คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 5 : ร่างเค้าโครงการเปลี่ยนรูปการปกครอง

คุณหมีปาฏิหาริย์ บทที่ 5 : ร่างเค้าโครงการเปลี่ยนรูปการปกครอง

โดย : ปราปต์

คุณหมีปาฏิหาริย์ โดย ปราปต์ กับเรื่องราวปาฏิหาริย์รักโรแมนติกแฟนตาซี เมื่อวันหนึ่งตุ๊กตาหมีที่เขารัก กลับกลายมาเป็นชายหนุ่มที่มีเลือดเนื้อ อบอุ่นและที่สำคัญ…มีหัวใจไว้รักเขาคนเดียว นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-5-

 

ปาฏิหาริย์ แปลว่า น. สิ่งที่น่าอัศจรรย์ หรือความอัศจรรย์

ก. กระทำสิ่งที่ตามปกติทำไม่ได้

พจนานุกรมให้ความหมายอย่างนั้น แต่คุณเคยสังเกตมั้ยครับ หลายครั้งผมว่าปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นได้ด้วยความปกติที่สุด

ปาฏิหาริย์ที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ เริ่มต้นด้วยคำว่า กาลครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้ว

มันเป็นวันขมุกขมัวที่ลมหนาวเริ่มโชยชาย เด็กรุ่นใหม่ๆ จะต้องสงสัยเมื่อพบว่าคนในรูปถ่ายสมัยนั้นสวมเสื้อกันหนาวก้าวออกจากบ้านกันขวักไขว่ ลมหนาวทำให้เรานึกถึงเรื่องราวรักหวาน ขณะเดียวกันมันก็เป็นต้นเหตุของความป่วยไข้ จนเราไม่แน่ใจว่า แท้ที่จริง เรื่องรักอาจนับเป็นความป่วยไข้ที่ไม่ปาฏิหาริย์อีกชนิดหนึ่ง

ต้นหนาวปีนั้น หญิงแก่แห่งบ้านท้ายซอยผีเสื้อเกิดจับไข้หนัก แกมักคิดว่าตัวเองยังเป็นสาวบ้านสวนแข็งแรงคนเก่า เป็นไข้หัวลมได้พักเข้าหน่อยก็หาย ลืมไปว่าผมเส้นละเอียดเป็นเงาของตัวเองได้กลายเป็นสีดอกเลาแล้วทั้งหัว ใบหน้าอันเนียนเกลี้ยงก็เต็มไปด้วยรอยกระ เช่นเดียวกับผิวอันเคยนุ่มเนียนก็เปลี่ยนเป็นรอยคลื่นยับย่น กว่าจะสำเหนียกว่าอาการใกล้วิกฤต แกก็แทบลุกจากเตียงไม่ไหว ข้าวของในบ้านกระซิบกระซาบกันด้วยความห่วงใยระคนหวาดกลัวว่าแกจะล้มลงไปเสียก่อนที่จะถึงตัวคุณโทรศัพท์

ด้วยความช่วยเหลืออันลึกลับและเงียบเชียบของคุณโต๊ะและคุณโทรศัพท์ ในที่สุดแกก็เอื้อมมือสั่นเทาไปถึงหูฟังและหมุนเลขหมายได้ครบเจ็ดหลัก แกพยายามกรอกเสียงว่า ‘ยายหนู มาพายายไปโรงพยาบาลที ยายไม่สบายจะไม่ไหวแล้วลูก’

ไม่รู้เป็นโชคดีหรือโชคร้าย ปลายสายไม่ใช่ยายหนูของแก แต่เป็นใครก็ไม่รู้ที่ใช้เบอร์อะไรก็ไม่รู้ รายนั้นเป็นชายหนุ่มเสียงทุ้ม พอได้ฟังก็ตกใจถามแกว่า ‘คุณยายเป็นใครครับ คุณยายอยู่ที่ไหน’

อาจเพราะพิษไข้ หญิงชราจึงลืมนึกว่าอีกฝ่ายอาจเป็นคนร้าย แกแจ้งรายละเอียดไปชัดเจนว่าบ้านอยู่ท้ายซอย ใครๆ เรียกว่าซอยผีเสื้อ

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงถัดมา เจ้าของเสียงทุ้มที่ว่าก็ควบฟอร์ดคอร์ติน่าปี ๑๙๗๗ มาหยุดที่หน้าบ้าน หญิงแก่คิดว่าตัวเองน่าจะเป็นคนเดินออกมาเปิดประตูบ้าน แต่ก็จำไม่ได้ กว่าจะรู้สึกตัวอีกครั้ง แกพบว่าตัวเองมานอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลเสียแล้ว

ตอนนั้น ยายหนูนั่งคุยกับชายแปลกหน้ารูปร่างสะโอดสะองอยู่ข้างเตียง พอเห็นแกตื่น หลานสาวเพียงคนเดียวก็หันมายิ้มให้ด้วยความดีใจ ถามว่าแกเป็นยังไงบ้าง แต่แทนที่จะตอบ แกกลับถามกลับเป็นสัญญาณให้หลานแนะนำว่าผู้ชายคนนี้คือใคร

‘คุณยายคงจำผมไม่ได้’ ชายผู้มีผิวสองสีและผมทรงรากไทรเผยรอยยิ้มกว้าง ทำให้ดวงหน้ารูปเหลี่ยมนั้นดูสว่างไสว ข้างตัวของเขามีของฝาก อันแสดงถึงความมีน้ำใจ ถึงแม้แอปเปิลจะไม่ใช่ของที่ยายแก่อย่างแกชอบก็เถอะ

‘ยาย’ ยายหนูเกาะแขนแกไว้แล้วเฉลย ‘คุณแสนเขาเป็นคนช่วยพายายมาส่งโรงพยาบาลไงคะ วันนั้นยายป่วยแล้วโทรผิด โชคดีที่ได้คุณแสนช่วยไว้’

‘อ้อ’ แกพยักหน้าทั้งที่ยังไม่นึกรู้ แต่สิ่งที่สังเกตรู้ คือสายตาวิบวับของชายหนุ่มซึ่งมองยายนา หลานสาวที่แกเลี้ยงมาจนโตลำพัง

. . . . . . .

 

ช่วงปีนั้นโรงเรียนเอกชนแห่งใหม่เพิ่งตอบรับคุณมทนาเป็นครูวิชาสังคมศาสตร์ เงินเดือนค่อนข้างครอบคลุมสำหรับค่ารักษาพยาบาลยาย ในเมื่อครอบครัวของเธอมีกันอยู่เพียงสองคนเท่านี้

ตระกูลของคุณมทนาดูจะมีคำสาปตกทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ยายทวดกับยายนั้นต้องเลี้ยงลูกสาวลำพังเพราะสามีมากรักจนต้องเลิกรา แม้พ่อของคุณมทนาจะอยู่ในโอวาทภรรยา แต่ต่อมาก็เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตไปก่อน แม่กลายเป็นเรี่ยวแรงสำคัญหนึ่งเดียวของบ้าน คุณมทนาไม่ทันเรียนจบมัธยมต้น แม่ก็มาด่วนจากไปเสียก่อนด้วยโรคร้าย เหลือเพียงยายดูแลกันมา

อาจเพราะเหตุนี้ ทั้งที่ภายนอกจะดูอ่อนหวานและอ่อนโยน แต่แท้จริงเธอคือกำมะหยี่ที่หุ้มเส้นลวดแข็งกล้าอยู่ภายใน คุณมทนาเข้มแข็งและแบกความรับผิดชอบมากกว่าหญิงวัยเดียวกัน ยายไม่เคยแนะให้เธอมีคนรักเพื่อแบ่งเบาภาระ เพราะตลอดมา ประสบการณ์สอนให้ยายเห็นว่าผู้ชายคือภาระสำหรับผู้หญิง คุณมทนาเองก็วุ่นวายกับการผลักดันตัวเองจนไม่เคยเปิดตามองใคร จวบกระทั่งปาฏิหาริย์ของโทรศัพท์ผิดสายเมื่อวันนั้น

คุณ แสน บุระรัตน์ ขับฟอร์ดคอร์ติน่าพาสองสมาชิกในครอบครัวเข้ามาและออกไปจากซอยผีเสื้อบ่อยขึ้น ภาพเก๋งสีส้มพาโฉมงามผ่านแปลงต้นดอกผีเสื้ออันเป็นที่มาของชื่อซอยนั้นดูเข้ากันดี ผีเสื้อสีแดง ชมพู และสีม่วง ขยับปีกไปมาตามกระแสลมหนาว ไม่ช้าก็บินว่อนเข้าไปในใจของชายหนุ่มและหญิงสาวบนรถคันนั้น

ชายหนุ่มอารมณ์ดีวัยสามสิบทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายผลิตอยู่ในโรงงานน้ำสลัดแห่งหนึ่งแถบจังหวัดราชบุรี นานทีจึงจะกลับบ้านมาเยี่ยมพ่อแม่ที่กรุงเทพ

คุณแสนเล่าให้คุณมทนาฟังตอนที่อยู่ในรถด้วยกันครั้งแรกว่า ในวันที่ได้รับโทรศัพท์ผิดสายจากคุณยาย เขาเพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านได้เป็นวันแรกในรอบปี ค่าที่จะมาร่วมงานแต่งของญาติ ครั้นได้ยินคนต้องการความช่วยเหลือก็รีบบึ่งรถออกมาจนพบกับคุณยายเข้า

‘เป็นวันแรกในรอบปีที่ผมอยู่บ้าน และเป็นครั้งแรกในรอบสองปีที่ผมเป็นคนยกหูโทรศัพท์บ้านเป็นคนแรก…’

คุณมทนาเองก็เล่าให้ผู้ช่วยผู้จัดการหนุ่มฟังตอนที่อยู่ในรถด้วยกันครั้งที่สองว่า วันเกิดเหตุ เธอออกจากบ้านไปรับงานสอนพิเศษเป็นครั้งแรกเช่นกัน

‘เป็นครั้งแรกที่สอนพิเศษ และเป็นครั้งแรกในไม่รู้กี่ปีที่ไม่ได้อยู่บ้านกับยายวันเสาร์ค่ะ ปกตินาจะไม่ออกไปไหนวันนั้น แต่พอดีมีผู้ปกครองของนักเรียนขอให้ช่วยติวลูกเขาหน่อย แกเรียนไม่ค่อยไหวจริงๆ’

วิชาที่เด็กชายผู้นั้นเรียนไม่ไหวคือวิชาสังคมอันเนื่องด้วยประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเผอิญว่าครูอาจารย์ในโรงเรียนล้วนแซ่ซ้องความสามารถของเธอ ในความเป็นจริง คุณมทนาเองก็รู้ว่า ที่เธอเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญตอนสัมภาษณ์งานมาได้ ก็เพราะความเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นพิเศษ

หากถึงกระนั้น ตอนที่อยู่ในรถด้วยกันครั้งที่สี่ คุณมทนาหลุดสารภาพความลับสำคัญกับเขาว่า

‘มันน่าอึดอัดเหมือนกันนะคะ เวลาที่รายละเอียดความเชี่ยวชาญของเรา กลับเป็นสิ่งที่แม้แต่ตัวเราเองยังตั้งคำถาม’

‘หืม?’

‘คุณคิดว่าคนไทยเราอพยพมาจากอัลไตจริงๆ รึเปล่าล่ะคะ คิดว่าชาวบ้านบางระจันยอมสู้จนตายเพื่อพิทักษ์กรุงศรีอยุธยาจริงรึเปล่า’

‘แล้วไม่ใช่?’ เขาเลิกคิ้วสูง ขณะที่สายตายังจ้องตรงไปบนถนนพญาไทเพื่อบังคับรถมุ่งสู่ศูนย์การค้ามาบุญครอง

คุณมทนาถอนหายใจหนักอก คิดในใจว่าเธอคงดูโง่จริงๆ ที่มาพูดเรื่องแบบนี้กับผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานอาหาร อย่างไรก็ดี ฝ่ายชายดูจะตามความคิดเธอทัน เขาหลุดหัวเราะ

‘คุณอาจจะต้องใช้เวลาอธิบายผมมากหน่อย แต่ไม่เป็นไร ต่อไปนี้ผมยินดีขับเข้ากรุงเทพทุกเสาร์อาทิตย์ครับ’

. . . . . . . . .

 

“แล้วคุณลุงแสนกับคุณป้าก็เป็นคู่รักกัน?”

เต้าหู้ถามขึ้นหลังจากฟังเรื่องเล่ายาวนานของคุณมทนา ตอนนี้ดวงตาสีน้ำตาลของเขาแพรวพราว เจ้าหมีน้อยกำลังก้าวนำคุณป้ามาที่หลังบ้านพร้อมกะละมังพลาสติกใบหนึ่ง

หลังคาส่วนหนึ่งของบริเวณนี้เป็นกระเบื้องโปร่งแสง ลานแคบๆ จึงค่อนข้างสว่างไสว เต้าหู้ต้องพยายามบังคับตัวเองไม่ให้หันมองไปยังอุโมงค์นรก ขนาดไม่มองใจเขายังเต้นยวบๆ เนื่องจากความรู้สึกปั่นป่วนระหว่างถูกจับโยนเข้าไปทำความสะอาดในนั้นสะท้อนขึ้นมา

คุณมทนาก้าวตามเขามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอหันไปมองอากาศข้างๆ แล้วยิ้มเขินให้สามี ยกมือข้างหนึ่งขึ้นจับไหล่ตัวเองจนกำไลโลหะบางๆ หลายอันกระทบกันดังแซ่ๆ เต้าหู้ ‘เห็น’ ว่าคุณลุงน่าจะกำลังลูบบ่าภรรยาสุดที่รักของแก

เมื่อเลื่อนสายตากลับมาที่เขา คุณมทนาตอบว่า “ยังไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกจ้ะ คุณลุงเขาไม่ใช่คนแสดงออกเก่ง”

เต้าหู้วางกะละมังพลาสติกลงกับพื้นใต้ก๊อกน้ำ ส่งรอยยิ้มขันให้คุณรองเท้าแตะข้างขวาที่วางอยู่ในนั้น เจ้าตัวคงรู้ว่าเขาหมายความยังไงจึงแสร้งเมินสายตาไปทางอื่น คุณรองเท้าแตะข้างซ้ายที่วางอยู่คู่กันก็หลุดขำด้วยความรักใคร่

“เจ้าชายน้อยใส่น้ำลงไปในกะละมังไม่ต้องมาก จากนั้นก็ใส่ผงซักฟอกนะจ๊ะ” คุณมทนาอธิบายวิธีซักคุณรองเท้าทั้งสองข้างตามที่เขาขอร้อง

เต้าหู้ทำตาม เขาเอามือยีผงซักฟอกให้ละลายน้ำด้วยความรื่นรมย์ จากผงขาวๆ ค่อยๆ แบ่งบานกลายเป็นฟองสบู่แวววาวอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งลูกน้อย ลูกใหญ่ บางลูกลอยขึ้นไปในอากาศพร้อมส่งกลิ่นสะอาดหอม แม้แต่เจ้าขึ้นช่ายที่คอยเดินตามเขาพลางทำหน้าตุ่ยๆ ไม่ต้อนรับ ยังถึงกับแยกปากเป็นรอยยิ้มกว้าง ลิ้นม้วนออกมาร่าเริง และเริ่มหลุดความอดกลั้น วิ่งไล่งับฟองสบู่ด้วยความสนุกสนาน

อันที่จริงคุณมทนาบอกว่ายีนิดเดียวก็พอ แต่เต้าหู้ชอบความรู้สึกของการลงแช่ในฟองสบู่ ซึ่งนับเป็นข้อดีข้อเดียวจริงๆ เมื่อสมัยที่เขาถูกส่งเข้าไปในอุโมงค์นรก ครั้นมีโอกาสได้ลงแช่ — ต่อให้ได้แช่แค่ปลายนิ้วมือก็เถอะ เต้าหู้จึงอยากจะขอยืดเวลานานไปอีกนิดหน่อย อีกอย่าง เขารู้ว่าถ้าตีฟองให้ได้มากๆ คุณรองเท้าแตะทั้งสองข้างก็น่าจะชอบแบบที่เขาชอบเหมือนกัน

คุณรองเท้าแตะข้างขวายังรักษาท่าที แสร้งบ่นว่า “มาซักเอาตอนนี้ก็อดดูรายการข่าวกันพอดีเท่านั้น”

แต่คนรักของเขาแก้ว่า “รายการมีทุกวันน่าพี่ชาย แล้วมันก็ไม่เห็นสนุกตรงไหน มาอาบน้ำแบบนี้รู้สึกดีกว่าตั้งเยอะ”

เห็นคุณรองเท้ายิ้มออก — แน่นอน โดยเฉพาะคุณรองเท้าแตะข้างขวา — เต้าหู้ก็พลอยอารมณ์ดี หันถามคุณป้าว่า “คุณป้ารู้ได้ยังไงฮะ ว่าคุณลุงรัก”

ผิวแก้มที่เริ่มเหี่ยวและบอบบางลงของผู้ตอบดูจะกลายเป็นสีชมพู “เพราะคุณลุงเขาซื้อของมาเยี่ยมป้าน่ะจ้ะ”

“การที่คนเราทำอะไรให้กัน ย่อมแสดงถึงความรักที่มีต่อกันสินะฮะ”

ไม่รู้ว่าคุณรองเท้าแตะข้างขวาเข้าใจว่าอย่างไร เลยเผลอหุบยิ้มแล้วแสร้งหลับตาทิ้งตัวลอยเท้งเต้งเสียเฉยๆ

“ทิ้งไว้สักพักแล้วเจ้าชายน้อยค่อยมาซักนะจ๊ะ”

“ฮะ”

ระหว่างที่เขาเลื่อนกะละมังไปด้านข้างเพื่อล้างมือจากก๊อกน้ำ คุณป้าก็ส่ายหน้า บ่นเอ็นดู “รองเท้าใส่อยู่แต่ในบ้าน ยังไม่สกปรกจนต้องซักซะหน่อย แล้วจริงๆ เจ้าชายน้อยใช้เครื่องซักก็ได้ ไม่เห็นจะต้องถึงกับซักมือเลย”

ก่อนที่เต้าหู้จะตอบตามความจริงที่ตัวเองคิด คุณรองเท้าข้างขวาก็ชิงดุ “อย่าบอกว่าใช้เครื่องจะทำให้รองเท้าเวียนหัวเชียวละ”

ดูเหมือนว่าคนพูดจะไม่ชอบสบตาเขาเท่าไหร่ พอเต้าหู้หันมาเลิกคิ้วให้ด้วยความสงสัย เจ้าตัวจึงหลับตาก่อนจะพูดต่อ “บอกไปว่าจะได้ประหยัดน้ำ” ไม่วายบ่นพึมพำต่อท้าย “พวกชนชั้นนำ!”

“จะได้ประหยัดน้ำน่ะฮะ”

คุณมทนายกนิ้วดันด้านข้างกรอบแว่นตาให้กระชับขึ้น ดวงตากลมโตหลังแว่นปรากฏแววซาบซึ้งเมื่อเอียงคอบอก “เจ้าชายน้อยเหมือนคุณลุงแสน”

“ยังไงฮะ”

“ความรักน่ะไม่ใช่แค่การทำอะไรให้หรอกนะ แต่ถ้าเรารักใคร การทำให้นั้นก็จะเต็มไปด้วยความใส่ใจน่ะจ้ะ” คนพูดชำเลืองมองสามีของตัวเองเล็กน้อย “ป้ารู้ว่าลุงเขารักป้า เพราะของที่เขาซื้อมาให้คือแอปเปิล”

“แอปเปิล?”

“ของที่คุณยายไม่ชอบ แต่เป็นผลไม้ที่ป้านั่งกินไม่หยุดเลยตั้งแต่วันแรกไงละจ๊ะ”

 

วันนั้นเป็นอีกวันที่เต้าหู้มีความสุข เขาได้เห็นคนที่ตัวเองรักมีความสุข ทั้งคุณป้า และคุณรองเท้าแตะข้างซ้ายกับข้างขวา ใช่แล้ว แม้แต่รายหลังก็ยังหุบยิ้มไม่ลงตอนที่เขานำเจ้าตัวกลับเข้ามาจากเก้าอี้ที่วางตากแดดอยู่ตลอดบ่าย เนื้อตัวของทั้งคู่ไม่ได้สดใสแวววาวเหมือนฟองสบู่ แต่ก็หอมเหมือนกันและฟูสะอ้านยังกับรองเท้าใหม่ เมื่อคุณป้ายิ้มดีใจที่ได้สวมใส่ทั้งคู่อีกครั้งด้วยความสุข คุณรองเท้าข้างซ้ายก็บอกคู่รักของเธอว่า ‘พี่จ๋า พี่ง่ะ’ อย่างจะสะกิดเตือน ในที่สุด แม้เจ้าตัวจะยังทำแก้มตุ่ยๆ และปรายตาไปทางอื่น แต่ก็ยอมบอกว่า ‘ขอบใจแกมาก เจ้าหมี’

ในช่วงดึก เมื่อพี่ณัฐกลับมาถึงบ้าน เต้าหู้ก็อาสาคุณป้าเล่าเรื่องเหล่านี้ให้พี่ณัฐฟัง เพราะเขารู้แล้วว่า การได้เล่าเรื่องแห่งความสุขให้คนอื่นฟัง นอกจากจะทำให้เรามีความสุขมากยิ่งขึ้นแล้ว (เหมือนที่คุณป้ามีความสุขตอนเล่าเรื่องคุณลุง) คนฟังก็ยังจะมีความสุขด้วยเช่นกัน

แน่ละ เต้าหู้รู้ว่าพี่ณัฐก็มีความสุข ถึงเจ้าตัวจะไม่ได้ยิ้มหรือแม้แต่หันมาจ้องมองเขาก็เถอะ แต่ระหว่างที่เขาเล่า พี่ณัฐก็ไม่ได้ค้านหรือสั่งให้เขาหยุดเลย เต้าหู้จำได้ว่าปกติ เวลาพี่เกณฑ์วีดีโอคอลมาพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ยาวๆ หลายทีพี่ณัฐก็จะคอยถามกวนๆ ด้วยความรำคาญเพื่อให้อีกฝ่ายต้องหยุดพูด

วันนี้พี่ณัฐไม่พูดกวน เพียงแต่นำข้าวของที่หิ้วกลับมาวางบนเคาน์เตอร์แพนทรี จากนั้นก็เดินวนเวียนชะโงกชะเง้อไปทั่วถึงหลังบ้าน

“–เพราะคุณยายของคุณป้าไม่ได้ชอบแอปเปิล แต่คุณลุงกลับซื้อมา ก็แสดงว่าคุณลุงตั้งใจเอามาให้คุณป้าต่างหาก” เต้าหู้เล่าระหว่างหยิบขนมหวานจากถุงเหล่านั้นเข้าแช่ตู้เย็นตามคำบอกของคุณป้า “ความรักไม่ใช่แค่การทำอะไรให้ แต่ถ้าเรารักใคร การทำให้มันก็จะเต็มไปด้วยความใส่ใจน่ะฮะ”

ตอนนี้พี่ณัฐก้าวกลับมาแล้ว ตอบนิ่งๆ ให้กับใบหน้าเปื้อนยิ้มของเขาว่า “อือ แต่ขนมพวกนี้น่ะ กูไม่ได้ซื้อมาให้มึง กูซื้อมาให้แม่ เพราะแม่ชอบ”

คุณมทนาหัวเราะ “แหม ณัฐล่ะก็ลูก”

“ผมรู้ฮะ” เต้าหู้พยักหน้าแข็งขัน “แต่พี่ณัฐไม่ต้องห่วงนะฮะ ผมจะพยายามฝึกกินจนชอบให้ได้”

พี่ณัฐที่กำลังจะก้าวขึ้นชั้นบนกลับชะงักเท้าเล็กน้อย

เต้าหู้รู้ว่าเจ้านายอาจงุนงง จึงขยายความโดยไม่ต้องรอให้รายนั้นหันมา (ซึ่งผมบอกได้ — แน่นอน พีรณัฐจะไม่หันมา) “ก็ถึงเราจะยังไม่ชอบวันนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่มีสิทธิ์ชอบเลยนี่ฮะ ต่อไปพอผมชอบแล้ว เวลาพี่ณัฐซื้อมาก็จะได้เหมือนซื้อให้ผมด้วย”

“เมก้าเคลเวอร์!” คุณโซฟาหัวเราะจ้า เต้าหู้ยังคงไม่รู้ว่ามันน่าตลกตรงไหน

คุณป้าก็พลอยขัน “เจ้าชายน้อยฉลาดจัง”

คนซื้อกลับพึมพำว่า “ประสาท” จากนั้นเดินมาหามารดา “แม่ เงินเดือนณัฐออกแล้วละ”

ทุกๆ ปลายเดือนเช่นนี้ พี่ณัฐจะนำเงินเดือนส่วนหนึ่งมาแบ่งให้คุณป้าเสมอ เต้าหู้รู้เพราะพี่เกณฑ์เคยชื่นชมเจ้านายของเขาผ่านทางวีดีโอคอล คุณมทนาบอกว่าเธอยังไม่ได้ใช้เงินเก่าเลย ต่อเมื่อลูกชายคะยั้นคะยอให้รับไว้ เธอจึงต้องรับเงินมาเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ซึ่งเธอซ่อนไว้ในลิ้นชักล่างแพนทรี

ในที่สุดพี่ณัฐบอกแม่ว่า “ณัฐขึ้นข้างบนก่อนนะ”

คุณป้าพยักบอกทั้งที่ดวงตายังจับอยู่ที่หน้าจอละครหลังข่าว “เดี๋ยวจบเบรกนี้แม่ก็จะขึ้นไปนอนแล้วละลูก”

เต้าหู้หันสลับระหว่างคนทั้งสอง สุดท้ายจึงเลือกบอกคุณมทนา “งั้นผมขอขึ้นข้างบนบ้างนะฮะ”

“จ้ะ ฝันดีนะเจ้าชายน้อย”

“ฝันดีฮะคุณป้า”

กว่าเขาจะก้าวตามมาเห็นอีกที ร่างสูงของพี่ณัฐก็ลิ่วๆ ไปถึงบันไดชั้นกลางๆ แล้ว จากข้างหลังในระยะห่างเท่านี้ เต้าหู้สามารถมองเห็นรูปร่างของพี่ณัฐได้ชัดเจนแม้อยู่ในชุดเชิ้ตดำตัวโคร่ง ทั้งนี้ เวลาพี่ณัฐแกว่งแขน แขนค่อนข้างเหลี่ยมที่มีกล้ามแต่น้อย และมีเส้นเลือดนูนขึ้นมาดูแข็งแรง จะไกวพาขอบเสื้อแนบเข้ากับลำตัวของพี่ณัฐจนเห็นถนัดว่าเจ้าตัวผอมขนาดไหน กางเกงยีนรัดรูปก็ยิ่งทำให้พี่ณัฐดูผอมลงไปอีก

เมื่อเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้เข้า ส่วนสูงที่มีมากกว่าทำให้เต้าหู้ตระหนักว่าตอนนี้เขาตัวใหญ่กว่าพี่ณัฐเสียแล้ว เมื่อก่อนพี่ณัฐเป็นคนสวมกอดเขาไว้เพราะเขาตัวเล็กกว่า ถ้าตอนนี้จะกอดกันอีกที เขาน่าจะเป็นฝ่ายยื่นมือไปข้างหน้าแล้วทำแบบนี้–

“ทำเหี้ยอะไร”

พี่ณัฐหันมาพอดีตอนที่เขายื่นมือออกไปเพื่อกะระยะการทดลอง

เต้าหู้ยิ้มแป้น “ผมกำลังลองดูว่าถ้าจะกอดพี่ณัฐ อาจจะต้องยกมือแบบนี้แล้วก้มลงไปน่ะฮะ”

จู่ๆ พี่ณัฐก็หน้าแดงขึ้นทั้งๆ ที่ยังหน้านิ่งอย่างนั้น แต่แค่แวบหนึ่งก็กลับเป็นปกติ ดวงตากลมโตปรากฏแววขุ่นข้องขึ้นแทน

เจ้าตัวหมุนกลับก้าวลงมาใกล้เต้าหู้มากขึ้น กระซิบเย็นเยียบ ยกนิ้วชี้ขึ้นเคาะบนหน้าผากของเต้าหู้เบาๆ “ถ้าทำอย่างนั้นในบ้านนี้ กูชกมึงแน่”

“พี่ณัฐไม่ชกผมหรอกฮะ”

คนจะชกยกมือค้าง เป็นฝ่ายงงเสียเอง

“ก็พี่ณัฐพูดแบบนี้กับพี่เกณฑ์บ่อยๆ แต่ก็ไม่เห็นเคยชกพี่เกณฑ์จริงๆ ซะที พี่ณัฐไม่ได้อารมณ์ไม่ดี แต่แค่เขิน”

คราวนี้ หัวคิ้วพี่ณัฐกลายเป็นรอยกด แล้วแก้วตาก็แสดงความงุนงงไม่แน่ใจ

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะถาม เจ้าตัวกลับหาข้อสรุปเองแล้วอุบอิบอย่างเบื่อหน่าย “แม่นี่จริงๆ…”

เต้าหู้ไม่เข้าใจว่าคุณป้าทำไม ยังไม่ทันหาคำตอบได้เขาก็อุทานว่า “พี่ณัฐ!”

ร่างสูงของคนตรงนั้นหมุนตัวกลับเพื่อก้าวต่อไป จังหวะไม่ดีทำให้พี่ณัฐเหยียบบันไดพลาดแล้วเกือบหน้าคะมำ ดีแต่ว่าเต้าหู้ซ้อมท่ากอดพี่ณัฐไว้แล้ว คราวนี้เขาจึงสามารถรวบร่างเล็กๆ ของพี่ณัฐไว้ได้มั่นคง

แขนของเต้าหู้คล้องไว้ใต้รักแร้ของพี่ณัฐจากทางด้านหลัง มันประสานกันแน่นที่หน้าอกของเจ้าตัวจนรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นตึกตักด้วยความตกใจ ยังไม่พอ เจ้าหมียังก้มลงล็อกคางไว้บนบ่าข้างหนึ่งของเจ้านาย เพื่อให้มั่นใจว่าพี่ณัฐจะไม่หลุดร่วงลงไปอีกด้วย

อึดใจหนึ่งที่แม้แต่คนถูกกอดก็ยังแข็งค้าง เต้าหู้คิดว่าพี่ณัฐคงจะขวัญหาย จึงค่อยๆ หันข้างเพื่อแตะริมฝีปากลงบนแก้มนิ่มของเจ้านาย แทนการเรียกขวัญเหมือนสมัยก่อนเวลาพี่ณัฐเห็นเขาร่วงพื้นแล้วหยิบขึ้นมาปลอบใจ

“ไม่เป็นไรแล้วนะฮะพี่–”

“ไอ้บ้า!” อีกฝ่ายกลับว่าเขาแล้วสลัดตัวออก แทบจะโดดโหยงขึ้นบันไดไปสองขั้น ยกกำมือก๋า หน้าแดงถมึงทึง “เดี๋ยวกูชก–!”

คำพูดสะดุดลงเอง คงเพราะคนพูดนึกถึงบทสนทนาเมื่อครู่ หน้าแดงจึงยิ่งก่ำไปถึงใบหู

เห็นเต้าหู้เอียงคอมองอย่างไม่เข้าใจอะไรเลย คนหน้าแดงก็สลัดมือตัวเองทิ้งแล้วรีบสับเท้าขึ้นไปจนถึงชั้นบน

เต้าหู้ยังคงก้าวตามไป กระซิบถามว่า “เมื่อกี้ตอนที่อยู่ข้างล่าง พี่ณัฐหาอะไรเหรอฮะ”

คนข้างหน้าหยุดก้าวเสียดื้อๆ เต้าหู้จึงต้องหยุดบ้าง พูดต่อ

“เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ถึงยังไม่เจอวันนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีสิทธิ์เจอนะฮะ”

คนข้างหน้าหยุดอย่างนั้นพักหนึ่งโดยไม่ตอบ จนในที่สุดจึงหันมา ปลายคางแหลมๆ พยักไปยังบานประตูไม้ข้างหน้าตัวเอง

“นี่ห้องกู มึงจะตามมาทำเหี้ยอะไร”

พูดจบ เจ้าตัวหมุนลูกบิดผลักบานประตู ก้าวเข้าไปแล้วปิดประตูใส่หน้าเต้าหู้เสียงดัง

เจ้าหมีที่ถูกปิดประตูใส่ค่อยๆ ถอยออกมาด้วยดวงหน้าอาบยิ้ม คิดในใจว่า ในที่สุดวันนี้เราก็ได้กอดพี่ณัฐ!

เขาค่อยๆ เปิดประตูก้าวเข้าไปในห้องข้างๆ ของตัวเองบ้าง ห้องพักนี้มีขนาดเล็กกว่าห้องของพี่ณัฐนิดหน่อย ข้าวของข้างในมีไม่มาก นอกจากเตียงและตู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกันแล้ว ก็มีเพียงโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็กๆ อีกตัวหนึ่งเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นเต้าหู้ก็รู้สึกว่ามันเป็นห้องเล็กที่อบอุ่นสบาย แม้จะไม่เท่าห้องนอนของพี่ณัฐที่เขาเคยอยู่ก็เถอะ

หมีน้อยในร่างของหนุ่มหล่อตัวสูงก้าวกระโดดขึ้นบนเตียง เตียงห้องนี้ค่อนข้างแข็งกว่าเตียงที่ห้องพี่ณัฐ อาจเพราะไม่มีใครขึ้นมานอนเป็นเวลานาน เต้าหู้กอดผ้าห่มสีชอกโกแลตมอลต์ที่คุณป้าขนมาให้ ก้มลงสูดดมแบบเดียวกับที่พี่ณัฐเคยกอดและสูดดมเขา

ใช่แล้ว เขาคิด เรื่องนี้ก็เหมือนกัน

พี่ณัฐยังไม่บอกเขา และยังไม่ให้เขากลับเข้าไปในห้องวันนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพี่ณัฐจะไม่บอก หรือเขาจะไม่มีสิทธิ์ได้กลับเข้าไปอีกเลยนี่นา

พี่ณัฐไม่ต้องห่วงนะฮะ ผมจะพยายามหาทางกลับเข้าไปนอนกับพี่ให้ได้

 

Don`t copy text!