กลิ่นกาสะลอง” ตอนพิเศษ “ทรัพย์-กาสะลอง”

กลิ่นกาสะลอง” ตอนพิเศษ “ทรัพย์-กาสะลอง”

โดย : เนียรปาตี

วิมานใยบัว โดย เนียรปาตี นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของบัวเกี๋ยงจากกลิ่นกาสะลอง บัดนี้เธอเติบใหญ่และต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ยากลำบาก ในวันเวลาที่หมอส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย บัวเกี๋ยงจะสามารถทำความฝันของเธอให้เป็นจริงได้หรือไม่ ไหนจะเรื่องเรียนและเรื่องหัวใจ วิมานของเธอจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร

หัวรถจักรจอดเทียบชานชาลาที่สถานีหัวลำโพง หากไม่เกิดเหตุร้ายก่อนหน้านี้ บัวเกี๋ยงคงตื่นเต้นที่ได้เห็นสถานีกว้างใหญ่ ใหญ่กว่าสถานีรถไฟเชียงใหม่ย่านสันป่าข่อยที่มันเคยวิ่งเล่น นอกหน้าต่างรถไฟเสมือนเป็นโลกใบใหม่ที่มันไม่คุ้นเคย ผู้คนแปลกหน้าไม่คุ้นตาทว่าดูสวยสง่ามีราศีกันทุกผู้คน แหม่มที่นั่งกับมันคอยปลอบโยนมาตลอดทางยกกระเป๋าจากชั้นวางของ สะกิดให้บัวเกี๋ยงเดินตาม มันก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย เพราะหากมันพลัดหลงหายไปคราวนี้คงหาที่พึ่งที่ไหนไม่ได้อีก

หน้าสถานีรถไฟมีรถยนต์มาคอยรับคณะมิชชันนารี เก็บกระเป๋าไว้ข้างหนึ่งแล้วตัวมันก็ถูกยัดเข้าไปในกระป๋องเหล็ก ทั้งคนขับและผู้โดยสารต่างพูดจากันด้วยภาษาฝรั่งที่มันพอจับได้เป็นคำ ๆ แต่แปลความหมายไม่ได้ มันจึงนิ่งเงียบ มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นรถราคันงามยิ่งกว่าเกวียนวิ่งสวนกันไปมาบนถนนกว้าง ผ่านช่วงที่เป็นแม่น้ำลำคลองก็มีเรือขายอาหารและพืชผลพายอยู่บ้าง เทียบท่าน้ำบ้าง

ท่าน้ำ…อา บัวเกี๋ยงน้ำตาไหลลงมาอีกครั้งเมื่อเห็นเรือลำหนึ่งลอยโคลงเคลงเทียบอยู่ที่ท่าน้ำ คนบนท่าเป็นหญิงสาวคงกำลังสั่งอาหารในเรือ ชายแก่ในเรือยื่นถ้วยส่งให้ ท้ายเรือมีเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วยเพลิดเพลินกับการวักน้ำเล่น ใจของบัวเกี๋ยงประหวัดไปถึงอดีตว่ามันช่างเหมือนภาพของตัวมัน นายหมอทรัพย์และอี่นายกาสะลองเสียจริง

รถของคณะมิชชันนารีหยุดที่หน้าหมู่อาคารไม้หลายหลังย่านสีลม ในความรู้สึกของบัวเกี๋ยงมันช่างใหญ่โตโอ่อ่า ผิดจากเรือนไม้ของนายแคว้นที่ว่าใหญ่โตสมฐานะ ก็ยังเทียบมิได้กับอาคารนี้ ดูไปแล้วใกล้เคียงกับคุ้มเจ้านายในเวียงเสียมากกว่า หน้ามุขและช่องลมและรอบชายคาประดับด้วยไม้ฉลุลายละเอียดอ่อนดุจระบายลูกไม้ที่มันไม่รู้ว่าเขาเรียกว่า ลวดลายขนมปังขิง มันแค่เห็นว่าสวยดี หน้าอาคารมีธงชาติอเมริกันโบกพลิ้วไปตามแรงลม

ภายในอาคารเหมือนโรงหมอที่นายหมอทรัพย์ประจำอยู่ แต่ดูโอ่อ่ากว่ามาก เก้าอี้คนไข้เรียงเป็นแนวขัดน้ำมันจนขึ้นเงา พัดลมทองเหลืองที่แขวนห้อยลงมาจากเพดานก็งดงามตื่นตาตื่นใจ ตลอดแนวผนังไม้แขวนรูปบุคคลสำคัญที่บัวเกี๋ยงไม่รู้จัก หน้าตาเป็นฝรั่งทุกภาพในชุดสากลบ้าง บาทหลวงบ้าง บางภาพก็เป็นภาพหมู่ของคณะมิชชันนารีนั่งเรียงกันหน้าอาคาร บัวเกี๋ยงมองภาพเหล่านั้นเรื่อยไปจนหยุดที่ภาพหนึ่งมันก็ก้าวขาไม่ออกอีก ก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาจุกอยู่แค่คอ

นายหมอ…เสียงครางของบัวเกี๋ยงแผ่วเบาและสั่นเครือ มันเอื้อมมือไปยังภาพถ่ายขาวดำในกรอบแขวนผนังนั้น ผู้ชายห้าคนในภาพ สี่คนเป็นฝรั่งต่างวัย มีคนเดียวเท่านั้นเป็นชายหนุ่มหน้าอ่อนเยาว์ มองอย่างไรก็มิใช่ฝรั่ง ดวงหน้านั้นอ่อนโยนทั้งดวงตาหลังแว่นใสและรอยยิ้มมุมปากละไมอย่างคนใจดีที่พร้อมจะผูกมิตรกับใคร ๆ ได้ทุกเมื่อ

“นายหมอของข้าเจ้า”

“บัวเกี๋ยง ไปกันเถอะ” แหม่มเรียกด้วยภาษาอังกฤษเมื่อเรียบร้อยจากการรายงานต่อศาสนาจารย์ ผู้นำคณะมิชชันนารีนิกายอเมริกันเพรสไบทีเรียน บัวเกี๋ยงพอจะเข้าใจคำง่าย ๆ อย่าง Let’s go หรือ Goodbye ได้ มันจึงเดินตามไปขึ้นรถอีกครั้ง

ขึ้นรถครั้งนี้มิได้มีแต่บัวเกี๋ยงและแหม่ม แต่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งมาด้วยในตอนหน้าคู่คนขับ อายุอานามน่าจะแก่กว่าบัวเกี๋ยงไม่เกินห้าปี ท่าทางดูเป็นผู้ดีแต่มิถือตัว รถเคลื่อนไปสักครู่เด็กหนุ่มก็เอี้ยวตัวมาถามคนที่นั่งข้างหลัง

“ฉันชื่อสุพล เป็นบุตรของหลวงอดิศเวช เธอชื่ออะไรหรือ?”

“บัวเกี๋ยง” คนถูกถามตอบเสียงอ่อย มันไม่รู้จะเรียงเรียงคำพูดอย่างไร คนที่นี่พูดจาภาษาประหลาด

สุพลถามแค่นั้นก็พูดกับแหม่มเป็นภาษาอังกฤษ ครู่เดียวก็จับเค้าเรื่องได้ว่าบัวเกี๋ยงเป็นเด็กกำพร้ามาจากมณฑลพายัพ หมอทรัพย์ที่เป็นหมอของโรงพยาบาลแล้วไปประจำที่นั่นเป็นผู้อุปการะ ฝากฝังให้คณะมิชชันนารีดูแลเรื่องเล่าเรียน ส่วนที่พักอาศัยหากบัวเกี๋ยงไม่อยากอยู่โรงเรียนประจำก็ให้ไปฝากไว้ที่บ้านบิดามารดาของนายหมอทรัพย์

“แหม่มบอกว่าเธอหัวดี ฉลาด เรียนรู้ได้เร็ว” สุพลหันกลับมาพูดกับบัวเกี๋ยง

“เธอพูดภาษาอังกฤษได้ใช่ไหม?” เด็กหนุ่มถามเป็นภาษาอังกฤษ บัวเกี๋ยงจึงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วตอบเสียงอ่อย ๆ

“Yes, I can”

“ดีจริง ฉันชักถูกชะตากับเธอแล้วสิ” เด็กหนุ่มยิ้มกว้างน้ำเสียงสดใส บัวเกี๋ยงรู้สึกว่าดวงหน้านั้น…น่ามอง

รถจอดเทียบเข้าที่หน้าอาคารไม้หลังหนึ่งในย่านชุมชนชาวจีน ด้านหน้าเป็นบานเฟี้ยมเปิดพับได้ ด้านในมีตู้ไม้แบ่งเป็นลิ้นชักย่อยเต็มตู้ แต่ละชั้นมีตัวหนังสือภาษาจีนกำกับ ทีแรกบัวเกี๋ยงก็ยังงง ๆ แต่เมื่อเห็นจีนชราชายหญิงเจ้าของบ้านก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือบิดาและมารดาของนายหมอทรัพย์ ด้วยเค้าหน้าของนายหมอคือส่วนผสมของจีนทั้งสองนี้ไม่ผิดเพี้ยน แหม่มให้คนขับรถยกกระเป๋าเดินทางสองใบลงมาวาง ใบหนึ่งเป็นของหมอทรัพย์ ผู้เป็นบุพการีจำของบุตรชายได้ ทว่าอีกใบหนึ่งไม่เคยเห็น

แหม่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จีนชราฟังอย่างไม่ปิดบัง บัวเกี๋ยงส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้จีนชรา คลี่กระดาษออกมาก็พบว่าเป็นภาษาจีนเขียนด้วยพู่กันที่มันอ่านไม่ออก จีนชราเงยหน้าขึ้นมาจากกระดาษมองไปยังเด็กสาวตัวน้อยที่ดวงตามันยังบวมช้ำด้วยร้องไห้มาอย่างหนัก

“อาทรัพย์อีเขียนมาบอกว่า ถ้าอีไม่ล่ายกลับมาล่วย ให้ดูแลเจ้าเหมือนลูกคนหนึ่ง อาตี๋อีว่าให้ขอดูแหวนที่ลื้อ เพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นลื้อจริง ๆ อาบัวเกี๋ยง”

บัวเกี๋ยงดึงห่อผ้าที่มันเหน็บไว้แน่นหนากับเอว คลี่ห่อผ้าออกก็ปรากฏแหวนประดับทับทิมสีแดงก่ำน้ำงามที่บิดานายหมอทรัพย์จำได้ทันทีว่าเคยมอบให้บุตรชายไว้ก่อนเดินทางขึ้นเหนือ จึงไม่เหลือความเคลือบแคลงสงสัยใด ๆ อีก บอกกับแหม่มผู้มาส่งว่าจะดูแลบัวเกี๋ยงอย่างดีเหมือนลูกสาวคนหนึ่ง

ผู้มาส่งกลับไปแล้ว เจ้าของบ้านจัดห้องหนึ่งไว้ให้บัวเกี๋ยง เป็นครั้งแรกที่มันมีห้องนอนของตัวเอง อาบน้ำกินข้าวเสร็จบัวเกี๋ยงก็ช่วยปัดกวาดหน้าร้านให้เรียบร้อยและช่วยปิดร้านเหมือนเช่นที่มันเคยช่วยอาม่า เมื่ออยู่ตามลำพังในห้อง ความเดียวดายก็แล่นเข้ามาครอบงำหัวใจมันอีกครั้ง บัวเกี๋ยงเปิดกระเป๋าเดินทางของนายหมอทรัพย์และอี่นายกาสะลอง ผ้าผ่อนทั้งหลายเหมือนจะดึงเอาภาพในอดีตย้อนคืนมา น้ำตาของมันไหลรินลงมาช้า ๆ ครัวหย้องของงาม เครื่องประดับเครื่องแต่งตัวต่าง ๆ ของอี่นายกาสะลองมันขอเก็บไว้แทนความคิดถึงอี่นาย

บัวเกี๋ยงรู้ดี ชาตินี้มันบ่มีวันได้ปะนายหมอทรัพย์และอีนายกาสะลองแหมแล้ว

ปิดกระเป๋าเดินทางแอบชิดไว้ข้างฝา บัวเกี๋ยงเอนตัวนอนบนเตียงนุ่ม มันนุ่มกว่าสะลี…ฟูกที่มันเคยนอน ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางหลายชั่วโมงทำให้มันผล็อยหลับได้ไม่ยากเย็น แต่ก่อนที่บัวเกี๋ยงจะเข้าสู่นิทรารมณ์นั้น ดวงหน้าของสุพลก็แล่นลอยเข้ามาในความคิด

‘เธออยู่ที่นี่ไม่ไกลจากบ้านฉัน ฉันจะหาโอกาสมาเยี่ยมเธอบ่อย ๆ’

‘มายะหยัง คือ…มาทำอะไร?’

‘ที่นี่เป็นร้านขายเครื่องยาจีนใหญ่ที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน คุณพ่อของฉันก็ชำนาญทางการแพทย์แผนไทยและฝาหรั่งมากกว่า ฉันจึงอยากศึกษาทางนี้ เธออยู่ที่นี่ก็เรียนรู้ไว้สิ เวลาฉันมาเยี่ยม เธอจะได้เป็นคนสอนฉันบ้าง’

บัวเกี๋ยงไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไรก็ได้แต่พยักหน้ารับ

‘คุณพ่อบอกว่า ในหลวงท่านมีพระราชดำริว่า จะพระราชทานที่ดินและทรัพย์สินส่วนพระองค์ให้สร้างโรงพยาบาลหลายแห่ง ถึงตอนนั้นคงต้องการหมอจำนวนมาก ฉันจึงตั้งใจเรียนหมอเสียตั้งแต่ตอนนี้ เธอเองก็อยู่ที่นี่เรียนทางหมอจีน ในวันข้างหน้าเราจะได้รักษาผู้ป่วยด้วยกัน’

บัวเกี๋ยงไม่ได้ตอบอะไรไปตอนนั้น สุพลพูดยาว ๆ มีคำที่มันฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็พอจับเค้าได้ว่าเขาหมายถึงอะไร ความง่วงคืบคลานเข้าครอบงำ บัวเกี๋ยงคลายเศร้าลงไปได้เล็กน้อย

ในบ้านของหมอทรัพย์มันพบสถานที่ปลอดภัยที่จะพักพิงร่างกาย

ในคำพูดของสุพล บัวเกี๋ยงพบจุดหมายและหลักของชีวิต

…………………………………

เมื่อพลัดจากนายหมอทรัพย์และอี่นายกาสะลองที่สถานีรถไฟ บัวเกี๋ยงจึงต้องผจญชีวิตในพระนครเพียงผู้เดียว ด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวจะเป็นแพทย์ให้ได้ บัวเกี๋ยงต้องฝ่าฟันอุปสรรคอะไรบ้าง กว่าจะทำได้สำเร็จ…ติดตามเรื่องราวของเด็กหญิงบัวเกี๋ยงได้ใน “วิมานใยบัว”



Don`t copy text!