ลิงพาดกลอน บทที่ 3 : ไฟตะวัน

ลิงพาดกลอน บทที่ 3 : ไฟตะวัน

โดย : ปราปต์

ลิงพาดกลอน โดย ปราปต์ ลงให้อ่านออนไลน์ที่ อ่านเอา จนจบบริบูรณ์เรียบร้อยแล้ว แต่ผู้เขียนยังใจดี ลง 5 ตอนแรกไว้เป็นน้ำจิ้มให้กับผู้อ่าน และหากใครติดใจอยากจะอ่านต่อในรูปแบบรวมเล่ม และเพื่อเป็นการสนับสนุนนักเขียน สามารถติดต่อเพื่อซื้อหนังสือได้โดย ตามไปที่ลิงค์นี้ https://www.amarinbooks.com/shop/%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%99/

ลิงพาดกลอน โดย ปราปต์ … เรื่องราวความตายของเพื่อนรักเรียก ‘ไตรตรึงษ์’  นายตำรวจหนุ่มกลับมาบ้านเก่าเพื่อสะสาง แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะกลายเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องโหดร้ายที่ถูกโยงใยด้วยปริศนามากมาย …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

จากศาลเจ้าจี้กงท้ายตลาดหลาว ลุงสมบึ่งโตโยต้าโซลูน่าสีน้ำเงินปี 2001 พานายน้อยแล่นมาบนถนนเส้นออกนอกเมือง ตัวรถกำลังจะชะลอเพื่อเลี้ยวเข้าวัดด้านหน้า วัดอันเป็นสถานจัดงานศพของไอ้โคร่ง! เมื่อนั้นเอง คนที่นั่งนิ่งอยู่ทางตอนหลังละม้ายเหม่อลอยมานาน พลันรู้สึกคล้ายบางอย่างท้นท่วมคอ อาการปวดศีรษะพุขึ้นขมับจนอยากอ้วกออก ในที่สุดมันพุ่งหลุดเป็นคำ “เลยไปข้างหน้า”

“ครับ?” สารถีคงงงเหมือนกัน เจ้าตัวเลิกคิ้วจนหน้าผากย่น มองสบมาผ่านกระจกมองหลัง

ไตรตรึงษ์กลืนกล้ำความรู้สึกบางอย่าง คล้ายพยายามจะลบภาพวัดตรงหน้า โดยเฉพาะภาพจินตนาการเหตุการณ์ในศาลา ยายเสือดาวคงนั่งร้องไห้อยู่หน้าโลง ข้างโลงมีรูปถ่ายของไอ้โคร่ง…

ลบ… ราวกับว่าจะลืมหรือสามารถทำให้มันเป็นเพียงฝันได้

“ไปโรงพักก่อน”

ลุงสมพยักหน้าเข้าใจ

สภ. ประจำอำเภอตั้งอยู่ถัดไปนิดเดียว ใช้เวลาแค่อึดใจก็ถึงที่หมายที่ผู้เป็นนายสั่ง

“ลุงกลับบ้านก่อนเลย เดี๋ยวเสร็จจากที่นี่แล้วผมเดินไปวัดเอง มารับอีกทีหลังงานศพเลยก็ได้”

สั่งจบ นายน้อยตัวใหญ่ก็ก้าวยาวๆ ออกจากรถ ถลันขึ้นบันไดทีละสองขั้นสู่โถงด้านหน้าสถานีตำรวจ

ข้างบนไม่มีผู้ร้องเรียน แต่กลับคึกคักเพราะคนกลุ่มหนึ่งยืนสนทนากันอยู่ตรงมุมด้านนอก ท่าทีคล้ายรออะไรบางอย่าง แต่ละรายมีกล้องคล้องคอแทนเครื่องประกาศตนว่าเป็นนักข่าว ครั้นเห็นเขาก็เหลียวตาม เริ่มจากลักษณะโดยทั่วไปของผู้ที่ได้พบเห็นชายหนุ่มหน้าตาและบุคลิกดี แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นหรี่ตาชี้พลางกระซิบกระซาบกันด้วยถ้อยความบางอย่าง

ไตรตรึงษ์หยุดลงหน้าโต๊ะเจ้าพนักงาน นายตำรวจสูงวัย ผอมจนโหนกแก้มขึ้นเป็นลูก กำลังวุ่นวายกับเอกสารบนโต๊ะ สีหน้าไม่สบอารมณ์ดุจปราการกันนักข่าวเข้าใกล้ เมื่อสำเหนียกว่ามีผู้มาหยุดยืนตรงหน้าก็เงยขึ้นพร้อมคิ้วรกมุ่น เสียงขุ่นติดทองแดง “วันนี้ยังไม่มีคนตาย สี่วันนี้ก็ยังไม่มีคนตายหรอกคุณ!”

ไตรตรึงษ์เข้าใจความรู้สึกผู้พูด สองปีก่อนเมื่อเหตุฆาตกรรมครั้งใหญ่อุบัติในเคหาสน์อาสนมนตรีบนพื้นที่รับผิดชอบของเขา สื่อมวลชนก็รุมทึ้งจนชายหนุ่มหงุดหงิด หลายคราวคนพวกนั้นขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ได้ข่าวทีก็ไปพลิกแง่มุมหมายจะเค้นดราม่าเรียกเรตติ้ง จนเรื่องยุ่งยิ่งอิรุงตุงนัง

เหตุครั้งนั้นถูกจับตาเพราะว่าเกิดกับคนใหญ่คนโต แต่ถ้าเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘คนเล็กๆ’ ที่นี่ คดีที่เขาเคยเจอกลับกลายเป็น ‘เรื่องเล็ก’ ในพลัน จึงไม่ต้องประหลาดใจว่าเจ้าหน้าที่ในสภ. จะรู้สึกอึดอัดกดดันกับมหันตวายุที่โถมเข้ามาอย่างไม่มีปี่ขลุ่ย   

อาจเพราะเข้าใจและรู้สึกเห็นใจอีกฝ่าย ไตรตรึงษ์จึงไม่ถือสาถ้อยห้วนๆ นั้น เจ้าของถ้อยคงคิดว่าเขาเป็นสื่อมวลชนที่จ้องจะเอาไมค์จี้คออีกราย

ผู้มาใหม่ล้วงบัตรประจำตัวออกแสดงแทน แจ้งความประสงค์ว่า “ผมต้องการพบผู้รับผิดชอบคดีนายแชน” คำท้ายคือชื่อที่ยายเสือดาวบอกว่าไอ้โคร่งใช้ในภารกิจ ภารกิจสุดท้ายในชีวิตมัน!

ไม่รู้เพราะชื่อเขา รายละเอียดตำแหน่งงานเขาบนบัตรพลาสติกอ่อน หรือชื่อผู้ตายข้างท้ายกันแน่ เจ้าของสถานที่เบิกตานิดหนึ่ง คำพูดสุภาพและติดจะระวังตัวมากขึ้น

“ผู้หมวดมีอะไรกับคดีนั้นเหรอครับ”

“มีรายละเอียดบางอย่างที่ผมอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น”

ปากตอบดังว่า แต่ในใจค้านตัวเอง ไม่ใช่ ‘บางอย่าง’ … ‘ทุกอย่าง’ !

หัวข้อสนทนาถูกขัดเพราะกลุ่มคนด้านข้างก้าวออกมาเกือบถึงตัว

“หมวดไตร” เจ้าของเสียงคือนักข่าวรายที่นำหน้าสุด เป็นหญิงสาวผมยาวรวบหางม้า ผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ช่องสามัญชนที่เคยเกาะติดเขาในคดีก่อน ถ้าจำไม่ผิดหล่อนชื่ออะไร นิจสักอย่าง

“หมวดประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำไมถึงมาถามหารายละเอียดคดีที่นี่คะ”

ทันทีที่คำถามแรกถูกยิงมา กล้องของนักข่าวรายอื่นๆ ก็ยกขึ้นเตรียมจับภาพ ขณะเดียวกันนายตำรวจเจ้าของท้องที่ก็พลอยจ้องมาด้วยสายตาตั้งคำถาม

“อย่าถ่าย” เขาตอบขรึม “ผู้ตายเป็นคนรู้จักของผม”

“คนรู้จัก?” ยายนิจเอียงคอ “แต่นายแชนเป็นแค่คนงานในตลาดปลา?”

“ทำไมคนระดับหมวดต้องให้ความสำคัญกับแค่คนงานในตลาดปลา”  นักข่าวอีกรายรับลูกทันควัน เสือกไมโครโฟนแทบทิ่มคางเขา บนหัวไมค์สวมปลอกตราสถานีโทรทัศน์ช่องอินทีวี “ไม่ใช่เพราะว่านายแชนมีความสำคัญบางอย่างหรอกเหรอครับ”

“ใช่” พอเขาพยักหนักแน่น แววแสงพลันวาบขึ้นในดวงตาทุกคู่เหมือนแร้งเห็นศพ

“ไอ้แชนสำคัญกับผม!”

นายตำรวจเจ้าของท้องที่อ้าปากค้าง แต่กลุ่มนักข่าวจงใจ ‘ชง’ ไปอีกอย่าง

“เพราะนายแชนไม่ใช่แค่ตายในกองไฟ แต่เป็นเหยื่ออีกรายในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ใช่มั้ยครับ!”

“อยากได้ยินแบบนั้นเหลือเกินเนอะ” เสียงขัดดังขึ้นจากอีกฝั่ง ทุกคนหันตาม ปรากฏว่าประตูที่กั้นส่วนทำงานด้านในโรงพักเปิดออก ผู้ก้าวออกมาคือนายตำรวจร่างชะลูดที่ไตรตรึงษ์คุ้นหน้า ดวงหน้าเป็นรูปห้าเหลี่ยมเพราะมีขากรรไกรใหญ่ชัด หัวค่อนข้างเถิก และริมฝีปากล่างหนาทำให้ดูเหมือนกำลังแลบลิ้น เจ้าตัวสบตาเขาเป็นเชิงเยาะ ค่อยๆ สาวเท้าออกมา ยืดอกเหมือนอึ่งอ่างพองลม

“นายแชน ‘สำคัญ’ กับหมวดไตรตรึงษ์จริงๆ”

คนฟังกัดกรามลงเล็กน้อย เท่าทันว่าอีกฝ่ายตั้งใจหมายความเช่นไร เมื่อเจ้าตัวก้าวใกล้เข้ามา ทำให้เห็นว่าป้ายกลัดอกนั้นบ่งนาม ร.ต.ต. สุริยัน ไผ่ใต้

สุริยัน อดีตลูกน้องไอ้เร!

“ก่อนจะไปเป็นหนุ่มโสดแห่งปีที่กรุงเทพฯ ตอนเด็กๆ หมวดไตรเคยอยู่ที่นี่ ไม่แปลกที่เขาจะรู้จักหลายๆ คนในพื้นที่” คำพูดไอ้ยันหยุดวรรคนิดหนึ่งเหมือนจะย้ำ ย้ำกับเขาโดยเฉพาะ “ความตายของไอ้แชนคงทำให้เขาเสียใจมาก”

ได้ผลตามที่สุริยันต้องการ นักข่าวทั้งหลายรวมทั้งยายนิจหันมาคาดคั้นเขาด้วยสายตา  

ไตรตรึงษ์สูดลมหายใจ ไม่ยอมเดินตามเกมอีกฝ่าย ฉลาดพอจะแสร้งเสไปว่า “ทำไมถึงคิดอย่างนั้น”

“คะ?” ยายนิจเลิกคิ้ว

“ทำไมถึงคิดว่าไอ้แชนเป็นเหยื่ออีกรายในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง”

การจ้องตอบเฉพาะนักข่าว ทั้งใส่ใจเฉพาะประโยคเก่า ทำให้ผู้แทรกมาใหม่คล้ายเป็นอากาศธาตุ

นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ไอ้ยันหน้าตึง ไตรตรึงษ์บอกตัวเองหลังสำรวจด้วยหางตา ส่วนอีกสาเหตุ–

“ก็เพราะวันที่นายแชนตาย เป็นวันที่คนร้ายทำสัญลักษณ์ไว้” ยายนิจตอบ และอย่างเท่าทัน เจ้าหล่อนค่อยๆ หันจากเขาไปสบตาผู้เป็นเจ้าของคดี “แล้วนอกจากนายแชน เมื่อสองวันก่อน ตำรวจที่นี่ก็ยังไม่ได้รับแจ้งเหตุการตายของใครอีกเลย!”

“เชิญหมวดไตรที่ด้านใน” แทนคำตอบให้นักข่าว ร.ต.ต. สุริยันต้องเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ ไปอย่างนั้น ไตรตรึงษ์หันจ้องด้วยแววตาเอาเรื่องไม่ผิดกัน

ชายหนุ่มยกมุมปาก… ไม่ถึงกับยิ้ม… แค่เม้มแล้วพยักศีรษะเป็นเชิงขอตัวจากนักข่าว

“ขอโทษนะครับ”

. . . . . . . . . .

 

ไอ้ยันไม่เคยได้จัดการเขาอยู่มือ

หลังจากลอบยิงลูกหินครั้งแรกและหนีพวกเด็กเกกมะเหรกไปซ่อนตัวในศาลเจ้าได้อย่างหวุดหวิด แทนที่ไตรตรึงษ์จะตระหนักกลัวภยันตราย กลับรู้สึกคล้ายเพิ่งได้สัมผัสประสบการณ์ของลูกผู้ชายจริงๆ

เขาไม่ใช่ลูกนกที่ถูกกกในรังอุ่นอีกสืบไป แต่สามารถรอดพ้นจากนกร้ายตัวอื่นๆ กลับรังมาได้ ถึงจะได้ด้วยการช่วยเหลือของไอ้โคร่งก็เถอะ! เมื่อนั้นเอง ความอิ่มเอมตอกย้ำว่า นี่ล่ะ ทางของเรา! เขาจะเป็นตำรวจปราบเหล่าร้าย และต่อไปจะปราบพวกมันได้โดยไม่ต้องพึ่งไอ้โคร่งด้วยซ้ำ! เพราะความคิดนี้ ทั้งที่ตัวเล็กสุดในเวลานั้น ไตรตรึงษ์จึงยังหนีออกมาผจญภัยนอกรั้วบ้านอีกหลายครั้ง ทุกครั้งเขาจะเหน็บหนังสติ๊กกับลูกหินมาพร้อม มุ่งหน้าสะกดรอยไปเล่นงานพวกไอ้เรที่ตลาดหลาว จัดการสามเด็กแสบด้วยยุทธวิธีกองโจร — ‘กอง’ ซึ่งที่จริงมีแค่เขาลำพัง

เมื่อถูกลอบกัดหนักเข้า จเร ทศทิศ รวมถึงสุริยัน ก็เริ่มสงสัยว่าเจ้าของลูกหินเป็นใคร พวกมันแค้นเพราะตามจับมือยิงไม่เคยได้ ประสบการณ์หนแรกสอนให้ไตรตรึงษ์วางแผนหาทางหนีทีไล่ไว้พร้อมตลอด

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ดูจะสอนพวกมันเช่นกัน หนหนึ่ง ไตรตรึงษ์ซ่อนตัวอยู่หลังสุมทุม ส่งลูกหินใส่ไอ้ทิศที่กำลังจะแย่งขนมจากกลุ่มเด็กหญิงตัวน้อยๆ ในตลาด เขาเห็นลูกหินกระทบหัวมัน แต่ไอ้พวกนั้นกลับนิ่งเหมือนไม่รู้สึก ยิงไปอีกลูกมันก็ยังไม่โวยวาย มีแต่ไอ้ยันที่บอกหัวหน้า “ไปเยี่ยวเดี๋ยวมา”

มันเดินหายไปอีกฟากด้วยท่าทางไม่รู้ร้อน ไตรตรึงษ์จึงไม่สำเหนียกเลยว่าเขาถูกพวกมันหลอกจนตายใจ กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อมีแขนใครคนหนึ่งล็อกคอหมับ เจ้าของแขนตะโกนก้องหู

“พี่เร ไอ้ห่านี่มันอยู่นี่!”

ไตรตรึงษ์ตัวเล็กกว่า พยายามดิ้นอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุด จะหันดูหน้าคนล็อกยังทำไม่ได้ ที่รู้ว่ามันคือสุริยันก็เพราะอาศัยโสตฟังเสียง

จังหวะที่จเรกับทศทิศหันขวับและกำลังจะถลันมาอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ เด็กชายก้มฝังเขี้ยวเข้าแขนคนล็อก ไอ้ยันร้องจ๊าก! จากนั้นเขากระทืบใส่เท้ามัน ถองพุงจนมันถอยแซ่ดๆ ครั้นจะทะยานหนีก็พอดีถูกไอ้เรคว้าแขนไว้

“ทำพวกกูแล้วจะหลบไปง่ายๆ เรอะ!”

ไอ้ตัวใหญ่ดูคล้ายยักษ์ ในระยะใกล้ทำให้เห็นว่าหลังมือของมันมีรอยปากกาวาดเป็นรูปแมงมุมละม้ายรอยสัก เบื้องหลัง เด็กหญิงที่พวกมันรังแกวิ่งแตกรังไปคนละทาง

“มึงเป็นใคร มาคอยตามยิงพวกกูทำไม!”

ไม่กลัวเสียงดัง ไม่กลัวกระทั่งเมื่อไอ้ทิศกับไอ้ยันล้อมเข้ามา ไตรตรึงษ์จ้องพวกมันด้วยแววตาเอาเรื่อง พยายามสลัดแขน เมื่อไม่หลุดก็ก้มจะกัดอีก

จเรง้างกำปั้นจะทุบเขา แต่ค้างกลางอากาศเพราะเสียงหนึ่งดังสอด

“มันเป็นหลานชายพวกบ้านใหญ่!”

เจ้าของกำปั้นลายแมงมุมกับพวกหันไป ช่วงไหล่วาดออกเผยให้เกิดช่องว่างพอที่คนตัวเล็กจะมองเห็น

ร่างสูงในเสื้อกล้ามมอซอกับกางเกงกากีขาสั้นก้าวตรงมา นัยน์ตาของไอ้โคร่งดุดันเกินเด็ก จ้องเฉพาะสามวายร้ายและไม่มองมาที่เขาเลย

“ถ้าพวกมึงไม่อยากให้พ่อแม่เดือดร้อน ก็อย่าแตะไอ้ตัวเล็กนั่น!”

กำมือของไอ้เรคลายลง ‘ไอ้ตัวเล็ก’ จึงฉวยโอกาสผละตัวออก หมายจะพุ่งหมัดใส่ ฮีโร่ที่โผล่มาก็กลับตะคอก

“หยุด!”

เป็นครั้งแรกที่ไอ้โคร่งจ้องตาเขา ดวงตาของมันคราวนี้ดุกว่าที่ใช้ข่มไอ้สามตัวนั้นเสียอีก ต้องยอมรับว่าไตรตรึงษ์ตกใจ แต่เพราะไม่ใช่เด็กจำพวกที่จะยอมตกใต้อำนาจใครง่ายๆ เขาจึงดันทุรังจะชกไอ้เรต่อ

ก่อนที่กำปั้นจะปะทะท้องไอ้ตัวใหญ่ เสือโคร่งก็ปราดเข้ามากระขากแขนเขาโดยไวจนเซ

“กูบอกให้มึงหยุด! แล้วมึงก็ต้องเลิกยุ่งกับไอ้พวกนี้ซะ พวกมึงก็เหมือนกัน” มันหันไปพยักกับพวกจเร “รู้ใช่มั้ยว่าถ้ามึงมีเรื่องกับไอ้นี่ พวกมึง บ้านพวกมึง จะเดือดร้อนยังไง!”

“กูกับลูกพี่กูไม่กลัวร้อก!” ทศทิศ ไอ้เด็กตาห่างที่เชื่อฟังหัวหน้าตลอด แผดเสียง แต่พูดได้แค่นั้นมันก็ต้องก้มกุมหน้าท้องเพราะอาการจุกแอ้ก

ไอ้เรสั่งสอนลูกน้องของมัน จากนั้นมองผู้ส่งคำเตือนเป็นอันเข้าใจ ถึงกระนั้นก็ไม่วายยกนิ้ว

“เห็นแก่ผู้ใหญ่บ้านมึงนะไอ้เปี๊ยก แต่ถ้ามีครั้งถัดไป…”

มันพูดแค่นั้นแล้วหันหลังนำพรรคพวกกลับเข้าตลาด ‘ไอ้เปี๊ยก’ ไม่โดนเล่นงานอะไร แต่อดรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายแพ้

“มึงมายุ่งทำไม ก็เห็นอยู่ว่าพวกมันไม่กล้าทำอะไรกู!” เขาผลักไอ้หัวขโมยข้างบ้านด้วยทิฐิประสมโทสะ

ไอ้โคร่งยอมปล่อยมือเขาง่ายๆ กำลังผลักของไตรตรึงษ์ไม่สามารถทำให้มันสะทกสะท้านได้เลย

หน้าแหลมเพราะความผอมหันมา ลูกตากลมโตกว่าเขา มีขนตางอนยาวล้อมรอบเพราะเชื้อสายทางใต้ ผมดำจัดตัดสั้นเกรียน ต่างจากเขาที่ค่อนข้างยาวและเป็นเส้นละเอียดสีเหลือบน้ำตาล

“กูเคยบอกแล้วไง ไม่มีใครกล้าทำอะไรมึงเพราะบารมีบรรพบุรุษ คิดอย่างนี้มึงก็ไม่ต่างจากไอ้เร น่าภูมิใจนักเหรอ?”

คำถามง่ายๆ แต่คล้ายหมัดชกเข้าพุงไตรตรึงษ์ เด็กชายได้แต่อ้าปากค้าง

“กลับบ้าน แล้วเชื่อกู อย่าไปยุ่งกับพวกมันอีก อย่างน้อยก็นึกถึงหน้าหม่าม้าหน้าอาม่าของมึงไว้”

ด้วยเหตุนี้ การปะทะระหว่างไตรตรึงษ์กับพวกไอ้เรจึงไม่เคยเกิดอีก ต่างฝ่ายเหมือนเสือที่พอเห็นกันก็หลบเลี่ยงกันเองเพื่อไม่ต้องเผชิญหน้า ไอ้โคร่งกับเสือดาวเสียอีกต้องรับเคราะห์แทนในฐานะที่ ‘เสือกรู้จักไอ้เปี๊ยก’ ไตรตรึงษ์ได้แต่รับรู้ด้วยความโกรธ ยิ่งโกรธเมื่อไม่มีทางช่วยเพื่อน คำขู่ของไอ้โคร่งเป็นเรื่องจริง เขาไม่กลัวว่าจะโดนพวกไอ้เรทำอะไร แต่หม่าม้ากับอาม่าไม่ควรมาเสียหายเพราะมีลูกมีหลานชายเป็นอันธพาล

เพื่อชดเชยไอ้โคร่งกับน้อง เมื่อที่บ้านจัดงานรื่นเริง ไตรตรึงษ์จึงมักขอให้ทั้งคู่มาร่วมด้วย แรกๆ ยายอาบก็อุบอิบ บ่นว่าจะชวนเด็กมอมแมมสองคนมาเล่นซนทำไม แม้ไม่กลัวว่ามันจะลักเล็กขโมยน้อย แต่ก็ต้องคอยระวังข้าวของเสียหาย ต่อเมื่อไตรตรึงษ์ยังเสียงแข็งขออาม่า จึงเป็นอันว่าไม่มีใครกล้าค้าน

ไอ้โคร่งยังคงไม่ชอบเข้ามา เสื้อสวยๆ ที่หม่าม้ากับอาม่าซื้อให้ทำให้มันคะเยอ แล้วรัศมีพี่ใหญ่ก็จะลดกลายเป็นเพียงเด็กเด๋อๆ ให้ไตรตรึงษ์คอยหัวเราะและเป็นฝ่ายสั่งสอนแทน “–มึงต้องนั่งดีๆ จับข้าวของดีๆ ทำตัวและพูดจาดีๆ กับแขกคนอื่น–”

ไปๆ มาๆ พอรู้ทันว่าถูกเขาแกล้ง มันก็แกล้งเขาคืนด้วยการนั่งนิ่งมองเขาวางท่าเป็นคุณชายตัวอย่าง เป็นคนที่ไม่ใช่ตัวเอง เพียงแต่ทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับของทุกคน ตามันจะวาวและยกมุมปากหัวเราะหึไม่พูดออกมา แต่ไตรตรึงษ์รู้ว่ามันแอบขันเขาในใจ ลับหลังแขกเด็กชายจึงปึงปังใส่ มันจะบอก “ช่วยไม่ได้ ก็มึงอยากชวนกูมาเอง”

อาม่าคุยกับไอ้โคร่งถูกคอ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ามันอยากเป็นตำรวจ ตรงข้าม พอเขาบอกอยากเป็นบ้าง อาม่าร้อง “ไอ้หย่า ลื้อจะไหวเหรอ!”

“ทำไมอาม่าไม่ถามไอ้โคร่งอย่างนี้บ้าง!”

“ก็อีมีอุดมการณ์ แล้วลื้อมีอะไร”

เขาหน้ามุ่ย ไม่ยอมตอบ ในที่สุดไอ้โคร่งจึงหันไปบอกผู้อาวุโส

“อาม่าต้องอธิบายมันก่อนครับ ว่าอุดมการณ์แปลว่าอะไร”

หากถึงอย่างไร ด้วยความมุมานะ — หมายถึงมุมานะเพื่อจะเอาชนะไอ้โคร่ง — แล้วก็ด้วยการติวโดยไอ้โคร่งเองนั่นละ ไตรตรึงษ์สามารถสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยจนได้ เขาสู้ทนฟิตร่างกายจนสูงใหญ่หนั่นหนาเป็นคนละคนกับเจ้าลิงตัวเก่า แล้วที่นั่นเอง หนุ่มน้อยได้พบกับสุริยันอีกครั้ง

พ่อไอ้ยันต้องการให้ลูกชายเจริญรอยตาม เมื่อได้มาเรียนด้วยกัน ไตรตรึงษ์จึงประจักษ์ว่ามันเป็นคนเก่งพอตัว เขาไม่รู้ว่ามันยังคบหากับพวกจเรและทศทิศหรือไม่ แต่ที่รู้แน่ๆ คือ ไอ้ยันไม่เคยลืมว่าเขากับไอ้โคร่งคือคนละพวก

ในที่ที่ฐานะถูกปรับลงระนาบเดียวกัน สุริยันหาทางแข่งและข่มเขาทุกวิธี เสียแต่ว่าไตรตรึงษ์ก็มิใช่กระดูกเบอร์จ้อยให้ฝ่ายตรงข้ามเคี้ยวง่ายๆ ต่างฝ่ายมีดีคนละอย่าง บุคลิกอันถูกบ่มเพาะมาส่งให้ไตรตรึงษ์มีลักษณะคล้ายหลอดฟลูออเรสเซนต์ สามารถส่องสว่างโดดเด่น เป็นคนที่ผู้ใหญ่จะรัก หากขณะเดียวกันก็ทำให้คนระดับเดียวกันหมั่นไส้ สุริยันใช้จุดอ่อนนี้สุมไฟใส่เขาเสมอ ยิ่งไตรตรึงษ์ทะนงว่าเพื่อนและอริชั่วชีวิตของเขามีแค่คนเดียวคือไอ้โคร่งแล้วก็ยิ่งไม่สนใจใคร แผนของมันก็ยังงอกงามยิ่งใหญ่

เสือโคร่งจับเขาปรับทัศนคติ ถึงอย่างนั้นคนถือดีก็ยังไม่ยอมอ่อนข้อ ท้ายที่สุดมันจึงต้องทำตัวเป็นกาวใจสมานให้เพื่อนคนอื่นๆ เข้าใจเขาเสียเอง

เห็นอย่างนั้น ไอ้ยันที่ไม่เคยญาติดีกับมันมาก่อน รีบเสนอหน้ามา ‘นับเพื่อน’ กับไอ้โคร่งและโน้มน้าวให้เข้าพวก นั่นเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ไตรตรึงษ์เกิดหวั่นใจ กลัวว่าเพื่อน — และอริ — คนเดียวที่มีจะแปรพักตร์ หากถึงอย่างนั้นก็มิใช่วิสัยที่เขาจะเขย่าคอให้มันสัญญาว่าจะไม่หักหลัง บรรยากาศน่าอึดอัดเพราะตัวเขาเองปั้นปึ่งใส่มันอยู่สองวัน ท้ายวันนั้นไอ้โคร่งจึงตรงมาใช้ศอกกระแซะ

“หน้าบึ้ง เป็นอะไรจ๊ะ คนดี”

“ปวดขี้!”

“ไปสวน?”

“หึ”

“ไม่ขำอีก ไรวะ ทำไรให้มึงยัง มาโกรธกูเนี่ย”

“เปล่า!” ว่าพลางเขาก็รีบก้าวยาวๆ ห่างมันออกมา

ปลายเท้าชะลอเพราะคนข้างหลังพูดต่อด้วยเสียงเป็นการเป็นงานขึ้น

“กูไม่มีทางไปเป็นพวกไอ้ยันมันหรอกนะ มึงไม่รู้รึไง”

ไม่อยากยอมรับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าจู่ๆ หน้าเขาก็กระตุกยิ้ม ต้องพยายามหุบยิ้ม ปรุงเสียงแข็ง “ใครจะไปตรัสรู้มึง!”

เห็นเขาเริ่มอ่อน มันก็ก้าวไวๆ มาวางแขนพาดไหล่ น่าหงุดหงิดฉิบหาย! ต่อให้เขาพยายามขยายขนาดตัวเองจนโตแค่ไหน สุดท้ายก็ยังตัวเล็กกว่ามันอยู่ดี

ไอ้โคร่งก้มลงเป่าหู “ชื่อมึงไตรตรึงษ์ แต่มึงน่ะตรึงใจกูไง”

“เหี้ย”

เมื่อแผนร้ายพังพ่ายเพราะไอ้โคร่ง เพื่อนของเขาจึงกลายเป็นอีกเป้าที่สุริยันไม่เคยเลิกแค้น หลังจากเรียนจบ ต่างฝ่ายแยกย้ายกันไป ไตรตรึงษ์สนใจแต่ว่าไอ้โคร่งอาสาไปทำงานยากลำบากในสถานยากลำบาก เขาพยายามทำความเข้าใจอุดมการณ์มัน ไม่มีเวลาให้หันหาว่าศัตรูสำคัญแยกไปเติบโตต่อที่ไหน

ไม่คิดเลยว่าจะเป็นที่นี่

ที่ที่ไอ้โคร่งต้องมาตายอนาถ!

คนอาฆาตก้าวนำไตรตรึงษ์เข้ามาด้านใน ส่วนนี้ของโรงพักมีผนังและฝ้าเพดานขาว พื้นปูกระเบื้องลายสีน้ำตาลมองเผินๆ คล้ายลาดเสื่อน้ำมัน โต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละนายเป็นโต๊ะเหล็กขนาดย่อมค่อนข้างเก่า ช่องหน้าต่างแบบโบราณกรุกระจกทั้งหมดเพื่อไม่ให้อากาศเย็นจากแอร์คอนดิชันเล็ดลอดออกไป เหนือกระจกแขวนปฏิทินรูปในหลวงรัชกาลที่ 9

ขณะนั้นนายตำรวจหลายรายกำลังยืนและนั่งคุยกันหน้าดำคร่ำเครียด เอกสารในมือแต่ละรายบอกว่าให้รู้ว่าน่าจะเพิ่งออกมาจากการประชุมหัวข้อใหญ่ ครั้นเห็น ร.ต.ต. สุริยันก้าวนำคนแปลกหน้าเข้ามา ทุกดวงหน้าก็มองตามเป็นเชิงถาม

“หมวดไตรตรึงษ์คนดัง หลานชายของตระกูลผู้ก่อตั้งสมาคมแต้จิ๋ว ครับ”

คำแนะนำมีเค้าหยันประชดประชันอยู่ในที เมื่อพูดต่อหน้าคนทั้งห้อง จึงให้อารมณ์คล้ายจับไตรตรึงษ์ประจานกลางห้อง

อย่างไรก็ดี ‘หลานชายของตระกูลผู้ก่อตั้งสมาคมแต้จิ๋ว’ คงรู้สึกอับอายโดยไม่จำเป็น เพราะเพียงจบคำ นายตำรวจวัยกลางเลขสี่ผู้มีส่วนสูงน้อยจนไม่สมกับความอวบใหญ่ของลำตัวก็ก้าวล้ำจากคนทั้งกลุ่มออกมา ใบหน้าที่บวมเท่าลำคอนั้นมีหน้าผากแคบ ผมแซมขาว ตาเชื่อมยิ่งเชื่อมอย่างพินอบพิเทาเมื่อออกคำ

“หลานชายของคุณซิ่วกีใช่มั้ยครับ” คุณซิ่วกีคือชื่ออาม่าของเขา

ไตรตรึงษ์ยังมองไม่เห็นป้ายชื่อเจ้าตัวถนัด ถึงกระนั้นก็รู้ดีว่าคนตรงหน้าคือ พ.ต.อ. ปีย์ ถวัลย์วงศ์ เหตุร้ายที่อุบัติได้ผลักดันให้ผู้กำกับสภ. กลายเป็นคนดังในระยะนี้

ตาเชื่อมของ พ.ต.อ. ปีย์ ยิ้มจนเห็นรอยพับจากหางตาแผ่ไปทั้งใบหน้าด้านข้าง “ผมเคยพบคุณซิ่วกีกับคุณวราห์ พี่สาวของคุณไตร ตอนที่ได้รับเชิญไปเปิดงานตรุษจีนแถวศาลเจ้า คุณซิ่วกีท่านยังเล่าให้ฟังว่ามีหลานชายอีกคนเป็นตำรวจเหมือนกัน เสียดาย ตอนที่ท่านเสีย ผมป่วยหนัก เลยไม่ได้ไปร่วมงาน ไม่อย่างนั้นคงได้พบหมวดแล้ว”

หลังจากอุบัติเหตุที่พรากหม่าม้าไป อาม่ายังแข็งแรงและอยู่เป็นประมุขของบ้านที่นี่ อาอี๊คนอื่นๆ ต้องการพาแกไปอยู่ด้วยที่บ้านในเมือง ทว่าแกปฏิเสธเพราะชอบบ้านเก่ามากกว่า ไตรตรึงษ์ห่างมาเพราะพ่อซึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ เข้ามามีบทบาทในชีวิตเขาแทน สวนทางกับวราห์ผู้เป็นพี่สาวซึ่งแต่งงานและลงมาจับธุรกิจทางใต้ ชายหนุ่มเริ่มงานตำรวจได้ไม่นานอาม่าก็เสียชีวิต เป็นการเสียแบบนอนอยู่ดีๆ ก็หมดลมหายใจ ไม่ป่วยหรือมีสัญญาณใดๆ มาก่อน แง่หนึ่งมันทำให้ลูกหลานบริวารเสียใจหนักเพราะไม่ทันได้เตรียมใจ แต่อีกแง่ก็ถือว่าแกไปสบายอย่างสบายจริงๆ — อย่างหลังนี่ ก็ไอ้โคร่งนั่นละที่บอกเขาเพื่อให้เขาหยุดร้องไห้

ไตรตรึงษ์ยกมือไหว้ผู้บังคับบัญชาของที่นี่ พ.ต.อ. ปีย์ยังทำท่าเหมือนเขาเป็นลูกหลานที่สนิทสนมกันมานาน มิไยว่านายตำรวจคนอื่นๆ มองมาด้วยท่าทางพิพักพิพ่วน

“ได้ข่าวว่าประจำอยู่กรุงเทพฯ วันนี้มาถึงที่นี่มีอะไรให้ช่วยเหรอหมวด”

“หมวดไตรอยากจะมาถามเรื่องคดีเหยื่อที่ตายในกองไฟครับ ผู้กำกับ”

คำแทรกจาก ร.ต.ต. สุริยันชักรอยยิ้มของหัวหน้าให้ตึงไป และนั่นดูจะยิ่งทำให้ผู้แทรกสบอารมณ์ “พอดีหมวดไตรเคยรู้จักคนงานตลาดปลานี่มาก่อน… ไอ้แชน”

ไตรตรึงษ์เลื่อนสายตาไปสบคนพูด นัยน์ตามีรอยกังขา ในสมองประมวลความคิด

ด้วยหน้าที่การงาน ไอ้โคร่งหายไปนานจากที่นี่ ต่อให้กลับมาก็มักอยู่ในสภาพที่น้อยคนนักจะจำได้ และมันก็ไม่ต้องการให้ใครจำได้ เสือดาวบอกว่า เพิ่งรู้เรื่องที่พี่ชายมาตายในศาลเจ้าแถวบ้านเก่า ก็เพราะผู้บังคับบัญชาของไอ้โคร่งโทรมาแจ้งเป็นการส่วนตัว นี่แสดงว่ามันมา ‘ฝังตัว’ แถวนี้โดยไม่มีใครรู้เลย ไม่ได้แจ้งประสานแม้แต่ตำรวจในท้องที่ พอมันตายระหว่างที่การสืบคดียังไม่ลุล่วง ฐานะที่แท้จึงยังถูกปกปิดเพื่อป้องกันเป้าหมายระแคะระคาย ตำรวจเจ้าของพื้นที่ที่ไม่เคยพบกันมาก่อนย่อมไม่รู้จักมัน มีเพียงคนเดียวที่รู้ บางทีอาจรู้ก่อนไอ้โคร่งตายด้วยซ้ำ

สุริยัน!

แต่… เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ลุกลามยิ่งใหญ่ นอกจากเจ้าของพื้นที่ บัดนี้จึงมีตำรวจภูธรภาค 8 ถูกส่งมาสนับสนุนงานด้วย แม้แต่ในห้องนี้เองก็เถอะ ไตรตรึงษ์ไม่รู้จักใครมาก่อน แต่ด้วยสัญชาตญาณ ถ้าลองให้ชี้ว่าใครคือ ‘คนใน’ และใครคือ ‘คนนอก’ ชายหนุ่มคิดว่าเขาพอจะระบุตัวได้ถูกต้อง

คำถามจึงคือ การที่ ‘คนนอก’ รวมถึงไอ้ยันซึ่งน่าจะรู้ว่านายแชนตัวจริงเป็นใคร กลับปิดบังความจริงนี้ไว้จากนายตำรวจเจ้าของพื้นที่คนอื่นๆ ที่แท้เป็นเพราะอะไรแน่?

ยังไม่ได้คำตอบ ประโยคใหม่ของผู้กำกับก็ดังขึ้นอักอ่วน “นายแชนถูกไฟคลอกตายในศาลเจ้าจี้กงแถวบ้านเก่าของหมวดนั่นละ”

ไตรตรึงษ์ดึงสายตาจากคู่ปรับเก่า จ้องไปที่ พ.ต.อ. ปีย์ แทน

“เรื่องนั้นผมทราบครับ แต่ผมอยากได้ ‘ความจริง’ ไอ้แชนตายเพราะอะไร”

“หมวด เห็นว่าเราเป็นคนกันเองนะ นี่เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่กำลังจับตาและไม่ต้องการให้แพร่งพรายออกไป หมวดก็รู้ใช่มั้ยว่ามันจะทำให้ชาวบ้านตื่นตกใจ แล้วเราตำรวจก็จะเสียเครดิต” คนออกตัวถอนหายใจ สายตาเรียกร้องความเข้าใจจากผู้ฟัง แต่หลายสายตาในห้องก็ยัง ‘ไม่เข้าใจ’

พ.ต.อ. ปีย์เล่าต่อ “ตอนที่พบศพ ร่างนายแชนไหม้เป็นตอตะโก แต่เราแยกแยะได้ด้วยข้าวของที่ตกอยู่ใกล้ๆ และยังไม่ไหม้ไฟไปทั้งหมด นอกจากของพวกนั้นก็ยังมีเศษผ้า กับถังน้ำมัน…”

“วางเพลิง?!” แม้เผื่อใจไว้แล้ว ได้ฟังคำเฉลยชัดๆ ไตรตรึงษ์ก็ยังใจหาย

“ไม่ใช่แค่วางเพลิงหรอกหมวด” คำค้านของ ร.ต.ต. สุริยันคล้ายเจือเสียงหัวเราะด้วยความเหนือกว่า “เพลิงเกิดจากไอ้แชนนั่นละ แต่เราคาดว่าคนร้ายจะจับ ‘คนรู้จักของหมวด’ พันด้วยผ้าชุบน้ำมัน จากนั้นจุดไฟเผาทั้งเป็น!”

ไตรตรึงษ์เบิกตา จินตนาการภาพไปล่วงหน้าแล้วว่าผู้ถูกทำร้ายจะทรมานขนาดไหน น้ำตาแล่นรื้นในตาเขา ขณะเดียวกันปากก็สั่นพะงาบ “วิธีการนี้มัน…”

“ใช่!” ไอ้ยันกระแทกเสียง คงเดาได้ว่าเขา ‘ทำการบ้าน’ มาแล้วเช่นกัน

“วิธีการฆ่าที่เหมือนถูกพะยี่ห้อไว้ นี่ละที่ทำให้ไอ้แชนกลายเป็นส่วนหนึ่งของฆาตกรรมต่อเนื่องครั้งนี้!”

Don`t copy text!