Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 4 : Hsinbyume ที่ไม่ใช่ Hsinbyume

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 4 : Hsinbyume ที่ไม่ใช่ Hsinbyume

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

 

“เธอคือใครกันแน่ เหตุใดจึงแต่งกายเยี่ยงนี้”

น้ำเสียงดุๆ ของคนหน้าเข้มนั่นเองที่เรียกสติของมินมินให้กลับคืนมา เธอหันกลับมาที่เขาแล้วกะพริบตาถี่ๆ

“แต่งกายเยี่ยงนี้…” มินมินก้มลงมองตัวเอง หัวคิ้วเรียวยาวขมวดมุ่น คนอะไรพูดจาด้วยภาษาราวกับคนโบราณ

“เยี่ยงไหนคะ”

“อย่ามาเล่นลิ้น” น้ำเสียงนั้นติดจะดุ

“ฉันไม่ได้เล่นลิ้น ฉันแค่แปลกใจ” มินมินจ้องหน้าอีกฝ่าย

“ตอบฉันมาดีๆ” เขายังคงจ้องมองหล่อนแน่วนิ่งดุจเดิม “เหตุใดเธอจึงแต่งกายเยี่ยงเจ้าหญิง”

“เยี่ยงเจ้าหญิง” คราวนี้มินมินงุนงงกว่าเก่า เธอก้มลงสำรวจตัวเองด้วยความประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงเอาเป็นเอาตายกับเสื้อผ้าของเธอถึงเพียงนี้

เสื้อที่มินมินสวมเป็นเสื้อผ้าฝ้ายสีขาวสะอาด ขลิบลวดลายสีนวล ท่อนล่างนุ่งลุนตยาสีหวาน ลวดลายคลื่นน้ำบนลุนตยาผืนนั้นมีดอกมะลิสีขาวดอกเล็กๆ สอดสลับกับลวดลายกระหนกอยู่เป็นระยะ

แม่เล่าว่าปกติแล้วที่พม่าไม่เคยใช้ลายที่เรียกว่า ‘กระหนก’

เพราะลวดลายกระหนกอ่อนช้อยเป็นลวดลายของคนโยเดีย

เมื่อโยเดียแพ้สงคราม แล้วเดินทางมาตั้งรกรากอยู่ที่อังวะ พวกเขาก็นำศิลปะมาด้วย และลวดลายการเขียนภาพก็เป็นหนึ่งในศิลปะหลายแขนง

มินมินเดาว่า เมื่อจะต้องเปลี่ยนจากซิ่นที่เคยคุ้นชินมาสวมลุนตยาตามแบบอังวะ ใครสักคนหนึ่งก็คงคิดดัดแปลงนำเอาลายกระหนกผสมผสานลงไปกับลวดลายคลื่นน้ำ เกิดเป็นลวดลายแบบใหม่ที่สวยงามแปลกตา

ผ้าที่มินมินสวมมาในวันนี้ เป็นลุนตยาเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีที่ตกทอดกันมาในตระกูล มินมินเห็นผ้าผืนนี้อยู่ในหีบไม้มาตั้งแต่เด็ก รู้สึกทึ่งกับความละเอียดอ่อนของเส้นสายและลวดลายที่แตกต่างจากลุนตยาในปัจจุบัน เคยนึกอยากได้ อยากสวม หากแม่เห็นว่ามินมินยังเด็กเกินกว่าจะดูแลรักษาของโบราณอย่างผ้าผืนนั้น จึงไม่เคยอนุญาต

จนกระทั่งเธออายุยี่สิบปีเต็มนั่นละ แม่จึงยกให้มินมินเป็นของขวัญวันเกิด แต่กระนั้นก็ไม่วายเอ่ยย้ำว่า

“แม่ยกให้ แต่หนูต้องรักษาให้ดีนะมินมิน” สายตาของแม่มองผ้าผืนนั้น ก่อนจะเงยหน้ามามองลูกสาว “อย่าเอามาใส่พร่ำเพื่อ เพราะผ้าผืนนี้เป็นของทวดของทวดเรา ท่านเป็นเจ้าหญิงโยเดีย”

แม่เล่าเพียงเท่านั้น ไม่ได้อธิบายรายละเอียดว่าเจ้าหญิงที่เป็นบรรพบุรุษของเธอนั้นคือใคร มีความเป็นมาอย่างไร หากมินมินเองก็ไม่ได้อยากรู้อะไร เพราะสำหรับเธอแล้ว คำว่า ‘เจ้าหญิงโยเดีย’ นั้นดูจะไกลตัวเธอเสียเหลือเกิน

ถ้าเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ละก็ไม่ว่า มินมินคิดว่าเจ้าหญิงในเทพนิยายเหล่านั้น น่าสนใจกว่าเยอะ…

มินมินเชื่อฟังคำสั่งของแม่เป็นอย่างดี แต่ถึงแม่จะไม่สั่ง เธอก็ไม่คิดจะหยิบลุนตยาโบราณมาสวมบ่อยๆ อยู่แล้ว เพราะผ้าโบราณดูแลรักษายาก มินมินไม่อยากให้มันเสียหายในมือของเธอ แต่วันนี้มาไหว้พระเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ เธอจึงเห็นเป็นโอกาสอันเหมาะสม จึงเลือกหยิบลุนตยาลายกระหนกออกจากหีบไม้มาสวม

มินมินยังจำสายตาของทันวินที่จ้องมองมาได้แม่น เพื่อนของเธอมารอรับอยู่ที่หน้าบ้าน ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดถึงกับอ้าปากค้าง พร้อมกับพึมพำว่า

“สวย วันนี้เธอแต่งตัวสวยมาก ดูเหมือนกับเป็นเจ้าหญิงสมัยคองบอง  (ราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองพม่า ก่อนจะตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ) เลยนะ มินมิน” ทันวินว่าอย่างนั้น

“หรือว่า… เธอคือเจ้าหญิง…” น้ำเสียงของชายหนุ่มรูปร่างแข็งแกร่ง ยังคงถามย้ำ… ประโยคของเขาคลับคล้ายกับทันวินไม่มีผิด “แต่ถ้าเธอคือเจ้าหญิง เหตุใดฉันถึงไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อน”

“ไปกันใหญ่แล้วคุณ” มินมินส่ายหน้า หากความสงสัยในใจนั้นกลับทบทวีขึ้นเรื่อยๆ “เจ้าหญิงอะไรที่ไหน ไม่สบายหรือเปล่าเนี่ย”

เธอเดินไปหาเขา เขย่งปลายเท้า เอาหลังมือแตะที่หน้าผากของชายหนุ่ม

“ตัวก็ไม่ร้อน ไม่มีไข้สักหน่อย”

ชายหนุ่มสะดุ้ง ก่อนจะขยับตัวหนีอย่างรวดเร็ว ราวกับว่ามินมินเป็นวัตถุอันตรายที่ไม่ควรเข้าใกล้

“เป็นผู้หญิง มาจับตัวผู้ชายได้อย่างไร” เขาพึมพำ ดวงหน้าคร้ามคมมีร่องรอยแดงซ่าน แผ่ขึ้นถึงหู

“หัวเก่าจัง” มินมินเป็นฝ่ายพึมพำบ้าง เธออดนึกขันท่าทางของอีกฝ่ายไม่ได้ เป็นผู้ชายตัวโตแท้ๆ กลับกลัวที่จะแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิง

“อะไรนะ” เขาได้ยินไม่ถนัด “บ่นว่าอะไร”

“เปล่า” มินมินส่ายหน้าปฏิเสธ รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนารวดเร็ว “ฉันแค่แปลกใจ ทำไมคุณถึงว่าฉันเป็นเจ้าหญิง”

“ก็ลุนตยามะลิเลื้อย…” เขาชี้มือมาที่ชายผ้าซิ่นที่เธอสวม “นี่คือลายเฉพาะสำหรับเจ้าหญิงเท่านั้น สามัญชนใช้ไม่ได้… ยังจะลายกระหนกนั่นอีก ลวดลายนั่นเป็นของคนโยเดีย… แท้จริงแล้ว เธอเป็นเจ้าหญิงโยเดียใช่หรือไม่”

“ตลกแล้วละคุณ เจ้าหญิงโยเดียอะไรที่ไหน” มินมินฝืนหัวเราะ หากน้ำเสียงนั้นแปร่งปร่าเต็มที ทุกสิ่งรอบกายของเธอในยามนี้เต็มไปด้วยความพิลึกพิลั่น

ลายมะลิเลื้อยที่มีแต่เจ้าหญิงเท่านั้นที่จะใช้ได้…

ใช่… มินมินพยักหน้ากับตัวเอง เขาพูดถูก เรื่องนี้เธอเคยเรียนมาในชั้นเรียนประวัติศาสตร์ แต่นั่นคือในสมัยที่พม่ายังมีราชวงศ์ปกครอง

มาถึงปัจจุบันไม่มีข้อกำหนดเรื่องลายผ้าอะไรอีกแล้ว ใครอยากสวมอยากใส่ลายอะไรก็สามารถทำได้ตามใจชอบ แม้แต่ลายมะลิเลื้อยหรือแม้แต่อะเชะราชินีก็สวมได้

อะเชะราชินี ลวดลายเฉพาะ ที่แต่ก่อนเป็นลายผ้าของพระนางศุภยลัตเพียงพระองค์เดียว บัดนี้ชาวบ้านร้านถิ่นก็นำมาสวมกันให้เกร่อไป

แล้วผู้ชายคนนี้มาโวยวายเรื่องลายมะลิเลื้อยที่เธอสวมทำไม… ตกลงนี่มันยุคสมัยไหนกันแน่

ยังจะ Hsinbyume สีขาวตระหง่านตรงหน้านี้อีก… มินมินออกจะแน่ใจว่านี่คือ Hsinbyume หากไม่ใช่ Hsinbyume องค์เดิมที่เธอเคยคุ้น

Hsinbyume องค์ที่เธอคุ้นเคยนั้นเก่าคร่ำคร่า กำแพงมีรอยแตกและคราบไคลของกาลเวลา ไม่ใช่พระเจดีย์ทาสีขาวบริสุทธิ์ ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ อย่างที่เห็นตรงหน้า

แล้วชายหนุ่มแต่งกายโบราณ ท่าทางประหลาดคนนี้เล่า… เขาคือใคร

“ไม่ตลก” เขายืนยันหนักแน่น มือแข็งแรงข้างนั้นชักดาบออกมาชี้ตรงมาที่หญิงสาว น้ำเสียงประโยคต่อมาเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ

“บอกมาว่าเธอคือใคร… ตกลงเป็นโยเดีย ฤๅมิใช่…”

ท่าทางเคร่งเครียดของเขา ทำให้มินมินผงะถอยหลังไปเล็กน้อย ดวงตาของเธอจ้องมองดาบโลหะที่สะท้อนแสงแดดสุดท้ายเป็นเงาวะวับด้วยความหวั่นเกรง

“ฉันชื่อมินมิน” หญิงสาวบอกชื่อตัวเองออกไปในที่สุด “ใช่… ฉันเป็นคนเชื้อสายโยเดีย แต่ไม่ใช่เจ้าหญิง”

“บ้านช่องห้องหออยู่ที่ใด” เขาถามต่อ

“มินตาซุ” มินมินตอบตามตรง

“โกหก” เขาสวนกลับรวดเร็ว และนั่นทำให้มินมินโมโหจนหูอื้อ

“โกหกที่ไหนกัน” หญิงสาวเถียง “ฉันเกิดที่มินตาซุ อยู่ที่นั่นมาตลอดชีวิต จะมาโกหกคุณทำไม”

“ถ้าอยู่มินตาซุจริง ฉันต้องรู้จัก” เขาเน้นประโยคสุดท้ายช้าๆ ชัดๆ “ฉันรู้จักคนโยเดียที่มินตาซุทุกคน”

“คุณเป็นใคร ถึงจะรู้จักคนที่มินตาซุ เป็นกำนันหรืออย่างไร” มินมินต่อปากต่อคำ เธอรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ออกจะวางอำนาจเกินไปแล้ว

“ฉันคือต่อพญายี ผู้มีหน้าที่ควบคุมเชลยโยเดียที่มินตาซุ” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นจริงจัง เหมือนแววตาสีสนิมเหล็กคู่นั้น

สิ้นคำพูดประโยคนั้นของชายหนุ่ม มินมินก็ต้องเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง แทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“ต่อพญายี… ควบคุมเชลยชาวโยเดียที่มินตาซุ” มินมินกะพริบตาถี่ๆ พึมพำกับตนเองเสียงแผ่วว่า “อีตานี่ต้องเป็นบ้าไปแล้ว”

“ใครบ้า” คนตัวโตอุตส่าห์ได้ยิน เขาหันขวับมาจ้องหน้าหญิงสาวด้วยท่าทางเอาเรื่อง “เธอนั่นละบ้า…”

“ฉันไม่ได้บ้า” มินมินเถียง

“ถ้าไม่บ้า ก็มากับฉันเดี๋ยวนี้” มือแข็งแกร่งนั้นเอื้อมมาคว้าแขนมินมิน แล้วลากให้เธอเดินตามเขาไป

“เดี๋ยวก่อน” มินมินพยายามขืนตัวเอาไว้จนสุดความสามารถ “จะพาฉันไปไหน”

“ถ้าเธอเป็นคนโยเดียจริงๆ… เธอก็ต้องมากับฉัน  เราจะไปมินตาซุด้วยกัน” ชายหนุ่มพูดโดยไม่หันหน้ามามอง มือของเขาบีบหล่อนแน่นจนมินมินรู้สึกเจ็บ

“โอ๊ย… เจ็บนะ” เธอร้องออกมา และเขาก็ปล่อยมินมินให้เป็นอิสระ

“ก็เดินไปดีๆ อย่าคิดหนี” เขาทำเสียงเอ็ด ก่อนจะใช้ด้ามดาบในมือดันหลังให้มินมินเดินนำไปข้างหน้า

“ไม่หนีหรอกน่ะ” มินมินทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “จะหนีไปไหนได้”

นั่นสิ… จะหนีไปไหนได้ ตอนนี้เธออยู่ที่ไหนไม่รู้ด้วยซ้ำ

มินมินกวาดตามองรอบตัวเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน บัดนี้หญิงสาวแน่ใจแล้วว่าพระเจดีย์ Hsinbyume ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็น Hsinbyume คนละองค์กับที่เธอเคยคุ้น

เขาบอกให้เธอเดินลงบันไดไป มุ่งหน้าไปยังท่าน้ำหน้าพระเจดีย์ ที่นั่นมีเรือลำยาวจอดรออยู่ บนเรือมีฝีพายอยู่สี่คน สองคนอยู่ที่หัวเรือและสองคนอยู่ข้างท้ายเรือ ทั่วทั้งเวิ้งอันกว้างขวางของอิระวดี ว่างเปล่าปราศจากเรือยนต์โดยสารของนักท่องเที่ยวแม้สักลำ

“ตกลงที่นี่คือมิงกุนใช่หรือไม่” มินมินอดจะถามมิได้

เรือลำยาวแล่นตัดสายน้ำ มุ่งหน้าไปยังฝั่งที่อยู่ตรงข้าม สายน้ำไหลเร็วรี่ คลื่นบนผิวน้ำกระเพื่อมไหวเป็นระลอกริ้ว ส่องสะท้อนแสงแดดสุดท้ายของวัน ก่อให้เกิดประกายระยับ

“ที่นี่คือ มิงกุน… สะกาย” เขาตอบ น้ำเสียงทุ้มนุ่มเต็มไปด้วยร่องรอยประหลาดใจ “เธอถามทำไม มีอะไร”

“มิงกุนที่ไม่ใช่มิงกุน” ดวงตาของมินมินนั้นสับสน เธอหันมามองชายหนุ่มที่นั่งอยู่กลางลำเรือด้วยความประหวั่น

“ได้โปรดบอกฉันหน่อย ตอนนี้คือศักราชอะไร”

“ปีนี้คืออังวะศักราชที่ ๑๑๗๙” เขาตอบรวดเร็ว และคำตอบนั้นทำให้มินมินยิ่งตกตะลึงกว่าเก่า

ไม่มีใครพูดถึงอังวะศักราชหรือเมียนมาร์ศักราชกันแล้ว เมื่อได้ยินชายหนุ่มผู้นี้เอ่ยถึงอังวะศักราช หญิงสาวจึงได้แต่อ้าปากค้าง

ในปัจจุบัน คนพม่านิยมใช้คริสตศักราชในการบอกวันเวลา… นั่นเป็นผลพวงนับเนื่องมาจากเมื่อครั้งที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ

“อังวะศักราชที่ ๑๑๗๙… คริสตศักราชที่ ๑๘๑๗…”

หญิงสาวคำนวณและเบิกตากว้าง…

เคราะห์ดีที่มินมินยังจำบทเรียนประวัติศาสตร์เรื่องศักราชนี้ได้… อังวะศักราชหรือเมียนมาร์ศักราชเริ่มใช้กันในปลายรัชสมัยของพระเจ้าโปปาซอระหันแห่งราชวงศ์พุกามยุคต้น อังวะศักราชช้ากว่าคริสตศักราช  ๖๓๘ ปี นับเป็นระบบการนับศักราชที่เก่าแก่ที่สุดของพม่า ก่อนที่อังกฤษจะบังคับให้ใช้คริสตศักราชในภายหลัง

“เป็นไปไม่ได้…” มินมินส่ายหน้า

เธอได้แต่จ้องมองดวงหน้าคมสันของชายหนุ่ม พึมพำประโยคนั้นกลับไปกลับมา มือไม้ยะเยียบเย็นจนทำอะไรไม่ถูก

“เป็นไปไม่ได้อะไร” หัวคิ้วหนาที่พาดเฉียงเหนือดวงตาคู่คร้ามคมนั้นเลิกสูง

“ปีนี้คือคริสตศักราช ๒๐๑๘” มินมินนับนิ้วมือวุ่นวาย “หรืออังวะศักราชที่ ๑๓๘๐”

“เพ้อไปกันใหญ่แล้ว” คราวนี้เขาหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ “คนที่เป็นบ้าก็คือเธอนั่นละ”

เมื่อได้หัวเราะออกมา บรรยากาศเคร่งขรึมที่รายอยู่รอบตัวมินมินก็พลอยคลายลงไปได้บ้าง และดวงหน้าของเขาก็ดูอ่อนโยนขึ้น

“อังวะศักราชที่ ๑๓๘๐ ยังมาไม่ถึงสักหน่อย”

“แต่ปีนี้คืออังวะศักราชที่ ๑๓๘๐ จริงๆนะ” มินมินพยายามยืนยัน ทั้งที่ตนเองเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลมากขึ้นทุกขณะ

“ปีนี้คืออังวะศักราชที่ ๑๑๗๙” เขาก็ยืนยันเช่นเดิม “ใช่ไหม”

ประโยคหลังเขาหันไปถามฝีพายที่คอยคัดท้ายเรืออยู่ข้างหลัง

“ขอรับ” ฝีพายคนนั้นตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ทั้งหัวหน้าและลูกน้องมองสบตากัน ก่อนจะพากันหัวเราะออกมาดังลั่นไปทั่วทั้งคุ้งน้ำ ขณะที่ขุมขนบนเรือนกายของหญิงสาวลุกเกรียว

และมินมินก็รู้สึกในตอนนั้นเองว่า หัวใจของเธอหดเล็กเหลือนิดเดียว…

Don`t copy text!