สลักบุหลัน…กล่องไม้จันทร์เสี้ยว และ “ปองวุฒิ”

สลักบุหลัน…กล่องไม้จันทร์เสี้ยว และ “ปองวุฒิ”

ก่อนจะถึง ‘สลักบุหลัน’ ชื่อ ‘ปองวุฒิ’ ไม่เพียงเป็นที่รู้จักกันใน anowl.co เท่านั้น เพราะชายหนุ่มคนนี้เริ่มสัมผัสงานเขียนตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และแม้จะยังเด็ก แต่เหมือนเส้นทางที่เลือกเดินจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เพราะหากนับย้อนไปในอดีตจนกระทั่งปี 2020 เขาคนนี้เดินทางบนเส้นทางนักเขียนมาแล้วถึง 20 ปี

แต่อะไรคือแรงบันดาลใจของเขาในการทำงานเขียน รวมถึงเมื่อเวลาผ่านไป เขาได้พบมุมมองทางงานเขียนที่เปลี่ยนไปอย่างไร อ่านเอากำลังจะพาทุกคนไปรู้พร้อมกัน

“ผมก็เหมือนนักเขียนส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นจากเป็นนักอ่านก่อน แต่โชคดีนิดหน่อยตรงที่ทางบ้านเปิดโอกาสให้ได้ซึมซับเรื่องพวกนี้ บวกความชอบส่วนตัว และได้มีโอกาสอ่านหนังสือมาหลายแนวตั้งแต่เด็ก แต่ถ้าจะพูดถึงจุดเริ่มต้นการเขียนในครั้งแรกคือ การประกวดเรียงความวันพ่อของโรงเรียนตอนช่วงอายุ 9 ขวบ ซึ่งงานเขียนของผมได้รางวัลชนะเลิศ จากนั้นพออายุประมาณ 14-15 ก็เริ่มขยับมาลองเขียนบันทึกประจำวัน แล้วเขียนเรื่องสั้นขึ้นมาจนได้ตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนตอนอายุ 18 ปี ซึ่งหากนับย้อนไปจากตอนเขียนเรื่องสั้นชิ้นแรกจนถึงตอนนี้ก็เกือบ 20 ปีเต็มแล้ว

20 ปีในเส้นทางความเป็นนักเขียนคือสิ่งที่บอกตัวเองได้ว่า นี่คือสิ่งที่ตัวเองถนัดและคือความรักในงานด้านนี้มาก และโลกก็มอบพรสวรรค์มาให้พอสมควร จึงทำมาได้เยอะขนาดนี้ และถึงจะผ่านมา 20 ปี แต่เรายังคิดอะไรใหม่ๆ ได้ และยังสนุกกับมันอยู่ แต่ก็มีบ้างที่ปัจจัยภายนอกทำให้เราเกิดความเบื่อ เช่น คนไม่อ่านหนังสือ ค่าตอบแทนลดลง ความยากในการทำงานมากขึ้น กระทั่งการเล่นเส้นสายในวงการวรรณกรรม รวมถึงความน่าเบื่อของสภาพบ้านเมือง ความไม่เป็นมืออาชีพของบุคคลที่เกี่ยวข้องทำงานด้วยกัน ฯลฯ อะไรเหล่านี้ล้วนบั่นทอนความรู้สึกคนทำงานทั้งนั้นไม่ว่าอาชีพไหน แต่ผมว่า มันอยู่ที่ว่าเรายังสู้ยังเอาชนะมันไหวไหมเท่านั้นเอง”

จุดเด่นของนิยายของปองวุฒิ

“ผมพยายามทำงานให้ออกมาทั้งสนุกและมีคุณภาพ เพื่อให้คนอ่านได้ความเพลิดเพลินและเก็บอะไรที่พาเขาไปสู่ขอบเขตใหม่ เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินและเวลา ส่วนถ้าเชิงรายละเอียดยิบย่อยเลย ถ้าใครอ่านงานผมเยอะๆ คิดว่าน่าจะเห็นว่ามันมีความหักมุม การเดินเรื่องที่คาดไม่ถึง หรืออารมณ์ขันแบบแปลกๆ สอดแทรกอยู่ตลอด การตีความได้หลายระดับ

“แต่ถ้าจะถามถึงผลงานของตัวเองที่สะท้อนความเป็นตัวเองมากที่สุด ณ ตอนนี้ผมเลือกไม่ได้แล้ว เพราะทุกเล่มมีความเป็นตัวเราอยู่และในขณะเดียวกันก็มีสิ่งที่เราเรียนรู้จากโลกหรือบุคลิกมนุษย์คนอื่นผสมรวมกันด้วย  ต้องบอกก่อนว่างานเขียนของผมมีบุคลิกตัวละครหรือเนื้อหาบางส่วนที่ไม่ใช่ตัวผมเลย ซึ่งเป็นความจงใจ เพราะถ้าเราเขียนอะไรจากวัตถุดิบเป็นตัวเราอย่างเดียว ปัญหาคือมันจะซ้ำซากแน่นอนในเวลารวดเร็วและขาดความสมจริงเพราะเราอยู่ในโลกความเชื่อเล็กๆ ของเรา”

งานเขียนของปองวุฒิในเว็บไซต์ต่างประเทศ

“ผมเขียนต้นฉบับทั้งนิยายและเรื่องสั้นภาษาอังกฤษมาพักหนึ่งก็หลายปีแล้ว แต่เพื่อนนักเขียนและคนอ่านไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ ในขณะเดียวกันผมเองต้องยอมรับว่า ไม่ได้ใช้เวลากับมันให้เต็มที่เท่าไหร่ เพราะแค่งานในประเทศไทยก็ยุ่งแล้วจนค่อนข้างปล่อยไป จนกระทั่งปีนี้มาดูแลจริงจังมากขึ้น เพื่อให้มันพัฒนาเป็นรูปธรรม ก็เลยมีเรื่องสั้นตีพิมพ์ประมาณ 3 เรื่องในพวกนิตยสารหรือเว็บไซต์วรรณกรรมต่างชาติ ทางฝั่งของอังกฤษกับอเมริกา ซึ่งค่อนข้างเป็นพวกงานแนวที่เรียกว่า Literary Genre คือพูดถึงความเป็นมนุษย์แบบซับซ้อน หรือการเมืองในสังคมเผด็จการ ถ้าใครสนใจอยากอ่านก็ลองติดตามได้ในเฟซบุ๊กของผมได้นะครับ”

 

งานเขียนคนไทยในสายตาต่างชาติ

“คงต้องบอกพูดกันตรงๆ สั้นๆ ว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสายตาหรือความสนใจชาวโลกเท่าไหร่ ไม่เหมือนญี่ปุ่น เกาหลี กระทั่งเวียดนาม เราเป็นอะไรที่เล็กจ้อยมาก แต่ที่บอกแบบนี้ ผมไม่ได้ดูถูกประเทศตัวเองนะครับ แต่คิดว่ามันน่าจะดีถ้าเรารู้ว่าเราอยู่จุดไหน โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันยากนะที่ทำอยู่ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากทดสอบฝีมือตัวเองกับงานแนวนี้ที่ต่างชาติค่อนข้างจุกจิกในเรื่องรายละเอียดว่าเราพอเทียบกับเขาไหวไหม”

สลักบุหลัน… กล่องไม้จันทร์เสี้ยว

‘สลักบุหลัน’ คือผลงานที่ลงกับเว็บอ่านเอาเป็นเรื่องที่สามแล้วนะครับ เรื่องนี้เป็นแนวโรแมนติกลึกลับ ตัวนางเอกเป็นผู้บริหารหญิงที่สวย แกร่งและเก่ง แต่ขณะเดียวกันก็มีอดีตกับเรื่องชีวิตส่วนตัว คือความรักที่เคยผิดหวังมา จนวันหนึ่งไปเจอกับกล่องไม้ลึกลับที่ดึงเธอสู่ดินแดนประหลาดที่เรียกว่าโลกกลับหัว ซึ่งทำให้เธอได้พบกับคนที่ตายไปแล้วอีกครั้ง ในภาวะน่ากลัวจะเอาชีวิตไม่รอดเธอก็เจอกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่เผชิญชะตากรรมนี้ด้วยกัน

“นอกจากความตื่นเต้นแล้ว ในภาคชีวิตปกติตัวละครจะได้พบเจอเรื่องเกี่ยวกับบริษัทสตาร์ทอัพหรือร่วมทุนกับนานาชาติที่ร่วมสมัยกับสังคมปัจจุบันด้วยครับ คิดว่าถ้าอ่านแล้วจนจบน่าจะจุดประกายความคิดอะไรหลายอย่างให้คนอ่าน โดยเฉพาะเรื่องการยึดติดและปล่อยวาง”

เขียนงานอย่างไรให้ได้รางวัล

“ถ้าตอบให้ชัดไม่อ้อมค้อมก็คือเขียนให้ตรงเป้าครับ แต่ละรางวัล แต่ละเวทีมีรูปแบบงานหรือกรรมการที่เขาถูกใจหรือสนใจ ถ้าคุณมองออกถึงขั้นละเอียดว่างานแบบไหนจะโดนใจก็มีสิทธิได้รางวัลสูง หรืออย่างน้อยก็ควรจะลองศึกษางานจากเวทีนั้นย้อนหลังดูถ้าทำได้ว่ามันเป็นอย่างไร เพิ่มเติมจากประสบการณ์ขอแนะนำตัวว่าถ้าทำดีแล้วแต่ทำใจได้ให้ไม่หวังเลยสักนิดจะดีที่สุด เพราะถ้าได้ก็เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ถ้าไม่ได้ก็จะได้ไม่เศร้ามาก

“นั่นเพราะการตัดสินในเชิงศิลปะหาตัวชี้วัดได้ชัดเจนและเที่ยงธรรมยากกว่าการสอบหรือการแข่งกีฬาอะไรพวกนี้เสียอีก”

แต่ถ้าไม่ลงมือเริ่มเขียน ก็จะไม่ได้เรียนรู้ถึงเส้นทางการเป็นนักเขียน แบบที่ชายหนุ่มคนนี้ได้สัมผัสมานานถึง 20 ปี จริงไหมคะ 🙂

Don`t copy text!