วิมานใยบัว ภาคกลาง “สร้างวิมาน” ๑๒ : งานวิวาห์กลางควันสงคราม

วิมานใยบัว ภาคกลาง “สร้างวิมาน” ๑๒ : งานวิวาห์กลางควันสงคราม

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

“คนเป็นหมอเม่ย…ป่วย เองอย่างนี้ ยะจะใดดีล่ะ น้าคำหอม”

บุญเป็งถามคนที่มาด้วยกัน ฝ่ายนั้นก็ถอนหายใจส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ได้แต่บ่นว่า

“บอกแล้วว่าอย่านอนเฮือนนี้ ตะวันแจ้งอยู่กลางหัวยังบ่มีไผเตียว…เดินผ่าน นี่นอนมาสุดคืนก็คงเจอดีเข้าหื้อละ”

“บ่ใช่ผีหรอกน้า” บุญเป็งค้าน ต่อให้เป็นผีนายหมอทรัพย์หรืออี่นายกาสะลองจริง ก็ไม่มีวันที่ทั้งสองจะหลอกบัวเกี๋ยงจนจับไข้ “นอนตากน้ำเหมย…น้ำค้าง สุดคืนจะอี้ ยะใดจะบ่เม่ย”

บัวเกี๋ยงนอนป่วยไม่รู้ตัวอยู่สองวัน ระหว่างนี้บุญเป็งกับคำหอมก็พากันมาดูแล ทั้งต้มยาหม้อมาคอยกรอกปากเท่าที่จะมีปัญญาว่าต้องใส่อะไรบ้าง และเช็ดเนื้อตัวให้ไข้ลด ล่วงเข้าวันที่สามบัวเกี๋ยงจึงค่อยฟื้นคืนสติ พอจะบอกได้ว่าควรรักษาอย่างไร จนหายสนิทดีในวันที่เจ็ด พร้อมกับความรู้สึกใหม่

มีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นในร่างกายของหล่อน

หญิงสาวมั่นใจว่าอาการป่วยไข้หายดีแล้ว อาการเวียนหัวและคลื่นไส้คอยแต่จะอาเจียนนี้คงมาจากสาเหตุอื่น เมียของบุญเป็งเดินนำใครคนหนึ่งเข้ามา ร้องเรียกสามีเสียงดังแต่ไกลข่มความกลัวเมื่อเข้าไปใกล้เฮือนนายหมอ

กลิ่นเหม็นสาบสางกระทบจมูกทำให้ลมตีขึ้นมาจนบัวเกี๋ยงต้องโก่งคออาเจียนอีกครั้งทั้งที่ไม่มีอะไรออกมานอกจากน้ำลาย บุญเป็งช่วยประคองไว้ให้ทรงตัว ลูบหลังไหล่ให้ลมวิ่งสะดวกขึ้น บัวเกี๋ยงเงยหน้าขึ้นก็เห็นร่างหนึ่งเดินตรงเข้ามา บุญเป็งร้องออกไปก่อนหล่อนเสียด้วยซ้ำ

“หมอ!”

 

“ฉันมารับเธอกลับบ้าน” สุพลบอกเสียงเรียบ “บ้านที่กรุงเทพฯ”

“ปิ๊กวันนี้เลยกา” บุญเป็งถาม “บัวเกี๋ยงเม่ย…ป่วย อยู่นา”

“ฉันรักษาต่อเอง เธอก็รู้ว่าฉันเป็นหมอ และเป็นสามีของบัวเกี๋ยง ไม่ต้องกังวลว่าฉันจะปล่อยให้ภรรยาของฉันเป็นอะไรไป” สุพลพยายามลดความแข็งกร้าวในน้ำเสียง “ขอบใจเธอมากที่ดูแลเพื่อนเก่า เมียของฉันอย่างดี”

บัวเกี๋ยงทั้งขำและอ่อนใจที่สุพลนึกเล่นบทสามีขี้หึงขึ้นมา แต่หล่อนอ่อนเพลียเกินกว่าจะอธิบายหรือหยุดเขาได้ ก็ปล่อยให้เขาค่อนแคะบุญเป็งไปตามใจ โดยที่บุญเป็งเองก็ไม่รู้ตัวสักนิดว่าถูกสุพลกระทบอยู่

ผู้ที่ติดตามสุพลมาด้วยคือคนขับรถของแม่เลี้ยงฟองคำ ว่าให้ถูกก็คือ แม่เลี้ยงจัดแจงอำนวยความสะดวกให้คนของหล่อนพาสุพลมาถึงแม่แจ่ม บัวเกี๋ยงไม่อิดออดที่จะติดตามสามีกลับไป แต่หล่อนขอทำบางอย่างให้เรียบร้อยก่อน

“บุญเป็งมานี่หน่อย” บัวเกี๋ยงเรียก

“ถ้าไม่มีอะไรเป็นความลับ ฉันขออยู่ฟังด้วย” สุพลบอกออกไป

บัวเกี๋ยงถอนใจน้อย ๆ อย่างระอา หล่อนอยากจะบอกสามีว่า ท่าทางที่เขาแสดงออกมานั้นน่าขันมากกว่าน่ายำเกรง แต่ก็ยอมให้เขาอยู่ฟังด้วย

“เฮาจะขอบุญเป็งช่วยเป็นธุระเรื่องที่ดินผืนนี้ ถ้าหลวงมาปักเขตตีโฉนดเมื่อใด บุญเป็งบอกเฮาเน่อ เฮาจะซื้อไว้ แล้วจะเต…รื้อ เฮือนนายแคว้นกับนายแม่ที่ฮิมน้ำปิง มาแป๋งเฮือนใหม่…สร้างบ้านใหม่ ไว้ที่นี่ มีอะหยังก็ไปหาแม่เลี้ยงฟองคำ”

“เรื่องแค่นี้เอง เฮาจะจัดก๋านหื้ออย่างดี”

บัวเกี๋ยงละจากเพื่อนและสามีลงไปที่ริมน้ำ เก็บเมล็ดดอกกาสะลองไว้ในห่อผ้าอย่างทะนุถนอม บอกสุพลว่าจะเอาไปปลูกที่บ้านกรุงเทพฯ เขาก็ไม่ขัด เพราะรู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในความผูกพันของหล่อน บัวเกี๋ยงเท่านั้น ที่เอ่ยออกมาเบา ๆ คล้ายรำพึงกับตัวเองว่า

ไปอยู่ตวยกั๋นเน่อ อี่นาย

 

บัวเกี๋ยงตามสุพลกลับกรุงเทพฯ ด้วยความโล่งใจว่าได้จัดการเรื่องที่เกี่ยวกับนายหมอทรัพย์และอี่นายกาสะลองแล้ว ถึงกรุงเทพฯ หล่อนก็นำเมล็ดกาสะลองไปเพาะจนเป็นกล้า แล้วนำปลูกลงดินในที่ว่างหลังบ้านบริรักษ์เวชการ

สุพลไม่คัดค้านหรือสงสัยในการกระทำของภรรยา เมื่อหล่อนเปรยว่าอยากสร้างบ้านไม้สักหลังหนึ่งเพื่อแยกออกไปอยู่เป็นสัดส่วน เพราะไม่อยากอยู่บนตึกใหญ่ แม้ว่ามิได้มีเรื่องคับข้องใจกับใคร แต่หล่อนก็อยากอยู่เรือนไม้มากกว่า สุพลก็รับปากว่าเขาจะสร้างบ้านใหม่ให้ตามความประสงค์ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ขอให้สงครามเลิกเสียก่อน

เกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สุพลไม่ระแวงแคลงใจในตัวภรรยาเลย เพราะเขากับบัวเกี๋ยงก็ใช้ชีวิตคู่เฉกเช่นเคยเป็นมา จนกระทั่งวันนี้ บัวเกี๋ยงบอกข่าวดีด้วยน้ำเสียงระรื่นว่า หล่อนกำลังตั้งท้องลูกคนที่สอง สุพลดีใจขึ้นมาวูบหนึ่งแล้วกลับกลายเป็นตะขิดตะขวง รับฟังข่าวดีอย่างไม่สนิทใจ เหมือนหนามไหน่ชิ้นเล็ก ๆ คอยเกี่ยวความรู้สึกมิให้สงบนิ่งอยู่ตลอดเวลา

วาจาของคุณหญิงต่วนผุดขึ้นมาในหัวแล้วก้องกลับไปกลับมาราวจะหลอกหลอน

“อุแว้ออกมาก็ดูหน้าให้แน่นะหลาน ว่าเป็นลูกเราจริง ๆ หรือลูกใคร”

 

สุพลกลับจากเชียงรายด้วยรู้สึกสังหรณ์ใจบอกไม่ถูก ตั้งใจจะอยู่สักสามสี่วัน แต่นายแพทย์เสมซึ่งยังคงประจำอยู่ที่นั่นคงเห็นแล้วว่าจิตใจเขาไม่ค่อยสงบ จึงสนับสนุนให้เขากลับมา เผื่อว่าจะได้คำตอบเรื่องที่รบกวนจิตใจอยู่

ถึงบ้านก็ตกตะลึงที่เห็นวันวัสสาน์ร้องไห้ฟูมฟายอยู่กับตักแม่ คุณหญิงต่วนเพียรปลอบโยนบุตรสาวให้สงบจิตใจ

“ผู้ชายก็อย่างนี้ละลูก ถ้าเขารักเราเพราะความสวยความงาม วันหนึ่งเราหมดสวยหมดงาม เขาก็ไปมองหาดอกไม้อื่นที่สวยกว่า สดชื่นกว่า”

สุพลฟังอย่างไม่เข้าใจในตอนแรก ต่อเมื่อนั่งอยู่สักพักจึงปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า วันวัสสาน์บังเอิญไปพบแหลมอยู่ในห้องนอนกำลังเริงรักกับสาวน้อยคนหนึ่ง แหลมไม่ปฏิเสธ ซ้ำยังยอมรับว่าเขาแอบลักลอบพบปะกับสาวน้อยผู้นั้นมาแล้วหลายครั้ง

วันวัสสาน์ผิดหวังในตัวสามี วินาทีนั้นคงเหมือนทั้งโลกถล่มทลาย

“คุณแม่ขา หนูไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร”

“อยู่ได้สิลูก แม่เล็กยังมีแม่ มีหนูแพร ลูกของแม่เล็กยังไงละ” คุณหญิงต่วนปลอบบุตรี

“หนูอยากกลับกรุงเทพฯ ไม่อยากอยู่ที่นี่เหยียบแผ่นดินเดียวกับเขาอีกแล้ว เรากลับกันเลยได้ไหมคะ” วันวัสสาน์ร้องอย่างเด็ก ๆ เอาแต่ใจ จะให้ได้ดังประสงค์เดี๋ยวนั้น

คุณหญิงต่วนลิงโลดในใจแทบลุกเต้นเมื่อวันวัสสาน์เอ่ยปากเช่นนี้ แต่ที่ตอบกลับก็คืออาการสงบนิ่งอย่างผู้ใหญ่ที่คอยเตือนสติว่าอย่าผลีผลาม แสร้งพูดไปว่าเรื่องทำนองนี้ก็เป็นธรรมดาผัวเมีย แต่เมื่อวันวัสสาน์ยืนยันว่าถึงอย่างไรก็ไม่กลับไปเจรจากับแหลมอีก คุณหญิงต่วนก็ยอมตาม หารือเรื่องกลับกรุงเทพฯ ก่อนกำหนด แม้ว่าสถานการณ์สงครามจะยังไม่ดีขึ้นก็ตาม

“ถ้าคุณหญิงไป ฉันอยู่ทางนี้คนเดียวก็คงเหงา” คุณหญิงพลับเปรยขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปด้วยกันทั้งหมดนี่ละ สงครามจะร้ายยังไงก็ช่างมัน เกิดมาชาติหนึ่งถึงอย่างไรก็ต้องตาย จะตายเพราะลูกระเบิดทิ้งลงมากลางบ้านก็ให้มันรู้ไป สุพลว่ายังไงล่ะลูก”

“ผมก็คิดว่าเราควรกลับไปเหมือนกัน”

แต่เหตุผลของสุพลไม่ใช่เรื่องสงคราม กลับเป็นเรื่องของภรรยาและเพื่อนเก่า ซึ่งจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เห็นหน้าหล่อน ทั้งที่บัวซอนพัดให้ตาหนูสุนทรนอนหลับอยู่ที่มุมหนึ่งนานแล้ว

“บัวเกี๋ยงอยู่ไหนครับคุณแม่ ผมนั่งอยู่ตั้งนานยังไม่เห็น ไปที่โรงพยาบาลหรือครับ หรือไปกับแม่เลี้ยง”

คุณหญิงพลับอึกอัก คุณหญิงต่วนจึงบอกเสียเอง

“ที่ไหนได้ล่ะ คล้อยหลังหลานไป เขาก็หอบผ้าบอกว่าจะไปเมืองแจ๋ม แม่แจ่ม อะไรนี่ละสักสองสามวัน จนป่านนี้จะเป็นสัปดาห์แล้วก็ยังกลับมา ป้ากลัวแต่ว่าไอ้ที่คิด ๆ ไว้มันจะกลายเป็นจริงขึ้นมา”

“บัวเกี๋ยงไปแม่แจ่มหรือครับ” สุพลถาม คุณหญิงพลับก็ได้แต่พยักหน้าน้อย ๆ “แล้วทิ้งตาหนูไว้ที่นี่ได้ยังไง”

“ก็นี่ละที่ป้ากลัว คนเราต้องหลงมัวเมาแค่ไหนถึงทิ้งลูกทิ้งผัว หอบผ้าหอบผ่อนไปกับคนอื่นได้ ถ้านายอะไรนั่นเป็นเศรษฐีมีเงินเทียบเท่าหลาน ป้าก็จะว่าคงหลงทรัพย์สมบัติถึงได้แร่ตามเขาไป แต่นี่ก็ชาวบ้านจน ๆ คนหนึ่ง เก็บผักเก็บหญ้าหาของป่าขาย ถ้าเขาไม่รักกันสุดหัวใจก็คงไม่พากันไปอย่างนี้หรอก”

บัวซอนนิ่งเงียบมานาน อดไม่ไหวจึงบอกออกมาว่า

“บัวเกี๋ยงไปกับบุญเป็งเพราะอยากไปดูบ้านที่นายหมอทรัพย์กับอี่นายกาสะลองเคยอยู่”

คุณหญิงต่วนตวัดสายตาคมไปยังบัวซอนให้เงียบ พร้อมตำหนิในแววตาว่า ไม่ใช่เรื่องของหล่อน

“โอ๊ย…นิยายน้ำเน่าพันปี อ้างเรื่องนี้มากี่หนแล้วล่ะ”

“ผมจะไปตามบัวเกี๋ยงกลับมา” สุพลตัดสินใจเด็ดขาด

“จะดีหรือหลาน เกิดไปเห็นแล้วพบภาพบาดตาบาดใจเข้าจะรับได้หรือ ดูอย่างแม่เล็กนี่สิ หัวใจสลายมาแล้วคนหนึ่ง” คุณหญิงต่วนพูดต่อ “แล้วแม่แจ่มอะไรนี่น่ะ เราก็ไม่เคยไป บ้านป่าเมืองเถื่อนป่าดงพงไพรแค่ไหนก็ไม่รู้ ดีไม่ดีไปแล้วไม่ได้กลับมา ตาหนูก็เป็นกำพร้าไปอีก”

สุพลชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อคุณหญิงต่วนอ้างถึงลูก

“คิดดูให้ดีนะ ถ้าหลานไปตามแล้วไม่ได้กลับมา ตาหนูสุนทรก็เป็นกำพร้าทั้งพ่อแม่ แต่ถ้าบัวเกี๋ยงไม่กลับมา หลานยังอยู่ ตาหนูก็ยังมีพ่อเป็นที่พึ่ง จริงไหมคะคุณหญิง” ประโยคท้ายหันไปถามความเห็นคุณหญิงพลับ

“ก็จริงอย่างที่คุณป้าว่านะลูก ถ้าสุพลเชื่อมั่นในตัวเมียว่าบัวเกี๋ยงจะไม่ทิ้งลูกทิ้งผัว เรารอให้เขากลับมาเองไม่ดีกว่าหรือลูก”

“ผมก็อยากจะรอนะครับคุณแม่ แต่ผมก็ร้อนใจ แล้วก็เป็นห่วงงานที่โรงพยาบาล อยากกลับไว ๆ แต่ผมก็ไม่อยากกลับไปโดยไม่มีลูกเมียตามไปด้วย”

ในที่สุด สุพลก็ไปตามบัวเกี๋ยงถึงแม่แจ่มด้วยความเอื้อเฟื้อของแม่เลี้ยงฟองคำ เก็บข้าวของขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพฯ ด้วยกัน โดยบัวเกี๋ยงขอร้องให้บัวซอนติดตามไปด้วยในฐานะพี่เลี้ยงของตาหนูสุนทร

ตั้งแต่นั่งรถกลับมาจากแม่แจ่ม จนกระทั่งนั่งรถไฟถึงกรุงเทพฯ บัวเกี๋ยงมีอาการคลื่นเหียนเวียนศีรษะและอาเจียนบ่อยครั้ง สุพลเห็นเท่านี้ก็รู้ว่าบัวเกี๋ยงกำลังตั้งครรภ์ ทว่าเมื่อพยายามเลียบเคียงถาม บัวเกี๋ยงกลับบอกว่าแค่เมารถเท่านั้น

คุณหญิงรัชฎาสรรพกิจคือผู้ที่เข้ามาสะกิดความระแวงให้เขาด้วยการบอกอย่างผู้ใหญ่เป็นห่วงผู้น้อย กลัวจะถูกสวมเขาว่า

“ป้ามั่นใจว่าเมียพ่อสุพลท้อง แต่ป้าอยากเตือนหลานสักนิด อย่างเพิ่งดีใจจนออกนอกหน้า ป้ากลัวว่าเด็กในท้องจะไม่ใช่ลูกของหลาน เมียพ่อสุพลหายไปกับชายอื่นตั้งหลายวัน ในท้องนั่นอาจจะเป็นลูกไอ้พ่อค้าชาวบ้านนั่นก็ได้”

สุพลหันมามองผู้พูดด้วยสายตาเคลือบแคลง คุณหญิงต่วนก็รีบเอ่ยต่อว่า

“ป้าก็เตือนไว้อย่างผู้ใหญ่เห็นโลกมาเยอะ พ่อสุพลเองก็เป็นมดเป็นหมอ ร่ำเรียนมาสูง สติปัญญาก็ดี อย่ามาตายน้ำตื้นเพราะเรื่องแค่นี้เลย ดูแค่เมียเรา อาการฟ้องชัดขนาดนี้ยังปากแข็งไม่ยอมรับว่าท้อง แสดงว่ามันต้องมีอะไร ๆ แน่ ๆ แต่เอาเถอะ ป้ามันคนนอก ทำได้ก็แค่เตือน เด็กคนนี้…ถ้าอุแว้ออกมาก็ดูหน้าให้แน่นะหลาน ว่าเป็นลูกเราจริง ๆ หรือลูกใคร”

ในวันนี้เมื่อบัวเกี๋ยงบอกข่าวดีแก่เขา สุพลจึงเป็นสุขอย่างไม่สนิทใจ ความระแวงสงสัยว่าอาจจะเป็นลูกของนายบุญเป็งอะไรนั่นแล่นขึ้นมาเป็นริ้ว แม้ว่าจะคอยปัดความฟุ้งซ่านให้หายไป บอกตัวเองว่าเชื่อมั่นในตัวหล่อนแค่ไหน เขารู้จักภรรยาของตัวเองดีพอ แต่เผลอเมื่อไหร่ ความคิดนี้ก็วนเวียนกลับมา

เกือบเก้าเดือนแห่งความมึนตึง…ไม่ถึงกับสะบัดค้อนใส่กัน แต่ก็ไม่ใช่การพบหน้าสนทนากันอย่างสนิทใจระหว่างสามีและภรรยา ดีที่ผู้ป่วยและคนเจ็บจากสงครามเวียนเข้ามาให้แก้ปัญหาอยู่ทุกวัน จึงไม่มีวอกแวกหรือทุ่มเถียงเป็นปากเสียงกันขึ้น

จนถึงกำหนดคลอด บัวเกี๋ยงก็คลอดออกมาง่าย ๆ อย่างไม่มีอะไรให้เป็นห่วง

สุพลเข้ามาดูลูกชายคนที่สองขณะที่บัวเกี๋ยงหลับ ลูกน้อยอยู่ในเปลเล็กข้างกาย เขาเพ่งพิศดูดวงหน้านั้นเนิ่นนานแล้วน้ำตาก็ไหลลงมา…ลูกพ่อ ตาหนูเป็นลูกพ่อจริง ๆ เขาไม่รู้ว่าภรรยามิได้นอนหลับสนิท เมื่อเขาร้องไห้ บัวเกี๋ยงค่อยลืมตาขึ้นมาช้า ๆ บอกกับเขาว่า

“จากนี้ไป เธอคงหายสงสัยแล้วว่าฉันท้องกับใครกันแน่”

“บัวเกี๋ยง ฉันขอโทษ” สุพลรีบฉวยมือหล่อนขึ้นมากุมไว้ จูบหน้าผากเบา ๆ คำพูดสั้น ๆ ของภรรยาทำให้เขารู้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา บัวเกี๋ยงรู้ทุกอย่างว่าเขาคิดอะไรอยู่…รู้สึกอย่างไร

“ฉันให้สัญญา ว่าต่อไปฉันจะจิตใจมั่นคงมากกว่านี้ ฉันจะไม่ระแวงสงสัยในตัวเธออีก เธอให้อภัยฉันนะ”

บัวเกี๋ยงไม่ตอบว่าให้อภัยหรือไม่ หล่อนยิ้มน้อย ๆ บอกเพียง

“ขอบใจ”

 

พระยารัชฎาสรรพกิจป่วยกระเสาะกระแสมาพักใหญ่ แล้วก็ล้มจนต้องหามไปโรงพยาบาลในวันที่วันวัสสาน์กลับมา

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพาวันวัสสาน์และลูกกลับมาอยู่บ้านรัชฎาสรรพกิจ ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิงต่วน กลางวสันต์ และวันวัสสาน์ต่างรู้ดีว่าจะต้องรับมือกับพายุอารมณ์ของเจ้าคุณรัชฎาฯ อย่างไร แต่ไม่คิดว่าจะร้ายแรงจนถึงกับทำให้เจ้าคุณล้ม

กลางวสันต์ไปคอยรับที่สถานีรถไฟ เมื่อถึงบ้านเขาก็พาวันวัสสาน์เลี่ยงไปหลบทางหนึ่งมิให้เจ้าคุณพ่อเห็น ตัวเขาและมารดาเป็นทัพหน้าเข้าไปเจรจาหยั่งดูอารมณ์เจ้าคุณพ่อก่อน

“คุณพี่ดูซูบไปนะเจ้าคะ” คุณหญิงต่วนปรารภขึ้นมา เจ้าคุณสามีท้วมขึ้นตั้งแต่ออกจากราชการมาอยู่บ้านเฉย ๆ หากกระนั้นที่ทักว่าซูบก็เพราะพระยารัชฎาฯ ดูหมองไปจริง ๆ

ส่วนหนึ่งเพราะผิดหวังที่ไม่มีใครเห็นหัว ทาบทามไปเป็นที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี อีกส่วนหนึ่งก็เพราะสุขภาพพลานามัยเสื่อมถอย

“ตอนคุณหญิงป่วย ฉันก็ไม่ค่อยเจริญอาหารอยู่แล้ว พอคุณหญิงไปอยู่เชียงใหม่ อีนังแม่ครัวมันคงยิ่งได้ใจว่าไม่ต้องตั้งสำรับคับค้อนให้ดีนัก มันเลยส่งอาหารเลว ๆ มาให้ฉันกิน คุณหญิงลองชิมดูเองเถอะ แกงจืดของมันรสอย่างกับน้ำล้างตีน แกงเผ็ดก็หวานจ๋อย ทั้งที่พริกลอยเป็นมันย่องนั่นละ”

คุณหญิงต่วนดีใจที่เจ้าคุณสามีเปิดช่องให้ จึงรีบแทรกสิ่งที่ตั้งใจลงไป

“ถ้ายายเล็กยังอยู่ก็คงดีนะเจ้าคะ อย่างน้อยก็ได้ดูแลกับข้าวคาวหวานให้คุณพี่รับถูกปาก”

“แม่ต่วนจะพูดถึงมันทำไม”

คุณหญิงรัชฎาฯ สะดุ้งวาบเย็นไปทั้งแผ่นหลัง คราใดหากสามีใช้คำว่า ‘แม่ต่วน’ แสดงว่าอารมณ์เริ่มไม่ดี แต่คุณหญิงก็ยังทำใจดีสู้เสือ

“อิฉันก็คิดไปอย่างนั้นละค่ะ”

“เอ๊ะ! นั่นเจ้ากลางพาเด็กที่ไหนมา” เจ้าคุณรัชฎาฯ ถามออกไป

กลางวสันต์จูงเด็กหญิงตัวน้อยเข้ามาแล้วบอกว่า

“กราบท่านเสียสิ”

เด็กน้อยทำตามอย่างว่าง่าย เจ้าคุณรัชฎาฯ มองด้วยความสงสัย กวาดสายตาไปยังลูกชายและภรรยา คุณหญิงต่วนก็ชี้แจงว่า

“เด็กที่เชียงใหม่นะค่ะ อิฉันเห็นแล้วถูกชะตา แต่น่าสงสารว่าเป็นกำพร้า อิฉันก็เลยชวนมาอยู่ด้วยกัน”

“คุณหญิงคิดอะไรอยู่ อายุปูนนี้แล้วยังจะเอาเด็กตัวเท่านี้มาเลี้ยง จะเลี้ยงเป็นลูก เป็นหลาน หรือเป็นบ่าวล่ะ” เจ้าคุณรัชฎาฯ มองเด็กหญิงดวงตากลมแป๋ว ยิ้มนิด ๆ แทบสังเกตไม่เห็น ความคิดหนึ่งที่แวบขึ้นมาในใจคือ แม่หนูน้อยคนนี้ช่างเหมือนวันวัสสาน์ในวัยเด็ก

แม่หนูแพรคงไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงขยับไปหาคุณหญิงต่วนเพราะคุ้นเคยที่สุด

“คุณยาย หนูหิว”

เจ้าคุณรัชฎาฯ หัวเราะขึ้นมาทันที

“คุณยายรึ นี่…คุณหญิง เลี้ยงดูเป็นยายหลานกันไปแล้วหรือ” ว่าพลางก็เลื่อนจานขนมส่งให้แม่หนูน้อย “กินเสียสิ”

“เมื่อตะกี้คุณหญิงว่าแม่หนูเป็นกำพร้า กำพร้าพ่อหรือแม่ล่ะ หรือทั้งสอง”

“กำพร้าพ่อเจ้าค่ะ”

“อ้าว! แล้วนางแม่มันล่ะ อย่าบอกนะว่าคุณหญิงซื้อตัวมันมา พรากลูกพรากแม่กันนะ คุณหญิง”

“หามิได้เจ้าค่ะ คุณพี่ อิฉันพาแม่ยายหนูมาด้วย”

“เรียกตัวเข้ามาดูทีซิ ฉันว่ามันชักจะมีอะไร ๆ เสียแล้วสิ”

คุณหญิงต่วนและกลางวสันต์มองหน้ากันเป็นเชิงว่าถึงเวลาแล้ว เป็นไงเป็นกัน กลางวสันต์ก็พาหญิงคนหนึ่งแต่งกายอย่างชาวบ้าน สวมเสื้อนุ่งซิ่นสีมอ ๆ โพกผ้าคลุมศีรษะไว้ หล่อนยอบตัวคลานเข่าเข้ามาเมื่อถึงพื้นที่ปูด้วยพรม หยุดห่างจากประมุขของบ้านในระยะพองาม กราบลงกับพื้นแล้วก็ก้มอยู่อย่างนั้น ตัวสั่นจนใครต่อใครก็เห็นว่าผิดปกติ

“กลัวฉันถึงขนาดตัวสั่นเลยรึ แล้วจะก้มอยู่อย่างนั้นอีกนานไหม ไหน…เงยหน้าขึ้นมาซิ”

ร่างนั้นเงยหน้าขึ้นมาทว่ายังไม่ยอมปลดผ้าคลุมศีรษะออก เจ้าคุณรัชฎาฯ ก็ชักฉุน

“บ๊ะ! นังนี่ พิรี้พิไรจริงเชียว เปิดผ้าคลุมออกสิ ไม่งั้นจะเห็นหน้าได้ยังไง”

ฉับพลันทันใดที่หญิงสาวปลดผ้าคลุมออก พระยารัชฎาสรรพกิจก็ตกตะลึงตาค้าง ปากสั่นมือสั่นทำอะไรไม่ถูก รู้แต่ว่าความร้อนในกายพลุ่งพล่านขึ้นมาเหมือนลาวาภูเขาไฟพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ วันวัสสาน์ก็ปากคอสั่นแต่ด้วยความรู้สึกตรงกันข้าม แววตาเจ้าคุณพ่อเหมือนพญามัจจุราชที่กำลังพิจารณาว่าจะส่งหล่อนไปที่นรกขุมไหน

“อีเล็ก! อีจัญไร!”

เจ้าคุณรัชฎาฯ ปราดเข้ามาตบหน้าลูกสาวจนล้มไปข้างหนึ่ง หนูแพรเห็นแม่ถูกทำร้ายก็ร้องกรี๊ดขึ้นมา

“พ่อกลาง พาหลานออกไปก่อน”

กลางวสันต์ไม่รอช้า รีบอุ้มหลานสาวออกไปก่อนที่จะเห็นฉากวิวาทะที่รุนแรงกว่านั้น

“ฉันไม่คิดเลยว่า แกจะกล้ากลับมาเหยียบบ้านนี้อีก ทำเรื่องระยำต่ำช้าให้ฉันอับอายขายหน้าคนทั้งพระนคร แต่ฉันก็คิดอยู่แล้ว น้ำหน้าอย่างแกนะหรือจะทนกัดก้อนเกลือกินได้ ไอ้ผู้ชายมันเฉดหัวให้แล้วสิ ถึงหอบลูกซานกลับมาอย่างนี้”

กลางวสันต์กลับเข้ามาพร้อมกับต้นตะวันที่เพิ่งเข้าบ้านก็ได้ยินเสียงเอะอะ

“มีอะไรกันหรือครับ เจ้าคุณพ่อ” หันไปเห็นคนที่นั่งกองบนพื้นก็ตกใจ “ยายเล็ก!”

“แกบอกฉันมานะ ว่าไอ้ผัวของแกมันเป็นใคร ทำให้แกหน้ามืดตามัวหนีตามมันไปได้ แล้วก็บอกมา ว่าใครเป็นคนช่วยเหลือพาแกหนีไป น้ำหน้าอย่างแกฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะบ้าบิ่นไปคนเดียวได้”

“คุณเล็กบอกเจ้าคุณพ่อไปสิ ว่าใครเป็นคนพาคุณเล็กไปส่งที่สถานีรถไฟ” กลางวสันต์ว่า

ต้นตะวันสะบัดหน้ามองน้องชายก็เห็นว่ากลางวสันต์มองกลับอย่างคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางในเรื่องนี้ทั้งหมด จึงรีบปราดไปหาเจ้าคุณพ่อและปรามน้องชาย

“แกเงียบไปเลยนะ ไอ้กลาง” หันมาทางบิดาแล้วว่า “ผมว่าเราค่อยพูดเรื่องนี้กันทีหลังดีกว่านะครับ ยายเล็กตกใจตัวสั่นหมดแล้ว”

“ลูกรู้ว่าทำให้เจ้าคุณพ่อเสียใจ” วันวัสสาน์เอ่ยเสียงเครือเจือน้ำตา “ลูกไม่หวังให้เจ้าคุณพ่อให้อภัยลูก เพราะสิ่งที่ลูกทำมันหนักหนาสาหัส ทำลายชื่อเสียงเกียรติยศวงศ์ตระกูล ได้มากราบเจ้าคุณพ่ออีกครั้งลูกก็ถือว่าเป็นบุญ ถ้าเจ้าคุณพ่อไม่เมตตา ลูกก็จะพายายหนูไปอยู่ที่อื่น ไม่มารบกวนคุณพ่ออีก”

พระยารัชฎาฯ ฟาดฝ่ามือลงมาอีกครั้ง

“อวดดี! ถึงขนาดนี้แล้วยังจะปากเก่ง แกจะไปอยู่ไหนได้อีก มีที่ไหนให้แกคุ้มกะลาหัวได้เรอะ”

“ชีวิตลูกที่ผ่านมา คงไม่มีอะไรตกต่ำกว่านี้อีกแล้วเจ้าค่ะ” วันวัสสาน์ตอบเสียงสะอื้น

กลางวสันต์เล่าให้บิดาฟังว่าโชคชะตาเล่นตลกกับวันวัสสาน์ให้ต้องเผชิญแต่เรื่องร้าย ไม่ว่าจะถูกวิ่งราวกระเป๋า อยู่ห้องเช่าซอมซ่อ และทำงานเลี้ยงสามีและลูก

“คุณกลางบอกเจ้าคุณพ่อไปก็ได้ ว่าเล็กเป็นหญิงคนชั่ว”

เจ้าคุณรัชฎาฯ อ้าปากค้าง ตาเบิกกว้าง ชี้นิ้วมายังวันวัสสาน์เพื่อต่อว่า แล้วก็ค้างอย่างนั้นจนล้มตึงลงไป แก้ไขอย่างไรก็ไม่ดีขึ้นจนต้องพาไปส่งโรงพยาบาล

 

“คุณลุงป่วยหลายโรค ทั้งความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ”

นายแพทย์สุพลบอกแต่คนฟังรู้ว่ายังไม่หมดเท่านั้น กลางวสันต์รีบถามต่อ

“คุณพ่อเป็นอะไรอีกหรือเปล่า บอกมาให้หมดเถอะ พี่สุพล”

“ล้มครั้งนี้ทำให้เป็นอัมพาตซีกซ้าย”

คุณหญิงต่วนและวันวัสสาน์ยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาร่วงไม่รู้ตัว หันมองผู้ที่นอนหลับอยู่บนเตียง ไม่รู้ว่าเมื่อตื่นมารับรู้อาการของตัวเองแล้วจะเป็นอย่างไร

“แต่ไม่น่ากังวลมากหรอกนะครับ อาการของคุณลุงต้องควบคุมดูแลทั้งอาหารและอารมณ์ คุณลุงมีปริมาณคลอเลสเตอรอลสูง ต้องระวังไม่กินอาหารมันและอาหารทะเลมากเกินไป อาหารเค็มก็ต้องลด เพราะผลตรวจไตก็ไม่ค่อยดีนัก เรื่องอารมณ์ก็อย่าให้เครียด” สุพลแนะนำวิธีการดูแล

“แล้วที่เป็นอัมพาตนี่ล่ะ ต้องนอนเป็นผักอย่างนี้ไปเลยหรือ” คุณหญิงกังวล

“ไม่หรอกครับคุณป้า อาการอัมพาตนี้สามารถหายได้ แต่คุณลุงต้องให้ความร่วมมือในการทำกายภาพบำบัด”

“แสดงว่า คุณพ่อสามารถกลับมาเดินได้ตามปกติใช่ไหม พี่สุพล”

คนเป็นหมอพยักหน้าแทนคำตอบ ทำให้สีหน้าของคนฟังค่อยชื่นขึ้นอย่างมีความหวัง

“คุณลุงป่วยอย่างนี้ป้าก็เป็นทุกข์ ถ้าที่บ้านมีหมอสักคนอยู่ด้วยคงอุ่นใจ” คุณหญิงต่วนไม่วายเปรยเพื่อสร้างสะพานเชื่อมสัมพันธ์ให้สุพลและวันวัสสาน์อีกครั้ง “ป้าเองก็แก่แล้ว คงให้ยายเล็กนี่แหละคอยพยาบาลเจ้าคุณพ่อ ก็ดีนะ…ใช้โอกาสนี้ทำให้เจ้าคุณพ่อใจอ่อน ป้าคงต้องขอให้พ่อสุพลมาดูอาการคุณลุงที่บ้านบ่อย ๆ สุพลสะดวกใจไหม หลาน”

“ยายพัดก็อยู่ที่บ้านนั้นทั้งคน มีอะไรเร่งด่วนก็ตามผม คุณพ่อ หรือบัวเกี๋ยงได้ครับ” สุพลตอบอย่างระวังตัวอยู่ในที

“เอาเป็นว่าช่วงพักฟื้นที่โรงพยาบาลนี่ สุพลมีอะไรก็บอกยายเล็กนะ”

สุพลยิ้มนิด ๆ แทนคำตอบแล้วก็บอกอีกเรื่องหนึ่งว่า

“ที่ผมเป็นกังวลมากกว่าคือเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษา”

“แพงมากรึไงหมอ” ต้นตะวันถามอย่างไม่สบอารมณ์ น้ำเสียงข่มอยู่ในที มีคำตอบแฝงอยู่ในนั้นว่า จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเท่าไร คิดหรือว่าบ้านรัชฎาสรรพกิจจะไม่มีปัญญาจ่าย

สุพลรู้นัยแห่งน้ำเสียงนั้นก็ตอบว่า

“ผมไม่ห่วงเรื่องค่าตรวจหรือค่าพยาบาล แต่ผมกังวลเรื่องยามากกว่า เรียนคุณป้าตามตรงว่าตอนนี้ยาทุกชนิดเป็นของหายาก ที่มีอยู่ก็ราคาแพง และหลายชนิดก็เป็นยาคุณภาพเลว”

“ของดี ๆ มันจมหายอยู่ในตลาดมืดหมดแล้วนี่” กลางวสันต์ปรารภขึ้นมาลอย ๆ

ต้นตะวันมองมาด้วยแววตาบรรจุเพลิงดุจจะเผาให้มอดไหม้เมื่อน้องชายพูดต่อว่า

“แต่พี่ใหญ่ก็คงหามาให้จนได้แหละ พี่สุพลไม่ต้องกังวลเรื่องนี้”

พระยารัชฎาสรรพกิจพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลราวสองสัปดาห์ก็ย้ายไปแผนกกายภาพบำบัดจนอาการดีขึ้นจึงกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้าน ยาที่ว่าหายากและแสนแพง ต้นตะวันก็หามาได้จริง ๆ ด้วยความช่วยเหลือของชวาลา

คุณหญิงต่วนไม่คิดว่าแผนการชักนำสุพลกับวันวัสสาน์มาเกี่ยวดองอีกครั้งจะสำเร็จ เพราะสุพลคล้ายจะรู้ตัวและระมัดระวังตัวอยู่ในทีทุกครั้งที่คุณหญิงพยายามประสาน

งานวิวาห์กลางควันสงครามระหว่างวันวัสสาน์และชวาลาก็เกิดขึ้นในวันหนึ่ง  

 



Don`t copy text!