มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 5 : เพื่อนทรยศ

มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 5 : เพื่อนทรยศ

โดย :

มนตร์เบญจรงค์ เรื่องราวของน้ำทอง หญิงสาวอาศัยอยู่ในบ้านทรงไทยไม้สักทองหลังงามกลางสวน กับการได้ครอบครองเบญจรงค์โบราณลายเทพบุตรทรงกลมแป้นที่ได้มาในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และเบญจรงค์ใบนี้ทำให้เหตุการณ์ในบ้านอันสงบสุขของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นิยายออนไลน์ โดย จรัสพร ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-5-

 

ห้านาฬิกาตรง รถ SUV ของกังไสเลี้ยวเข้ามาถึงหน้าเรือนของน้ำทอง ประตูไม้สักบานใหญ่ค่อยๆ เปิดกว้างอย่างช้าๆ ตามั่นกับตาคงทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด รถแล่นเข้ามาจอด หญิงสาวเดินลงจากเรือนมาพร้อมๆ กับที่กังไสมาเปิดประตูให้เพื่อนสาวของเขา วันนี้เป็นวันแรมสิบสี่ค่ำเดือนสิบเอ็ด ที่พ่อครูสะยามินนัดคนทั้งหมดเอาไว้เพื่อประกอบพิธี น้ำทองอุ้มกล่องกระดาษบรรจุโถเบญจรงค์ในถุงผ้ากำมะหยี่สีดำก้าวขึ้นรถ ป้ามาลีส่งตะกร้าบรรจุอาหารว่างและกระติกกาแฟร้อนให้หญิงสาว หล่อนยกมือไหว้ขอบคุณแม่บ้านที่เคารพเหมือนญาติผู้ใหญ่ พร้อมโบกมือให้วิญญาณในบ้านอย่างร่าเริง เหล่าวิญญาณต่างชะเง้อมองตามด้วยความเป็นห่วง

“อ้าวไอ้กัง ทำไมวันนี้แกขับรถเองล่ะ” หญิงสาวถามด้วยความสงสัย

“อือ ขับเองให้หมามันถามไง” กังไสตอบเพื่อนอย่างยียวน

“แกว่าฉันเป็นหมาเหรอไอ้กัง ติดไว้ก่อนเถอะแก เห็นขับรถอยู่นะไม่งั้นโดนแน่” น้ำทองค้อนเพื่อนอย่างกึ่งขำกึ่งเคือง

อีกครึ่งชั่วโมงก็มาถึงคฤหาสน์ริมน้ำ ดร.ลงยาเตรียมตัวพร้อมที่จะเดินทาง ชายหนุ่มแต่งกายลำลองด้วยกางเกงขายาวผ้าไหมสีเข้มและเสื้อฮาวายผ้าโขมพัสตร์สีสันสดใส ขับผิวของเขาให้ผุดผ่องยิ่งขึ้นจนน้ำทองแอบอิจฉา วันนี้นอกจากกล่องใส่โถเบญจรงค์ที่จะนำไปเข้าพิธีแล้ว ชายหนุ่มยังเตรียมอาหารมากมายใส่ตะกร้าใบโต มีข้าวเหนียวหมูทอดสำหรับมื้อเช้า ข้าวผัดน้ำพริก กับปลาสลิดทอดกรอบห่อใบบัวสำหรับมื้อกลางวัน และผลไม้ ของว่าง น้ำวุ้นใบเตยและกระติกน้ำแข็ง ด้วยความตั้งใจว่าจะได้มุ่งหน้าไปยังบ้านพ่อครูสะยามินอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาแวะร้านอาหาร

เมื่อเดินทางเข้าเขตนครปฐม กังไสแวะพักรับประทานอาหารเช้าแถวพุทธมณฑล ทั้งสามคนได้ไปแวะสักการะ พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ พระพุทธรูปที่งดงามที่สุด แล้วพากันหาที่รับประทานอาหารเช้าในบริเวณสวน ดร.ลงยานำข้าวเหนียวหมูทอดห่อใบตองอย่างประณีต ออกมาส่งให้น้ำทองและกังไสรับประทาน หญิงสาวรับห่อใบตองอุ่นๆ มาพร้อมกับมองหน้าชายหนุ่มแล้วถามออกมา

“อ้าว วันนี้คุณดอกเตอร์ไม่ได้เอาขวดเจียระไนใส่น้ำล้างมือมาเหรอคะ”

“ไม่ละครับ เอานี่ดีกว่าคุณน้ำทอง ผมไม่อยากให้บางคนเกิดอาการพะอืดพะอมเมื่อนึกถึงรสชาติของน้ำล้างมือ” พูดจบ ดร.ลงยาก็ส่งห่อกระดาษทิชชู่เปียกให้หญิงสาว

น้ำทองรับกระดาษทิชชู่เปียกมาพร้อมทำหน้าปั้นยาก อยากจะด่าตัวเองนักที่ปากไว ถามอะไรไม่คิด โดนย้อนกลับมาจนได้ นึกพลางชายตามองไปยังคู่กรณี เห็นเอาทิชชู่เปียกเช็ดมือ หล่อนพิจารณานิ้วมือเรียวยาวสีขาวอมชมพู เล็บเจียนมนได้รูปกำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างเพลิดเพลิน ดูราวกับว่าทุกสิ่งที่ประกอบกันขึ้นมาเป็น ดร.ลงยา ทิวากร ผู้นี้คือความงดงามลงตัวอย่างหาที่ติไม่ได้ แม้กระทั่งท่าทางการรับประทานอาหารก็ดูสุภาพ น่ามอง หญิงสาวนึกถึงเวลาที่มีโอกาสร่วมโต๊ะกับเพื่อนชาย หลายต่อหลายคนบ้างก็กินมูมมาม จนหล่อนต้องอ้างธุระและขอตัวออกมาด้วยความคลื่นไส้ หรือถ้าไม่มูมมามก็ไม่เห็นมีใครมีจริตกิริยาที่เรียบร้อยเหมือนชายหนุ่มตรงหน้า แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เธอเข้าใจว่าเขาเป็นสาวในร่างหนุ่มก็แปลกละ ดร.ลงยารู้สึกตัวว่าโดนมองก็หันมาทางน้ำทอง หญิงสาวรีบหลบสายตาหันไปทักกังไสแก้เก้อ

“อ้าวไอ้กัง นั่งเหม่ออยู่ได้ เป็นอะไรของแก  ไม่กินข้าวเหรอ อร่อยนะแก ข้าวเหนียวนุ้ม นุ่ม หมูก็อร่อย”

“ปะ เปล่า ฉันไม่ได้เป็นอะไร แค่อยากดูวิวพุทธมณฑล ไหนข้าวเหนียวอร่อยเหรอ เออกินก็ได้” พูดจบกังไสก็แกะใบตอง หยิบข้าวเหนียวส่งเข้าปากอย่างไม่รู้รส

“แหม แกทำเป็นไม่เคยเห็นพุทธมณฑลไปได้ กินๆ เข้าเดี๋ยวจะได้ไปต่อ”

น้ำทองสังเกตว่าวันนี้เพื่อนสนิทของหล่อนดูเงียบขรึมผิดปกติ ลักษณะเหมือนมีความกังวลอะไรบางอย่าง หากแต่ด้วยความที่ไม่อยากจะใส่ใจอะไรมากทำให้หญิงสาวไม่สนใจจะถามว่าเป็นอะไร เมื่อไม่มีอะไรแล้วหญิงสาวก็รับประทานอาหารต่ออย่างเอร็ดอร่อย เมื่อรับประทานเสร็จหญิงสาวก็หยิบตะกร้ากาแฟที่หล่อนเตรียมมาจากบ้านขึ้นมา พอเปิดกระติก กลิ่นกาแฟก็หอมกรุ่น มันไม่ใช่กาแฟนอก หากแต่เป็นโอยัวะไทยๆ ที่ป้ามาลีชงได้อร่อยกลมกล่อมที่สุด น้ำทองนำนมสดในขวดใบเล็กที่ป้ามาลีเตรียมมาให้ โรยลงบนกาแฟสีดำเข้ม เพิ่มรสชาติหอมมันลงตัวให้แก่กาแฟมากยิ่งขึ้น แบบที่เรียกกันว่า ยกล้อ หญิงสาวส่งถ้วยกาแฟให้กังไสและ ดร.ลงยา เขารับไปจิบแล้วสีหน้าก็ปลื้มกับโอยัวะโรยนมสดอย่างมากมายจนถึงขนาดจะขออนุญาตไปเรียนรู้วิธีการชงเลยทีเดียว

“กาแฟหอมมากๆ เลยครับ รสชาติดีด้วย คุณน้ำทองชงเองเหรอครับ”

“ป้ามาลีชงให้ค่ะ เวลาดิฉันจะออกกองถ่ายหรือไปต่างจังหวัด ป้ามาลีจะเตรียมกระติกโอยัวะยกล้อไว้ให้เสมอค่ะ มากน้อยตามจำนวนคนที่ไปด้วย” หญิงสาวตอบ พลางยิ้มขันท่าทีกรีดนิ้วยกถ้วยขึ้นมาสูดกลิ่นหอมอย่างที่เรียกกันว่า ‘ฟินสุดๆ’

“โอยัวะ มันใช่เลย ทั้งกลิ่นทั้งรส อืม มันเป็นยกล้อจริง ๆ ด้วยเพราะคุณน้ำทองโรยนมสดลงไป ผมติดใจแล้วสิครับ วันหน้าคงต้องขออนุญาตไปเรียนวิธีการชงโอยัวะยกล้อกับป้ามาลีแน่ๆ เลยครับ” ดร.ลงยากล่าวด้วยความปลาบปลื้ม

“ได้เลยค่ะ กลับกรุงเทพแล้วคุณลงยาว่างวันไหนนัดมาเลยนะคะ ป้ามาลีคงดีใจที่มีคนเก่งๆ ระดับดอกเตอร์อยากมาเรียนชงโอยัวะกับแก” หญิงสาวตอบอย่างอารมณ์ดี

เมื่อจัดการกับยกล้อรสเด็ดเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มเปิดกระติกน้ำแข็งที่เตรียมมาจากบ้าน คีบน้ำแข็งใส่ถ้วยกระดาษ 3 ใบ พร้อมรินน้ำวุ้นใบเตยส่งให้น้ำทองและกังไส ทั้งหมดรับไปดื่มด้วยความสดชื่น แม้กระทั่งกังไสที่มีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลาก็ดูผ่อนคลายลง รับประทานอาหารกันเสร็จต่างก็ช่วยกันเก็บของขึ้นรถ ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังจังหวัดกาญจนบุรี

เก้านาฬิกา คนทั้งหมดก็เดินทางมาถึงบ้านพ่อครูสะยามิน  กังไสและ ดร.ลงยาช่วยกันลำเลียงตะกร้าของรับประทานที่เตรียมมาลงจากรถ น้ำทองค่อยๆ อุ้มกล่องบรรจุโถเบญจรงค์ลงมาทีละใบ บรรยากาศในบ้านพ่อครูไม่ต่างจากคราวที่แล้ว หากแต่คราวนี้มันช่างวังเวงจนน้ำทองและ ดร.ลงยาสัมผัสได้ เจ้าของเรือนเดินออกมารับคณะจากกรุงเทพฯ   กังไสขึ้นไปช่วยพ่อครูจัดของใช้ในพิธีอย่างคล่องแคล่ว พ่อครูบอกให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม

“พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม เดี๋ยวจัดสถานที่ทำพิธีเสร็จ เจ้าของโถเบญจรงค์ทั้งสองคนกินข้าวกินปลาแล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเอาชุดขาวที่ข้าเตรียมไว้ในห้องมาใส่เข้าร่วมพิธี ส่วนเจ้ามาเป็นผู้ช่วยข้า” พ่อครูสบตากับกังไส

ใกล้เที่ยง กังไสและพ่อครูสะยามินจัดห้องทำพิธีกันเรียบร้อย ดร.ลงยาและน้ำทองช่วยกันลำเลียงอาหารออกมาจากตะกร้า หยิบข้าวห่อใบบัวมาเท่าจำนวนคน น้ำทองหยิบกระติกน้ำแข็งมาจัดการคีบน้ำแข็งใส่ถ้วยพลาสติก รินน้ำดื่มไว้พร้อม ทั้งหมดล้อมวงรับประทานอาหารกลางวันกันอย่างเอร็ดอร่อย ข้าวผัดน้ำพริกจากครัวบ้าน ดร.ลงยารสชาติเป็นเลิศ

เมื่ออิ่มแล้ว พ่อครูสั่งให้สองหนุ่มสาวเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดขาว เพื่อเตรียมพร้อมเข้าร่วมพิธีปลดปล่อยวิญญาณ พ่ออินและแม่จันทร์ เมื่อมาพร้อมกันในห้อง สองหนุ่มสาวตื่นตาตื่นใจไปกับความวิจิตรงดงามของดอกไม้สดที่นำมาจัดตกแต่งประดับประดาอย่างประณีต คนรักดอกไม้อย่าง ดร.ลงยายังมองด้วยความทึ่ง เทวรูปและรูปฤๅษีต่างๆ ถูกทำความสะอาด เช็ดด้วยน้ำมันจันทน์กลิ่นหอมเอียน พ่อครูจุดธูปกำโต ก่อให้เกิดควันคละคลุ้งราวกับหมอกหนาทึบ แล้วหันมาสั่งให้สองหนุ่มสาวนั่งขัดสมาธิหน้าเข้าหากัน ตรงหน้าของทั้งคู่วางโถเบญจรงค์ของตัวเอง สองมือประนมและหลับตา

“ขอให้เจ้าทั้งสองตั้งใจให้ดี ทำจิตให้ว่าง นึกถึงการปลดปล่อยดวงวิญญาณทั้งสองออกจากโถเบญจรงค์ เท่านั้นพอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจงอย่าขยับเขยื้อน ให้นั่งต่อไปและฟังเสียงสาธยายมนต์เท่านั้น มิเช่นนั้นพิธีจะไม่สำเร็จ การมาของพวกเจ้าจะเสียเวลาเปล่า” พ่อครูบอกกับลงยาและน้ำทอง

จากนั้นจอมขมังเวทจากดินแดนพุกามก็เริ่มร่ายอาคมเชิญครูอาจารย์

“พญางาสู่ อาเม่ง อาเทค เว๊กส่า สะหย่าจีเมีย อาเม่ง นัดมินจีเรปา อาเม่ง อาเหม่เหม่อต่อ ตู่รัสสตี่ อาเม่ง อาหน่า…” (1)

เสียงสาธยายมนต์รัวเร็ว ราวกับจะสะกดให้สองหนุ่มสาวในชุดขาวตกอยู่ในภวังค์ รอบตัวของน้ำทองและ ดร.ลงยาเหมือนมีพายุงวงช้างสีดำหมุนวนอยู่ตลอดเวลา และพายุนั้นค่อยๆ ตีวงล้อมสองหนุ่มสาวที่นั่งสมาธิอยู่เป็นศูนย์กลาง ค่อยๆ บีบตัวแคบเข้า แคบเข้าไปเรื่อยๆ และค่อยๆ แตกตัวเป็นสองวงล้อมตัวหญิงสาวและชายหนุ่ม

น้ำทองรู้สึกอึดอัดราวกับร่างกายของเธอถูกบีบรัดจนบิดเป็นเกลียว และค่อยๆ สลายไปในที่สุดไม่เจ็บไม่ปวด ราวกับวิญญาณถูกผลักออกมาจากร่างแล้วหมุนคว้างอยู่กลางอากาศ หญิงสาวมองเห็นกลุ่มควันขาวม้วนตัวออกมาจากโถเบญจรงค์ที่อยู่ตรงหน้าร่างของเธอ

‘อ้าว ตัวฉันนั่งสมาธิอยู่นั่นแล้ว นี่ฉันออกมาลอยคว้างอยู่ตรงนี้ได้ยังไง’ หญิงสาวคิดด้วยความตกใจ และมองไปที่ ดร.ลงยาที่นั่งสมาธิอยู่ ก็เห็นกลุ่มควันขาวพวยพุ่งออกจากโถเทพธิดาของเขาเช่นกัน

“คุณน้ำทอง” เสียงชายหนุ่มเรียกอยู่ข้างๆ หูหล่อน น้ำทองหันไปเจอ ดร.ลงยาอยู่ในสภาพลอยเคว้งคว้างไม่ต่างจากเธอเช่นกัน หากแต่ทั้งคู่ยังไม่ทันได้พูดจาวิสาสะอะไรกัน ก็มีพลังบางอย่างดูดเขาและเธอลงไปในโถเบญจรงค์คนละใบแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

ดร.ลงยานั้นก็รู้สึกไม่ต่างกับน้ำทอง ร่างกายของเขาราวกับถูกบิดเป็นเกลียวท่ามกลางเสียงสาธยายมนต์รัวเร็วจนฟังไม่ได้ศัพท์ของพ่อครูสะยามิน จากนั้นเมื่อรู้ตัวอีกที วิญญาณเขาก็ออกจากร่าง มาลอยเท้งเต้งอยู่ข้างๆ ดวงวิญญาณของน้ำทอง และเมื่อส่งเสียงเรียกเจ้าหล่อนไป เขากลับถูกพลังลึกลับดูดเข้าไปในโถเบญจรงค์ แบบสุดท้ายก่อนที่เขาจะลงมาอยู่ในโถเบญจรงค์ เขาได้เห็นวิญญาณของพ่ออินกำลังเข้าไปอยู่ในร่างของเขา และวิญญาณแม่จันทร์ก็เข้าไปอยู่ในร่างของน้ำทอง

‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พ่อครูร่ายคาถาผิดหรืออย่างไร ทำไมไม่ปล่อยพ่ออินกับแม่จันไป แต่ทำไมพ่อครูกลับสลับที่วิญญาณเขาและน้ำทองกับวิญญาณในโถเบญจรงค์ ซะอย่างนั้น ท่าทางจะมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นเสียแล้ว’ ชายหนุ่มคิดด้วยความกังวลใจ

ดร.ลงยาพบตัวเองนั่งอยู่ที่ก้นโถเบญจรงค์ เงยหน้ามองไปรอบๆ โถที่ถูกปิดฝาไว้สนิท เขาได้เห็นแสงสว่างลอดออกมาจากช่องกลม ชายหนุ่มพบว่าเมื่อเขาลุกขึ้นยืน ใบหน้าของเขาสามารถโผล่ไปที่ช่องนั้นได้อย่างพอดี และที่สำคัญเขาไม่สามารถจะเอาหน้าออกจากตรงนั้นได้เสียแล้ว มองไปฝั่งตรงข้ามก็เจอโถเทพบุตรมีใบหน้าของน้ำทองโผล่ออกมาเช่นกัน หากแต่มันช่างดูน่าขันที่ใบหน้าสวยงามของเจ้าหล่อนไปโผล่อยู่บนเรือนร่างของเทพบุตรที่อวดแผงอกล่ำสันพนมมือโชว์ซิกซ์แพ็กอยู่เช่นนั้น หากแต่เวลานี้ชายหนุ่มมีเรื่องให้คิดมากกว่าที่จะมัวมามีอารมณ์ขันอยู่จึงส่งเสียงเรียกหญิงสาวออกไป

“คุณน้ำทอง คุณเป็นอย่างไรบ้างครับ ทำไมเราสองคนถึงได้มาโผล่หน้าในโถเบญจรงค์ แทนพ่ออินกับแม่จันทร์ได้”

น้ำทองเหลือบตามาเห็นหน้า ดร.ลงยาที่อยู่บนโถแต่มีเรือนร่างเป็นเทพธิดาเปลือยอกตู้มสีชมพูชูชันพนมมือหว่างอกงดงามอย่างนั้น ก็หัวเราะออกมา

“โอยยย อย่าเพิ่งให้ตอบค่ะ ขอขำแป๊บ” หญิงสาวหัวเราะอย่างที่เรียกกันว่าขำหนักมาก

เมื่อตั้งสติได้ก็มาลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง หล่อนมาทำพิธีปลดปล่อยวิญญาณพ่ออินกับแม่จันทร์นี่นา แล้วจู่ๆ ก็มีพายุงวงช้างสีดำหมุนวนรอบตัวหล่อนและ ดร.ลงยา บีบรัดจนกระทั่งวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างและมาอยู่ในโถเบญจรงค์นี้อย่างรวดเร็ว  เมื่อมองไปที่ร่างของเธอและ ดร.ลงยาที่ยังนั่งพับเพียบนิ่งไม่ไหวติงอยู่ตรงหน้าโถเบญจรงค์ น้ำทองจึงตะโกนเรียกเพื่อนสนิททันที

“กัง…กังไส ไอ้กัง แกอยู่ไหน ช่วยฉันด้วย ฉันติดอยู่ในโถนี่ บอกพ่อครูที” หญิงสาวตะโกนสุดเสียง

“คุณน้ำทอง คุณกังไสนอนอยู่นั่น” ลงยาบอกหญิงสาว เมื่อหันไปเห็นกังไสนอนหมดสติอยู่ที่มุมห้อง

ภายในห้องคละคลุ้งไปด้วยควันธูป ร่างของ ดร.ลงยาและน้ำทองยังนั่งหลับตาพนมมืออยู่ตรงนั้น เสียงสวดมนต์ขาดหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครสังเกต พ่อครูสะยามินไม่ได้อยู่ในห้องพิธี

“กัง ตื่นเถอะ แกเป็นอะไรหรือเปล่า” น้ำทองส่งเสียงเรียกเพื่อนรัก

กังไสค่อยๆ ได้สติตื่นขึ้นมา หันไปมองที่ร่างน้ำทองกับลงยา เห็นนั่งพนมมือหลับตาอยู่ก็จะเข้าไปเรียก หากแต่ได้ยินเสียงเรียกของน้ำทองเสียงก่อน

“กัง ฉันอยู่ตรงนี้” เพื่อนของเขาส่งเสียงมาจากโถเบญจรงค์

“อ้าว เฮ้ย แกไปลอยหน้าลอยตาอะไรอยู่ในโถล่ะนั่น คุณลงยาด้วย ทำไมเป็นอย่างนี้ไปได้ล่ะครับ ผมแพ้กลิ่นธูปเวียนหัวหลับไปไม่รู้ตัวเลยครับ” กังไสกล่าวด้วยความงุนงง

“ตกลงแกหลับ เลยไม่เห็นว่าฉันกับคุณลงยาม้วนลงไปอยู่ในโถตอนไหนงั้นสิ ดีมากเลยนะแก” น้ำทองส่งเสียงเขียว

“อย่าไปว่าคุณกังไสเลยครับ คงไม่รู้เรื่องอะไร คุณกังไสออกไปตามพ่อครูมาดีกว่าครับ  เผื่อผิดพลาดจะได้หาทางแก้ไขกัน” ลงยากล่าวออกมาแล้วมองหน้าน้ำทอง

“อืม ถือซะว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ชีวิตนะคะ ดูสิมีสีสันเชียว คุณมีอกตู้มใส่สังวาลนุ่งจีบหน้านาง งามเหมือนนางฟ้าโปรยดอกไม้ในปฏิทินสมัยก่อนเลย” พูดจบหญิงสาวก็หัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“คุณน้ำทองครับ สภาพคุณก็ไม่ได้ดีไปกว่าผมนักหรอกครับ เปลือยอกโชว์ซิกซ์แพ็กหราออกอย่างนั้น ดีงามมากเลยนะครับนั่น” ดร.ลงยาเอาคืนบ้าง

น้ำทองอยากจะกรีดร้องเมื่อเห็นว่าหน้าของหล่อนมาโผล่ที่โถเทพบุตร เวรกรรมอะไรกันหนอ หลวงตาก็เตือนแล้วเชียวว่าจะมีเรื่อง ดูสิต้องมาโต้คารมกับอีตาดอกเตอร์เก้งนี่อีก

“สมใจแล้วสิคะคุณดอกเตอร์ คราวนี้ได้แต่งหญิงสวยงาม เป็นหญิงไทยใจกว้างเปิดอกพูดด้วย ขอให้จดจำโมเมนต์นี้ให้ดีๆ นะคะ พ่อครูนี่เก่งจริงทำให้คุณเป็นสาวได้โดยไม่ต้องผ่าตัด” หญิงสาวลอยหน้าลอยตาพูด ขณะนี้หล่อนรู้สึกว่าหน้าตานี่แหละเป็นส่วนเดียวที่ขยับเขยื้อนได้ นอกจากนั้นมือก็โดนบังคับให้พนมอยู่ในท่าโพสของเทพบุตรสุดกำยำ

ก่อนที่จะปะทะคารมกันไปมากกว่านี้ ประตูห้องทำพิธีก็เปิดออก พ่อครูสะยามินเดินเข้ามาในห้องตามด้วยกังไส สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียด หน้าตาพ่อครูก็ดูไม่เป็นมิตร ต่างจากเมื่อเช้าโดยสิ้นเชิง ทีท่าของทั้งสองดูแปลกไป

“พ่อครูคะ มันมีอะไรผิดพลาดเหรอคะ ดิฉันกับคุณดอกเตอร์ถึงมาอยู่ในโถแทนสองคนนั่น” น้ำทองส่งเสียงออกมาทันทีที่เห็นคนที่เข้ามาในห้อง

“นั่นสิครับพ่อครู รีบจัดการแก้ไขเถอะครับ เดี๋ยวเราจะได้กลับกรุงเทพกัน” ดร.ลงยาบอกกับพ่อครู

หากแต่ไม่มีคำพูดใดหลุดจากปาก คนทั้งคู่พากันเดินมานั่งลงตรงหน้าโต๊ะหมู่บูชาและพ่อครูเริ่มโอมอ่านคาถาอีกครั้ง คราวนี้ร่างสองร่างที่นั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่ที่หน้าโถเบญจรงค์ก็ลืมตาขึ้น แล้วค่อยๆ ขยับเขยื้อน มีอาการงงๆ เหมือนคนเพิ่งตื่นนอนหากแต่ยังไม่รู้สติเต็มที่

“เป็นอย่างไรบ้างล่ะ พ่ออิน แม่จัน ตอนนี้เจ้าทั้งสองก็ได้ออกมามีอิสระอยู่นอกการจองจำแล้วสินะ” พ่อครูกล่าวขึ้น

“เดี๋ยวสิคะ พ่อครู นั่นมันร่างของดิฉัน เราตั้งใจจะให้วิญญาณสองดวงนี่ไปสู่สุคติไงคะ ทำไมถึงย้ายมาเข้าร่างของดิฉันกับคุณดอกเตอร์ล่ะคะ” น้ำทองส่งเสียงถามพ่อครู

“พ่อครูครับ ย้ายวิญญาณเรากลับคืนร่างเถอะนะครับ อย่างนี้คงไม่ดีแน่ๆ เลย” ดร.ลงยารีบพูดต่อ

“อย่างนี้ละถูกต้องแล้ว น้ำทอง แกกับคุณดอกเตอร์ของแกต้องอยู่ในโถเบญจรงค์ และกลับกรุงเทพไปในสภาพนี้แหละ เดี๋ยวพ่อครูก็จะว่าคาถาให้กลายเป็นรูปวาดจะได้ไม่มีปากมีเสียงมาพูดจาอะไรได้อีก” กังไสหันไปพูดกับเพื่อนทั้งสองของเขา

“ไอ้กัง แกทำอย่างนี้ทำไม แกจะบ้าเหรอ เราเป็นเพื่อนกันนะ ฉันก็ไม่เคยทำอะไรไม่ดีกับแกนี่นา อย่าเล่นบ้าๆ นะแก” หญิงสาวต่อว่าเพื่อนด้วยความคิดว่าเพื่อนคงแกล้งเธอเล่น แต่ดูจะเล่นแรงเกินไปเสียแล้ว

“บอกพ่อครูเถอะครับคุณกังไส อย่าเสียเวลาเล่นอะไรกันอยู่เลยครับ” ลงยาบอกกังไสอีกครั้ง เขาเริ่มหงุดหงิดที่กังไสเล่นเกินเหตุไปแล้ว

“เอ็งบอกสองคนนี่ไปสิว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่น พูดซะให้รู้เรื่องก่อนที่ข้าจะปิดปากให้กลายเป็นรูปวาดไปซะ”

พ่อครูกล่าวกับกังไสแล้วหันไปบริกรรมคาถาเพื่อสะกดพ่ออินและแม่จันทร์ในร่างของ ดร.ลงยาและน้ำทองให้เชื่อฟังคำสั่ง

ชายหนุ่มหน้าจืดขยับตัวด้วยความอึดอัดใจ พื้นฐานแล้วเขาเป็นคนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครเลย น้ำทองเป็นเพื่อนรักตั้งแต่เข้าเรียนปีหนึ่งในมหาวิทยาลัยด้วยกัน ส่วน ดร.ลงยานั้นก็เป็นที่ปรึกษาในการเลือกวัตถุโบราณและให้ความรู้ต่างๆ กับเขาอย่างมากมาย ยิ่งสนิทสนมกับคนทั้งสองเขาก็ได้เห็นทรัพย์สมบัติและโบราณวัตถุอันล้ำค่าที่เพื่อนของเขาทั้งสองคนครอบครองอยู่ มันคงจะไม่มีผลอะไรเลยหากตัวเขาเองไม่ติดหนี้พนันจำนวนมหาศาล และเจ้าหนี้ของเขาซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลให้ใบสั่งมาว่าต้องการครอบครองโบราณวัตถุของทั้งสองตระกูลนี้ หากไม่ได้เขาเองนี่แหละที่จะต้องชดใช้หนี้ด้วยชีวิต กังไสจึงกล่าวกับเพื่อนที่เขาทรยศทั้งสองคน

“ขอโทษนะน้ำทอง ดร.ลงยา ผมมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องทำอย่างนี้ ถ้าไม่ทำผมคงเป็นฝ่ายเอาชีวิตไม่รอด  ผมพลาดท่าเสียพนันเป็นหนี้อยู่ก้อนใหญ่มาก ผมจนปัญญาจะหาเงินมาใช้หนี้ก้อนนี้ได้ เจ้าหนี้ผมเขาอยากได้โบราณวัตถุที่บ้านคุณทั้งสองมาครอบครอง คงมีแต่วิธีนี้เท่านั้นที่ดีที่สุดและแนบเนียนที่สุด คือสลับวิญญาณกับพ่ออินและแม่จันทร์แล้วสะกดทั้งสองคนนั่นให้หยิบของพวกนั้นให้ผมแต่โดยดี ผมก็จะหมดหนี้รอดตาย เข้าใจกันแล้วนะ” กังไสพูดจบก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่ยอมสบตาเพื่อนทั้งสอง

“กัง แกทำกับฉันได้ยังไง ฉันเป็นเพื่อนแกนะ แกเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่บอกมาเดี๋ยวฉันช่วยแกเอง” น้ำทองตะโกนบอกกังไส

“ไม่มีประโยชน์หรอกครับคุณน้ำทอง ผมคิดว่าคุณกังไสไม่มีทางเปลี่ยนใจหรอก ตอนนี้เราสองคนต้องมีสติให้มากที่สุด และจะต้องหาวิธีต่อต้านเวทมนตร์ของพ่อครูนี่ให้ได้ก่อนที่เขาจะทำพิธีให้เรากลายเป็นรูปวาด ผมว่าพุทธคุณเท่านั้นที่จะช่วยเราได้ คุณน้ำทองสวดอิติปิโสไปเรื่อยๆ ตั้งสมาธินะครับ” ดร.ลงยากระซิบเตือนสติหญิงสาว

“ขอบคุณค่ะคุณดอกเตอร์ ตอนนี้เราคงต้องใช้พระพุทธคุณเป็นที่พึ่งจริงๆ แล้วละ ขอบคุณที่เตือนสติค่ะ” เธอกระซิบตอบเขา จากนั้นทั้งน้ำทองและลงยาต่างก็หลับตาและตั้งใจสวดบทอิติปิโสฯ ในใจ โดยไม่สนใจว่าพ่อครูจะทำอย่างไรกับเขาและเธอ

 

…………………………………………

เชิงอรรถ

(1) คาถาเชิญครูอาจารย์ จากหนังสือมหากาล บ้านพระเวท

Don`t copy text!