พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 3 : ตะวันฉาย

พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 3 : ตะวันฉาย

โดย :

พราวจันทร์ตะวันฉาย เรื่องราวของพราวจันทร์ ผู้หญิงเชยๆ ที่มีฝันอยากเป็นคิวเรเตอร์มือหนึ่งแต่ไม่กล้าไขว้คว้าจนตะวันฉาย น้องสาวต่างมารดาเข้ามาในชีวิต…พระจันทร์กับดวงตะวันไม่เคยอยู่คู่ฟ้าในเวลาเดียวกัน แล้วทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันได้ไหม นวนิยายแนวโรแมนติกคอเมดี้ โดย แพรณัฐ…นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-3-

 

พราวจันทร์ยืนเคว้งคว้างอยู่ในวัดซึ่งตั้งอยู่ใจกลางความเจริญของเมืองหลวง มีรถไฟฟ้าแล่นผ่าน ช่างแตกต่างจากถนนลูกรังในตำบลเล็กๆ อันเงียบสงบของจังหวัดลำพูน ซึ่งเธอเพิ่งจากมา

ทุกสิ่งรอบกายช่างแปลกแยก หรือไม่ก็เป็นเธอที่ผิดแผกไปเอง

ในวัยยี่สิบตอนปลาย พราวจันทร์กลับรู้สึกเหมือนเป็นเด็กหลงทาง สูญสิ้นทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรัก หน้าที่การงาน รวมไปถึง…ครอบครัว

หญิงสาวลอบมองผู้ชายที่เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว… ‘พ่อ’ ไม่ได้ยิ้มทั้งน้ำตาพร้อมกับอ้าแขนรอรับเหมือนเมื่อตอนเธออายุสิบเอ็ดปีอีกแล้ว พราวจันทร์ไม่มีโอกาสได้เห็นตัวเขาด้วยซ้ำ

‘พ่อ’ นอนอยู่ในโลงที่ผู้คนกำลังเวียนศพรอบเมรุในขณะนี้!

พราวจันทร์เลื่อนสายตาจากโลงศพไปยังสาวน้อยผิวขาวผ่องราวกับมีแสงออร่าเปล่งประกาย เธอจำตะวันฉายได้ทันที ในอ้อมแขนของน้องสาวต่างมารดามีกรอบรูปของบิดา ที่น่าจะถ่ายเมื่อไม่นานนี้เอง

เจตน์ดูแก่ลงไปจากความทรงจำของบุตรสาว แต่ยังคงความหล่อเหลา ภูมิฐานสมวัย แม้จะผ่ายผอมไปจากตอนที่พราวจันทร์เจอเขาเป็นครั้งสุดท้ายในงานศพของมารดา

เขากับรวิวรรณมาร่วมงานตลอดสามวันที่มีพิธีสวดอภิธรรมจนถึงงานฌาปนกิจ ทั้งยังเสนอตัวว่าจะมาดูแลเธอ ในวันนั้นพราวจันทร์ยังโศกเศร้าต่อการจากไปของมารดา และสับสนจนปฏิบัติตนต่อบิดาซึ่งห่างหายกันไปนานไม่ถูก เธอจึงได้แต่นิ่งเฉยทั้งที่ในใจโหยหาเขายิ่งกว่าที่คิด

พราวจันทร์ยังอยากเชื่อเหมือนที่มารดาพร่ำบอก หากไม่มีรวิวรรณกับตะวันฉาย บิดาอาจกลับมาหาตน เพราะหลังเขาจากไปในวันพ่อปีที่เธออายุสิบเอ็ดปี เจตน์ก็ไม่เคยติดต่อมา นั่นน่าจะเป็นหลักฐานชั้นดีว่า คำพูดของเขาเชื่อถือไม่ได้

ทว่าในงานศพของมารดา รวิวรรณทำให้หญิงสาวประหลาดใจ เมื่อฝ่ายนั้นเข้ามาแสดงความห่วงใยด้วยการส่งน้ำ อาหาร กระดาษซับน้ำตา หรือแม้แต่ยาดมแก้วิงเวียนราวกับรวิวรรณแอบมองมาอยู่เกือบตลอดเวลาว่าเธอต้องการอะไร แต่มีมารยาทพอที่จะไม่มารบกวนอย่างโจ่งแจ้ง พราวจันทร์ไม่อยากยอมรับว่าตนรู้สึกขอบคุณทั้งที่ไม่อยากขอบคุณ ซาบซึ้งทั้งที่ต้องการเกลียด

ก่อนที่บิดากับรวิวรรณจะเดินทางกลับไปหลังพิธีฌาปนกิจเสร็จสิ้น รวิวรรณเข้ามาคุยกับเธอว่าไม่มีวันไหนที่เจตน์ไม่คิดถึงเธอ แต่มีเหตุผลบางประการที่ทำให้เขาไม่สามารถติดต่อเธอได้ รวิวรรณขอร้องให้เธอเปิดใจรับบิดากลับเข้าสู่ชีวิตอีกครั้ง พราวจันทร์ไม่ได้รับปาก และก็ไม่กล้าหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับบิดาจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

รวิวรรณจากไปด้วยสีหน้าผิดหวังที่เธอไม่ยอมรับปาก และนั่นก็ทำให้พราวจันทร์รู้สึกผิดเมื่อรู้ในภายหลังว่าเจตน์กับรวิวรรณประสบอุบัติเหตุรถคว่ำขณะเดินทางกลับ รวิวรรณเสียชีวิต ขณะที่เจตน์บาดเจ็บ พราวจันทร์ไม่ทราบเรื่องจนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายเดือน บิดาจึงติดต่อมา เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง โทร.หาเธออีกหลายครั้ง ก่อนจะหายไป และไม่เคยติดต่อมาอีกเลย

หญิงสาวเพิ่งรู้เมื่อไม่กี่วันนี่เองว่า บิดาต้องเผชิญความทรมานจากโรคมะเร็งที่ปอด และเพิ่งเสียชีวิตก่อนวันที่ตะวันฉายส่งข้อความมาถึงตน

พราวจันทร์ลังเลอยู่หลายวันทีเดียวว่าควรมาร่วมงานหรือไม่ เธออยากรอตาณ แต่ชายหนุ่มยังทำงานอยู่อีกซีกโลก เขาเกือบทิ้งภาระหน้าที่บินกลับมา หญิงสาวรีบห้ามไว้ ก่อนจะตัดสินใจเกือบนาทีสุดท้ายว่าควรมาร่ำลาบิดา เพราะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

กว่าพราวจันทร์จะคิดได้ก็ล่วงเข้ามาในวันฌาปนกิจ หญิงสาวลอบมองพิธีการอยู่เงียบๆ จนกระทั่งมีการยกโลงขึ้นไปตั้งบนเมรุ ตะวันฉายยื่นรูปของบิดาให้เจ้าหน้าที่นำไปวางบนขาตั้ง มีผู้ชายท่าทางตุ้งติ้งกับหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับตะวันฉายยืนอยู่ด้วยไม่ห่าง

เครื่องแต่งกายโก้หรูของคนทั้งสามช่างแตกต่างจากเสื้อผ้าฝ้ายคอกลมและซิ่นสีดำของพราวจันทร์เสียเหลือเกิน เช่นเดียวกับแขกที่มางานซึ่งต่างก็แต่งกายทันสมัย ถือกระเป๋า สวมรองเท้า ที่คงมีราคาแพงกว่าเงินเดือนทั้งปีของพราวจันทร์รวมกันเสียอีก

การจัดงานก็เช่นกัน แค่วัดแห่งนี้ก็มีความหรูหรากว่าวัดแถวบ้านของเธอ การตกแต่งเมรุ แม้จะเรียบง่าย แต่ดารดาษไปด้วยดอกไม้สดสีชมพูสลับขาว จัดแต่งเต็มราวบันไดขั้นบนสุดของเมรุลงมาถึงด้านล่าง หญิงสาวได้ยินคนในงานคุยกันว่า เพื่อนฝูงของตะวันฉายที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ช่วยกันทำให้

พราวจันทร์ถอนหายใจ เธอช่างแปลกแยกสิ้นดี

หญิงสาวรวบรวมความกล้าอยู่นานทีเดียวกว่าจะตัดสินใจเดินเข้าไป อาศัยจังหวะที่เพื่อนสองคนของตะวันฉายลงไปจากเมรุ ทิ้งน้องสาวต่างมารดาไว้ตามลำพัง

ตะวันฉายยืนซบหน้าอยู่ข้างโลงศพระหว่างยังไม่ถึงเวลาที่แขกส่วนใหญ่จะมาร่วมพิธีฌาปนกิจในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า เธอไม่รับรู้การมาของพราวจันทร์เสียด้วยซ้ำ

หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ขยับขาแว่นตา และกระแอมเบาๆ

ผู้เป็นน้องหันขวับ ดวงตาที่แต่งแต้มเครื่องสำอางอย่างประณีตเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นเธอ

ทันทีที่สองพี่น้องประสานสายตากัน น้ำตาก็รื้นออกจากดวงตาคู่สวยของตะวันฉาย ไหลลงมาอาบแก้มนวลช้าๆ

“พี่จันทร์…”

พราวจันทร์พยักหน้า ก่อนจะอุทานด้วยความตกใจเมื่อตะวันฉายโผเข้ามากอด แล้วร้องไห้โฮ!

“พี่…พี่มาแล้ว หนูรอพี่ทุกวันเลย”

ตะวันฉายสะอึกสะอื้น โอบรัดร่างของพี่สาวแน่นจนเธอหายใจแทบไม่ออก เล็บยาวๆ จิกเข้ามาในเนื้อผิวของพราวจันทร์โดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ ร่างเพรียวสั่นสะท้านเพราะแรงสะอื้น แต่ไม่มีการคลายอ้อมแขนออกราวกับตะวันฉายกลัวพราวจันทร์จะหนีไป

“พี่จันทร์ หนูจะบ้าตายอยู่แล้ว หนูเกลียดเวลาที่มีคนจากไป คราวก่อนก็แม่ คราวนี้ก็พ่อ หนูไม่อยากอยู่คนเดียว หนูกลัว…”

พราวจันทร์ยืนนิ่งอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ปล่อยให้น้องสาวพร่ำพรรณนาสลับกับร้องไห้จนตัวโยน และกอดยึดตนแนบแน่น ทั้งที่เธอเป็นเพียงคนแปลกหน้า

น่าแปลกที่พราวจันทร์ไม่อึดอัด ในทางตรงข้าม…เธอเพิ่งรู้ว่าตัวเองโหยหาอ้อมกอดของใครสักคนเช่นกัน

“ตะวันไม่เหลือใครอีกแล้ว…นอกจากพี่จันทร์”

ถ้อยคำของน้องสาวกระแทกเข้าสู่กลางใจ พราวจันทร์ชะงักงัน ความรู้สึกเคว้งคว้างราวกับเด็กหลงทางถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากเจ้าของอ้อมแขน พราวจันทร์ไม่อยากยอมรับว่าหัวใจที่เธอเคยคิดว่าแตกเป็นเสี่ยงๆ ตั้งแต่วันที่ถูกบรมหักหลัง ค่อยๆ ประกอบร่างขึ้นมาใหม่อย่างช้าๆ

มือที่เคยเกร็งแน่นคลายออก พราวจันทร์ลูบแผ่นหลังกลมกลึงของน้องสาวด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ

“เฮ้ย! ซันไชน์ร้องไห้ทำไม”

เสียงเอะอะดังขึ้นพร้อมกับที่ผู้หญิงคนหนึ่งมากระชากร่างของตะวันฉายออกไป เพื่อนของน้องสาวต่างมารดานั่นเอง เจ้าหล่อนถลันเข้ามาขวางกลางระหว่างสองพี่น้อง ชายหนุ่มท่าทางตุ้งติ้งยืนร้องวี้ดว้ายอยู่ข้างๆ

“ป้าทำอะไร” หญิงสาวท่าทางกร่างตวาด

“ไม่ได้ทำอะไร” พราวจันทร์ปฏิเสธเสียงเรียบ แม้จะเลือดขึ้นหน้าเมื่อถูกเรียกว่า ‘ป้า’

“ไม่ได้ทำอะไรได้ยังไง ก็เห็นๆ กันอยู่” หญิงสาวคนเดิมตะคอกใส่

“ใจเย็นๆ ก่อนแก มีอะไรค่อยๆ พูดกัน” หนุ่มหล่อยื้อยุดแขนเพื่อน แต่ถูกอีกฝ่ายสะบัดออก

“ใจเย็นกับผีสิ แกไม่เห็นเหรอว่ายายป้านี่มันทำซันไชน์ร้องไห้” คนพูดชี้หน้าพราวจันทร์

“ซันไชน์มันร้องไห้ทุกวันนั่นแหละ แค่น้ำค้างระเหยจากยอดหญ้ามันก็ร้องแล้ว”

“แต่มันไม่เคยร้องไห้โฮๆ แบบนี้นี่หว่า”

“เอ่อ…ป้าเขาอาจเป็นญาติผู้ใหญ่ของซันไชน์ก็ได้ หน้าก็ดูคล้ายๆ กับคุณพ่ออยู่นะแก” ชายหนุ่มกระซิบด้วยเสียงที่ไม่เบาเลย

“คุณพ่อมีญาติที่ไหนกันยะ เขาเป็นเด็กกำพร้า แกก็รู้”

“เออ จริงด้วยว่ะ ป้าคะ ตกลงว่าป้าเป็นใครคะ ป้าทำอะไรเพื่อนหนู” ชายหนุ่มถาม

เส้นเลือดบนขมับของพราวจันทร์เต้นตุ้บๆ ตั้งแต่หนแรกที่ได้ยินคำว่า ‘ป้า’ แล้ว

“นี่ไม่ใช่ป้าฉัน แต่เป็นพี่สาวของฉันต่างหาก” ตะวันฉายโพล่งขึ้นมาจากด้านหลังของเพื่อนๆ

“หา พี่สาว!” สองหนุ่มสาวอ้าปากค้าง

ตะวันฉายผงกศีรษะพร้อมกับผลักคนทั้งคู่ออกไปคนละทาง แล้วก้าวเข้ามาเกาะแขนของพราวจันทร์ไว้

“พี่จันทร์ พี่สาวคนเดียวของฉัน ที่ฉันเคยบอกพวกแกไง จำได้รึยัง”

“ว้าย ตายแล้ว!” ชายหนุ่มยิ้มแห้งๆ ยกมือไหว้ขอโทษพราวจันทร์อย่างแช่มช้อย ขณะที่เพื่อนผู้หญิงยังคงขมวดคิ้วนิ่วหน้า

“ขอโทษแทนเพื่อนๆ ด้วยนะคะพี่จันทร์ นี่เพื่อนสนิทของตะวันค่ะ ชื่อ เอวี”

“เอ-อาวุธ วี-ว่องไวค่ะ กราบขอโทษอีกครั้งนะฮะ…เอ่อ…ซิส” ชายหนุ่มทำความเคารพอย่างงดงาม

“ไม่เป็นไร” พราวจันทร์ไหว้ตอบ

“แล้วนี่ก็บันนี่ หรือบัณนรีค่ะ” ตะวันฉายผายมือไปทางเพื่อนสาวท่าทางห้าวหาญ

เจ้าหล่อนพนมมือไหว้พราวจันทร์ แม้จะมองมาอย่างหวาดระแวง

“ตกลงว่าพี่แกทำอะไรแกรึเปล่า แกถึงได้ร้องไห้ขนาดนั้น”

“ไม่ได้ทำอะไร ฉันแค่ดีใจที่พี่จันทร์มา” ตะวันฉายอธิบายด้วยหน้าแดงๆ

“ดีใจ แล้วทำไมต้องร้องไห้” บัณนรีนิ่วหน้า

“ฉันคิดถึงพ่อ เห็นพี่จันทร์ก็เหมือนเห็นพ่อ ฉันไม่เหลือใครอีกแล้วนี่นอกจากพี่” ตะวันฉายเขย่ามือพี่สาว จ้องมองพราวจันทร์อย่างอ้อนๆ

สำหรับคนเป็นพี่แล้ว เธอบอกไม่ถูกว่าควรรู้สึกเช่นไร แต่ไม่น่าจะเป็นความรู้สึกเดียวกันกับตะวันฉายแน่ๆ

“แกจะไม่เหลือใครได้ยังไง ก็พวกฉันไง” บัณนรีโวย ขณะที่อาวุธพยักหน้าหงึกๆ

“ฉันรู้ว่ามีพวกแก แต่ฉันหมายถึงคนในครอบครัวต่างหาก ถึงไม่มีพ่อแม่ ฉันก็ไม่หัวเดียวกระเทียมลีบอีกแล้ว เพราะมีพี่จันทร์” ตะวันฉายซบหน้าลงกับมือของพี่สาวอย่างประจบ

หัวคิ้วของพราวจันทร์กระตุก นี่มันมากเกินไปแล้ว เธอดึงมือออก ขยับไปข้างหลังก้าวหนึ่ง และนั่นก็ทำให้ตะวันฉายหน้าเสีย ขณะที่บัณนรีขมวดคิ้วมุ่น

“ซิสคะ ซิสยังไม่ได้ไปกราบคุณพ่อเลยใช่มั้ยคะเนี่ย” อาวุธแก้สถานการณ์ด้วยการเปลี่ยนเรื่อง

“จริงด้วย ฉันก็มัวแต่ร้องไห้ ขอบใจที่เตือนนะเอวี พี่จันทร์คะ ไปหาพ่อกัน พ่อต้องดีใจแน่ๆ” ตะวันฉายกุมมือพี่สาวหมับ จูงไปใกล้โลงศพ และเคาะข้างโลง “พ่อจ๋า พี่จันทร์มาแล้ว พ่อเห็นแล้วใช่มั้ย ตะวันบอกแล้วว่าพี่ต้องมา เอ้า พี่จันทร์ ทักพ่อสิคะ”

อาวุธกุลีกุจอจุดธูปมายื่นให้พราวจันทร์หนึ่งดอก หญิงสาวรับไปถือไว้ ไม่รู้จริงๆ ว่าควรกล่าวอะไรกับบิดาผู้ล่วงลับทั้งที่มีสารพัดเรื่องที่อยากพูดมาตลอดสิบกว่าปี แต่ในวันนี้เธอทำได้เพียงมองรูปภาพของเขา ดวงตาซึ่งเธอจดจำได้แม้ในยามฝันจ้องตอบมา

‘พ่อ…จันทร์ขอโทษที่มาช้า ขอให้พ่อไปสู่สุคตินะคะ อะไรที่เราเคยทำไม่ดีต่อกัน จันทร์ขออโหสิกรรม’ เธอกล่าวในใจ ปักธูปลงในกระถาง ฝากถ้อยคำไปกับสายลมที่พัดแผ่ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบิดาจะได้ยินหรือไม่

“พ่อรอพี่ทุกวัน…รอมาตลอดชีวิต ตอนนี้พ่อคงสมหวังแล้ว” น้ำตาของตะวันฉายไหลคลออีกครั้ง

“หยุดร้องไห้ก่อนเถอะซันไชน์ แขกกำลังมาแล้ว เดี๋ยวเมกอัปหลุดหมด” บัณนรีเตือน

“เมกอัปหลุดยังไม่น่ากลัวเท่ามาสคาราไหลเยิ้มเป็นยายหน้าผีหมีแพนด้า แกรีบเช็ดซะเร็วๆ เดี๋ยวพี่ตุลย์มาเห็นเข้าหรอก” อาวุธยื่นกระดาษเช็ดหน้าให้เพื่อนรัก

พราวจันทร์ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวถึง

“ไม่หลุดหรอก ฉันใช้มาสคารากันน้ำอย่างดี ต่อให้ฝนถล่มฟ้าทลาย มาสคาราก็ไม่เลอะ” ตะวันฉายซับน้ำตาอย่างบรรจง

“แกนี่ไม่เจียมตัวเลยนะนังเอวี ไม่รู้ซะแล้วว่าพูดอยู่กับใคร อนาคตเมกอัปอาร์ติสต์ระดับท็อปทรีของโลกเลยนะยะ” บัณนรีแขวะใส่

“ย่ะ! ยายคอสตูมถึก แกก็อย่ามาเถียงเรื่องผมเผ้ากับแฮร์สไตลิสต์มือหนึ่งอย่างฉันก็แล้วกัน” อาวุธเท้าสะเอว

“เอ๊ะ! นังนี่” บัณนรีเงื้อแขนขึ้น

“เลิกทะเลาะกันซะทีเถอะน่า อายพี่จันทร์เขา” ตะวันฉายปราม

“อุ๊ปส์!” อาวุธยกมือขึ้นปิดปาก “อรรถรสน่ะ เราไม่ได้ตบกันจริงๆ หรอกค่ะพี่จันทร์ ถ้าเอาจริง หนูไม่ตบ เดี๋ยวเสียมือที่ทำเงินทำทองให้ กระทืบมันเลยดีกว่า”

“นังเอวี!” บัณนรีทำเสียงเข้ม

“พอได้แล้ว นี่เพื่อนนะ” ตะวันฉายดุอย่างไม่จริงจังนัก

เพื่อนทั้งสองหลุดหัวเราะ ตะวันฉายจึงขบขันไปด้วย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาสนิทสนมจนล้อเล่นกันเป็นปกติ

พราวจันทร์มองรอยยิ้มหลังน้ำตาของน้องสาวต่างมารดาอยู่เงียบๆ ขนาดร้องไห้มาอย่างหนัก ความสวยสดใสของตะวันฉายก็ยังโดดเด้งทะลุคราบน้ำตาประหนึ่งมีสปอตไลต์ส่วนตัวส่องอยู่ตลอดเวลา

“เราลงไปรับแขกกันเหอะ นี่ก็ทยอยกันมาเยอะแล้ว แกไปตบแป้งซะหน่อยนะซันไชน์ เดี๋ยวจะสวยสู้ฉันไม่ได้” อาวุธแกล้งยั่ว

“ย่ะ” ตะวันฉายรับคำและคว้ามือพราวจันทร์อย่างสนิทสนม “ไปห้องน้ำเป็นเพื่อนตะวันหน่อยนะ เสร็จแล้วเราไปรับแขกกัน มีคนอยากเจอพี่จันทร์เพียบเลย”

“แต่พี่ไม่อยากเจอใคร”

“ไม่ได้หรอกค่ะ พี่เป็นลูกพ่อนะ มาค่ะ ไปข้างล่างกัน”

น้องสาวไม่รอให้เธอปฏิเสธซ้ำ แต่ฉุดมือพราวจันทร์ลงไปจากเมรุ

 

โชคเข้าข้างพราวจันทร์

มีแขกเหรื่อมาร่วมงานอย่างคับคั่งจนตะวันฉายต้องคอยวิ่งวุ่นต้อนรับ ผู้เป็นพี่สาวจึงถือโอกาสหลบออกมายืนอยู่ตามลำพังบริเวณสวนหย่อมระหว่างศาลา ห่างจากเมรุมากพอสมควร แต่ก็ยังเห็นโลงศพของบิดาอยู่ไกลๆ

หญิงสาวอยากใช้เวลาช่วงสั้นๆ สงบสติอารมณ์ เธอรู้มาตลอดว่าห่างเหินจากบิดามากเพียงไร แต่การได้เห็นตะวันฉายสนทนากับแขกมากหน้าหลายตาซึ่งต่างก็คุ้นเคยกับบิดา และเห็นคนเหล่านั้นมีท่าแปลกใจที่รู้ว่าเจตน์มีบุตรสาวอีกคน ส่งผลให้พราวจันทร์ตระหนักถึงความเป็นคนนอกขึ้นมาอีกครั้ง

เธอไม่รู้เรื่องของบิดาเลย ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าหลังเขาจากเธอไป เกิดอะไรขึ้นบ้าง เธอไม่อาจตอบคำถามเรื่องการตายของเจตน์ตามที่แขกบางส่วนซักไซ้ เธอเกลียดสายตาประเมินของพวกเขา มันทำให้พราวจันทร์รู้สึกเป็นส่วนเกิน

หญิงสาวอยากออกไปจากงานให้รู้แล้วรู้รอด แต่นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เธอจะได้อยู่กับบิดาในขณะที่เขายังมีร่าง แม้ว่าร่างนั้นจะนอนอยู่ในโลงก็ตาม

ความเครียด การอดนอน และความสะเทือนใจส่งผลให้ท้องไส้ของพราวจันทร์ปั่นป่วน ทั้งยังรู้สึกเวียนหัว

หญิงสาวหันหลังให้โลงศพของบิดาบนเมรุ ตั้งใจจะหาที่นั่งพัก เธอเปิดกระเป๋าสาน ควานหายาดมซึ่งอยู่ตรงไหนสักแห่ง แต่ยังไม่เจอ

พราวจันทร์ขยับขาแว่นตา ก้มหน้า เพ่งมองเข้าไปในกระเป๋า พร้อมกับก้าวไปยังทิศทางซึ่งมีเก้าอี้วางอยู่ เธอไม่เห็นขั้นบันไดเตี้ยๆ หญิงสาวจึงก้าวพลาด ถลาไปข้างหน้า กระเป๋าสานหล่นลงกับพื้น ข้าวของและยาดมร่วงกราว!

แต่ก่อนที่เธอจะล้มลงไปด้วย ใครคนหนึ่งก็มารับไว้

Don`t copy text!