร

“ท่านว่า…คนเรา จะรู้คุณค่าของการงานใด ๆ ได้ ก็ต่อเมื่อตนเองได้หยิบจับงานนั้นตลอดไป ได้เจอกับอุปสรรค ความผิดหวัง ความไม่แยแสนำพาของใครอื่น ตลอดจนกระทั่งความเหนื่อยยากสายตัวแทบขาด” สุพลนิ่งไปอีกครั้งจึงเล่าต่อ “หมอยอร์ชบอกว่า ท่านได้ลิ้มรสสิ่งเหล่านี้มา ๓๕ ปี ล้มแล้วล้มเล่า ไม่ทราบว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง”

ครั้งนั้น ด้วยวัยที่ยังไม่รู้ว่าโลกนี้มีเหลี่ยมมุมอีกมากที่คอยทิ่มตำเส้นทางเดินของมนุษย์ สุพลก็ถามไปอย่างซื่อว่า แล้วคุณหมอจะทนทำต่อไปทำไม ไม่เห็นได้อะไรตอบแทนหรือมีความสุขเลย

หมอยอร์ชยิ้มอย่างผู้ที่ผ่านโลกและอุปสรรคนานามาจนเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร ตอบเขาในวันนั้นว่า

“ฉันไม่ได้บอกนะ ว่าฉันไม่มีความสุข ตรงกันข้าม นี่ละ ความสุขของฉัน”

ครั้นสุพลยังเอียงหน้าสงสัยไม่เข้าใจ หมอยอร์ชก็บอกคำที่เขาจำขึ้นใจมาจนเดี๋ยวนี้

“สิ่งที่ฉันทำไปทั้งหมด สิ่งตอบแทนที่ฉันได้รับก็คือ ได้เป็นผู้เริ่มงานให้คนอื่นเขาต่อ เท่านี้ฉันก็พอใจแล้ว”

บัวเกี๋ยงเข้าใจความคิดและความรู้สึกของสามีอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว หล่อนก็ไม่มีอะไรเคลือบแคลงใจอีก สุพลกระชับร่างของหล่อนแน่นขึ้น บ่นเบา ๆ ว่าหนาวเพราะน้ำค้างเริ่มลง แตะจมูกที่ไหล่ก่อนจะเลื่อนไปทั่วสรรพางค์ ร่างกายของบัวเกี๋ยงก็คล้ายมีไฟกองเล็ก ๆ จุดขึ้นมาให้ความอบอุ่นแผ่ซ่าน สองผสานเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งความคิด ร่างกาย และจิตวิญญาณ

 

กิจการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ดำเนินไปได้ด้วยดี เพราะชาวบ้านเห็นว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลแห่งนี้ ที่คิดว่าเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก ๕๐ เตียง บางครั้งก็เกือบไม่พอ หมอสามคนช่วยกันดูแลทุกอย่างภายในโรงพยาบาล ไม่เกี่ยงว่าใครอยู่ในฐานะอะไร

แรกทีเดียวเมื่อสร้างโรงพยาบาลยังไม่มีอาคารที่พัก เมื่อมีคนป่วยส่งมาปัจจุบันทันด่วน ชาวบ้านก็ต้องไปตะโกนตบประตูเรียกหมอให้มาช่วยเหลือกลางดึก นั่นละ จึงนึกขึ้นมาได้ว่าอาการเจ็บป่วยของคนเรานี้มันมีได้ไม่เลือกเวลา คนจะตาย เด็กจะเกิด หรือคนจะบาดเจ็บ มันเลือกเกิดเฉพาะเวลาราชการได้ที่ไหนกัน ดังนั้น อาคารที่พักหมอจึงก่อสร้างขึ้นหน้าตึกอำนวยการนั้นเอง เพื่อสะดวกเวลามีคนไข้มา ๒๔ ชั่วโมง

เมื่อชาวบ้านไว้วางใจในตัวหมอและเชื่อถือในการแพทย์แผนใหม่มากขึ้น ก็ลดความกลัวในการมาโรงพยาบาล คนไข้ส่วนใหญ่เป็นหญิงมาคลอดลูก เพราะได้เห็นตัวอย่างหลายคนที่มาคลอดโรงพยาบาลแล้วปลอดภัยทั้งแม่และลูก รายไหนคลอดยากหน่อยหมอจะผ่าท้อง แรก ๆ ก็กลัว แต่เมื่อมีกรณีตัวอย่างที่ปลอดภัยและยืนยันกันปากต่อปากว่ามิได้น่ากลัวอย่างที่คิด ก็มีคนมาคลอดลูกที่โรงพยาบาลมากขึ้น

บัวเกี๋ยงเหนื่อยกว่าใครในกรณีนี้ เพราะนอกจากการตื่นกลางดึกหลาย ๆ ครั้งแล้ว ยังต้องคอยเป็นล่ามให้สุพลและหมอเสมในบางครั้ง ที่สำคัญกว่านั้นคือ คนไข้หญิงยังอาย ที่จะให้หมอผู้ชายทำคลอด แม้จะยอมรับการคลอดสมัยใหม่แล้วก็ตาม

ทุกครั้งเมื่อมีผู้ป่วยกลางดึก แฉล้มก็จะตื่นเช่นเดียวกับสามี จุดเตาทำข้าวต้มเตรียมไว้ เมื่อเรียบร้อยจากรักษาคนไข้ หล่อนก็จะหิ้วหม้อข้าวต้มไปให้สามีและหมออีกสองคน

เช้าจนค่ำ กลางดึกถึงเช้าตรู่ หมอสามคนวิ่งตรวจคนไข้ทั้งในโรงพยาบาลและไปตามบ้าน แทบว่าจะไม่มีวันหยุดพัก เมื่อมีเวลาก็ล้อมวงปรึกษาหารือเรื่องการให้ความรู้แก่ชาวบ้านในการดูแลตัวเองให้ปลอดจากโรคภัย เชียงรายเป็นพื้นที่อุดมด้วยป่าเขา ยุงชุม ผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลรองจากคลอดลูก คือป่วยด้วยไข้มาลาเรีย ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ไข้ป่า หรือไข้จับสั่น และไข้เด็งกี่ ที่รู้จักกันต่อมาว่า ไข้เลือดออก

แต่ความเหนื่อยยากเหล่านั้น ก็ได้รับผลตอบแทนเป็นความปลาบปลื้มใจของผู้เป็นหมอ เมื่อชื่อ ‘โฮงยาไทย’ หรือโรงพยาบาลไทย เป็นคำติดปากของชาวบ้านที่นี่ เช่นเดียวกับที่เคยพูดถึง ‘โฮงยาฝรั่ง’ อันหมายถึงโรงพยาบาลโอเวอร์บรู๊คของมิชชันนารีอเมริกัน

วันเวลาที่วุ่นวายยามมีคนไข้ การให้สติปลอบใจและให้กำลังใจญาติผู้ป่วย เรียงชิดติดกันมาให้พบเจอไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อสุพลและบัวเกี๋ยงช่วยกันผ่าท้องหญิงคลอดยากคนหนึ่งได้อย่างปลอดภัยทั้งแม่และลูก ทิ้งตัวลงบนม้ายาวอย่างเหนื่อยล้า เงยหน้าขึ้นมาก็พบว่า วันเวลาผ่านไปล่วงเข้าปีที่สามแล้ว

สามปีที่สุพลและบัวเกี๋ยงไม่ได้กลับไปกรุงเทพฯ มีเพียงจดหมายเล่าเรื่องเมืองเหนืออย่างย่นย่อให้บุพการีฟังเท่านั้น

 

สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้นแต่ยังไม่กระทบมาถึงสยาม ชาวบ้านยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวเหมือนสงครามครั้งก่อนที่ว่า ‘ฝรั่งรบกัน’ ไม่เกี่ยวกับคนสยาม หากกระนั้น ก็ยังมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในช่วงนี้ นั่นก็คือ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๒ รัฐบาลซึ่งมี จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก ‘สยาม’ เป็น ‘ประเทศไทย’

นโยบายที่จะให้ประเทศเป็น ‘รัฐเวชกรรม’ ก็ยังดำเนินอยู่ อันว่าสุขภาพอนามัยของคนในชาติ เป็นสิ่งหนึ่งที่จะประกาศว่าไทยเป็นประเทศที่มีอารยธรรม ประชาชนมีสุขภาพร่างกายพลานัยสมบูรณ์ นโยบาย ‘อวดธง’ ที่ก่อให้เกิดโรงพยาบาลเกือบทั่วทุกจังหวัดก็ถือว่าประสบความสำเร็จ

พร้อมกันนี้ ระบบการบริหารด้านสาธารณสุขก็แผ่ขยายออกไปด้วย

สงครามยังไม่ส่งผลกระทบถึงคนไทย แต่สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อหมอทั้งสามคนที่เชียงรายก็คือ การมาเยือนของผู้ใหญ่ คณะจากกรุงเทพฯ

หมอทั้งสามคนถูกเชิญไปที่ศาลากลาง เมื่อไปถึงก็พบว่าในห้องประชุมใหญ่นั้น มีคนมากมายนั่งล้อมโต๊ะไม้สักใหญ่ยาว กวาดสายตามองก็พบทั้งหน้าที่รู้จักและไม่รู้จัก หากดวงหน้าที่สุพลและบัวเกี๋ยงสะดุดพร้อมกันคือใบหน้าของชวาลา

แม้เห็นจากระยะไกล บัวเกี๋ยงก็มั่นใจว่ารอยยิ้มและแววตานั้นประกาศความเหนือกว่าอยู่ในที

นั่งลงครบทุกคนแล้ว ผู้ที่นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานก็เอ่ยขึ้นมา

“นายแพทย์เสม ฉันขอชมว่าหมอดำเนินกิจการโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี” กวาดสายตามาที่คนนั่งข้าง “นายแพทย์สุพล แพทย์หญิงบัวเกี๋ยง บริรักษ์เวชการ”

อุปาทานหรือะไรสักอย่างทำให้สุพลและบัวเกี๋ยงรู้สึกว่า เมื่อฝ่ายนั้นเอ่ยถึงนามสกุล บริรักษ์เวชการ น้ำเสียงมีริ้วเยาะหยันแฝงอยู่

“ขอเชิญมาเพื่อรับฟังการพิจารณาร่วมกัน”

หมอทั้งสามมองหน้ากันอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ว่าทำไมจึงถูกเชิญตัวมาที่นี่ แล้วยังมีข้อกล่าวหาอะไรมาถึงตัว พร้อมกันนั้นก็สรุปได้ว่า ผู้ที่นั่งล้อมโต๊ะเรียงกันเป็นพระอันดับราวคณะลูกขุนนี้ ก็คือกรรมการพิจารณา…แน่ละว่า ชวาลาไม่มีทางปล่อยให้โอกาสนี้หลุดพ้นเงื้อมมือเขา

“ท่านเจ้าคุณครับ ผมขอเรียนถามด้วยความซื่อ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรต้องพิจารณากันหรือครับ”

“หมอรู้หรือเปล่าว่า โรงพยาบาลนี้ไม่เคยส่งรายได้เข้ากองกลางแม้แต่สตางค์เดียว ปีแรกฉันก็ยังปล่อยไป คิดว่าหมออาจยังไม่เข้าที่เข้าทางมากนัก จนล่วงเข้ามาปีที่สาม ก็ยังไม่เคยส่งรายได้เข้ากระทรวงการคลัง”

“ผมส่งรายได้เข้าคลังทุกปีครับ” นายแพทย์เสมยืนยัน

“แต่รายงานที่ฉันได้รับ โรงพยาบาลเชียงรายไม่เคยส่งรายได้มาที่คลังเลย” หันมาทางสุพลและบัวเกี๋ยง หรี่ตามองอย่างมีเลศนัย ก่อนจะบอกต่อไปว่า “หรือมีใครรับผิดชอบเรื่องนี้ ทำทีว่าจัดการตามระบบ แต่แท้จริงแล้วเก็บเงินเข้าพกเข้าห่อตัวเอง”

สายตาหลายคู่ที่มองมายังสุพลและบัวเกี๋ยงดุจดังว่าปักใจเชื่อแล้ว ว่าสามีภรรยาคู่นี้ยักยอกรายได้ของโรงพยาบาล

ผู้ถูกกล่าวหามองหน้ากันอย่างมึนงง สับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก ในขณะที่ใบหน้าของชวาลาประกาศชัดเจนว่า…สะใจ

 

“คุณหมอ! ทำไมคุณหมอไม่นำรายได้ของโรงพยาบาลส่งกระทรวงการคลัง”

ชวาลาต้อนเต็มที่ วางตัวราวเป็นผู้สืบความเสียเอง เมื่อมีคนส่งสายตาปรามมาจึงค่อยสงบลงบ้าง หากก็ยังทำตัวไม่ผิดกับประธานการพิจารณาในครั้งนี้

“โรงพยาบาลของเราส่งเงินเข้าคลังทุกปี หมอบัวเกี๋ยงรับผิดชอบเรื่องนี้” หมอเสมตอบ

“ใช่ค่ะ ดิฉันเป็นคนทำบัญชีและส่งเงินไปที่คลังเอง” หมอบัวเกี๋ยงยืนยัน

“ผมรับรองได้ครับ” สุพลสำทับอีกคนหนึ่ง

ชวาลายิ้มเยาะ

“หมอสุพลกับหมอบัวเกี๋ยงเป็นผัวเมียกัน ก็ต้องเข้าข้างกันเป็นธรรมดา ที่เราอยากรู้ให้ชัดเจนก็คือว่า หมอทั้งสามคนสมรู้ร่วมคิดกันหรือเปล่า”

“ถ้าไม่มีหลักฐานก็อย่ากล่าวหากันลอย ๆ” บัวเกี๋ยงไม่ยอมแพ้

ชวาลายืนยันว่าตรวจสอบถ้วนถี่จนแน่ใจแล้วว่าโรงพยาบาลนี้ไม่เคยส่งรายได้เข้าคลังจริง ๆ ล่วงเข้าปีที่สาม…เพราะมั่นใจนี่ละ เขาจึงทำให้เกิดการตรวจสอบเรื่องนี้ขึ้น ถามกลับอย่างท้าทาย

“หรือทางหมอมีหลักฐานอะไรมายืนยันเพื่อแก้ตัวก็แสดงมาสิ”

บัวเกี๋ยงหันไปทางผู้เป็นเลขานุการในการพิจารณานี้ บอกอะไรบางอย่างเขาก็ลุกออกไป ไม่นานนักเจ้าหน้าที่การคลังของจังหวัดก็หอบแฟ้มเดินตามเข้ามาในห้องประชุม

เอกสารการส่งเงินรายได้เข้าคลังของจังหวัดปรากฏชัดแก่สายตาทุกคน เวียนกันดูจนครบ ชวาลาก็โต้ขึ้นมาว่า

“หมอต้องส่งเงินเข้ากระทรวงการคลัง ที่ส่วนกลาง” เขาหมายถึงกรุงเทพมหานคร “ไม่ใช่ส่งเข้าคลังจังหวัด หมอก็รู้ว่ามันไม่ถูก”

“ถูกแล้วครับ” สุพลโต้กลับ “สิ่งที่พวกเราทำ ถูกต้องแล้วในหลักการ และสิ่งที่ท่านกล่าวหานั้น มันไม่ถูกต้อง”

“หมออย่ายอกย้อนกลบเกลื่อน” ชวาลาเริ่มหัวเสีย

“ผมมิได้กลบเกลื่อน โรงพยาบาลแห่งนี้ชื่อก็บอกชัดว่า ‘ประชานุเคราะห์’ เป็นโรงพยาบาลที่ราษฎรเป็นคนสร้าง ไม่ใช่รัฐบาลสร้าง เมื่อได้เงินมาแล้วก็ถือว่าเป็นรายได้ของประชาชน จะส่งให้รัฐบาลทำไม ในเมื่อตอนที่เราจะสร้าง เราของบประมาณไป ท่านก็ตอบมาทำนองว่าไม่มีเงินจะให้ ให้เราหาทางกันเอาเอง”

ผู้เป็นประธานเห็นว่าชวาลาจวนจะคุมอารมณ์ไม่อยู่ จึงตัดบทให้ยุติการซักถามเท่านั้น ให้หมอทั้งสามออกไปคอยข้างนอกก่อนขณะที่คณะกรรมการหารือกันว่าจะตัดสินกรณีนี้อย่างไร

บัวเกี๋ยงใจหวิววับเมื่อเดินออกมา ชวาลาท่าทางกระเหี้ยนกระหือรือจะไล่ต้อนเบียดบี้จนจมดินให้ได้ สุพลเอื้อมมือมาจับประคองพาหล่อนออกไปก็พบว่ามือนั้นเย็นเฉียบ หน้าซีดราวจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ

ด้านนอกห้องพิจารณา สื่อมวลชนท้องถิ่นสองสามคนอยู่ตรงนั้น เมื่อประตูเปิดก็กรูเข้ามาถาม แม้ว่าจะยังไม่ทราบผลการตัดสิน แต่ก็อยากรู้ว่าเหตุการณ์ในห้องนั้นดำเนินไปอย่างไร กวาดสายตาไปก็พบว่า มีหน้าของกลางวสันต์รวมอยู่ในกลุ่มนั้น ทั้งสุพลและบัวเกี๋ยงก็แปลกใจ

กลางวสันต์เล่าอย่างรวบรัดว่า พระยาบริรักษ์เวชการระแคะระคายเรื่องนี้ แต่มันปุบปับเร่งด่วน แจ้งข่าวไม่ทัน เพราะเมื่อ ‘คณะผู้พิจารณา’ บอกว่ามีเรื่องกินนอกกินในที่เชียงราย ก็เดินทางกันเย็นนั้นเลย พระยาบริรักษ์เวชการไปเยี่ยมหลานพร้อมตรวจอาการคุณหญิงพลับที่บ้านรัชฎาสรรพกิจ เขาอยู่ที่นั่นพอดี พระยาบริรักษ์ฯ จึงไหว้วานให้เขาติดตามมาในฐานะสื่อมวลชน เพราะเขาเป็นคนเดียวที่มีอิสระและไม่มีพันธะพัวพันเหมือนคนอื่น ๆ

“แล้วก็ยังมีอีกเรื่อง แต่รอให้เรื่องนี้ผ่านไปก่อนเถอะ ท่าบัวเกี๋ยงจะไม่ไหวแล้ว”

สุพลละลายยาหอมมาให้ บัวเกี๋ยงจิบไปแล้วจึงค่อยมีกำลังขึ้นมาบ้าง อยากให้พิจารณาเรื่องนี้ให้จบไว ๆ มันไม่มีอะไรซับซ้อนเลย นอกเสียจากว่า ชวาลาจะ ‘หาเรื่อง’ ไม่สิ้นสุด

ประตูห้องประชุมเปิดขึ้นอีกครั้ง หมอทั้งสามถูกเชิญเข้าไปเพื่อฟังคำตัดสิน และครั้งนี้สื่อมวลชนได้ติดตามเข้าไปด้วย

“หมอยืนยันว่าส่งเงินเข้าคลังทุกปี แต่เป็นคลังจังหวัด ไม่ใช่คลังที่กรุงเทพฯ”

ผู้เป็นประธานเกริ่นก่อนนำไปสู่การประกาศคำตัดสิน

“หมอบอกว่า แม้โรงพยาบาลนี้จะตั้งขึ้นโดยนโยบายของรัฐ แต่ในทางปฏิบัติ งบประมาณในการก่อสร้าง รวมถึงค่าใช้จ่ายทุกอย่างในการตั้งต้นเรี่ยไรเงินบริจาคจากชาวบ้าน รัฐบาลมิได้อุดหนุน โรงพยาบาลแห่งนี้จึงเป็นของราษฎร รายได้ของโรงพยาบาลเป็นของประชาชนที่นี่ หมอก็เลยส่งเงินรายได้ประจำปีเข้าคลังจังหวัด”

ทุกคนเงียบ เพราะมิใช่คำถามที่ต้องการคำตอบ เป็นเพียงการสรุปความเพื่อประกาศคำตัดสินในตอนท้าย

“เอาละ ฉันถือว่าเงินนี้เป็น ‘เงินทุนสะสม’ ของโรงพยาบาล ไม่ใช่รายได้ของรัฐบาล ไม่ต้องส่งเข้าคลัง”

หลังจากนั้นอีก ๓ เดือน คำสั่งอย่างเป็นทางการก็ตามมา เมื่อเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป โรงพยาบาลอีกหลายแห่งก็ยึดเอาเป็นแบบอย่าง มีเงินทุนสะสมที่เกิดจากรายได้ของโรงพยาบาล เพื่อนำกลับมาใช้จ่ายในกิจการของโรงพยาบาลได้คล่องขึ้น

ชวาลามีสีหน้าบอกบุญไม่รับทันทีเมื่อคำตัดสินถูกประกาศออกไป

สุพล บัวเกี๋ยง และเสม หันมามองหน้ากันอย่างโล่งอกที่การพิจารณาเรื่องนี้เป็นไปอย่างชอบธรรม

ผู้เป็นประธานมียิ้มบาง ๆ ทว่าใบหน้าและแววตาฉายแววพึงพอใจในหมอทั้งสามที่ต่อสู้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง กระแอมเล็กน้อยเพื่อให้ในที่ประชุมเงียบ

“แจ้งข่าวอีกเรื่องหนึ่งตอนนี้เลยก็แล้วกันนะ”

สุพลกับบัวเกี๋ยงหันไปทางกลางวสันต์ ก็เห็นเขาพยักหน้ายักคิ้วให้แทนคำพูดว่า เรื่องนี้ละ ทั้งสองจึงรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ

“มีคำสั่งให้นายแพทย์สุพล และแพทย์หญิงบัวเกี๋ยง บริรักษ์เวชการ กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ”

นายแพทย์เสมหันมามองเพื่อนหมอด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เช่นเดียวกับผู้ถูกสั่งย้ายที่ได้รับทราบพร้อมกัน

 

เชิงอรรถ : 

(1) นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ต่อมาดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ๒ สมัย สมรสกับ นางแฉล้ม พริ้งพวงแก้ว นามสกุลเดิม ปิยะเกศิน มีบุตร ๓ คน และธิดา ๒ คน



Don`t copy text!