Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 2 : เพียงเพราะอาการซึมเศร้า

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 2 : เพียงเพราะอาการซึมเศร้า

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

 

แสงแดดอ่อนจางของยามบ่ายส่องลอดม่านผ้าสีฟ้าน้ำทะเล สายลมแผ่วเบาพัดชายผ้าม่านที่ฉลุเป็นรูปดอกไม้ให้พริ้วไหว พรายแดดส่องผ่านม่านผืนบางตกลงมาต้องเตียงนอน เกิดเป็นรูปเงาแปลกตา กรุ่นหอมของดอกกุหลาบในแจกันบนโต๊ะเตี้ย ส่งกลิ่นรวยรินอยู่ในอณูอากาศ รถราที่วิ่งผ่านไปมาบนท้องถนน กำลังส่งเสียงฮึ่มฮั่มแข่งกับเสียงดังกรอบแกรบของถุงพลาสติกในมือของหญิงวัยกลางคน

และเสียงอันน่ารำคาญเหล่านั้นเอง ที่ปลุกให้หญิงสาวร่างโปร่งบางซึ่งนอนหลับตานิ่งด้วยความเหนื่อยอ่อนบนเตียงคนไข้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

“แม่จ๋า” มินมินส่งเสียงเรียกมารดา

นางซูยาตีเงยหน้าขึ้นจากผลไม้และนมสดตรงหน้า กำลังสาละวนกับการเก็บของ มินมินนอนไม่ได้สติมาสองวันเต็มๆ อาการของมินมินดีขึ้นมากแล้ว และหมออนุญาตให้บุตรสาวคนโตของซูยาตีกลับบ้านได้วันนี้

“ตื่นแล้วหรือลูก เรียกแม่ทำไม มีอะไรหรือเปล่า”

ซูยาตีขมวดคิ้ว สีหน้าของมินมินยังซีดเซียว มีร่องรอยหวั่นวิตกปรากฏบนดวงหน้าสวยหวานนั้น

“หนู… เอ้อ… หนูไม่สบายใจเลยจ้ะ” เด็กสาวลังเลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมา “แม่คิดว่าหนูเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า”

“ไม่หรอก” ซูยาตีได้แต่ส่ายหน้า ไม่รู้จะปลอบลูกสาวว่าอย่างไร

“แต่…” ท่าทางของมินมินเต็มไปด้วยความลังเล “แต่หมอบอกว่าหนูเป็นโรคซึมเศร้า… ไม่จริงนะคะแม่ หนูไม่ได้รู้สึกเศร้าอะไรเลยสักนิด”

“ไม่เศร้าก็ไม่เศร้า… ที่จริงหนูอาจจะเครียดมากกว่า” ซูยาตีเลือกใช้คำที่คิดว่าจะสะเทือนใจมินมินน้อยที่สุด

ชูยาตีมองหน้าใสๆ ของมินมินแล้วอดถอนใจมิได้ หลายวันมานี้เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมากมายเหลือเกิน

บุตรสาวคนโตของเธอหายตัวไปสามวันเต็มๆ

แม้ตำรวจระดมกันค้นหาหญิงสาว ชนิดที่เรียกได้ว่าแทบจะพลิกแผ่นดิน หากไม่มีแม้เงา มินมินหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย สถานที่สุดท้ายที่มีคนเห็นเธอก็คือบนระเบียงที่มีลักษณะคดโค้งราวคลื่นน้ำของพระเจดีย์ Hsin Byume

ทันวินเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับมินมินก่อนที่เด็กสาวจะหายตัวไป

เขาถูกนำตัวไปสอบปากคำอย่างละเอียด ตำรวจสงสัยว่าเพื่อนชายของมินมินอาจจะเป็นคนจับตัวหญิงสาวไปด้วยเหตุผลบางประการ ตำรวจทั้งปลอบทั้งขู่ หากไม่ว่าพยายามสอบถามอย่างไร เด็กหนุ่มก็ยังคงยืนกรานว่าไม่รู้ไม่เห็น

และซูยาตีก็เชื่อเขา ทันวินกับมินมินเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เล็ก สนิทสนมยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ ไม่มีทางที่ทันวินจะทำร้ายมินมินได้แน่

เด็กหนุ่มบอกว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหญิงสาวหายไปไหน… หายไปได้อย่างไร เพราะตอนที่มินมินหายตัวไป มันเหมือนกับว่าจู่ๆ หญิงสาวผู้นั้นก็ละลายหายไปในอากาศเสียเฉยๆ

ทันวินเล่าเหตุการณ์ในบ่ายวันนั้น ให้ทุกคนฟังซ้ำๆ เป็นรอบที่นับไม่ถ้วน เขาบอกว่ามินมินเดินขึ้นไปบนเจดีย์ Hsinbyume

ถึงแม้ระเบียงที่สร้างเป็นรูปคลื่นน้ำจะซ้อนสลับเป็นระยะ หากยังพอมองเห็นมินมินได้ลิบๆ ครั้นพอเขาจอดมอเตอร์ไซค์เรียบร้อยก็เดินตามขึ้นไปบ้าง และตอนนั้นเองที่จู่ๆ หมอกก็ลงหนาหนัก เมื่อละไอขาวขุ่นจางหายไป มินมินก็หายตัวไปเสียแล้ว   

เขาพยายามค้นหามินมินไปจนทั่ว หากไม่พบร่องรอยใดๆของหญิงสาว จนแน่ใจว่ามินมินหายตัวไปจริงๆ นั่นละ ทันวินจึงไปแจ้งความและส่งข่าวให้พ่อแม่ของหญิงสาวรู้

ซูยาตีกินไม่ได้นอนไม่หลับจนร่างกายซูบผอม หัวอกคนเป็นแม่นั้นปวดร้าวสุดแสนจะทน ข่ายเฉว่นั้นหนักกว่า สามีของเธอไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน ชักชวนสมัครพรรคพวกออกตามหาลูกสาวคนโปรดทั้งวันทั้งคืน เฉว่ซอและเฉว่บู น้องชายทั้งสองคนของมินมิน ก็พลอยหยุดโรงเรียนไปด้วย พวกเขาออกไปช่วยพ่อตามหาพี่สาว

สามวัน… สามวันเต็มๆ ที่ไร้ร่องรอยของมินมิน

แต่แล้วจู่ๆ ในเช้ามืดของวันที่สี่ แม่ชีที่บวชอยู่ที่วัดแห่งนั้นก็ออกไปทำความสะอาดระเบียงพระเจดีย์ตามปกติ และพบร่างของมินมินนอนหมดสติอยู่บนระเบียงคลื่นชั้นห้า

เนื้อตัวของมินมินร้อนผ่าวเหมือนคนเป็นไข้ เธอพึมพำเพ้อไม่ได้สติ หญิงสาวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในทันที

หมอที่ห้องฉุกเฉินตรวจไม่พบอะไรผิดปกติ ไม่มีร่องรอยถูกทำร้ายหรือบาดเจ็บ มินมินแค่มีไข้และนอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

ดูเผินๆ หญิงสาวเหมือนคนนอนหลับ หากความประหลาดคือมินมินหลับลึก ปลุกอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น หมอและพยาบาลหันไปมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่เคยเจอเคสแบบนี้มาก่อน

จนกระทั่งผ่านมาอีกเกือบสองวันนั่นละ มินมินจึงตื่นขึ้นมาเองด้วยความงัวเงีย และเมื่อพ่อกับแม่ถามว่าสามวันที่ผ่านมา… เธอหายไปอยู่ที่ไหน คำตอบของมินมินก็สร้างทั้งความประหลาดใจและความตื่นตระหนกให้กับทุกคน เพราะหญิงสาวตอบว่า

“หนูเดินทางย้อนกลับไปในอดีต”

“ไปไหนนะ” ข่ายเฉว่ฟังบุตรสาวไม่ถนัด

“หนูกลับไปในอดีตมา” แม้น้ำเสียงของมินมินจะแผ่วระโหย หากหญิงสาวยืนยันหนักแน่น “หนูอยู่ที่ Hsinbyume นั่นละ แต่เป็น Hsinbyume ที่เพิ่งจะสร้างเสร็จได้แค่ปีเดียว”

“เป็นไปไม่ได้” ข่ายเฉว่ส่ายหน้า

เขามีความรู้ เรียนจบระดับปริญญาตรี ทำงานเป็นนายช่างประปา ได้ยินเรื่องราวแปลกประหลาดมาก็ไม่ใช่น้อย หากไม่เคยได้ยินเรื่องราวทำนองนี้มาก่อน คนเราจะเดินทางย้อนไปในอดีตได้อย่างไรกัน

สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่ลูกสาวพูด ไม่มีทางเป็นไปได้

อดีตก็คือสิ่งที่ผ่านล่วงเลยมาแล้ว ไม่มีทางจะหวนคืน

“หนูไปมาจริงๆ นะพ่อ” ลูกสาวยังคงยืนยันเช่นนั้น

ข่ายเฉว่หันไปมองหน้าภรรยา มินมินเป็นเด็กดี ไม่เคยพูดโกหก ตอนที่มิสเตอร์ปรมินทร์ เจ้าของโรงเรียนสอนอาหารที่มินมินเรียนอยู่แวะมาเยี่ยม เธอก็บอกกับชายหนุ่มชาวไทยเหมือนที่บอกกับพ่อและแม่

“ดิฉันเดินทางย้อนเวลากลับไปในอดีตค่ะคุณปรมินทร์ และเพราะเหตุนี้ ดิฉันจึงไม่ได้ส่งการบ้านคุณ และขาดสอบ”

แม้ปรมินทร์จะไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว หากข่ายเฉว่เห็นคำตอบในสีหน้าของอีกฝ่ายได้ชัดเจน

ผู้ชายคนนี้ไม่เชื่อลูกสาวของเขา…

นอกจากไม่เชื่อ ปรมินทร์ยังคิดว่ามินมินแต่งเรื่องโกหกอีกด้วย

“อ้อ อย่างนั้นหรอกรึ… เดินทางไปในอดีต ฟังเหมือนนิยายหลอกเด็กเลยนะมินมิน” หลังจากยืนตั้งสติอยู่เป็นนาน สุดท้ายปรมินทร์ก็เอ่ยออกมาในที่สุด เขาเม้มริมฝีปากแน่น ดวงหน้าคมสันแดงก่ำด้วยความโกรธ

“จริงๆนะคะ ที่หายตัวไป เพราะดิฉันย้อนเวลากลับไปอดีต ฉันกลับไปที่ Hsinbyume ในปี พ.ศ. ๒๓๖๐” มินมินยังคงยืนยัน และชายหนุ่มคนนั้นก็มองลูกสาวของเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพช

“คุณไม่เชื่อ”

น้ำเสียงของมินมินผิดหวัง และปรมินทร์ก็เมินหน้ามองไปทางอื่น

“ดิฉันมีหลักฐานยืนยันนะคะ” ลูกสาวของเขาเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าผ้าที่มักจะถือติดตัวเสมอ มินมินค้นอะไรบางอย่างส่งให้กับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คนนั้น

…พระพุทธรูปปางสมาธิ องค์เล็กขนาดราวสามนิ้ว ประทบนั่งอยู่ใต้ต้นมะเดื่อทองคำ…

ข่ายเฉว่ไม่เคยเห็นพระพุทธรูปลักษณะนี้ที่บ้านมาก่อน เขากำลังสงสัยว่ามินมินไปได้พระองค์นี้มาจากไหน หญิงสาวก็เอ่ยอธิบายออกมาพอดี

“เจ้าฟ้าทับทิม… เอ้อ…” เธอรีบกลืนน้ำลายก่อนที่จะเอ่ยต่อไป “คนที่ดิฉันได้พบในอดีต ให้พระองค์นี้แก่ดิฉัน”

“แปลก” หัวคิ้วเรียวยาวของปรมินทร์ขมวดมุ่น เขาไม่ใช่พุทธศาสนิกชนที่ดีนัก ไม่ค่อยได้เข้าวัดทำบุญ แต่กระนั้นปรมินทร์ก็พอจะบอกได้ว่า พุทธลักษณะของพระพุทธรูปองค์เล็กจิ๋วองค์นี้แปลกกว่าทุกองค์ที่เขาเคยเห็นมา

“เจ้าฟ้าทับทิมบอกดิฉันว่า พระพุทธรูปองค์นี้… คนโยเดียสร้างขึ้นและแจกจ่ายกันไปบูชา เพื่อรำลึกถึงพระเจ้าอุทุมพร”

‘พระเจ้าอุทุมพร’ นามนั้นสะดุดหูปรมินทร์จนเขาต้องเงยหน้าจากพระพุทธรูปในมือ กวาดตาขึ้นมามองมินมิน

…พระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ… พระมหากษัตริย์ที่คนไทยรู้จักกันในนามของ ‘ขุนหลวงหาวัด’

ทรงสละราชสมบัติ เปิดทางให้พระเชษฐาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์บ้านพลูหลวง

พระเจ้าอุทุมพร… หนึ่งในพระบรมวงศานุวงศ์ที่ถูกกวาดต้อนมาสู่อังวะ เมื่อคราวกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. ๒๓๑๐!

 

และเรื่องราวที่มินมินพยายามพูด พยายามบอกกับใครๆ นั่นเอง เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หมอเจ้าของไข้ยังไม่อนุญาตให้เธอกลับบ้าน จนกว่าจะได้พบกับหมอตยาวดีเสียก่อน

หมอตยาวดีเป็นหมอผู้หญิงตัวเล็กๆ ผิวเหลืองอ่อนลออราวทาด้วยขมิ้น ขณะฟังเรื่องเล่าของหญิงสาว ดวงตาฉลาดเฉลียวหลังแว่นกลมจ้องมองมินมินด้วยความสนใจ

เธอเป็นจิตแพทย์ประจำ Myat Thu Kha… โรงพยาบาลเอกชนที่ทันสมัยที่สุดในมัณฑะเลย์ หมอตยาวดีเพิ่งจะเรียนจบจากอังกฤษ และเธอเลือกจะกลับมาทำงานที่บ้านเกิด แทนที่จะอยู่ลอนดอน

หลังจากคุยกับมินมินนานนับชั่วโมง คุณหมอก็สรุปว่ามินมินเป็นโรคซึมเศร้า และอาการต่างๆ เกิดขึ้นเนื่องจากความเครียดที่สะสมมานาน หากปล่อยเอาไว้เช่นนี้ มินมินอาจจะเสียสติได้ และนั่นทำให้ข่ายเฉว่ บิดาของมินมิน ตกใจมาก

“บางทีการลาออกจากโรงเรียนสอนทำอาหาร อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” หมอแนะนำก่อนจะสั่งยาให้มินมินหลายขนาน

“หมอคิดอย่างนั้นหรือคะ” มินมินเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

“ใช่” หมอพยักหน้า “เธอเครียดมากจนซึมเศร้า แล้วเลยคิดไปเองว่าตัวเองย้อนอดีตได้”

“หมอจะอธิบายได้อย่างไร เรื่องที่หนูหายตัวไปถึงสามวัน” มินมินย้อนถามและคราวนี้หมอก็ถึงกับอ้ำอึ้ง พูดอะไรไม่ออก

“เอ้อ… หมอ…” หลังจากพยายามคิดหาเหตุผลอยู่นานเกือบห้านาที หมอตยาวดีก็สรุปว่า “หมอคิดว่าหนูคงจะไปอยู่ที่ไหนมาสักแห่ง อาจจะหลงทางอยู่ในป่าละเมาะแถวนั้น…หนูคงจะเครียดมากๆ เครียดเสียจนสมองสั่งให้ตัวเองลืมเหตุการณ์ช่วงนั้น จากนั้นหนูก็อาจจะเดินกลับมาที่เจดีย์อีกที แล้วเผลอนอนหลับไป พอตื่นขึ้นมาก็เลยเก็บเอาความฝันมาปะติดปะต่อกันจนเป็นเรื่องราวเพ้อเจ้อ… ตอนอยู่ที่ลอนดอน หมอเคยเจอคนไข้มากมายที่เป็นแบบนี้”

“ไม่จริง” มินมินส่ายหน้า ไม่อยากเชื่อว่าหมอที่ดูทันสมัยอย่างหมอตยาวดี จะคิดเองเออเองไปได้มากมายถึงเพียงนี้

“หมอว่านี่เป็นไปได้มากที่สุดแล้วล่ะ” จิตแพทย์หญิงสรุปหน้าตาเฉย

“แล้วพระล่ะคะ… หมอจะอธิบายเรื่องพระทองคำ ที่หนูได้มาจากอดีตว่าอย่างไร” มินมินพยายามจะเถียง หากคราวนี้หมอเริ่มหมดความอดทน

“พอทีเถอะมินมิน” คราวนี้หมอตยาวดีไม่ยิ้มเหมือนตอนแรกแล้ว “อย่าพยายามหาเหตุผลมาเถียงเลย หมอเป็นหมอ และหมอย่อมรู้ดีกว่าคนไข้ ขอสรุปเลยแล้วกันนะว่าหนูเป็นโรคซึมเศร้าแน่นอน การรักษาก็คือกินยาที่หมอจัดให้ รวมถึงพยายามพาตัวเองออกมาจากสถานการณ์ที่ทำให้เครียด”

“นั่นสิ” แม่เห็นด้วยกับหมอ

“เดี๋ยวก่อนกลับบ้าน แวะไปลาออกกันเลย” ข่ายเฉว่ตัดสินใจให้บุตรสาว

“ไม่” หญิงสาวผุดลุกขึ้น “หนูไม่ออก”

“อ้าว” พ่อหันไปมองหน้าแม่ จากนั้นทั้งสองก็หันไปมองหน้าหมอ “ทำยังไงดีหมอ”

“หนูไม่ออก” มินมินยังยืนยันเช่นเดิม เธอจ้องหน้าหมอด้วยท่าทางเอาเรื่อง คิดว่าเป็นยังไงก็เป็นกัน หมอเพิ่งรู้จักเธอได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากว่าจะเข้าโรงเรียนของปรมินทร์ เธอต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้าง จู่ๆ หมอจะมาตัดสินชีวิตของเธอแบบนี้ไม่ได้

“เอ้อ… งั้นไม่เป็นไร” หมอตยาวดีเห็นท่าทางมินมินคงไม่ยอมตกลงง่ายๆ หากจะโต้แย้งกันต่อไปอีก เรื่องราวคงไม่จบลงง่ายๆ และเธอยังมีคนไข้ที่รอให้ไปตรวจอีกหลายราย

“ยังไม่ลาออกวันนี้ก็ไม่เป็นไร กินยาที่หมอให้ตามเวลาก็แล้วกัน หมอจะเขียนใบรับรองแพทย์ให้หยุดพักผ่อนสัก 4-5 วัน สบายใจขึ้นแล้วค่อยตัดสินใจอีกทีก็ยังได้ ว่าจะทำอย่างไรต่อไป”

มินมินฟังแล้วได้แต่นิ่งเงียบ

สายตาของพ่อ แม่ และหมอที่มองมา บอกชัดเจนว่าพวกเขาคิดว่าเธอบ้า

หากสายตาของทุกคน ไม่ทำให้เธอรู้สึกสะเทือนใจเท่าสายตาของเขาคนนั้น

ปรมินทร์…

ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของโรงเรียนสอนทำอาหารชื่อดังใจกลางเมืองมัณฑะเลย์

กว่าที่เธอจะสอบเข้ามาเรียนได้นั้น มินมินต้องฝ่าฟันเอาชนะผู้สมัครจำนวนหลายสิบคน เธออยู่ปีสอง อีกสองปีเท่านั้นเธอก็จะจบการศึกษา ออกมาเป็นเชฟมือหนึ่งที่สามารถไปทำงานที่ไหนในโลกใบนี้ก็ได้

มาตรฐานที่สูงลิบของโรงเรียน สร้างความมั่นใจให้กับร้านอาหารและโรงแรมระดับห้าดาวว่านักเรียนที่จบออกไปจากที่นี่จะมีคุณภาพและมีความสามารถ และมินมินก็อยากจะเป็นคนหนึ่งที่จบการศึกษาแล้วก้าวออกไปจากโรงเรียนด้วยความภาคภูมิ

หล่อนจะไม่มีวันลาออกเด็ดขาด

หล่อนย้อนเวลากลับไปในอดีตจริงๆ…

ถ้ายอมลาออกก็เท่ากับยอมรับว่าเธอโกหก

มินมินไม่มีวันจะยอมแพ้ เธอเม้มริมฝีปากแน่น ตั้งใจว่าเป็นตายอย่างไร ก็จะต้องพิสูจน์เรื่องนี้

ให้ปรมินทร์เชื่อให้จงได้!

Don`t copy text!