มหกรรมมนุษย์ บทที่ 4 : ทองโตอุ่น

มหกรรมมนุษย์ บทที่ 4 : ทองโตอุ่น

โดย : สีตลา สัตตสุวรรณ

Loading

มหกรรมมนุษย์ โดย สีตลา สัตตสุวรรณ กับเรื่องราวของมนุษย์ทุกคนต่างเป็นตัวละครชีวิตที่โลดแล่นไปจนกว่าจะสิ้นสุดลมหายใจและ ‘ชมนาด’ ก็คือหนึ่งในตัวละครเหล่านั้น พบกับ มหกรรมมนุษย์ นวนิยายรางวัลดีเด่น จากโครงการอ่านเอาก้าวแรก ๓ ที่ชาวอ่านเอาภูมิใจนำเสนอ และอยากให้ทุกท่านได้อ่านออนไลน์บน anowl.co และ Fb Fanpage : anowldotco

ทุกคนในบ้านรู้ดีว่าทองโตอุ่นเป็นลูกคนโปรดของพ่อ เพราะเกิดเป็นชายตรงใจพ่อข้อหนึ่งละ ประกอบกับหลังคลอดนางจวงก็แข็งแรงดี มิได้มีอาการเจ็บไข้ให้ต้องกังวลใจ เด็กชายจึงเป็นดั่งของขวัญในวันที่พ่อตั้งใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทุกสิ่งที่จัดเตรียมไว้ให้ลูกชายจึงได้รับการคัดสรรมาอย่างดี

เมื่อทองโตอุ่นครบเดือน พ่อจัดโกนผมไฟใหญ่โตที่บ้าน และรับขวัญลูกชายคนแรกด้วยกำไลข้อเท้าสีทองวงใหญ่ ผิดจากคราวพวงแก้วที่ตัวพ่อเองไม่ได้มีโอกาสขริบผมไฟให้คุณแก้วเสียด้วยซ้ำ

พอทองโตอุ่นเริ่มรู้ความ ทุกครั้งที่พ่อมีธุระเข้าพระนครเป็นต้องหิ้วตุ๊กตาไขลาน หรือรถเด็กเล่นคันจิ๋วใหม่เอี่ยมเพิ่งตกจากต่างแดนติดมือกลับมาฝากลูกชาย แม้เจ้าตัวจะเล่นทิ้งขว้างด้วยยังเด็กเกินจะใส่ใจรักษา หรือรู้ค่าของมัน

ความรักของพ่อที่มีให้ทองโตอุ่นจึงบริบูรณ์เกินกว่าที่ชมนาดผู้เกิดก่อนจะวางเฉยโดยไม่รู้สึกรู้สาได้ นั่นยังไม่ร้ายเท่าคนรอบตัวคอยยุแยง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องต่างมารดาสั่นคลอน ไม่กลมเกลียวได้สนิทใจอย่างพี่น้องบ้านอื่น

ฉันยังจำคำพูดของญาตินางจวงที่มาเยี่ยมในเย็นวันหนึ่งได้ เมื่อหล่อนได้ข่าวการตั้งครรภ์ที่สองของนายผู้หญิงซึ่งแพร่สะพัดออกไป

คนพูดเป็นหญิงชราปากเปรอะน้ำหมากสีแดงเข้มจนน่ากลัว ยิ่งเวลาหล่อนหัวร่อเผยให้เห็นฟันสีคล้ำกับหมากพลูที่ถูกเคี้ยวจนแหลกเต็มปาก สำหรับเด็กหญิงแล้วมันเป็นภาพที่น่าสะอิดสะเอียนพอๆ กับความคิดของหล่อนที่พ่นออกมาเป็นคำพูด

‘คอยดูเถิด ถ้าท้องนี้แม่จวงได้ลูกชายให้เถ้าแก่อีกคน ประดาลูกเมียเก่าทั้งหลายคงกลายเป็นหมาหัวเน่ากันทั้งครอก คุณทศแกปลื้มลูกชายอย่างกับอะไรดี ดูแต่แค่เจ้าอุ่นคนเดียว ยังประเคนสมบัติพัสถานให้แม่ตั้งพะเรอเกวียน’

นางจวงรับฟังอย่างนิ่งเฉย มิได้โต้เถียง หรือแสดงกิริยาใดที่พึงบอกว่าไม่เห็นด้วยเลย ลึกในใจแล้วฉันว่านางก็คงคิดอย่างเดียวกันเพียงแต่ไม่พูดออกมาเท่านั้นเอง

ดีที่ฉันจำคำของละเอียดได้ไม่ลืม จึงเลี่ยงไม่ให้มีเรื่องบาดหมางกับแม่เลี้ยงให้พ่อต้องลำบากใจเช่นเดียวกับนางจวงที่หล่อนเองก็ฉลาดพอจะไม่มีปัญหากระทบกระทั่งกับลูกเลี้ยงอย่างที่ชาวบ้านร้านตลาดคาดไว้ เสมือนมีกำแพงที่ไม่มองเห็นกั้นแบ่งระยะระหว่างสองคนไว้ น่าเสียดายที่กำแพงนั้นพังทลายลงกลางดึกคืนนั้นเอง

“มึงเอาลูกกูไปซ่อนไว้ไหน อีชำมะนาด”

นั่นมิใช่ประโยคที่ผู้ถามรอฟังคำตอบ ทันทีที่เสียงเกรี้ยวกราดเงียบลงนางจวงก็กระชากตัวลูกเลี้ยงกลิ้งคะมำคว่ำตกจากแคร่ ก่อนส่งมือแข็งแรงตะปบเข้าที่กลางมวยผม แต่คว้าได้แค่มาลัยงามซึ่งคล้องจุกไว้ขาดติดมือ มะลิขาวร่วงกราวเกลื่อนพื้นท่ามกลางความตกใจของเด็กๆ ที่ถูกปลุกให้ตื่นกลางดึก

“น้าจวงขาอย่าทำคุณชม” คนอื่นๆ กระเจิดกระเจิงคนละทิศละทาง แต่พวงแก้วกลับโผเข้าหาพี่สาวไม่ยอมปล่อย เป็นทางเดียวที่น้องสาวคิดว่าจะสามารถปกป้องฉันจากนางจวงได้

“หลบไปไม่ใช่ธุระของแก” แม่เลี้ยงตวาดกร้าว แต่สองพี่น้องไม่ยอมแยกจากกัน หล่อนปราดเข้าหาอีกครั้ง แต่เปลี่ยนเป้าหมายไปจิกต้นแขนของพวงแก้วแทนราวกับจงใจให้ฉันยอมแพ้ เมื่อเห็นพวงแก้วหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดและตกใจ

เสียงร้องของน้องสาวมีอิทธิพลเหนืออื่นใด ฉันผลักร่างเด็กน้อยออกจากตัวทำนางจวงเซหลุนจนเกือบล้มแล้วตอบแทนความบ้าคลั่งของแม่เลี้ยงด้วยการฝังคมเขี้ยวลงกลางท่อนแขนหมายให้หล่อนเจ็บอย่างเดียวกับที่พวงแก้วเจ็บ

“อีชำมะนาด”

คราวนี้หล่อนจิกผมจุกของเด็กหญิงได้แล้วกระชากอย่างแรง เผยรอยห้อเลือดแดงตามรูปฟันบนแขนขาวสร้างความเดือดดาลให้แก่นางจวงถึงขีดสุด ฉันพยายามดิ้นหนีเอาตัวรอด แต่ด้วยเรี่ยวแรงที่มากกว่ายิ่งดิ้นแม่เลี้ยงยิ่งทึ้งผมแรงขึ้นกว่าเดิม สุดท้ายต้องยอมให้หล่อนฉุดลากขึ้นบ้านไปโดยมีพวงแก้วเดินร้องไห้ตามไม่ห่าง

หล่อนเอาคืนด้วยการโยนลูกเลี้ยงทิ้งลงกับพื้นเรือน ไม่สนใจว่าเด็กหญิงก็เป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อมีความรู้สึก ต่อให้เจ็บแสนเจ็บเพียงใด แต่ฉันยังแข็งใจกวาดมองไปรอบตัว

สภาพที่เห็นไม่ใช่บ้านเมื่อตอนพลบค่ำ ข้าวของถูกรื้อค้นกระจาย หีบน้อยใหญ่หลายใบถูกเปิดทิ้งระเกะระกะ ของที่เคยเก็บในนั้นไม่ว่าจะมีค่า หรือไม่มีค่ากำลังถูกพวกบ่าวรื้อค้นราวกับเกรงว่าจะมีใครใช้เป็นที่หลบซ่อน

“อิฉันบอกคุณแล้วว่าคุณชมอยู่กับฉันทั้งวัน ไม่ได้คลาดสายตาเลย เธอจะมีเวลาทำอย่างนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ”

คำแก้ต่างนั้นมาจากละเอียดซึ่งนั่งชันเข่าพิงเสาบ้านอย่างหมดรูป ฉันไม่มั่นใจว่าอย่างนั้นที่ละเอียดว่ามันคืออย่างไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าละเอียดกลับขึ้นมาอยู่บนเรือนได้อย่างไร แต่น้ำตาพี่เลี้ยงไหลพรากเมื่อคลานเข้ามากอด และลูบหน้าลูบตา พยายามบอกฉันว่า

“ตอบคุณจวงเธอสิเจ้าคะ ว่าคุณชมไม่ได้ทำ คุณไม่ได้เอาคุณอุ่นไปซ่อนไว้ที่ไหน”

แน่ละว่าฉันไม่มีส่วนรู้เห็นกับการหายตัวไปของน้องชาย แต่เด็กหญิงไม่ได้ตอบนางจวงหรือละเอียดในสิ่งที่ทุกคนอยากได้ยิน ตรงกันข้ามความเจ็บปวดที่เพิ่งถูกนางจวงกระทำ ทั้งที่แต่เล็กจนโตจะมีใครหน้าไหนกล้าตีสักเผียะให้ระคายผิวหาได้มีไม่ และความเจ็บนั้นทำให้ฉันกัดฟันพูดประโยคที่ตัวเองไม่เคยคิดว่าจะกล้าพูดใส่หน้านางจวงได้ว่า

“กูไม่รู้ กูบอกว่ากูไม่รู้ เด็กคนเดียวมึงยังดูแลไม่ได้ มาโทษกู สมควรแล้วที่ไอ้อุ่นมันหายไป”

ทั่วทั้งบ้านตะลึงงันกับคำตอบ แม่เลี้ยงง้างมือพุ่งเข้าใส่หมายจะบีบคอลูกเลี้ยงให้ดับดิ้นไปตรงนั้น บ่าวผู้ชายที่พอมีแรงพยายามเอาตัวเองเข้ากัน แต่ก็พลาดโดนลูกหลงคนละทีสองทีจนฝ่ามือหนาหนักของใครสักคนกระแทกที่หน้าฉันด้วยความบังเอิญ หรือจงใจ ทว่าทำให้โลกวุ่นวายตรงหน้าดับวูบทันที

สิ่งที่ฉันไม่รู้ คือ นายดำกลับจากพระนครตั้งแต่พลบค่ำ เมื่อรู้ว่านังอ่อนถูกขับจากบ้านไปด้วยข้อหาว่าเป็นหัวขโมย มันก็คลานเข้าไปกราบน้าจวงที่กำลังขวัญเสีย สารภาพว่าเป็นคนนำสร้อยที่ได้จากลูกสาวของเจ้าบ้านไปมอบแก่นังอ่อนคนรักของมัน ที่นังอ่อนไม่เปิดปาก เพราะเกรงนางจวงจะไม่ยอมรับ และผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับนายดำ

บ่าวคนอื่นเมื่อรู้ความจริง ก็ได้ทีฟ้องเรื่องวิวาทวันที่​พี่สาวขังน้องชายไว้ในหีบ ขยายความกันไปต่างๆ นานาว่าฉันอาจเป็นตัวการให้ทองโตอุ่นหายตัวไปในคืนนี้ เป็นเหตุให้อารมณ์เปราะบางของนางจวงระเบิดโพล่ง ปลดปล่อยความบาดหมางที่อัดอั้นแสนนานเปลี่ยนเป็นความรุนแรงใส่กันอย่างไม่ปรานี

ฉันสะดุ้งตื่นอีกครั้งเกือบรุ่งสางในห้องนอนของตัวเอง แต่ครั้งนี้มีพวงแก้ว และละเอียดหลับอยู่ใกล้กัน เสียงดังโหวกเหวกจากใต้ถุนบ้านกำลังบอกว่า

“เจอคุณอุ่นแล้ว เจอคุณอุ่นแล้วขอรับ”

ฉันรีบคลานออกจากมุ้ง เปิดประตูเดินตามไปทางต้นเสียง ทันเห็นหลังพ่อไวๆ กำลังลงจากเรือน ฝนหลงฤดูเพิ่งขาดเม็ดไม่นานทิ้งให้พื้นไม้ขัดมันสะอาดก่อนหน้าเปรอะด้วยรอยโคลนจากคนที่ย่ำขึ้นลงเรือน คาคบซึ่งจุดให้ความสว่างมอดเชื้อแล้วทิ้งเรือนใหญ่ให้ว่างเปล่าใต้ความมืดสุดท้ายก่อนฟ้าแจ้ง กลิ่นควันจางๆ จากปลายธูปใกล้ดับ บ่งบอกว่าทุกวิถีทางของการค้นหาถูกยกมาใช้แล้วจนสิ้น

นานพอดูกว่านางจวงจะตามออกมาในสภาพอิดโรย ข้างกายมีบ่าวสาวคอยประคองไม่ห่าง แม่เลี้ยงมองทะลุผ่านตัวฉันราวอากาศธาตุผิดกับหญิงสาวข้างตัวที่จ้องฉันตาแทบจะทะลุจากเบ้า

ไม่ว่าแสงไฟเลือนรางเพียงใด แต่ฉันเห็นรอยเหยียดหยันที่มุมปากของนังบ่าวได้ชัด มันกวาดสายตาตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนแสยะยิ้มใส่ร่องรอยยับเยินบนตัวฉัน ทั้งผมจุกลุ่ยหลุดปรกดวงหน้ากระดำกระด่าง เศษมะลิช้ำติดมวยผม แนวขาดวิ่นของลูกไม้ที่ถูกเย็บระบายบนชุด และผ้านุ่งทอลายงดงามซึ่งเปื้อนเปรอะจนสิ้นราคา…เป็นใครมิได้เลยนอกจากนังอ่อน

ดวงหน้าของเด็กวัยสิบเอ็ดเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดจากอุณหภูมิในอารมณ์ที่คุกรุ่น ความโกรธที่กำลังพลุ่งพล่านสั่งให้ฉันตามมันไป เพ่งสายตามองสองร่างข้างหน้ากำลังประคองกันลงจากเรือน

พื้นเปียกลื่นจากน้ำฝนผสมกับดินโคลนที่ติดเท้าขึ้นบ้านทำให้ทั้งสองค่อยๆ ก้าวลงทีละขั้นอย่างระวัง จนลืมไปว่ามีคนกำลังเดินตามหลังอยู่

แม้ล่วงเข้าบั้นปลายของชีวิต เมื่อย้อนระลึกถึงเหตุการณ์วันนั้น ฉันยังจำได้ไม่ถนัดนักว่าระหว่างสองมือที่ยกขึ้นผลักไหล่กลมกลึงของนังบ่าวในระยะประชิดกับวินาทีที่นังอ่อนจรดปลายเท้าลงบนแผ่นบันไดหน้าแคบที่เจิ่งด้วยคราบโคลนแล้วพลาดเสียหลักลื่นหล่นลงมา อย่างใดเกิดขึ้นก่อนกัน

ทว่าผลที่ปรากฏแน่ชัดก็คือร่างนังอ่อนลอยคว้างเหมือนลูกข่างถูกขว้าง สองมือปะป่ายหาที่ยึดเกาะ แต่คว้าได้เพียงความว่างเปล่า นางบ่าวผู้โชคร้ายล้มจ้ำเบ้าทิ้งสะโพกลงกับพื้นบันไดก่อนพานางจวงกลิ้งไถลลงมาด้วยกัน หอบสองชีวิตลงมากองบริเวณลานดินด้านล่างในลักษณาการที่นังอ่อนคร่อมทับร่างนางจวงอยู่

“ว้าย นังอ่อนตกบันได”

เสียงพวกบ่าวที่เริ่มดำเนินกิจวัตรประจำวันตะโกนลั่น ยั้งฝีเท้าของฉันไว้ไม่ให้วิ่งตามลงมา นังอ่อนพยุงตัวเองลุกขึ้นได้อย่างยากลำบาก ขณะที่อีกร่างหนึ่งนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง

“คุณจวงตกลงมาด้วย ใครก็ได้ช่วยที”

ความตกใจกลายเป็นความอลหม่านชุลมุน ภายใต้ความมืดเลือดสีแดงซึมเป็นวงน้อยจากผ้านุ่งของนายหญิงก่อนขยายกลายเป็นวงใหญ่จนชุ่มไปด้วยเลือด พวกคนงานพยายามเขย่าเรียก แต่ไม่เป็นผล ทุกสัมผัสมีแต่เลือดเต็มเลอะไปหมด

นังอ่อนได้แต่ยืนตะลึงงันไม่ทันสังเกตว่ามีสายตาอีกคู่จ้องมองมันอยู่ ไม่ได้ระแวงเลยว่าเป็นฝีมือของใครอื่นนอกจากคิดโทษแต่ความประมาทเลินเล่อของตัวเองที่ไม่ทันระวังให้ดี

ฉันได้ยินเสียงพึมพำลอดจากปากของมันตามด้วยเสียงหวีดร้องโหยหวนเบิกความเงียบสงัดของเช้าวันใหม่สะท้อนก้องคุ้งน้ำในอีกอึดใจต่อมา

ที่ว่า ‘ฟ้าถล่มดินทลาย’ ไม่อาจเทียบเท่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อรุ่งอรุณของวันใหม่มาถึงพร้อมกับสองข่าวร้ายรอคอยเจ้าของบ้านอยู่

คนงานพบทองโตอุ่นที่ท่าน้ำข้างโรงสีไกลจากบ้านไม่กี่ชั่วฝีพาย ร่างของเด็กชายติดอยู่ตรงตีนบันไดราวกับถูกจับวาง ใบหน้าและริมฝีปากซีดเผือดราวสีของกระดาษบ่งบอกว่าร่างของบุคคลที่ถูกตามหามาค่อนคืนไร้ซึ่งลมหายใจเหลืออยู่

สันนิษฐานกันว่าน้องชายคงพยายามหาที่ซ่อนจากวงโป้งแปะ แต่โชคร้ายปีนลงมาหลบอยู่ในน้ำ ซึ่งตัวเองว่ายไม่ค่อยแข็งอยู่แล้ว พลั้งพลาดไปจังหวะที่ขายืนไม่ถึงแล้วตกใจคงสำลักน้ำและกลายเป็นจมลงไปจริงๆ ทั้งที่ระดับน้ำแถวนั้นแค่ระดับอกของผู้ใหญ่เท่านั้น

คนงานเล่าทั้งน้ำตาว่า เรือไม่ทันจอดเทียบท่าดี พ่อชิงกระโดดลงไปคว้าร่างบุตรชายขึ้นมาไว้บนฝั่ง ช้อนศีรษะเด็กชายไว้บนตักประหนึ่งน้องชายของฉันยังมีชีวิต ก่อนบีบเฟ้นข้อมือเพื่อทวงคืนชีพจรซึ่งปลิดปลิวไปนานแล้วอย่างคนมีหวัง

“คุณท่านขอรับ”

คนที่มีอายุหน่อยกลั้นใจเรียกนายใหญ่ของบ้านทั้งที่ตัวเองรู้สึกเบาหวิวในใจไม่ต่างกัน พ่อยกมือขึ้นเป็นสัญญาณตอบ ท่านไม่คร่ำครวญ ตีอกชกหัว หรือโวยวายน้อยใจในโชคชะตา มีเพียงน้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาอย่างเงียบเชียบ แต่ยาวนานจนแผ่นฟ้าเริ่มปรากฏแสงเงินยวงขึ้นรำไร

พ่ออุ้มทองโตอุ่นลงเรือ สั่งให้บ่าวแวะเรือนก่อนด้วยห่วงว่า หากดวงจิตสุดท้ายของทองโตอุ่นอาจยังไม่ดับสูญพร้อมร่างกาย เขาจะได้กลับบ้าน ไม่กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่ไหน

ไม่รู้เลยว่ามีอีกข่าวร้ายรอการกลับมาของพ่ออยู่เช่นกัน

นางตำแยถูกเรียกมาตรวจอาการแต่เช้า สภาพภายนอกของนางจวงมีแค่รอยฟกช้ำแต่แขนขากระดูกไม่หักสักท่อน ทว่าการกระทบกระเทือนอย่างหนักส่งผลโดยตรงต่อทารกในครรภ์ การตกเลือดเลือดบอกผลได้ชัดแจ้งว่าลูกน้อยได้จากไปแล้วโดยไม่มีโอกาสเติบโตมากไปกว่านี้ ไม่ว่าโอสถวิเศษใดบนโลกก็มิอาจเรียกคืนชีวิตกลับมาได้

ความเจ็บปวดท่วมท้นเกินระบายได้หมดผ่านสายน้ำตา ทันทีที่ทราบอีกข่าว พ่อถึงกับแขนขาสิ้นเรี่ยวแรงประหนึ่งร่างนั้นเป็นต้นเทียนถูกความร้อนจัดหลอมละลายกลายเป็นธารขี้ผึ้งกองลงกับพื้น ที่ว่าล้มทั้งยืน ฉันเพิ่งเข้าใจก็เมื่อเห็นอาการอ่อนยวบของพ่อตอนนั้นเอง

อาทิตย์ของการสวดพระอภิธรรมก่อนบรรจุศพทองโตอุ่นเพื่อรอฌาปนกิจเป็นช่วงเวลาโหดร้ายเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดได้

พ่อตัดสินใจประกอบพิธีที่วัดแทนที่จะจัดงานตามประเพณีบนบ้านด้วยอาการบาดเจ็บทางใจของนางจวงสาหัสเกินกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรับไหว แม่เลี้ยงคงทนเห็นหีบศพของลูกชายตั้งอยู่กลางบ้านไม่ได้

นางจวงปิดตัวเองจากคนรอบข้าง เอาแต่นอนร้องไห้ไม่ออกจากห้อง ไม่กินข้าว ไม่ยอมปริปากพูดกับใครแม้กับพ่อ หรือญาติของตัวเองที่หมุนเวียนกันมาเยี่ยมไม่ขาด

ตกเย็นหล่อนก็ผัดหน้าแต่งตัวเพื่อไปร่ำไห้ต่อที่วัด สะอื้นไห้ประสานกับเสียงพระสวดตั้งแต่ต้นจนจบค่อยลงเรือกลับมาพร้อมกับพ่อ แต่หล่อนไม่ยอมขึ้นบ้าน ได้แต่แกร่วอยู่แถวท่าน้ำ กอดเข่าสะอึกสะอื้นจนทุกคนคิดว่าสักวัน หากพ้นสายตาเด็กในบ้านที่คอยเฝ้าอยู่ไม่ห่าง หล่อนคงกระโดดน้ำตายตามลูกชายไปอีกคน

คนเสียใจไม่แพ้พ่อและนางจวงก็คือนังอ่อน มันไม่ยอมกลับขึ้นเรือน พร่ำเพ้อว่าเป็นความผิดของตัวที่ทำให้คุณอุ่นตาย และนายหญิงแท้งลูก ทุกคืนหลังสวดศพ บ่าวสาวจะนอนเฝ้าหน้าหีบบรรจุร่างไร้วิญญาณของนายน้อย พร่ำเพ้อจากกองน้ำตา ทั้งที่ไม่มีใครต่อว่ามันเลยสักนิดว่า

“ถ้าอ่อนยังอยู่รับใช้คุณท่าน คุณอุ่นคงไม่ไปเล่นกับอีพวกนั้น และคุณก็คงไม่ตาย โถ พ่อคุณของบ่าว ทำไมถึงได้อายุสั้นอย่างนี้”

“คุณอุ่นเธอไปสบายแล้ว ทำใจเสียเถอะวะนังอ่อน โศกเศร้าไปก็ใช่ว่าคุณอุ่นจะฟื้นขึ้นมาได้”

แรกๆ บ่าวผู้หญิงก็ช่วยกันปลอบ เพราะเป็นธรรมดาของการสูญเสีย แต่นานวันเข้าความเสียใจของนังอ่อนไม่เคยเบาบางลงเลย จำต้องปล่อยหญิงสาวให้จมอยู่กับความสูญเสียนั้น

ตรงกันข้าม คนที่ไม่เสียน้ำตาสักหยด และเฝ้ามองความเป็นไปจากบนเรือนซึ่งมีแต่เสียงร่ำไห้เป็นเพื่อน คือฉัน ทุกข์เดียวของชีวิตในขณะนั้นคืองานโกนจุกที่ล่มกลางคัน และยังไร้วี่แววว่าจะจัดขึ้นได้อีก

พวกเด็กๆ ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่อาณาเขตของบ้าน ห้ามย่างกรายเฉียดใกล้แม่น้ำ และไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ไปช่วยงานที่วัดเลยแม้แต่คนเดียว มีแต่ฉันที่ฝืนคำสั่ง หลบไปซบหน้ากับขอบระเบียงของศาลา นั่งมองเรือผ่านไปมาซึ่งมีน้อยลำจนนับจำนวนได้

คงเป็นเพราะชาวบ้านร่ำลือกันไปต่างๆ นานาว่าได้ยินเสียงโหยไห้จากท่าน้ำบ้านเถ้าแก่หลังพระอาทิตย์ตกดินไม่เว้นวัน ปากต่อปากกระจายกันจนกลายเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ ทั้งที่เสียงนั้นมีที่มาจากนายหญิงผู้โทมนัสของบ้านนั่นเอง

แขกส่วนใหญ่ที่มาร่วมสวดศพเป็นกลุ่มเดียวกับที่มางานโกนจุกของฉัน ผิดก็แต่ไม่มีรอยยิ้มชื่นมื่น และเสียงพูดคุยสนุกสนานของเจ้าภาพคอยต้อนรับ จนให้หลังจากบรรจุศพทองโตอุ่น แขกจากพระนครที่เดินทางมาร่วมพิธีโกนจุกช้ากว่ากำหนดจริงเกือบสองสัปดาห์ก็ปรากฏตัว เป็นดวงไฟฉายจ้าขึ้นในวันที่โลกทั้งใบของฉันมืดสนิท



Don`t copy text!