ชายได้โชคอย่างลึกลับ เพราะเป็นแฟนคลับนิยายผี บทที่ 2 : ออฟฟิศมินิมัลทันกาล นงคราญเจรจาพาที

ชายได้โชคอย่างลึกลับ เพราะเป็นแฟนคลับนิยายผี บทที่ 2 : ออฟฟิศมินิมัลทันกาล นงคราญเจรจาพาที

โดย : วันชนะ

Loading

เว็บไซต์อ่านเอา ภูมิใจเสนอ “ชายได้โชคอย่างลึกลับ เพราะเป็นแฟนคลับนิยายผี” นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก รุ่นที่ 5 ผลงานโดย วันชนะ ทองคำเภา กับเรื่องราวของความตายที่มีเบื้องหลังลึกลับซับซ้อน และวรรณกรรมผีของเหม เวชกร เรื่องราวทั้งหมดสัมพันธ์กันได้อย่างไร พบคำตอบได้ในนวนิยายเรื่องนี้

สิ่งแรกที่สะดุดตาอัสดงเมื่อได้พบกับคุณทอฟ้า ก็คือแจกันสีขาวบนโต๊ะของเธอ

แจกันใบนั้นทรงกลมเกลี้ยง ไม่มีเหลี่ยมคมตรงไหนเลย และก็ไม่มีดอกไม้ปักอยู่

มันตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานสีขาวตัวเล็ก มีขาผอมๆ เป็นซี่ ทุกอย่างบนโต๊ะเป็นสีขาว ตั้งแต่แท็บเล็ตพกพาขนาดย่อม แป้นพิมพ์ไร้สายแบบมินิมัล สมุดจดที่ปกไม่มีลวดลาย ดินสอสองสามแท่งวางบนโต๊ะ

แต่ทั้งหมดนี้ มีเพียงแจกันเรียบๆ ใบนี้ใบเดียวที่เหมือนจะพยายามพูดอะไรกับอัสดง แม้ว่ามันจะพูดไม่ได้และไม่มีหน้าตา

เมื่อเห็นอัสดงมองแจกันอย่างตั้งใจ คุณทอฟ้าจึงอธิบายว่าแจกันใบนี้มีชื่อเป็นภาษานอร์วีเจียนที่ไพเราะว่า Rettferdighet ซึ่งเป็นชื่อที่คนไทยออกเสียงยากกว่าภาษาอังกฤษเสียอีก จึงให้ความรู้สึกหรูหรามากกว่าจะมินิมัลในความรู้สึกของอัสดง

เธอให้ข้อมูลว่าคำดังกล่าวหมายถึงความยุติธรรม เหมือนกับรูปทรงของแจกันที่โค้งมนไม่มีเหลี่ยมมุม สื่อถึงความคิดที่เป็นธรรม ตัดสินสิ่งต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา เกลี้ยงเกลาไม่มีเลศนัยแอบแฝง

คุณทอฟ้าจับแจกันใบดังกล่าวด้วยมือซ้าย แล้วหมุนมันไปมาขณะที่อธิบายถึงแจกันให้อัสดงฟัง ทำให้หนุ่มใหญ่มีโอกาสได้ลอบพิศดูหน้าตาและบุคลิกของเธอไปด้วยขณะที่มองแจกันไปพลาง พยักหน้ารับคำเธอไปพลางอย่างสุภาพ

คุณทอฟ้าเป็นสาวใหญ่ที่ตั้งใจดูแลรูปลักษณ์ตนเองอย่างประณีต ใบหน้าของเธอดูงดงามแบบคนที่ผ่านการศัลยกรรมราคาแพงจนหูตาจมูกดูกลมกลืนไม่หลอกตา เธอแต่งหน้าอ่อนๆ ยิ้มน้อยๆ อยู่ตลอด แต่ถึงอย่างนั้นทรงผมของเธอกลับเป็นทรงหน้าม้าสั้นธรรมดาๆ เสื้อผ้าเรียบหรูสีน้ำตาลอ่อนกลมกลืน เน้นผ้าฝ้ายและวัสดุธรรมชาติในสไตล์ของแบรนด์ญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยมในสี่ห้าปีหลังมานี้ ลำคอและแขนตึง มีกล้ามเนื้อเล็กน้อยเหมือนคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งอัสดงเดาว่าเป็นโยคะ

ผิวพรรณของคุณทอฟ้านั้นดูออกว่าเป็นคนขาว แต่ว่าใบหน้าและแขนของเธอออกแทนนิดๆ แบบคนสุขภาพดีที่โดนแดดก่อนสิบโมงและหลังสี่โมงเย็นทุกวัน และแม้จะมองไม่เห็นด้วยตา อัสดงก็แอบเดาในใจอย่างเสียมารยาทนิดหน่อย ว่าเธอน่าจะกินอาหารตามหลักโภชนาการทางเลือกสมัยใหม่ จำพวก IF, Keto หรือ Plant-based ด้วย

หนุ่มใหญ่ไม่กล้าถามอายุสุภาพสตรี แม้ว่าจะพอเดาได้รางๆ จากเรื่องราวที่ได้ฟังทางโทรศัพท์ก่อนหน้านี้ ว่าเธอน่าจะแก่กว่าเขาสักประมาณสิบปี แม้ว่าเธอจะดูอ่อนเยาว์และสดชื่นแจ่มใสไม่ต่างจากคนวัยเดียวกับอัสดงเลยก็ตาม

“อาจารย์อัสดงจะดูไดอารีของคุณแม่ลัดดาเลยไหมคะ” คุณทอฟ้าถาม พลางหันไปสั่งเกียรติ ผู้ช่วยหนุ่มขาวตี๋สวมแว่นที่ดูสุภาพเรียบร้อย ให้ไปหยิบไดอารีดังกล่าวมาให้เธอ เกียรติหายไปที่ห้องด้านหลังชั่วครู่แล้วกลับมาพร้อมกับกล่องไม้ขนาดย่อมไม่มีลวดลาย เมื่อเปิดออก ในกล่องมีผ้าบุกันกระแทก และมีไดอารีเล่มค่อนข้างเก่าห่ออยู่ในซองพลาสติกใสอีกที

 

ไดอารีเล่มนั้นเป็นสมุดขนาดพ็อกเกตบุ๊ก หน้าปกหุ้มด้วยปลอกถักไหมพรมสีขาวที่ดูซีดเลอะจนออกเป็นสีน้ำตาลนิดๆ แต่รายละเอียดบนหน้าปกยังชัดเจน เป็นลายปักภาพกระท่อมหลังย่อม มีลวดลายดอกไม้หลากสีและเถาวัลย์ประดับอยู่รอบๆ ด้านล่างของสมุดปักอักษรย่อภาษาอังกฤษ L.C. ด้วยด้ายสีเขียวแก่ เล่มสมุดมีกระดาษคั่นบางหน้าไว้พร้อมหมายเลขลดหลั่นกันเป็นระเบียบ ซึ่งน่าจะเป็นหน้าที่มีการเขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องสั้นของเหม เวชกร

เกียรติ ซึ่งตอนนี้สวมถุงมืออยู่ ค่อยๆ ดึงสมุดเล่มนั้นออกจากซองแล้วส่งให้อัสดง ผู้กล่าวขอบคุณอย่างกระตือรือร้น ในที่สุด เขาก็กำลังจะได้อ่านบันทึกของคุณแม่ลัดดาที่พูดถึงกันมาตั้งแต่เมื่อวาน

อัสดงทึ่งเล็กน้อยเมื่อได้รับถุงมือสำหรับจับเอกสารเก่า เขาปฏิเสธและพยายามอธิบายอย่างสุภาพว่า ในวงการหนังสือปัจจุบัน มีข้อเสนอว่าเราไม่จำเป็นต้องสวมถุงมือเมื่อจับเอกสารเก่าแล้ว เพราะถุงมืออาจจะสะสมฝุ่นและสิ่งสกปรกมากกว่ามือที่สะอาดและแห้งเสียอีก อาจารย์หนุ่มใหญ่รับปากว่าจะจับสมุดที่เก่าประมาณ 50 ปี นี้อย่างระมัดระวัง

ที่จริงแล้วสมุดเล่มนี้ได้รับการเก็บรักษาเป็นอย่างดีจึงยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่มาก แม้กระดาษจะคล้ำเป็นสีน้ำตาลเข้ม เนื้อกระดาษบางลง และหมึกปากกาจางลงไปบ้างก็ตาม อัสดงก้มลงอ่านหน้าแรกที่คั่นไว้ของบันทึกที่เขียนด้วยตัวหนังสือตัวโตเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ลายมือหวัดเล็กน้อยบ่งบอกอารมณ์ที่ร้อนไปสักนิดในขณะที่เขียน

29 พ.ย. 15

สัปดาห์ก่อนได้นิยายอ่านเล่นที่เป็นเรื่องผีทั้งเล่มมา ชื่อเรื่อง ชุดปีศาจไทย คนเขียนชื่อ เหม เวชกร หนังสือเก่า น่าจะพิมพ์ขายมาหลายปีแล้ว เขาเขียนเรื่องได้สนุกเข้าที เป็นพวกเรื่องไทยๆ แบบชาวทุ่งแท้ๆ และชาวกรุงที่ฟุ้งๆ เฟื่องๆ กับดนตรีไทย วรรณคดีไทย ปกเป็นหน้าผีห่อผ้าขาวหลายตน วาดเสียจนเหมือนภาพมันจะไหวไปมาได้จริง ฉันอ่านทีละเรื่องก่อนนอนหลังจากคุณทศพลหลับไปแล้ว กลัวจนตัวสั่น แต่ก็มีเรื่องรักโศกแทรกมาเข้ามาให้น้ำตาไหลไม่หยุด นึกถึงเรื่องของตัวเองแล้วก็ไม่กล้าระบายให้คนนั้นคนนี้ฟัง

นิยายเรื่องหนึ่งที่ฉันอ่านแล้วลืมไม่ค่อยลง ชื่อเรื่อง ครูอรุณ เป็นเรื่องคุณแสงเดือน หญิงผู้ดีฐานะสูง หักอกครูสอนดนตรีไทยจนเขาหนีหน้าไปตายอยู่ทางเหนือ ผีมาให้เห็นอยู่สองสามที แล้วกลับมาเกิดใหม่เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาเหมือนกับครูอรุณไม่ผิด ชื่ออรุณเหมือนกันอีกด้วย ฝ่ายหญิงสำนึกตัวรู้ผิดที่ทำครูอรุณตาย ก็พลอยมีใจเอ็นดูเจ้าหนุ่ม และลักลอบได้เสียกันทั้งที่อายุและฐานะต่างกัน เป็นอันว่ากรรมที่ทำกับครูอรุณไว้ก็ตามสนอง เรื่องจบออกจะประหลาดคือให้ฝ่ายหญิงทุกข์ทรมานกับการเป็นคุณนายมืด ต้องมาลักเพศลอบอยู่ลอบใกล้ชิดกัน แล้วเรื่องก็หยุดไปอย่างนั้นเอง จบที่แสงเดือนก็ต้องมาหม่นๆ

เรื่องนี้ผีไม่น่ากลัวเลย มีแต่ความน่าสงสารน่าเห็นใจเป็นที่สุดแล้ว ทั้งครูอรุณที่โดนเขาดูถูก ทั้งคุณแสงเดือนที่ต้องมาอยู่แบบลักลอบ อับอายไร้ศักดิ์ไร้ศรี ความสุขที่ได้จากการลักเพศหรือก็ไม่อิ่ม ฉันวางหนังสือแล้วยังลืมเจ็บลืมทุกข์แทนเขาไม่ได้เลยทั้งคืน จากด้านหลังนั้น เธอเข้าใจฉันใช่ไหม เพ็ญ

ท่าว่าฉันจะอ่านนิยายอ่านเล่นมากไปสักหน่อย จนเหมือนจะเสียสติ วันก่อนออกไปวังบูรพา จะไปดูหนังสือตัดเสื้อฝรั่ง พบคนขายหนังสือพิมพ์หน้าเหมือนคนรู้จักเหลือเกิน พูดจาท่าทางเหมือนกันหมด แต่ว่าเขาไม่ได้ชื่ออรุณหรอกนะ ฉันคงต้องอ่านหนังสือให้น้อยลง แล้วไปออกกำลังกายให้โดนแดดเสียบ้างแล้วละ ฉวีเพ็ญ

 ลัดดาของเธอ

 อัสดงถอนใจ เขานั่งนิ่ง ใจลอยไปตามสำนวนภาษาเก่าๆ ที่เขาหลงใหล เมื่ออ่านบันทึกฉบับแรกจบแล้ว เขาก็รู้ขึ้นทันทีว่าคุณแม่ลัดดาไม่น่าจะแค่เพียงชื่นชอบงานของเหม เวชกรเท่านั้น แต่ว่าจะต้องมีรสนิยมส่วนตัวบางอย่างที่ทำให้เธอประทับใจเรื่องรักโศกอย่างเรื่องครูอรุณเป็นพิเศษ

ห้วงความคิดของหนุ่มใหญ่ถูกขัดจังหวะด้วยคำถามที่แฝงน้ำเสียงเกรงใจของคุณทอฟ้า

“ในบันทึกฉบับนี้นี่ คุณนายมืด หมายถึงคนที่ลักลอบมีชู้ใช่ไหมคะ แล้วที่บอกลักเพศ ก็คือหมายถึงการมีชู้เหมือนกัน แต่เป็นชู้กับผู้ชาย ไม่ใช่การเป็นลักเพศที่แปลว่าเป็นเลสเบี้ยนใช่ไหมคะ”

อัสดงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนเข้าสู่โหมดเลกเชอร์โดยอัตโนมัติ

“ไม่ใช่ครับ คำพวกนี้อาจจะคล้ายกับคำที่มีในยุคของเรา แต่ความหมายบางอย่างก็เปลี่ยน บางอย่างก็หายไปครับ อย่างคำว่าลักเพศนี่นอกจากจะหมายถึงการมีพฤติกรรมทางเพศต่างจากขนบของสังคมแล้ว ก็ยังแปลว่าทำตัวนอกลู่นอกทางเฉยๆ ได้เหมือนกัน เพียงแต่ปัจจุบันเราไม่ค่อยใช้ในความหมายนี้แล้ว” อาจารย์หนุ่มใหญ่ยิ้ม “เราต้องอย่าลืมว่าตอนที่คุณแม่ลัดดาได้อ่านเรื่องสั้น ครูเหมเองก็เป็นคนรุ่นเก่าที่เสียชีวิตไปสองสามปีแล้วเหมือนกัน ครูท่านเขียนเรื่องสั้นมานาน ตั้งแต่ยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองนิดหน่อย สำนวนภาษาของท่านก็จะมีคำเก่าๆ ความหมายเดิมๆ อยู่เยอะ เป็นเสน่ห์สำหรับคนรุ่นหลังในการอ่านมากครับ” เมื่อถึงตรงนี้ เขาก็หยุดพูดแล้วหลับตาพริ้ม เข้าสู่ภวังค์ไปชั่วขณะ ก่อนจะสรุปสั้นๆ ว่า

“ในตอนที่เขียนบันทึกนี้ คุณแม่ลัดดาท่านเพิ่งอ่านเรื่องสั้นมา ก็คงจะติดการใช้คำในเรื่องที่ท่านประทับใจมานั่นแหละครับ”

คุณทอฟ้านั่งยิ้มฟัง แล้วเงียบนิ่งในท่าเดิมไปหลายวินาที จนอัสดงรู้ตัวว่าน่าจะพูดมากไปเสียแล้ว เขาหลบตาเธอ แล้วล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงอย่างเก้อๆ โดยไม่มีเหตุผล

คุณทอฟ้าหันไปพูดกับผู้ช่วยหนุ่มของเธอ “เห็นไหมเกียรติ พี่บอกแล้วว่าเราต้องจ้างนักวิชาการที่เป็นมืออาชีพแบบนี้ เวลาค้นคว้าอะไรจะได้ไม่สับสน” แล้วหันมายิ้มละไมให้อัสดงอีกครั้ง “ดีใจนะคะที่อาจารย์ตัดสินใจมาร่วมงานกับพี่”

อัสดงเขินหนักขึ้นไปอีก ความรู้สึกเคอะเขินเมื่อต้องสนทนากับคนแปลกหน้าที่เขามักเป็นอยู่เสมอค่อยๆ ปะทุขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อมีคนพูดชมเขาออกมาตรงๆ ซึ่งเขาควรจะชอบ แล้วที่จริงเขาก็คงจะชอบเมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วย้อนมานึกถึง แต่ในสถานการณ์เฉพาะหน้าตรงนี้กลับมีแต่จะทำให้หนุ่มใหญ่อึดอัด เขารีบเปลี่ยนเรื่อง

“แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือ คุณแม่ลัดดาท่านเขียนแล้วลงชื่อถึงคุณเพ็ญ หรือฉวีเพ็ญทุกครั้งเลยหรือเปล่าครับ เขาเป็นใครครับ”

“ใช่ค่ะ แต่ว่าไม่รู้เหมือนกันว่าคุณฉวีเพ็ญนี่เป็นใคร พี่ก็พยายามจะถามหาจากญาติๆ และเพื่อนๆ ของคุณพ่อคุณแม่เหมือนกันค่ะ แต่ไม่มีใครรู้จักนะคะ อาจจะเป็นชื่อของเพื่อนที่ท่านจินตนาการขึ้นมาเอง หรือว่าตัวละครอื่นในเรื่องหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจนะคะ”

“ไม่น่าจะใช่ครับ เพราะว่าเรื่องครูอรุณนี้ เล่าผ่านบทสนทนาของตัวละครหญิงสองตัว คือแสงเดือน และวิภาครับ ไม่มีตัวละครชื่อฉวีเพ็ญ เป็นไปได้ว่าคุณแม่ลัดดาท่านอาจจะเขียนบันทึกขึ้นมาแล้วเขินๆ ที่ระบายความรู้สึกออกมาค่อนข้างเปิดเผย ก็เลยต้องสร้างตัวละครที่เป็นเหมือนผู้อ่านบันทึกนี้ขึ้นมาน่ะครับ”

“เอ นั่นสิคะ เราน่าจะต้องมาคุยกันอีกหลายครั้งเลยค่ะ ว่าจะไขปริศนานี้ยังไง” คุณทอฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงสนุก ก่อนจะอุทานกับตัวเองขึ้นเบาๆ “วันนี้อาจารย์แจ้งไว้ว่าจะเข้ามาคุยได้แค่ชั่วโมงเดียว เพราะมีงานต้องรีบไปต่อใช่ไหมคะ”

เมื่ออัสดงตอบรับ คุณทอฟ้าและอัสดงก็ตกลงกันว่าจะพาอัสดงเข้าไปถ่ายสำเนาบันทึกของคุณแม่ลัดดา รวมทั้งเอกสารสำคัญสามสี่อย่างที่เกี่ยวกับการเขียนขอทุนวิจัย ก่อนจะมานัดแนะพูดคุยเกี่ยวกับงานวิจัยอีกเล็กน้อย แล้วอัสดงจึงจะแยกกลับไปยังมหาวิทยาลัย

อาจารย์หนุ่มใหญ่ย้ำให้คุณทอฟ้ามั่นใจว่า งานง่ายที่เน้นการตรวจสอบเอกสาร แถมยังมีข้อมูลครบครันแบบนี้ เขาและผู้ช่วยวิจัยใช้เวลาไม่เกิน 1-2 เดือนก็น่าจะเสร็จเรียบร้อย

พอคุยกันรู้เรื่องแล้ว เกียรติก็นำคนทั้งสองเข้าไปที่ห้องด้านในซึ่งใหญ่กว่าออฟฟิศด้านหน้าที่พวกเขานั่งคุยกันอยู่เมื่อสักครู่

*****************

เด็กที่ชอบกินของหวานรู้สึกอย่างไรเมื่อได้เดินเข้าไปในร้านเบเกอรีขนาดใหญ่ที่มีเค้กและขนมปังนุ่มฟูวางอยู่เต็มชั้น และมีกลิ่นเนยหอมมาจากขนมที่เพิ่งอบออกมาจากเตาอยู่ในบรรยากาศ อัสดงก็รู้สึกแบบนั้นเมื่อได้เห็นออฟฟิศด้านในของคุณทอฟ้า แต่ไม่ใช่เพราะมันเต็มไปด้วยขนม แต่ดีกว่านั้น คือมันเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทันสมัยในการศึกษาค้นคว้าเอกสาร

แม้จะมีอุปกรณ์สำคัญครบครัน แต่ห้องก็ยังดูเรียบร้อยและมินิมัลไม่ต่างจากห้องด้านนอก เพราะว่าข้อมูลส่วนใหญ่เหมือนจะบรรจุอยู่ในคอมพิวเตอร์ราคาแพง ดีไซน์เรียบง่าย สีขาวสะอาดตาที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้อง นอกจากนั้นก็จะมีเครื่องพิมพ์เอกสารขนาดย่อม รุ่นที่พิมพ์ได้รวดเร็ว กระดาษขนาดต่างๆ เรียงเป็นระเบียบอยู่ในลิ้นชักใส ข้างๆ ตู้เก็บแฟ้มที่มีจำนวนไม่มากนัก

และเมื่อได้เห็นเครื่องสแกนเนอร์ที่เหมือนจะเป็นอุปกรณ์ชิ้นใหญ่สุดในห้อง ซึ่งปกติจะเห็นได้เฉพาะตามห้องสมุดใหญ่ระดับหอสมุดแห่งชาติ อาจารย์หนุ่มใหญ่ถึงกับลืมมารยาท เดินเข้าไปลูบเครื่องสแกนเนอร์ดังกล่าว พลางอุทาน

“โอ้โฮ! เครื่องนี้ราคาเป็นล้านเลยนะครับ คุณทอฟ้าซื้อเครื่องขนาดนี้มาใช้ในออฟฟิศส่วนตัวเลยเหรอครับ”

คุณทอฟ้าหัวเราะเอ็นดู “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะอาจารย์ พี่ซื้อมือสองที่ยังมีสภาพดีมาน่ะ คือพี่กำลังเรียบเรียงหนังสือประวัติครอบครัวของพี่อยู่ ก็เลยจำเป็นต้องใช้ของที่ถนัดมือหน่อย เครื่องแบบนี้ดีมากนะคะ เพราะเราไม่ต้องพับหนังสือที่เป็นต้นฉบับให้เสียรูป สามารถค่อยๆ เปิดทีละหน้าให้มันสแกนได้เลย และทำเร็วมาก ผู้ช่วยพี่มีแต่เกียรติคนเดียว เลยไม่อยากให้เขาใช้เวลาทั้งวันมานั่งสแกนหนังสือสองสามเล่มน่ะค่ะ”

เมื่อได้เห็นของถูกใจ และอยู่ในบรรยากาศที่รู้สึกได้ว่าคุณทอฟ้ากำลังสนุก อัสดงก็ถามต่ออย่างคนที่ยังไม่หายตื่นเต้นว่า “แบบนี้อย่าบอกนะครับเนี่ย ว่าคุณทอฟ้าสมัครสมาชิกฐานข้อมูลหนังสือเก่า หนังสือพิมพ์เก่า อะไรพวกนี้ด้วย”

“ถ้าพี่บอกว่ามี อาจารย์จะมองว่าพี่ฟุ่มเฟือยไหมคะเนี่ย อย่างที่บอกแหละค่ะ พี่ว่ามันจำเป็นสำหรับจะเขียนงานออกมาให้ได้ดีที่สุด” คุณทอฟ้าตอบกลั้วหัวเราะขณะที่เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์ให้อัสดงดูฐานข้อมูลเอกสารเก่าที่เธอใช้ในการค้นคว้าข้อมูลประกอบการเขียนหนังสือ

จากประสบการณ์ของอัสดง ฐานข้อมูลแบบนี้มักจัดทำโดยหน่วยงานรัฐและเอกชนทั้งของไทยและต่างประเทศ และเก็บข้อมูลมหาศาลสำหรับการวิจัยขั้นสูง จึงน่าประทับใจมากทีเดียวที่มือสมัครเล่นแบบคุณทอฟ้าใช้ระบบพวกนี้ด้วย

ฐานข้อมูลพวกนี้เก็บบรรดาเอกสารเก่าๆ ที่หาอ่านได้ยากไว้ในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลที่สามารถสืบค้นได้อย่างรวดเร็ว และแสดงผลให้อ่านง่าย การสร้างฐานข้อมูลแบบนี้มีค่าใช้จ่ายสูง จึงมักเก็บค่าสมาชิกเป็นรายปีในราคาหลักแสนบาท โดยปกติแล้ว อัสดงไม่เคยเห็นใครสมัครสมาชิกฐานข้อมูลแบบนี้ไว้ที่บ้าน แต่จะมีอยู่ตามห้องสมุดใหญ่ๆ มากกว่า

แม้ว่าจะยังไม่แล้วใจ ว่าสุภาพสตรีท่านนี้เป็นใคร มาจากไหน ทำไมจึงร่ำรวยและมีความสนใจเรื่องเก่าๆ ซึ่งตรงกับความสนใจของเขาได้ถึงขนาดนี้ แต่หนุ่มใหญ่ก็ห้ามตัวเองได้ยากเมื่อคุณทอฟ้าอนุญาตให้เขาทดลองใช้งานเหล่าบรรดา “ของเล่น​” ในออฟฟิศของเธอเล็กน้อย ก่อนที่อัสดงจะบอกลาเพื่อกลับไปทำงานที่มหาวิทยาลัยต่อ ในมือของหนุ่มใหญ่ถือสำเนาเอกสารที่เกียรติจัดการสแกนและหนีบใส่แฟ้มสีขาวขนาดกะทัดรัดมาให้

ตอนที่บอกลา เขาไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตัวเองกำลังบอกลาคุณทอฟ้าและคุณเกียรติผู้ช่วย หรือบอกลาคอมพิวเตอร์และสแกนเนอร์สุดหรูในออฟฟิศของเธอกันแน่ อุปกรณ์เหล่านั้นมีฐานข้อมูลครอบคลุมเอกสารน่าสนใจมหาศาล และทำงานด้วยความเร็วสูงราวกับว่าพวกมันเคลื่อนไหวตามที่ใจเราคิด ไม่มีการหมุนติ้วหรือค้างระหว่างทำงานแบบของมือสามมือสี่ที่มหาวิทยาลัยของเขามี อัสดงเข้าใจความรู้สึกอาลัยของนพพรตอนที่ไปส่งคุณหญิงกีรติขึ้นเรือกลับเมืองไทยขึ้นมาตงิดๆ

 

บ่ายวันนั้น อัสดงขับรถญี่ปุ่นคันเก่าซึ่งเต็มไปด้วยรอยขูดขีดกลับมหาวิทยาลัยตามลำพัง เขาไม่ชอบแข่งขันและขัดแย้งกับคนบนยวดยานพาหนะคันอื่นๆ จึงมักเลี่ยงถนนใหญ่ที่รถชนิดต่างๆ พลุกพล่าน แต่ชอบใช้ทางลัดที่วิ่งผ่านชุมชนและที่รกร้างต่างๆ มากกว่า ทำให้กิ่งไม้และเศษขยะทั้งหลายมักขูดรถเขาจนเป็นรอยอยู่รอบคัน ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาถูกเพื่อนอาจารย์ล้อเลียนอยู่บ่อยๆ

แม้รถจะโกโรโกโสตามปกติ แต่หนุ่มใหญ่ก็กลับถึงมหาวิทยาลัยด้วยใจเบิกบานเป็นประกายเมื่อได้พบของถูกใจ และมีงานวิจัยใหม่ที่เขากำลังจะเริ่มทำอย่างกระตือรือร้น

อย่างไรก็ตาม ความเบิกบานของเขาก็สะดุดลง เมื่อพบกับชายหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่งที่เดินหน้าบึ้งออกมาจากหน้าตึกคณะอักษรศาสตร์ และกำลังเดินมาที่รถของเขาอยู่ อัสดงเพ่งมองด้วยสายตาที่กำลังจะเริ่มยาวตามวัย และรู้สึกได้ถึงพลังสังหารจนขนลุกเกรียว

เมื่อชายคนดังกล่าว ซึ่งคือคุณสุขสันติ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการวิชาการของคณะอักษรศาสตร์ เดินมาถึงที่รถของอัสดง อาจารย์หนุ่มใหญ่ก็ไขกระจกรถลงและยิ้มแหยๆ ให้

“อาจารย์ยังส่งเมลไปติดตามผู้ทรงคุณวุฒิไม่ครบใช่มั้ยครับ” คุณสุขสันติไม่ยิ้ม ในขณะที่ถามด้วยเสียงเยือกเย็น

ถ้าจะเปรียบเทียบกันแล้ว เจ้าหน้าที่หนุ่มคนนี้เป็นเสมือนเลขาฯ ของอัสดงในการจัดประชุมวิชาการที่อัสดงกำลังดูแลอยู่ แต่อัสดงมักจะรู้สึกว่าคุณสุขสันติกำลังทำหน้าที่ผู้คุมนักโทษสำหรับอาจารย์ที่ไม่ชอบทำงานบริหารธุรการอย่างเขามากกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองจากมุมของอาจารย์ผู้ขาดทักษะการบริหารจัดการโดยสิ้นเชิงอย่างอัสดงนั้น เขามักรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่พร้อมโจมตีจากเจ้าหน้าผู้เป็นทั้งที่พึ่งและผู้คุมของเขาอยู่เสมอ แม้ว่าคุณสุขสันติจะไม่เคยพูดจารุนแรงหรือทำอันตรายใดๆ อัสดงเลยก็ตาม

“โอ๊ย แย่จังเลยครับ! ผมลืมไปจริงๆ ด้วย ทำไงดีครับ” อัสดงร้องด้วยเสียงสูงเกินจริงนิดหน่อย

ปกติเวลาที่ต้องทำงานที่ต้องติดต่อผู้คน อัสดงมักจะไม่อยากทำจนต้องผัดวันประกันพรุ่งกับตัวเอง

ไปเรื่อยๆ และเขาก็จะลืมทำงานนั้นไปในที่สุด

โดยเฉพาะงานนี้ซึ่ง “ผู้คน” ที่ว่า คือเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิปริมาณมหาศาล (ทั้งจำนวนคนและอีโก้) ที่อัสดงจะต้องติดต่อให้มาร่วมประชุมวิชาการระดับชาติที่ปีนี้มหาวิทยาลัยของเขาเป็นเจ้าภาพ งานแบบนี้จุกจิกและใช้เวลามาก อัสดงผู้ปฏิเสธคนไม่เป็น จึง “ได้รับโอกาส” ให้เป็นประธานจัดงาน

ขั้นตอนการประสานงานกับผู้ทรงคุณวุฒินั้นต้องเริ่มจากการโทร.ไปแนะนำตัว พูดคุยผูกมิตรอย่างเป็นธรรมชาติ (ซึ่งเป็นงานยากเหลือเกิน!) รวมไปถึงรองรับอารมณ์และอดทนกับผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านที่ “ทรง” ทั้งคุณวุฒิและก็ “ทรงพลัง” เกรี้ยวกราดทำลายล้างในทุกขั้นตอนของการทำงาน

หนุ่มใหญ่ไม่เคยแน่ใจตัวเองเลยว่า เขามักจะลืมติดต่อประสานงานกับท่านเหล่านี้จริงๆ โดยสุจริต หรือว่าใจของเขาที่ไม่อยากทำงานนี้กันแน่ ที่มาปิดสวิตช์ในหัวของเขาให้ลืมงานพวกนี้อย่างง่ายดายตลอดเวลา

แน่นอนว่าผู้ทรงคุณวุฒิส่วนใหญ่มักจะใจดีและยินดีช่วยงานวิชาการเพื่อความก้าวหน้าของวงการและประเทศชาติ แต่ว่าคนที่สัมผัสถึงความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของอาจารย์หนุ่มใหญ่ได้และถือโอกาสไล่ต้อนเขาก็มีไม่น้อย

วิธีการรับมือของอัสดงซึ่งมักจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ จนเขาแอบตั้งชื่อในใจว่าเป็นกลยุทธ์แบบ “สาม ล” คือ (1) เลี่ยง (2) หลบ และ (3) ลืม จึงคอยย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเขาเองอยู่ตลอด เมื่อมันทำให้งานไม่สำเร็จ กลยุทธ์สาม ล ของเราคงไม่มีโอกาสจะได้พัฒนาขึ้นเป็นวัฒนธรรมองค์กรของคณะอักษรศาสตร์สินะ คุณสุขสันติไม่ชอบ และคณบดีก็คงไม่ชอบ…

คุณสุขสันติถอนใจเบาๆ แต่ก็พอสังเกตเห็นได้

“ผมติดตามแทนอาจารย์ไปบ้างแล้วละครับ สำหรับสองสามท่านที่เร่งด่วน แต่ว่าจริงๆ แล้วอาจารย์ควรติดต่อไปด้วยตัวเองในฐานะประธานจัดงาน จะเหมาะกว่า” ชายหนุ่มเน้นคำว่า “ประธานจัดงาน” และ “เหมาะกว่า” ช้าๆ ทีละพยางค์ “ตอนนี้ยังมีเหลืออีกประมาณ 50 ท่านที่อาจารย์ต้องติดต่อด่วนหน่อยครับ เพราะถ้าไม่ได้ข้อสรุปก่อนสิ้นเดือน เกรงว่าจะไม่ทันสำหรับสรุปรายชื่อไปทำหนังสือเชิญและทำเรื่องเบิกค่าตอบแทนก่อนถึงวันงานนะครับ” คุณสุขสันติเว้นระยะพอให้อาจารย์อัสดงได้รู้สึกผิดมากพอแล้วจึงพูดต่อ

“สองสามวีกต่อจากนี้ ช่วงเวลาที่ไม่มีสอน ผมต้องขอรบกวนให้อาจารย์มาทำงานนี้ให้เรียบร้อย อย่าเพิ่งไปทำอะไรอย่างอื่นนะครับ”

แม้คุณสุขสันติจะยังคงรักษาระดับความเยือกเย็นไว้ได้ดังเดิม แต่ความรู้สึกของอัสดงกลับมอดไหม้ไปด้วยความสิ้นหวังเมื่อนึกถึงคุกในที่ทำงานที่กำลังเปิดประตูรอเขาอยู่ข้างหน้าในอีกสองสามสัปดาห์ เสียงของคุณสุขสันติที่ขอร้องแบบไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธว่าอย่าไปทำอะไรอย่างอื่นดังก้องซ้ำไปมาอยู่ในหัว

ในขณะเดียวกัน “อะไรอย่างอื่น” ที่อัสดงถูกห้ามไม่ให้ทำนั้น ยังคงนอนเปล่งประกายงดงามในใจของอาจารย์หนุ่มใหญ่ อยู่ที่กระโปรงหลังรถของเขา ในแฟ้มสีขาวขนาดกะทัดรัด และยังคงอุ่นอยู่จากการถ่ายสำเนาออกมาใหม่ๆ จากเครื่องสแกนเอกสารสุดทันสมัย

 



Don`t copy text!