นิลนาคินทร์ บทที่ 5 : เพชรนาคี

นิลนาคินทร์ บทที่ 5 : เพชรนาคี

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………….

 

พ่อหมอคนธรรพ์ใช้นิ้วชี้จิ้มไปยังแก้มของร่างที่ดำเกรียมบนโต๊ะสองครั้ง  ก้มมองสะเก็ดหนังที่ร่วงกราวหล่นลงมาบนพื้นโลหะเย็นๆ ของโต๊ะชันสูตรก่อนประกาศ

“ละสังขารจากพิษนาคีแน่นอน”

แพทย์นิติเวชสองนายที่ช่วยกันชันสูตรศพไปเมื่อวานตาโตอย่างทึ่งจัด แค่จิ้มๆ แค่นี้ ไม่ต้องเก็บชิ้นเนื้อไปพิสูจน์ ไม่ต้องตรวจดูอวัยวะภายใน แค่นี้ก็บอกได้แล้วหรือว่าเป็นพิษอะไร ทั้งคู่คันมืออยากจะเอื้อมไปจิ้มผิวแก้มร่างเกรียมไหม้ตรงหน้าบ้าง เผื่อเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง

แต่ติดตรงที่คุณหมอหฤษรยืนมองอย่างใส่ใจ ข้างๆ ยังเป็นนรสิงห์หน้าตาดุดันจ้องคนนั้นคนนี้ตาเขม็งอยู่ แม้คุณหมอหฤษรจะอธิบายว่าเป็นธรรมชาติของสัตว์นักล่าอย่างนรสิงห์เท้ากรงเล็บที่มักจะมองสิ่งมีชีวิตรอบตัวด้วยสายตาประเมินว่าใช่เหยื่อหรือไม่ ไม่ได้คิดร้ายอะไร แต่… ยิ่งรับรู้ยิ่งกระสับกระส่าย จนไม่กล้าจะขยับตัว เกรงว่าเดี๋ยวภวัคค์เกิดหน้ามืดคิดว่าลูกเสี้ยวอสูรอย่างพวกเขาเป็นเหยื่อขึ้นมาแล้วจะยุ่ง

“พ่อหมอพอจะเห็นรอยกัดบ้างไหมคะ ษรพยายามหาแต่ไม่เห็นเลย”

“ไม่มีหรอก อย่าหาเลย คนธรรพ์รายนี้ถูกพิษพ่นใส่หน้า ส่วนใบหน้าถึงได้ไหม้เกรียมรุนแรงที่สุด” พ่อเฒ่าคนธรรพ์จิ้มนิ้วอีกที เศษเนื้อดำเกรียมก็ร่วงพรูลงมาอีกจนหฤษรเทวีนิ่วหน้า แต่ไม่กล้าห้ามปรามอะไร เพียงแค่บอก

“เมื่อวานศพยังไม่แห้งมากขนาดนี้…”

“ได้ข่าวว่าเก็บหมอนี่ได้จากในน้ำใช่ไหมล่ะ ตอนแรกคงยังบวมน้ำอยู่ แต่นี่น้ำระเหยไปเกือบหมดแล้ว ซากศพจึงไหม้เกรียมอย่างที่มันควรจะเป็น แล้วเห็นไหม ส่วนหน้าจะกรอบๆ มากกว่าผิวส่วนอื่น” พ่อหมอชี้ให้เห็น บรรดาหมอทั้งสามต่างมองอย่างสนอกสนใจ มีเพียงภวัคค์ที่ถอนใจอย่างเบื่อหน่าย

ร่างที่ตายเพราะพิษนาคีไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ ในหิมพานต์มีให้เห็นปีละร่างสองร่างเสมอ พวกที่ละโมบพยายามเข้าไปหาเพชรนาคีในถ้ำนาคมักมีจุดจบไม่ค่อยสวยนัก

“ถ้าละสังขารเพราะถูกพ่นพิษใส่ เป็นไปได้ไหมคะว่าคนธรรพ์รายนี้อาจจะไม่ได้ถูกนาคกัด แต่ถูกใครบางคนใช้พิษนาคกับเขา” อสุรีเทวีถาม แม้สมองจะบอกว่าหล่อนถามเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทว่าลึกๆ ในใจยังหวังว่าตัวดำอาจจะไม่ใช่ผู้ลงมือสังหารคนธรรพ์รายนี้อย่างที่กล่าวอ้าง

“เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ นาคีบางตัวก็ทะนงคิดว่าตนเลิศเลอกว่าเผ่าพันธุ์อื่น ยโสขนาดว่าไม่ยอมกัดพวกที่ต่ำต้อยกว่า เลยใช้วิธีพ่นพิษใส่หน้าก็มี” พ่อหมอพยักเพยิด  

ภวัคค์พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ขนาดเขาเป็นบุตรบุญธรรมของท่านเทพ ผู้คนในหิมพานต์ล้วนให้ความเกรงใจในระดับหนึ่ง แต่พวกนาคก็ยังมองว่านรสิงห์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ต่ำต้อยกว่าอยู่ดี
“พวกงูยักษ์ไว้ใจไม่ได้ วางโต ยโส ถือดีว่าตนนั้นเป็นเจ้านที ขนาดท่านพ่อสร้างโรงเรียนให้เด็กๆ ทุกเผ่าพันธุ์มาเรียนเพื่อจะได้มีความรู้และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ แต่มีแค่พวกนาคเท่านั้นที่ไม่ยอมส่งเด็กๆ มา อ้างว่าไม่ยอมให้ลูกหลานเรียนหนังสือกับพวกครุฑ ท่านพ่อยังว่าพวกนาคนี่หัวโบราณ” น้ำเสียงของนรสิงห์หนุ่มนั้นเห็นชัดว่าไม่ค่อยถูกกับนาคีเท่าไหร่

แต่พ่อหมอคนธรรพ์มองด้วยใจเป็นธรรมกว่านั้น เขาแค่ยิ้มๆ แล้วบอก

“พวกนาคคงแค่ไม่อยากเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเท่านั้นแหละ”

หมอสาวไม่ได้ติดใจคำพูดอะไรของผู้เฒ่า เพราะคิดว่าคงเป็นเรื่องที่ครุฑจับนาคเป็นอาหาร และเพิ่งมาหยุดไปเมื่อท่านเทพนาคินทร์ บิดาของทิพย์อาภา เข้าไปปกครองหิมพานต์อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเท่านั้น

“ตกลงว่าเราไม่มีทางรู้เลยใช่ไหมคะว่าผู้ที่ฆ่าคนธรรพ์รายนี้เป็นนาคหรือคนอื่นที่ใช้พิษนาคี”

“ไม่รู้” พ่อหมอตัวร้ายหัวเราะร่า บ่นว่า “ข้าไม่ใช่เนตรทิพย์ ไม่อาจหยั่งรู้อดีตหรืออนาคตได้ หมอคงต้องถามมหาเทวีหรือไม่ก็ให้พวกอสูรจัดการแล้วล่ะ เกินปัญญาข้าจริงๆ”

หฤษรเทวียิ้มอย่างไม่ถือสาอะไร ขณะที่ภวัคค์ที่ยามอยู่หิมพานต์ก็เป็นหน่วยตระเวนรักษาความสงบของเมือง มาอยู่นวหิมพานต์ก็เข้าร่วมกับกองกำลังอสูรรักษาเมืองจึงเอ่ยอย่างมั่นใจว่า

“คุณษรไม่ต้องกังวล ต่อไปเป็นหน้าที่ของอสูรรักษาเมืองที่จะต้องตามหาฆาตกรรายนี้เอง”

“ถ้าฆาตกรรายนี้เป็นนาคจริง มีนาคเข้ามาในนวหิมพานต์จริง ทางโรงพยาบาลอาจจะต้องเตรียมการรับมือกับคนเจ็บที่ได้รับพิษนาคี พ่อหมอคะ… มียาอะไรหรือสมุนไพรตัวไหนที่ช่วยรักษาพิษนาคีได้บ้างไหมคะ”

หมอสาวถาม นิติเวชอีกสองนายรีบพยักหน้ารัวๆ พิษงูทางโรงพยาบาลมียาต้านหมดแล้ว พิษแมลงป่องหรือสัตว์อื่นก็พอรักษาได้ แต่พิษนาคีไม่เคยมีการวิจัยเลยไม่มีการทำยาต้านไว้ และพิษของมันเท่าที่เห็น… รุนแรงและร้ายกาจกว่าสัตว์พิษทุกชนิดที่นวหิมพานต์เคยมีมา

“หายาต้านพิษนาคีหรือ” พ่อหมอยิ้มจนดวงตายิบหยี “ยาก ถ้าเป็นพวกนาคชั้นต่ำหรือมีพิษน้อยๆ

กัดแล้วแค่ร่างกายเน่าเปื่อย หรือเหยื่อเป็นอัมพาต ร่างกายขัดแข็งขยับเขยื้อนไม่ได้ นั่น… ใช้สมุนไพรพอจะประทังชีวิตไปได้บ้าง แต่ถ้าเป็นนาคที่อยู่ในขั้นอัคคิมุขะ กัดแล้วเหมือนถูกเผาจากภายในแบบนี้ ถ้าไม่มีเพชรนาคีก็ไม่มีทางรอด”

“เพชรนาคี เพชรนาคีคืออะไรครับพ่อหมอ สมุนไพรหรือหินแร่…” นิติเวชลูกเสี้ยวอสูรเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย ในตำราวิชาการที่เรียนมาไม่เคยมีระบุไว้

ผู้เฒ่าคนธรรพ์หัวเราะเบาๆ ภวัคค์กลอกตาพยายามซ่อนความรู้สึกอยากยิ้มเยาะไว้ ผู้คนในนวหิมพานต์มีความรู้ความสามารถมากมาย สร้างรถยนต์ได้ สร้างถนน ขุดอุโมงค์ ทำทะเลสาปจำลอง ต่อเรือขนาดบรรจุบ้านทั้งหลังได้ ในโรงพยาบาลก็ยังมีเครื่องมือผ่าตัดที่ต่างจากหิมพานต์ชนิดก้นสระอโนดาตกับยอดเขาไกรลาส แต่ความรู้พื้นฐานง่ายๆ แบบนี้ ชาวนวหิมพานต์ไม่มีเลย หรือถ้ารู้ก็จะรู้กันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น  

“เพชรนาคีคือเกล็ดของนาค เพชรนาคีชั้นต่ำก็เกล็ดที่ร่วงเองตามอายุขัย พิษในเกล็ดมีไม่มาก พอช่วยถอนพิษเล็กๆ น้อยๆ กับไล่งูเงี้ยวเขี้ยวขอ ดีถัดมาต้องเกล็ดเป็นดึงจากร่างนาค อันนั้นแก้พิษได้ดีขึ้น นอกจากงูแล้ว สัตว์พิษอื่นๆ ไม่กล้ำกราย เพชรนาคีชั้นกลางคือเกล็ดร่วงที่เจ้าของเกล็ดกลืนเข้าไปเพื่อให้จับพิษที่เป็นส่วนเกินในตัวก่อนสำรอกออกมา แก้พิษนาคีได้ถ้าสามารถบดมาปรุงยาป้อนได้ทัน เพชรนาคีชั้นสูงคือเกล็ดเป็นที่ขอดจากนาคกลืนเข้าไปจับพิษ เกล็ดเป็นจะดึงพิษออกมามากที่สุดกลายเป็นพิษต้านพิษ แก้พิษได้ทุกอย่าง ไม่ต้องบดป่นเป็นผงแค่อมหรือกลืนลงไปก็รักษาได้สารพัดพิษ แถมสัตว์ร้ายไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้”

เพชรนาคีชั้นสูง… ของสิ่งนั้นในตัวหล่อนล่ะสินะ… หฤษรเทวีคิดในใจ เพราะนอกจากจะรักษาพิษนาคีแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโตหล่อนบุกป่าฝ่าดงไม่เคยพบสัตว์ร้ายมีพิษสักตัว จริงๆ สัตว์เล็กสัตว์น้อยก็ไม่อยากเข้าใกล้หล่อนเช่นกัน ถ้าหลีกเลี่ยงได้พวกมันมักจะหลบลี้หนีหน้าไปหมด

นี่คงเกิดจากอำนาจเพชรนาคีในตัวหล่อนนี่เอง

“หน้าตาเพชรนาคีเป็นอย่างไรคะพ่อหมอ” อสุรีสาวอยากรู้ ของสิ่งนั้นหล่อนเคยได้ยินชื่อ แถมอาจจะสัมผัสผ่านเนื้อหนังตัวเองบ่อยครั้ง แต่กลับไม่เคยเห็นมันเลย

“เหมือนหินรีๆ เล็กๆ แต่สีใสไม่ขุ่นมัว ลักษณะเป็นประกายเหมือนอัญมณีชั้นหนึ่ง” พ่อหมอตอบเรียบง่าย

“สีอะไรคะ”

“มากมาย มีทั้งสีใสไปจนสีเข้มสุด สรรพคุณก็จะแตกต่างไปตามสี เพราะขึ้นอยู่กับนาคเจ้าของเกล็ด

นาคสีอะไรเกล็ดสีอะไร ตัวนาคเกิดในชั้นวรรณะใด มีอิทธิฤทธิ์มากน้อยแค่ไหน สีและความพิเศษของเพชรนาคีก็เป็นไปตามนั้น แต่ที่ง่ายคือยิ่งสีเข้มมากยิ่งมีสรรพคุณวิเศษ เพชรนาคีที่ล้ำค่าที่สุดเป็นเพชรสีดำสนิทที่เรียกว่า… นิลนาคินทร์”

ดวงตาที่เริ่มขุ่นตามวัยแต่ประกายยังสดใสของผู้เฒ่าคนธรรพ์มองหฤษรเทวีอย่างสนอกสนใจ ถามว่า

“ข้านึกว่าคุณหมอรู้แล้วเสียอีก”

“ไม่ค่ะ เพราะที่นี่ไม่มีนาค ไม่มีครุฑ พวกเราเลยมีความรู้เกี่ยวกับสองเผ่าพันธุ์นี้น้อยมาก ษรเองก็รู้นิดหน่อยจากสักกะทั้งสองว่าพ่อหมอเคยแก้พิษหมออดิศรกับพวกองค์รักษ์เทพด้วยเพชรนาคี แต่ไม่รู้เลยว่าเพชรนาคีหน้าตาเป็นยังไง สีอะไร มีความแตกต่างกันแค่ไหน ษรเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเพชรนาคีมีความหลากหลายและค่ามากเพียงนี้”

“เราจะหาเพชรนาคีได้จากไหนครับพ่อหมอ” หนึ่งในนิติเวชหนุ่มถามดวงตาเป็นประกาย วัตถุมีค่าแบบนี้ถ้าได้มาคงดี อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าคงไม่ต้องนอนไหม้เกรียมแบบซากศพตรงหน้าแน่

“จากนาคไง” พ่อหมอตอบกำปั้นทุบดินเสียงั้น

ภวัคค์ฟังแล้วถอนใจนิดหนึ่ง ตอบให้แทนอย่างเวทนาว่า

“เพชรนาคี… แม้แต่ในหิมพานต์ก็ถือเป็นของล้ำค่าหายาก มีอยู่เฉพาะในถ้ำลึกที่เป็นอยู่ของพวกนาคเท่านั้น นาคไม่ได้ใส่ใจกับเพชรเหล่านี้ก็จริง แต่ก็ไม่ชอบให้ใครมาเก็บเอาไป ดังนั้น คนที่อยากได้ต้องแอบลอบเข้าไปหาในถ้ำ ถ้าโชคดีอาจจะเจอสักเม็ด  ถ้าโชคร้ายเจอนาคเจ้าอารมณ์เข้า…” เขายักไหล่นิดหนึ่ง “ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต”

“จริงๆ ถ้าเจรจาติดต่อขอซื้อ… แลกเปลี่ยนกับของที่พวกนาคต้องการ พวกนาคจะยอมขายไหมครับ”  

สองหนุ่มต่างวัยจากหิมพานต์ส่ายหน้าพร้อมกัน

“พวกนาคถือว่าตนเป็นเผ่าพันธุ์เก่าแก่…” คนธรรพ์ว่า

“หยิ่ง ถือดีกว่าเผ่าพันธุ์อื่น” นรสิงห์เสริม “พวกนี้ไม่ขายชิ้นส่วนที่สูงส่งของร่างกาย ไม่แม้แต่ของที่ตัวเองสำรอกออกมาก็ตาม”  

“อีกอย่างคือเพชรนาคีชั้นหนึ่งถ้าจะได้มา นาคตนนั้นต้องขอดเกล็ดตัวเอง เกล็ดชิ้นหนึ่งดึงจากตัวก็ไม่

ต่างถลกหนังส่วนหนึ่งออกจากร่างกาย ถ้าไม่จำเป็นจริงหรือถูกบีบบังคับ คงไม่มีนาคตนไหนทำ ของล้ำค่ามันถึงหายากจนถึงหาไม่ได้เลยไงล่ะ” พ่อหมอสรุป

 

แม้การที่จะหาเพชรนาคีมาเพื่อต้านพิษจะดูเป็นอะไรไกลตัวมาก แต่สองหนุ่มนิติเวชไม่ได้กังวลอะไรมากนักเพราะเหตุอยู่ไกลนวหิมพานต์ อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงว่าผู้ละสังขารถูกฆ่าด้วยพิษนาคีที่ลักลอบนำมาจากหิมพานต์ ไม่ได้เป็นพิษจากนาคโดยตรง

แต่สองวันถัดมา ศพที่ไหม้เกรียมจากภายในคล้ายคลึงกับร่างของคนธรรพ์วิวัฒน์ปรากฏขึ้นอีก

คราวนี้ร่างถูกพบในหัวเมืองห่างจากพายัพมณฑลมาทางนวหิมพานต์ประมาณสิบโยชน์* ผู้ละสังขารเป็นคนธรรพ์และเป็นหมองูเหมือนกัน   

สภาเทพอสูรได้รับรายงานและตื่นตัวเป็นอย่างมาก แต่เพราะหลักฐานยังไม่เด่นชัดและสองบรกำลังตรวจสอบอยู่ บรรดาเทพและอสูรอาวุโสทั้งหลายจึงไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอะไรมากนัก มีเพียงเห็นพ้องกันว่าควรจะปิดเรื่องไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อมูลที่แท้จริง

ดังนั้น ศพที่ถูกพิษนาคีจึงกลายเป็นศพผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกฟ้าผ่าจนละสังขาร จะมีก็แต่หน่วยชันสูตรศพของโรงพยาบาลไกรลาสคีรีเท่านั้นที่ล่วงรู้ความจริง

หฤษรเทวีกันเจ้าหน้าที่คนอื่นไว้ ให้เพียงหมอนิติเวชสองนายเป็นผู้ชันสูตรตามเดิม และทั้งคู่ก็ยืนยันผลเหมือนกับศพของวิวัฒน์  

อสุรีเทวีขอให้แพทย์หนุ่มทั้งสองเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับ ก่อนไล่ทั้งคู่กลับไปพักผ่อนหลังชันสูตรเสร็จ ส่วนตัวหล่อนนั้นกลับขึ้นไปห้องทำงานครู่ใหญ่ กระทั่งฟ้าเริ่มมืด โรงพยาบาลขนาดใหญ่เริ่มเข้าสู่ความสงบ หฤษรเทวีจึงเดินออกจากห้องทำงานลงห้องเดินทางเพื่อตรงไปยังห้องดับจิต

โถงทางเดินโล่งและวังเวงเพราะหล่อนไม่ได้สั่งให้มีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หมอสาวผลักประตูแล้วก้าวเข้าไปอย่างมั่นใจ  

เขาไม่มีอาการแปลกใจแม้แต่น้อย ดวงตาสีอ่อนราวกับลูกแก้วเหลือบมานิดหนึ่งก่อนยิ้มนิดๆ ราวทักทายคนคุ้นเคย

“มานานหรือยังตัวดำ”

“สักครู่ ไม่รู้ว่าตัวยุ่งรออยู่ ไม่งั้นจะรีบมาให้เร็วกว่านี้” น้ำเสียงเขาแหบพร่าเล็กน้อย แต่น้ำคำแสดง

ความสนิทสนมอย่างยิ่ง

หฤษรเทวีพยายามไม่สนใจ ถามว่า

“รายนี้…” หล่อนพยักเพยิดไปยังร่างไหม้เกรียมในลิ้นชักเก็บร่างที่ถูกลากออกมา “ยังยืนยันว่าไม่ใช่ฝีมือนายใช่ไหม”

“ถ้าใช่คงไม่มายล”

“นายอาจจะมาเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ได้ทิ้งหลักฐานมัดตัวไว้ก็ได้” อสุรีเทวีพยายามมองให้รอบด้านที่สุด

ตัวดำแย้มริมฝีปากเผยให้เห็นเขี้ยวขาววาววับ เขาเอ่ย… ไม่ได้ยโสแต่เปี่ยมด้วยความมั่นใจว่า

“ถ้าฉันทำ มันจะไม่มีหลักฐานให้ใครตรวจสอบได้แน่”

เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าวและหฤษรก็ถอยห่างหนึ่งก้าวอย่างระวังตัวเช่นกัน

“อีกอย่างลึกๆ ในใจเธอก็รู้ว่าฉันไม่ได้ทำ”

“นายจะมารู้จิตใจฉันได้ยังไง” เทวีสาวถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยินยอมเล็กน้อย เขาเดาถูก… หล่อนคิดว่าตัวดำไม่น่าจะใช่ฆาตกร แต่เขาก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละสังขารก่อนวัยอันควรของสองคนธรรพ์แน่นอน  

แต่นั่น… ไม่ใช่เรื่องอะไรที่หล่อนจะยอมรับ

ดังนั้น หล่อนจึงวางท่าเยือกเย็นอย่างทุกครั้ง ถามไปเหมือนหยันว่า

“หรือว่าพวกนาคเป็นนักอ่านใจตัวยงด้วย”

ร่างสูงเคลื่อนอย่างนุ่มนวลมาอีกก้าว และหล่อนก็ถอยอีกก้าวจนถูกต้อนไปชิดกำแพง

“เปล่า อ่านใจใครไม่ได้ แต่กับเธอคือข้อยกเว้น ฉันรู้ว่าเธอเชื่อใจฉัน การครองคู่ที่ดี ความเชื่อใจอีกฝ่ายสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ฉันเชื่อใจเธอเหมือนกับที่เธอเชื่อฉัน”

น้ำเสียงนั้นแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของราวกับเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือเขากักหล่อนไว้กับผนังด้านหนึ่ง แขนข้างหนึ่งเท้าผนังห้องที่เย็นจัดไว้ ใบหน้าโน้มมาใกล้ เสียงแหบพร่าแฝงเสียงลมหายใจซือ… ซือ… ดังใกล้ใบหูจนทำให้ความร้อนประหลาดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งใบหน้าของอสุรีเทวีผู้เยือกเย็น

“ถ้าเธอไม่เชื่อใจฉัน เธอคงเรียกเจ้าหน้าที่หรือกองกำลังอสูรรักษาเมืองมาปิดล้อมห้องดับจิตนี้แล้ว”

“พวกเขาอาจจะรอนายอยู่ด้านนอกก็ได้” หล่อนบอกอย่างท้าทาย

ตัวดำหัวเราะเสียงแผ่ว มันแหบเครือแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนหล่อนถูกขัดถูด้วยผ้ากำมะหยี่ที่ทั้ง

สากและนุ่มนวลไปพร้อมๆ กัน

“พวกงูหูอาจหูไม่ดีเท่าไหร่ แต่เรารับรู้ถึงความสั่นสะเทือนได้ดี ในรัศมีสิบวานอกจากเราสองคนแล้ว ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่น”

“บ้าจริง” หฤษรหงุดหงิด ทำไมการรับมือกับพวกงูนี่ยากนักนะ  หล่อนล้วงมือในกระเป๋าเสื้อคลุมที่สวมอยู่ สัมผัสอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ป้องกันตัว “ถอยไปนะตัวดำ นายกำลังคุกคามฉัน”

“การใกล้ชิดกับคู่ครองไม่เรียกว่าคุกคาม”

“ฉันไม่ใช่คู่ครองของนาย”

เขาใช้ปลายนิ้วแตะแผ่วเบาลงบนริมฝีปากของหล่อนอย่างพึงพอใจ รอยกัดเล็กๆ นั้นหายไปแล้ว แต่กลิ่นอ่อนจางที่เป็นกลิ่นประจำตัวของเขายังคงอยู่และจะอยู่เช่นนั้นไปตลอด เผ่าพันธุ์อื่นอาจจะไม่สามารถสัมผัสได้ แต่นาคอื่นจะรู้ว่าหญิงผู้นี้มีคู่หมายแล้ว

และเขาพึงพอใจยิ่งนัก

“ตีตราแล้ว สัญลักษณ์ปรากฏแล้ว ย่อมเป็นตามนั้น”

หฤษรเทวีเบี่ยงหน้าหลบปลายนิ้ว พร้อมมองชายตรงหน้าอย่างดุเดือด

“ฉันไม่รู้ว่านายโตขึ้นมาที่ไหน มีขนบธรรมเนียมแบบไหน แต่ที่นี่… ในนวหิมพานต์ ถ้าคิดจะวิวาห์หรืออยากให้หญิงใดเป็นคนรัก เขาต้องขอเธอ ไม่ใช่ตีตรา!”

 

ชิงอรรถ :

*โยชน์ – หนึ่งโยชน์มีความยาวเท่ากับ 16 กิโลเมตร

 

Don`t copy text!