มรดกมนตรา บทที่ 28 : มารยาใต้รอยยิ้ม

มรดกมนตรา บทที่ 28 : มารยาใต้รอยยิ้ม

โดย : วัชรนริศ

Loading

มรดกมนตรา ผลงานของ วัชรนริศ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านออนไลน์ทาง anowl.co กับเรื่องราวของนักวิจัยสาวผู้ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับที่ได้รับคฤหาสน์โบราณกลางป่ากาญจนบุรีเป็นมรดกจากญาติที่ไม่เคยรู้จัก ทว่าคฤหาสน์หลังนี้กลับซ่อนคำสาป วิญญาณ และอดีตอันมืดมนที่รอการปลุกตื่น พร้อมการฟื้นคืนของ “อัคนีนาฏเทวี” อสูรสาวในตำนาน

บ่ายวันนั้น ณ คฤหาสน์วารีมรกต กำลังมีคนงานเริ่มทยอยขนของเพื่อเตรียมจัดงานแฟชั่นโชว์เครื่องเพชรเพื่อการกุศล โฉมสุรางค์เดินออกมาดูหน้าบ้านด้วยความตื่นเต้น รถยนต์ของฝ่ายเสื้อผ้าและเตรียมการแสดงก็ได้มาถึง ช่างฝ่ายกำกับการแสดงโชว์ได้เดินเข้ามาทักทายเธอ

“สวัสดีครับ ใช่คุณโฉมสุรางค์ใช่ไหมครับ” เธอยิ้มและพยักหน้ารับ

“ผมอาทิตย์นะครับ เป็นฝ่ายดูแลงานแสดงโชว์ พอดีคุณอัคคีรัตน์ได้ติดต่อเข้ามาแล้วว่าจะให้คุณขึ้นแสดงโชว์เปิดงานคู่กับคุณทิพย์ธิดาครับ” โฉมสุรางค์ทำสีหน้าไม่ค่อยพอใจ

“แล้วตอนนี้คุณทิพย์ธิดาอยู่ที่ไหนครับ ผมจะให้คุณสองคนซ้อมกันก่อนงานเริ่มน่ะครับ”

ทิพย์ธิดาเดินออกมาจากคฤหาสน์เพื่อจะมาทักทายทีมแสดงโชว์ “สวัสดีค่ะ ตามหาดิฉันอยู่หรือเปล่าคะ”

อาทิตย์มองหน้าเธอ “เอ่อ…คุณคือ”

“ดิฉันทิพย์ธิดาค่ะ” เธอพูดและยิ้มเล็กน้อย

“สวัสดีครับคุณทิพย์ธิดา ผมจะให้คุณทั้งสองลองซ้อมกันก่อนสักนิดน่ะครับ พอซ้อมเสร็จแล้วจะให้ทีมงานพาพวกคุณไปเตรียมแต่งตัว” เมื่ออาทิตย์พูดจบก็เดินพาทั้งสองไปเตรียมซ้อมบริเวณบนเวทีและเตรียมเปลี่ยนชุด เมื่อหญิงสาวทั้งสองที่กำลังเตรียมแต่งหน้าอยู่นั้น โฉมสุรางค์เห็นอัคคีรัตน์และคุณหญิงช่อผกาเดินเข้ามาภายในห้องแต่งตัว หญิงสาวก็รีบลุกขึ้นยืนทักทายเธอ

“สวัสดีค่ะคุณอัคคีรัตน์ สวัสดีค่ะคุณพี่” โฉมสุรางค์ยกมือไหว้สวัสดีทั้งสองคน ทิพย์ธิดาค่อยๆ ยืนขึ้น ยกมือไหว้สวัสดีทั้งสองเช่นกันและยิ้มเล็กน้อย

“วันนี้พวกคุณทั้งสองคนสวยมากเลยนะคะ ดิฉันได้นำเครื่องเพชรสำหรับที่จะให้พวกคุณทั้งสองใส่โชว์เปิดงานมาให้นะคะ พวกคุณลองดูกันก่อนสิคะ” อัคคีรัตน์พูดจบก็เปิดฝากล่องให้กับหญิงสาวทั้งสองดู

“ตายแล้ว ทำไมเพชรมันถึงได้ชิ้นใหญ่อลังการขนาดนี้ล่ะคะคุณอัคคีรัตน์ เซตนี้โฉมไม่เคยเห็นที่ไหนเลยนะคะ” เธอพูดพร้อมทั้งเอามือไปลูบที่เพชรในกล่องด้วยแววตาที่ตื่นเต้น

ทิพย์ธิดายืนมองด้วยความรู้สึกหวั่นใจอย่างที่บอกไม่ถูก

อัคคีรัตน์หันไปเปิดอีกกล่องที่อยู่ในมือของคุณหญิงช่อผกา “คุณทิพย์ธิดาคะเซ็ทนี้เป็นของคุณค่ะ ดิฉันคิดว่ามันน่าจะเหมาะกับคุณที่สุด” ทิพย์ธิดามองด้วยความตกตะลึง

เมื่ออัคคีรัตน์พูดจบเธอก็หยิบสร้อยเพชรออกมาจากกล่องและสวมให้กับทิพย์ธิดา โดยมีเครื่องประดับเพชรโบราณและมงกุฎที่มีอัญมณีส่องแสงจนน่าตกตะลึง อัคคีรัตน์หยิบมาสวมที่ศีรษะให้กับเธอ ทิพย์ธิดานั่งมองตัวเองใส่เครื่องเพชรในกระจกด้วยความหวั่นใจ

อัคคีรัตน์พูดกับเธอและมองกลับเข้าไปที่กระจก “คุณสวยมากเลยนะคะคุณทิพย์ธิดา”

โฉมสุรางค์หยิบสร้อยเพชรและต่างหูเพชรขึ้นมาใส่ด้วยความตื่นเต้น เธอมองตัวเองในกระจกด้วยความชื่นชม “ทำไมมันถึงได้สวยแบบนี้” เธอพูดพร้อมทั้งหันซ้ายหันขวามองตัวเองในกระจก

“เอาละค่ะ ดิฉันจะขอตัวออกไปดูงานข้างนอกหน่อย ยังไงดิฉันรอชมโชว์สวยๆ จากพวกคุณทั้งสองอยู่นะคะ” อัคคีรัตน์พูดปนยิ้มเล็กน้อยและเดินออกไป

ในค่ำคืนที่จัดขึ้นเพื่อการกุศล ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับของงานประมูลเพชรที่อัคคีรัตน์เป็นผู้จัด บรรยากาศเต็มไปด้วยความหรูหราและศักดิ์สิทธิ์ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังสองหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ที่ค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาในงานราวกับเจ้าหญิงจากตำนานโบราณ ทั้งทิพย์ธิดาและโฉมสุรางค์งดงามจนแทบจะทำให้ทุกสิ่งรอบข้างหยุดเคลื่อนไหว

ทิพย์ธิดาอยู่ในชุดสตรีโบราณที่สะท้อนถึงราชวงศ์แห่งอาณาจักรทวารวดี ชุดนั้นทำจากผ้าไหมชั้นเลิศที่ถูกทอด้วยมือ ลวดลายบนชุดแสดงถึงฝีมือที่ประณีตเป็นพิเศษ เนื้อผ้าไหมสีทองประกายระยิบระยับ มีลวดลายปักด้วยทองคำแท้ตามแนวขอบเสื้อและกระโปรง ท่อนบนของชุดเป็นสไบปักทองที่พาดลงบนไหล่ข้างหนึ่ง ตรงอกประดับด้วยลายดอกบัวสลับลายเถาเครือ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความมั่นคงในศักดิ์ศรีของผู้สวมใส่ กระโปรงยาวสวมใส่เป็นทรงหางปลายาวลากพื้น ปักลวดลายทองคำและอัญมณีหลากสีที่เรียงร้อยอย่างละเอียด ทำให้ทุกย่างก้าวของเธอดูสง่างามราวกับเดินอยู่บนพรมทองคำ รองเท้าของเธอเป็นรองเท้าแตะหนังแก้วประดับมุกที่ทำให้ดูงดงามแต่ยังคงความสุภาพ

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดบนเรือนร่างของทิพย์ธิดาคือ เครื่องเพชรที่ประดับอยู่ทั่วทั้งตัว เธอสวมมงกุฎเพชรอันงดงามบนศีรษะ มงกุฎนี้ถูกออกแบบเป็นชั้นๆ ละเอียดประณีตด้วยเพชรเม็ดงามที่สะท้อนแสงไฟในงานราวกับประกายดวงดาวที่ส่องสว่างในยามค่ำคืน สร้อยคอเพชรยาวที่ประดับด้วยเพชรเม็ดโตสลับมรกตสีเขียวสด ทำให้เธอดูสูงศักดิ์และมีอำนาจ สร้อยข้อมือที่เธอสวมใส่ประดับด้วยเพชรที่คัดสรรมาอย่างดี แหวนเพชรบนนิ้วมือที่เรียวยาวยิ่งเสริมความหรูหราและสูงศักดิ์ให้กับหญิงสาว

โฉมสุรางค์ที่เดินเข้ามาข้างกันนั้นก็งามไม่แพ้กัน ชุดของเธอถูกออกแบบด้วยลักษณะเดียวกัน แต่ใช้ผ้าไหมสีแดงเข้มที่สลับลายทองคำ ลวดลายบนชุดเป็นลายเครือเถาและดอกไม้แบบทวารวดีโบราณ ทำให้เธอดูทรงอำนาจและน่าเกรงขาม ชุดของโฉมสุรางค์ยังประดับด้วยสไบห่มข้ามบ่าที่มีลวดลายละเอียดอ่อน และปักด้วยอัญมณีเพชรแท้ เพิ่มความหรูหราให้กับท่อนบนของชุด

กระโปรงของหล่อนมีลักษณะยาวปิดคลุมถึงข้อเท้า ปักลายด้วยทองคำและเพชรขาวเป็นเส้นทางเรียบหรูที่ดูแข็งแรงและทรงพลัง รองเท้าของเธอเป็นรองเท้าหนังประดับมุกและเพชรเม็ดเล็กที่บ่งบอกถึงรสนิยมชั้นสูง

เครื่องประดับของโฉมสุรางค์ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเพื่อนของเธอ เธอสวมสร้อยคอเพชรที่มีรูปแบบซับซ้อนมากกว่า เป็นการเรียงตัวของเพชรล้อมมรกตสีเขียวอันบริสุทธิ์ยาวจนถึงกลางอก และคู่กับต่างหูมรกตที่ใหญ่พอจะส่องประกายเมื่อกระทบกับแสงไฟในงาน กำไลข้อมือเพชรที่โฉมสุรางค์สวมใส่นั้นถูกแกะสลักอย่างละเอียดและประดับด้วยเพชรเม็ดเล็กหลายสิบเม็ดที่เรียงตัวกันอย่างลงตัว

สองหญิงสาวเดินเคียงคู่กันเข้ามาในงาน ทิพย์ธิดาที่สง่างามดุจดอกบัวขาวบริสุทธิ์ และโฉมสุรางค์ที่เปรียบเสมือนดอกไม้แห่งไฟอันร้อนแรงและทรงพลัง ทั้งคู่ประดับประดาไปด้วยเครื่องเพชรที่งามสง่า และชุดเจ้าหญิงโบราณสมัยทวารวดีที่เรียบหรูและทรงคุณค่า

ภายในรอบๆ คฤหาสน์วารีมรกตในเวลานี้ รวีได้ออกมาต้อนรับแขกภายในงาน เสียงดนตรีไทยโบราณที่ถูกเล่นขึ้นดังไปทั่วงาน มีคนเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มเดินอยู่ทั่วบริเวณงาน ตรงกลางสนามหน้าคฤหาสน์มีเวทีที่ถูกตกแต่งฉากให้เป็นเหมือนปราสาทหินโบราณ คุณหญิงคุณนายและบุคคลมีชื่อเสียงเริ่มทยอยเขามาถ่ายภาพร่วมกันในงาน ทุกคนต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า คฤหาสน์ที่นี่สวยเหลือเกิน

ดอกเตอร์อมรได้มาร่วมงานด้วย เขาเดินเข้ามาทักทายรวี

“สวัสดีครับดอกเตอร์” ชายหนุ่มกล่าวทักทาย

“สวัสดีครับ แล้วคุณทิพย์ธิดากับคุณโฉมล่ะครับ” อมรพูดเสริม

“ทั้งสองคนกำลังอยู่ในห้องแต่งตัวนะครับ เดี๋ยวก็ใกล้เวลาเปิดงานแล้วละครับ” รวียิ้มเล็กน้อย

ทันใดนั้นสหรัฐได้เดินเข้ามาภายในงานและเห็นอมร เขาจึงเดินเข้าไปทักทาย “อ้าว ดอกเตอร์อมร สวัสดีครับ คุณก็มาร่วมงานนี้เหมือนกันหรือครับ”

“ใช่ครับ คุณสหรัฐครับผมมีคนที่จะแนะนำให้คุณรู้จัก ท่านนี้คือคุณรวีครับ เป็นเจ้าของคฤหาสน์ที่นี่”

“สวัสดีครับคุณรวี ผมร้อยเอกสหรัฐครับ”

“สวัสดีครับคุณสหรัฐ ดอกเตอร์อมรก็พูดเล่นไป ผมไม่ใช่เจ้าของคฤหาสน์ครับ คนที่เป็นเจ้าของที่นี่จริงๆ คือคุณทิพย์ธิดา อีกสักพักคุณก็น่าจะได้เจอเธอครับ” ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย

“แล้วนี่คุณสองคนรู้จักกันได้ยังไงครับ” รวีถามเสริม

“เรื่องมันยาวน่ะ ไว้ผมจะเล่าให้คุณฟัง แต่ที่แน่ๆ มันมีเรื่องประหลาดๆ เกิดขึ้นด้วย” อมรพูดเสริม

จากนั้นไม่นานเสียงดนตรีภายในงานก็ค่อยๆ เบาลง เพื่อเป็นสัญญาณให้รู้ว่าการแสดงโชว์กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว แสงไฟบนเวทีสว่างไสวมากขึ้น เสียงดนตรีไทยสำหรับเปิดการแสดงก็ค่อยๆ ดังขึ้น มีนางรำที่อยู่ในชุดสตรีสมัยทราวดีออกมาร่ายรำมากมาย แสงไฟถูกส่องไปทางที่โฉมสุรางค์ หญิงสาวค่อยๆ เดินออกมาโชว์ตัวที่ด้านหน้าเวที แสงไฟสองไปที่ตัวเธอ ท่วงท่าของเธอราวกับเป็นนางแบบมืออาชีพ ความสว่างของแสงไฟที่ส่องกระทบลงบนตัวเธอ ทำให้สร้อยเพชรและต่างหูที่เธอใส่สะท้อนแสงจนแขกภายในงานต่างก็มองอย่างไม่ละสายตา เมื่อเธอโพสต์ท่าจบเธอก็เดินหันหลังกลับเข้าไปอีกครั้ง

นางรำยังคงร่ายรำต่อเนื่องเพื่อเป็นการเปิดตัวหญิงสาวคนถัดมา ทิพย์ธิดาค่อยๆ เดินเยื้องย่างออกมาราวกับเป็นเจ้าหญิงผู้เลอโฉม มงกุฎเพชรที่สวมอยู่บนศีรษะของเธอ และสร้อยเพชรที่ดูเข้ากับเธอนั้น เมื่อกระทบกับแสงไฟยิ่งส่งเสริมให้เธอดูเสมือนกับเป็นนางฟ้า จนทำให้ทุกคนรวมถึงรวีแทบไม่ละสายตาจากเธอเลย

เธอค่อยๆ เดินมาโพสต์ท่าที่ด้านหน้าและส่งยิ้มให้กับทุกคนในงาน หญิงสาวหันไปสบตากับรวีที่ยืนมองเธอด้วยความตกตะลึงอยู่ด้านล่าง และค่อยๆ เดินหันหลังกลับเข้าไปในเวทีอีกครั้ง จากนั้นหญิงสาวทั้งสองก็เดินกลับออกมาโพสต์ท่าข้างหน้าเวทีพร้อมกัน แขกทุกคนภายในงานต่างปรบมือด้วยความชื่นชมและตกตะลึงในความงดงามของเครื่องเพชรและหญิงสาว

อัคคีรัตน์และคุณหญิงช่อผกานั่งดูอยู่ที่บริเวณด้านหน้าเวที สหรัฐสังเกตเห็นเธอและคุณหญิงจึงสะกิดอมร

“ดอกเตอร์ครับ การที่ผมมาออกงานครั้งนี้ก็เพราะคุณอัคคีรัตน์ละครับ ผมว่าเธอมีอะไรแปลกๆ เหมือนมีความลับอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่” อมรหันมองหน้าสหรัฐเหมือนมีอะไรบางอย่างที่อยากจะบอก

เมื่อการแสดงจบลง ทุกคนยืนขึ้นและปรบมือให้ทั้งสองอีกครั้ง เมื่อเห็นอัคคีรัตน์ที่เดินอยู่ภายในงานสหรัฐและอมรจึงเดินเข้าไปทักทายเธอ “สวัสดีครับคุณอัคคีรัตน์” เขามองเธอและยิ้มเล็กน้อย

“สวัสดีค่ะคุณสหรัฐ คุณอมร มาร่วมงานเหมือนกันหรือคะ”

อมรยิ้ม “จะไม่มาร่วมงานได้ยังไงครับ เป็นงานเพื่อการกุศลยังไงผมก็ต้องมาด้วยอยู่แล้ว”

สหรัฐพูดเสริม “ใช่ครับ อีกอย่างงานนี้ผมได้ข่าวว่า แม่งานเป็นคุณอัคคีรัตน์ด้วย ยิ่งทำให้ผมต้องมาครับ”

“แหม ดิฉันดีใจจริงๆ เลยนะคะที่พวกคุณคิดอย่างนั้น นึกว่าจะมาแค่หาข้อมูลของฉันซะอีก”

อมรและสหรัฐยิ้มเบาๆ

“ดิฉันพูดเล่นนะคะ ดีใจนะคะที่พวกคุณมา อีกอย่างครั้งนี้ดิฉันมาขอใช้สถานที่ของคุณรวีด้วย ยิ่งทำให้งานพิเศษขึ้นไปอีกนะคะ และที่พิเศษไปกว่านั้นคือ เครื่องเพชรที่คุณทิพย์ธิดาและคุณโฉมสุรางค์ใส่เปิดงาน ก็เป็นเครื่องเพชรโบราณของดิฉันเองด้วย ไม่เคยใส่เปิดโชว์ที่ไหนเลยนะคะ” เธอพูดด้วยแววตามีเลศนัย

หลังจากหญิงสาวทั้งสองเดินแบบบนเวทีเสร็จเรียบร้อย ทิพย์ธิดาและโฉมสุรางค์กลับมาที่ห้องแต่งตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า โฉมสุรางค์มองหาจังหวะเหมาะๆ เพื่อเริ่มแผนการของเธอ เมื่อทั้งสองสาวเปลี่ยนชุดเป็นชุดเดรสออกงานปกติแล้ว โฉมสุรางค์แอบเดินมาที่โต๊ะแต่งตัวของทิพย์ธิดาและนำสร้อยเพชรที่เธอเป็นคนสวมใส่เองหย่อนใส่ไว้ในชุดเดรสของหญิงสาว ทิพย์ธิดายังไม่ทันรู้ตัว เมื่อโฉมสุรางค์เห็นว่ามีทีมงานเข้ามาในห้องแต่งตัว เธอจึงเริ่มแสดงบทบาทของเธอทันที

“ทิพย์ธิดา! คุณทำแบบนี้ได้ยังไง” โฉมสุรางค์พูดเสียงดังทำให้ทุกคนในห้องหันมามอง

“คุณพูดเรื่องอะไร” ทิพย์ธิดาถามด้วยความสงสัย

“เครื่องประดับของฉันหายไป แล้วฉันเห็นคุณอยู่ใกล้ๆ โต๊ะของฉันเมื่อกี้”

ทิพย์ธิดารีบหันมาด้วยความตกใจ “ฉันไม่ได้เอาอะไรของคุณไปนะ”

โฉมสุรางค์มองหน้าทิพย์ธิดาอย่างสงสัย “ฉันไม่คิดว่าคุณจะทำแบบนี้กับฉัน ฉันเคยคิดว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”

ทิพย์ธิดาพยายามอธิบาย “ไม่! มันต้องมีการเข้าใจผิดแน่นอน ฉันไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ”

ขณะที่ความตึงเครียดในห้องแต่งตัวเพิ่มขึ้น โฉมสุรางค์ก็รู้สึกพอใจกับแผนการของเธอ ทิพย์ธิดารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติและเธอต้องหาทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเธอ แต่ในเวลานั้นเธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี

หลังจากนั้นไม่นาน อัคคีรัตน์และรวีก็เดินเข้ามาในห้องแต่งตัว ได้ยินเสียงโวยวายของโฉมสุรางค์

“เกิดอะไรกันขึ้นคะ” อัคคีรัตน์ถามด้วยความสงสัย

โฉมสุรางค์หันไปบอกกับอัคคีรัตน์ว่า “คุณอัคคีรัตน์ค่ะ ทิพย์ธิดาพยายามขโมยเครื่องประดับของคุณค่ะ” แล้วเธอก็ทำทีว่าเดินไปค้นหาของรอบๆ ตัวของหญิงสาวจนมาถึงชุดเดรสที่ถูกแขวนอยู่

โฉมสุรางค์ใช้มือลูบไปที่ชุด และพยายามจะหยิบสร้อยเพชรที่ตนเองเอาไปแอบใส่ไว้ แต่ก็ต้องผงะเมื่อไม่มีสิ่งใดอยู่ในชุด หญิงสาวรู้สึกแปลกใจ และพยายามเก็บอาการ

อัคคีรัตน์ยิ้มเล็กน้อย “แล้วตอนนี้มันอยู่ที่ไหนล่ะคะ” เธอเดินไปเปิดกล่องเครื่องประดับที่โต๊ะแต่งหน้า ซึ่งเห็นได้ว่าเครื่องประดับทั้งหมดไม่ได้หายไปไหน “ก็ยังอยู่ดีเหมือนเดิมนะคะ”

โฉมสุรางค์หน้าซีดเล็กน้อยและพยายามพูดต่อ “แต่ฉันคิดว่าเธอแอบหยิบไปนะคะ”

อัคคีรัตน์พยักหน้า “ฉันเข้าใจค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันไม่เอาเรื่องหรอกค่ะ”

“หรือว่าคุณทิพย์จะรู้ตัวก่อนคะ เลยรีบเอาไปเก็บใส่ไว้ในกล่อง” โฉมสุรางค์ยังพยายามที่ปรักปรำเธอ

รวีมองทิพย์ธิดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ไม่มั่นใจในตัวเธออีกต่อไป เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ท่าทางของเขาทำให้ทิพย์ธิดารู้สึกอึดอัดและเสียใจ

อัคคีรัตน์จึงหันไปพูดกับโฉมสุรางค์ “โฉมสุรางค์ เราควรจะจบเรื่องนี้ที่นี่นะคะ ไม่ควรทำให้มันใหญ่โตไปกว่านี้”

โฉมสุรางค์พยักหน้า “ค่ะ ฉันขอโทษถ้าทำให้ทุกคนไม่สบายใจ”

อัคคีรัตน์ยิ้มให้ทิพย์ธิดา “ไม่ต้องกังวลนะคะ ฉันเชื่อว่ามันเป็นการเข้าใจผิดกัน ฉันมั่นใจในตัวคุณ”

ทิพย์ธิดารู้สึกขอบคุณและพยายามยิ้มตอบกลับ แต่เธอก็รู้ว่าเธอต้องหาทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเธอให้ได้ ไม่เพียงแต่ต่อหน้าอัคคีรัตน์ แต่ยังต้องทำให้รวีเชื่อมั่นในตัวเธออีกครั้ง

 



Don`t copy text!