ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 33 : ดวงดวงของผู้ยิ่งใหญ่

ขุนเขาแมกไม้ บทที่ 33 : ดวงดวงของผู้ยิ่งใหญ่

โดย :

Loading

“ขุนเขาแมกไม้” นวนิยายเรื่องเยี่ยมในชุดโหราศาสตร์ ผลงานเรื่องล่าสุดของ ’กฤษณา อโศกสิน‘ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ประจำปีพุทธศักราช 2531 กับเรื่องราวของเดินดงและอิทธิพลของดาวเสาร์ที่มีต่อชีวิตของเขาได้ในอ่านเอา

ขึ้นจากแพด้วยเสื้อผ้าที่เปียกโชกทั่วหน้ากัน ดังนั้นเดินดงจึงขอตัวแยกไปยังที่พักเพื่อเปลี่ยนชุดใหม่เป็นกางเกงยีนส์เสื้อแจ็กเก็ตกันหนาว เผื่อถึงยามค่ำจะได้กันอากาศเย็นยะเยือกที่เริ่มทวีขึ้นทุกขณะนี้ได้

แต่มือถือที่เขาเพิ่งดึงจากกระเป๋าเสื้อผ้าใบซึ่งเพิ่งถอดเสื้อชูชีพออกก็สว่างวาบขึ้น เลยหยิบมากดดู จึงแลเห็นไลน์จากเอื้องอินทร์ที่เพิ่งแลกกันวันวาน ปรากฏเป็นตัวอักษรและตัวเลข ความว่า

เอื้องเกิด 12 ตุลาคม 2543 ปีมะโรง

เชียงคําเกิด 14 กันยายน 2543 ปีมะโรง

ใบจันเกิด 25 มิถุนายน ปีมะโรง

เวลาเกิดไม่แน่ใจค่ะ

“อ้าว…แล้วกัน” ชายหนุ่มออกอุทานจนเก่งถาม

“มีข่าวอะไรเหรอพี่”

“มี…ก็เราเพิ่งขอวันเดือนปีเวลาตกฟากของสามคนนั่นไง แกก็ได้ยินเมื่อกี้” อีกฝ่ายตอบเสียงสะบัดอย่างไม่ค่อยพอใจ “แล้วนี่น้องเอื้องก็ส่งมาให้เร็วเลยนะ…ก็คงรู้อยู่แล้ว…แต่ดันไม่มีเวลาเกิดเลยซักกะคน”

“พี่จะให้ใครผูกดวง” คู่หูถามยิ้มๆ “ได้มาทันใจแบบนี้ก็ถือว่าสุดยอดแล้วละพี่…เรื่องเวลาตกฟากนี่…เอ…แล้วจะไปเอาที่ไหนได้…จริงด้วย…ส่วนใหญ่ก็มักจะได้แค่วันเดือนปี ไม่ค่อยมีใครให้เวลาตกฟาก”

อีกฝ่ายก็เลยพยักหน้าอย่างจนมุม

“ไม่เป็นไร ปล่อยไปก่อน…”

“ใช่…แล้วพี่ก็ค่อยๆ ปะเหลาะทีละคนละกัน” เก่งอดขํามิได้ “เพิ่งรู้ว่า…พี่ก็สนใจดวง”

เดินดงก็เลยนิ่งนึกนิดหนึ่ง จึงบอกลูกน้อง

“ที่จริง เราเอง…ก็ควรรู้ดวงนายจังนายจัดนายโอกาสนายอุกกาเหมือนกัน จะได้รู้ว่าเรากะเค้าสมพงศ์กันแค่ไหน อยู่กันคบกันได้นานกี่ปี…”

“ถ้าพี่พูดแบบนี้ก็หมายถึงว่า น่าจะคบกันไม่ยืดน่ะเซ่”

“ใครจะไปเดาได้ไอ้เรื่องยืดไม่ยืด…วันนี้…ก็อย่าง…พอเปลี่ยนเป็นพรุ่งนี้ก็อาจจะอีกอย่าง” ชายหนุ่มสาธยาย

เนื่องด้วยเขาเอง…ก่อนหลับตาทุกคืน…ความคิดที่เคยตื้น…ทั้งตื้นเขินและตื้นตัน ก็มักจะมีทางไปใหม่ๆ ที่คล้ายกับล้าขึ้นลึกขึ้นกว่าเดิมผุดขึ้นมา ดุจดังเด็กซนผู้วิ่งวนค้นหา…ว่า…ทางนี้ทางนั้นหรือทางโน้น มีทางสําหรับตนเองหลงเหลืออยู่บ้างไหม…ถ้ามี…เขาจะสามารถวิ่งหรือเดินหรือแม้แต่คลานผ่านไปได้ถึงที่ใด ถึงขุนเขาแมกไม้ตรงโน้นได้หรือไม่…ดุจเดียวกับเจ้าถิ่นทั้งคู่

“ผมว่า…พี่อย่าเพิ่งคิดให้มากไปจะดีกว่า” เก่งก็เลยต้องสกัดความในใจที่อาจจะฟุ้งซ่านอย่างคนเคยตัวมาช้านานของเจ้านาย…นั่นก็คือ มักจะเอาอะไรให้ได้ดังใจราวชีวิตคือว่าวกาจกล้าที่จะชักเชิดให้ขึ้นหรือลงหรือลอยล่องไปสู่ท้องฟ้ายามใดก็สามารถชักได้ตามใจตน “ยังมีเวลาอีกนาน…แล้วนี่ต้นอะไรก็ยังไม่ได้ลงซักต้นนึงเลย…พี่ก็จะไปนู่น…นู่น…อีกละ…”

“เออ…จริง…” เจ้าตัวก็เลยนิ่งนึก “จริงของแกว่ะ…ไหน…ลองนับดูซิว่าเรามานี่กี่วันแล้ว”

“แค่วันที่ 25 วันยกศาลพระภูมิก็ยังอีกนาน” เก่งเตือนสติ “ต้นไม้ก็ยังไม่มีโผล่ขึ้นมาซักกะต้น…แล้วพี่จะรีบไปไหน…ดูเขาใช้วิทยายุทธกันไปพลางก่อน เท่ากับสอนเราไปด้วย…จะไม่ดีกว่าหรา-า”

ปลายเสียงของคู่หูทอดยาวเชิงล้อเล่นไปพร้อมกัน

แม้ทุกเรื่องมักไม่ทันใจนายจ้าง เก่งก็ใจเย็นเพียงพอที่จะต้องฉุดรั้งเขาไว้

‘ฉันสอนแกได้แต่สอนลูกตัวเองไม่ได้’ นางอัมพวาเคยบอกบ่อยๆ ’แกอารมณ์ดีกว่ามันมาก…แกรู้ไหมว่า คนอารมณ์ดีไปที่ไหนก็ได้เปรียบ’

เดินดงฟังแล้วก็รู้ได้ว่า ใช่ งานยกศาลยังรออยู่ข้างหน้า

ถ้าจะรวบรวมวันเดือนปีของหลายคนไปหาลุงเดี่ยวให้ช่วยผูก…แค่ลุงเดี่ยวเท่านั้น ไม่ถึงขั้นท่านพระครูก็ยังรู้สึกเลยว่า เหตุไฉนตนเองจึงวุ่นวายกับเรื่องไม่เข้าท่าถึงเพียงนี้

ในที่สุดก็เลยพยักหน้า

“จริงของแก…”

“รออีกหน่อยเดียว” คู่หูจึงปลอบใจ “ดีไม่ดีผมสืบให้พี่ก็ยังได้…แต่ต้องใจเย็นๆ”

“เออ…จะใจเย็น…ถ้ายังไง…แกก็สืบเอา ของจังจัดโอกาสอุกกามาด้วยละกัน”

“เยอะเนอะ” ลูกน้องส่ายหน้า “ผมเห็นแค่เลขสองสามตัวยังตาลาย”

“จริง…กูด้วย” นายจ้างยอมรับ หากก็เอ่ยอย่างเป็นกังวล “แล้วนี่…วันนี้มันก็วันสุดท้ายที่นายโอกาสเขาเช่าแพนี่ให้ใครต่อใครนอนแล้วใช่ไหม”

“ใช่ฮะ”

“อ้าว…แล้วสองคนจากเมืองเพชรจะกลับเลยหรืออยู่ต่อ เดี๋ยวต้องถามดูลืมไป” ชายหนุ่มเริ่มไม่อยากให้เอื้องอินทร์กลับบ้าน

ฝ่ายคนที่กลับมารวมตัวกันบนแพใหญ่ เพราะบัดนี้ใกล้จะหมดเวลาเช่า แต่นายโอกาสยังไม่อยากให้ลูกชายพลอยหมดเวลาสานสายสัมพันธ์อันโอชาที่กําลังดําเนินไปโดยไม่เคยนึกฝันนี้ด้วย ดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นกับนายจัง ผู้บัดนี้ราวกับไม่เคยเป็นคู่ศัตรูกันไม่ว่าเมื่อไร คล้ายขั้นตอนนั้นดูราวกําลังจะอําลา เหลือไว้แต่สีหน้าแววตาผ่องใสดุจคนเพิ่งหายไข้หวนกลับมามีกําลังวังชาด้วยยาตําราพิเศษเมื่อไม่นาน

“หนูเอื้องหนูเชียงยังไม่อยากกลับบ้านใช่ไหม” นายโอกาสก็เลยถามสองสาว “หนูจันคงไม่อยากให้กลับละมัง ลุงเองก็ไม่อยาก กําลังคุยกันออกรสขนาดนี้…” พูดพลางนัยน์ตาก็จับจ้องมองดูหนุ่มสาวทั้งคู่ผู้ยังคงนั่งอยู่ด้วยกัน คุยกันเบาๆ แม้จะแลเห็นคนบนแพไม้ไผ่กําลังไต่กลับขึ้นมาบนชาน ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดคุยกันแต่อย่างใด

ชวนให้นายโอกาสอยากให้สองสาวอยู่ต่อเพื่อเป็นสะพานเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างลูกเขากับลูกสาวนายจัง สักอีกวันสองวันหรือจนครบวันลา

“ยังค่ะ…ก็กําลังคิดกันว่าจะขอย้ายไปเช่าแพคุณดงอีกสักสองคืนแล้วกลับ จะดีกว่าไหม” เชียงคําก็เลยบอกเขา

นายโอกาสจึงเห็นด้วยทันใด เลยกุลีกุจอยกหูฮัลโหลกับเดินดง บอกกล่าวถึงความตั้งใจ

ก็ได้คําตอบทันใจทันการว่า เขาเองก็กําลังจะเก็บของรอนายจังนายจัดพากลับบ้านอยู่เหมือนกัน

“ไงๆ ก็ต้องกินกลางวันกันก่อน” นายโอกาสส่งเสียงสดชื่นตื่นใจ

เพียงไม่กี่นาทีชายหนุ่มกับคนสนิทก็สะพายเป้ก้าวเข้ามาขณะที่ทุกคนกําลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเก็บของลงย่าม เตรียมตัวไปกินอาหารกลางวันที่ร้านของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเหมือนวันวาน หลังจากร่ำลาน้าอําไพเจ้าของแพ

โดยสองสาวเท่านั้นที่แค่ย้ายของเข้าไปจับจองแพพี่อ๊อดสุนิตย์ต่อจากสองชาย

เสร็จสรรพแล้วจึงนั่งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์เกาะกันไปร้านอาหาร

หน้าตาเบิกบานไปด้วยกัน

ยกเว้นหนุ่มชาวกรุงผู้ขออาศัยเกาะท้ายรถนายจัง ปล่อยเก่งไปกับนายโอกาสผู้บัดนี้อารมณ์ดีมาก ชวนเก่งนั่งกับเขาด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วสบายใจ

เก่งก็เลยคิดว่า…จะนั่งติดกับเขากับนายจังหรือนายจัด…เพื่อหาทางปะเหลาะถามถึงวันเดือนปีที่ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองเกิดให้จงได้

บวกกับท่าทางนายโอกาสดูจะชอบเขามาก เพราะเชื้อเชิญให้นั่งอย่างเต็มใจทั้งไปและกลับ คู่ใจของหนุ่มกรุงเทพฯ ก็เลยหมายมั่นปั้นมือว่า น่าจะได้วันเดือนปีของคนสําคัญวันนี้แน่นอน

“บอกจริงๆ นะเก่ง ผมอยากได้เลขาสักคนที่คุณภาพคับแก้วเหมือนคุณจังเลย”

“อ้าว…แล้วท่านไม่มีเหรอฮะเลขา”

“มี…แต่ให้อยู่ทํางานที่บริษัท…คืองานมันเยอะไง ถ้าหิ้วมันไปมาก็ไม่มีใครแทนมันได้…คือคนเดี๋ยวนี้…พูดก็พูดเถอะนะ…จะหาเหมือนครึ่งของเก่งซักคนก็ยากมาก”

“ผมก็ไม่เก่งอะไรหรอกครับท่าน…”

“โอย…ไม่ต้องเรียกท่านเทิ่นอะไรหรอก” เจ้าตัวบึ่งรถไปข้างหน้าพร้อมคุยเสียงดัง

“ต้องขออนุญาตเรียกนะฮะ…ไม่งั้นจะดูเหมือนไม่เคารพผู้อาวุโส…ที่อายุหกสิบเจ็ดสิบ” เก่งเลยขุดบ่อล่อให้อีกฝ่ายส่งเสียงสูง

“อา…ราย…หกเจ็ดสิบ” พร้อมหัวเราะลั่น

“อ้าว…ไม่ถึงหรือครับ”

“รู้ไหมว่าเราอายุแค่ 58 เอง”

“ท่านปีอะไรเหรอครับ”

“ปีมะเส็ง 2508”

“อ้อ…ถ้างั้นคุณจังก็คงปี 09 หรือ 10 ละมัง”

“เขาอ่อนกว่าเราสองปี” นายโอกาสส่งเสียงแข่งกับลมที่ผ่านหน้า “ผมปีมะเส็งเขาปีมะแม”

“อ้อ…สองปีเอง…มิน่า…ดูหนุ่มทั้งคู่”

“อ้าว…แล้วทําไมเมื่อกี้คุณว่าผม 6 – 70 ล่ะ”

“ผมก็เดาให้อายุมากเข้าไว้ไงฮะ จะได้สมกับไร่ที่ท่านมี”

“ผมปีมะเส็งวันเสาร์เดือนอ้ายนะ” นายโอกาสบอกดังๆ “แต่จังปีมะแมวันศุกร์เดือนสิบสอง”

 



Don`t copy text!