
ยาใจด้วยรัก บทที่ 20 : ข้อสงสัยทางอารมณ์
โดย : ลิลนิล
![]()
ยาใจด้วยรัก โดย ลิลนิล เรื่องราวฟีลกู้ดของสาวไทป์แมวดำและเด็กหนุ่มไทป์หมาโกลเด้นที่จะช่วยให้คุณเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น นวนิยายโรแมนติก คอมเมดี้ อบอุ่นหัวใจ ดราม่า ที่อ่านเอาเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะมอบความสุขให้กับทุกคนได้อย่างแน่นอน
ณ ห้องปรึกษาสีขาวที่คุ้นเคย เบสต์เดินทางมาพบแพทย์ตามนัด เธอบอกเล่าเหตุการณ์และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเธอในช่วงนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะดนตรีช่วยผ่อนคลาย ยา หรือความสดใสของเด็กหนุ่ม ชีวิตของเธอจึงดำเนินไปอย่างเป็นปกติสุข
“อืม จากที่ฟังหมอว่าเรามาถูกทางแล้วละ จะให้กินยาตามนี้ไปก่อนนะ แล้วอีกหนึ่งเดือนมาเจอกัน” อรรถกรจรดปากกาบันทึกเรื่องราวลงในแฟ้มประวัติ และสั่งยาตัวเดิมให้เธอ
“เอ่อ…หมอคะ สรุปว่าเบสต์เป็นอะไรเหรอคะ” เบสต์เอ่ยถาม จิตแพทย์เมื่อได้ยินดังนั้นก็ค่อยๆ อธิบายอาการของโรคให้คนไข้ฟังอย่างใจเย็น
“เธอเป็นไบโพลาร์ทู หรือไบโพลาร์อ่อนๆ จะมีอาการซึมเศร้าสลับกับไฮโปเมเนีย ช่วงซึมเศร้าให้นึกถึงตอนที่เธอมาหาหมอครั้งแรก ตอนนั้นเธอรู้สึกดาวน์จนร้องไห้แล้วก็เอาตัวเองขึ้นจากความเศร้าไม่ได้ หมอเลยให้ยาช่วยเรื่องซึมเศร้าไป แต่หลังจากนั้นเธอก็เกิดภาวะไฮโปเมเนียขึ้นจากการที่เธอทำอะไรสุดโต่ง ช่วงนั้นเธอจะรู้สึกดีดมีพลังมั่นใจเกินกว่าปกติ อย่างตอนที่เธอไปเต้นบนโต๊ะนั่นแหละ เดาว่าก่อนหน้านั้นเธอก็คงมีอาการมาบ้างแต่แค่ไม่ได้เล่าให้หมอฟัง…การใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินตัว โมโหร้ายอย่างควบคุมไม่ได้ก็เป็นส่วนหนึ่งของอาการนะ”
ได้ยินดังนั้น เบสต์นึกทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาตามคำอธิบายของแพทย์ อาการเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นกับเธอจริงๆ เมื่อเห็นคนไข้พยักหน้าเข้าใจ นายแพทย์จึงอธิบายต่อ
“หมอเลยเพิ่มยาที่ช่วยภาวะไฮโปเมเนียไปให้ แล้วอาการก็เหมือนจะคงที่มากขึ้น ก็เลยสรุปได้ว่าเป็นโรคนี้” จิตแพทย์ว่าพลางเขียนสรุปลงในบันทึก ถึงจะเริ่มเข้าใจอาการแล้วแต่เบสต์ก็ยังคงมีคำถามอยู่
“ไบโพลาร์มันฟังดูน่ากลัวมากเลยนะคะ แถมชอบถูกใช้เป็นคำด่าด้วย…” หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยความกังวลใจ
“บางคนเขาก็พูดไปเพราะไม่มีความรู้ อีกอย่างเธอเป็นแค่ไบโพลาร์อ่อนๆ เวลาไฮโปเมเนียก็แค่ขยันกว่าปกติเท่านั้น ถ้าไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็น ไม่ต้องคิดมาก จากสถิติในร้อยคนจะเจอคนเป็นโรคนี้ 1-5 คน มีเพื่อนเยอะแยะเธอไม่ต้องกลัวเลย ตอนนี้แค่ต้องกินยาตามที่หมอสั่งและนอนให้ดี มันจะช่วยให้อาการของเธอดีขึ้นตามลำดับ” นายแพทย์กล่าว แม้น้ำเสียงเขาจะไม่อ่อนโยนและไม่มีคำปลอบใดๆ แต่ข้อเท็จจริงก็ช่วยให้เธอมีสติและรู้สึกดีขึ้นมาก
เบสต์กลับถึงห้องพร้อมกับภพด้วยความรู้สึกโล่งใจ หญิงสาวคิดว่าในสุดเธอก็รู้แล้วว่าเธอเป็นอะไร ทุกอย่างกำลังถูกจัดการด้วยลำดับขั้นตอนที่เหมาะสม หวังว่าสารเคมีในสมองของเธอจะกลับมาสมดุลในไม่ช้า
เมื่อนึกย้อนไปถึงวิถีการใช้ชีวิตของเธอที่ทุ่มเททำงานหนัก อดหลับอดนอน สู้อยู่กับความเครียดนานหลายปี จนร่างกายและจิตใจพังพินาศ หญิงสาวเพิ่งมาตระหนักรู้ตอนนี้เองว่าการพยายามในสิ่งที่ไม่ใช่นั้นไม่มีความหมายเลย เธอเพิ่งนึกเสียใจเมื่อความรู้สึกลบมันข้ามเส้นที่ไม่อาจหวนคืนได้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น หากเธอไม่ผ่านอดีตอันแสนเจ็บปวด เธอก็อาจจะไม่ได้พบกับของขวัญล้ำค่าที่คอยอยู่เคียงข้างเธอ อย่างเช่นเด็กหนุ่มข้างห้องคนนี้ก็ได้
เบสต์นึกพลางหันไปมองเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งซ้อมกีตาร์อยู่บนโซฟาตัวเดิม เธอเงี่ยหูฟังเสียงร้องและท่วงทำนองที่ได้ยินทีไรก็ไม่รู้สึกเบื่อก่อนจะเดินเข้าไปลดตัวลงนั่งข้างๆ เขา หลังจากนั้นหญิงสาวอิงศีรษะของเธอบนบ่าของเขาพลางไล้นิ้วมือไปบนตัวอักษร K บนกีตาร์ที่ถูกแกะสลักไว้อย่างลวกๆ คล้ายกับรอยจากเด็กมือบอนที่เอาของมีคมมากรีดแสดงความเป็นเจ้าของ
“นี่ ทำไมกีตาร์ถึงสลักเป็นตัว K ล่ะ ชื่อของภพน่าจะตัว P ไม่ใช่เหรอ” หญิงสาวถามอย่างสงสัย
“อ้อ นี่ไม่ใช่กีตาร์ของผมหรอก ของเพื่อนผม ชื่อกล้า ตัว K ย่อมาจากชื่อเล่นของมัน” เขาตอบพลางยิ้มเศร้าๆ รอยยิ้มนั้นปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วหายไป ทิ้งตะกอนความสงสัยเอาไว้ในหัวใจของเบสต์
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นหยุดความกระหายใคร่รู้ของหญิงสาวลงชั่วขณะ เธอรีบผละตัวที่อิงแอบแนบชิดกับเด็กหนุ่มออกก่อนจะเดินไปเปิดประตูต้อนรับแขกผู้มาเยือน ทันใดนั้นเอง ชายร่างสูง ผิวขาว ในชุดเสื้อเชิ้ตสีอ่อนและกางเกงสแล็กสีดำ สวมแว่นตาหนากรอบสี่เหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้คงแก่เรียนปรากฏตรงหน้า
“ทำหน้าอย่างกับเห็นผีแน่ะ”
พี่ชายที่ไม่ได้พบกันมานานกล่าวทักทายก่อนจะถือวิสาสะเดินผ่านตัวเธอเข้าไปในห้อง หญิงสาวเอาแขนกั้นประตูไว้โดยอัตโนมัติ
“พี่บอส กลับไปก่อนได้มั้ย ตอนนี้เบสต์มีแขก…” ท่าทางมีพิรุธทำให้ชายหนุ่มไม่ค่อยพอใจนัก
“ไม่เป็นไร…ใช่มั้ยแม่” บอสส่งสัญญาณไปยังหญิงร่างเล็กที่โดนร่างสูงโปร่งของเขาบังมิดจนเบสต์ไม่ทันสังเกตเห็น หญิงสูงวัยส่งยิ้มน้อยๆ ให้ลูกสาวด้วยความคิดถึง แต่ไม่ทันที่เธอจะได้เอื้อนเอ่ยคำใด เสียงทุ้มต่ำน่าเกรงขามก็ดังขัดขึ้นจากด้านหลัง
“ให้แขกกลับไปก่อน…แล้วจะให้ยืนรออีกนานเท่าไหร่ พ่อกับแม่เดินทางเหนื่อยๆ มาจากเชียงใหม่นะ ใจคอจะไม่ให้เข้าไปพักเลยรึไง” ผู้เป็นบิดาต่อว่าเสียงแข็ง เมื่อถูกตำหนิหญิงสาวเลยต้องจำใจต้อนรับพวกเขาแต่โดยดี
ภายในห้องที่ไม่เป็นระเบียบแต่ก็ไม่ถึงกับรก นฤเบศร์และอารีย์มองเด็กหนุ่มแปลกหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า จนอีกฝ่ายต้องเก็บเครื่องดนตรีและลุกขยับตัวออก ก่อนที่ทั้งคู่จะทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาแทนที่ ในจังหวะเดียวกันกับที่เบสต์เข้าไปเตรียมน้ำดื่มในโซนครัวด้วยความประหม่า
“แล้วทำงานเป็นยังไงบ้าง” ผู้เป็นบิดาตะโกนถามลูกสาว
“ก็ดีค่ะ” เธอตอบกลับด้วยหัวใจที่หวั่นไหว ถึงกระนั้นผู้เป็นบิดาก็ไม่ได้สังเกตน้ำเสียงที่ผิดปกติของเจ้าหล่อน เขาถามต่อด้วยความอยากรู้
“เห็นบอกว่าได้เลื่อนขั้นหนิ ตอนนี้ตำแหน่งอะไรแล้วนะ”
ได้ยินดังนั้นผู้เป็นมารดาจึงถือวิสาสะตอบแทนลูกสาวที่น่าจะง่วนอยู่ในครัว
“หัวหน้าแผนกค่ะคุณ”
สิ้นคำตอบจากปากของคู่ชีวิต นฤเบศร์ยิ้มและพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“บอส ตอนเรา 28 นี่ได้เป็นหัวหน้าแผนกรึยัง” ชายสูงวัยหันไปถามลูกชายซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ของโต๊ะรับประทานอาหารที่อยู่ไกลออกไป
“ครับ เท่ากันครับคุณพ่อ” ผู้เป็นพี่ชายตอบเสียงเรียบเนื่องด้วยความสำเร็จเป็นสิ่งที่เขาได้รับจนเคยชิน
“อืม…เก่งสมกับเป็นลูกของพ่อ” เขาเอ่ยชื่นชมลูกทั้งสองโดยที่ไม่รู้ว่ามีเรื่องหนึ่งที่โกหก
เบสต์ได้ยินดังนั้น มันทำให้ขาของเธอหนักอึ้งยากจะก้าวเท้าออกจากห้องครัว ตอนนี้ห้องของเธอเหมือนไม่ใช่พื้นที่ของเธออีกต่อไป ครอบครัวสุขสันต์ แหล่งรวมของคนประสบความสำเร็จ พื้นที่ที่คนล้มเหลวอย่างเธอไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งได้
ภพไม่รู้จะทำตัวยังไงกับสถานการณ์นี้ เหมือนว่าทุกคนพูดคุยกันโดยลืมว่าเขามีตัวตนอยู่ในห้อง แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนอัธยาศัยดี เด็กหนุ่มจึงพยายามเข้าหาผู้ใหญ่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“สวัสดีครับ ผมชื่อภพ อาศัยอยู่ห้องข้างๆ ของพี่เบสต์ ผมมารบกวนพี่เขาบ่อยๆ เลย ยังไงฝากตัวด้วยนะครับ” เขากล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้แต่คู่สนทนาเหมือนจะไม่ใส่ใจเท่าไรนัก
อารีย์หันมายิ้มน้อยๆ ก่อนน้อมใบหน้าทักทายอย่างเรียบง่าย แก้บรรยากาศตึงเครียดของสามี การกระทำนั้นทำให้ภพรู้สึกอึดอัดจนเขาต้องค่อยๆ ลดมือลงอย่างช้าๆ ก่อนที่บอสจะเดินเข้ามาทักทายเด็กหนุ่มแทนผู้เป็นบิดา
“สวัสดีครับ ผมบอส พี่ชายของเบสต์” ชายอายุมากกว่าทักทายอย่างสุภาพแต่แฝงไปด้วยความเคร่งขรึมและดุดันจนภพลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่
‘น่ากลัวทั้งพ่อทั้งพี่’ คงเป็นนิยามที่เด็กหนุ่มแปะหราบนหน้าผากให้กับครอบครัวของพี่สาวข้างห้อง
ทันใดนั้นเองบอสเหลือบตามองเห็นซองยากระจัดกระจายบนโต๊ะ ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาอย่างสงสัยด้วยน้องสาวเพียงคนเดียวของเขาก็ดูแข็งแรงดี ไม่มีทีท่าว่าจะเป็นหวัด
“เบสต์ เราป่วยเหรอ” เขาถามพร้อมกับอ่านรายละเอียดยาที่ระบุไว้หน้าซองตามนิสัยคนช่างสังเกต
“ยา…”
“เดี๋ยว!” เบสต์พยายามร้องห้ามแต่ไม่ทันเสียแล้ว
“ยารักษาอาการทางจิตประสาท?”

- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 21 : บ้านไม่ใช่เซฟโซน
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 20 : ข้อสงสัยทางอารมณ์
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 19 : หยุดพักได้เท่าที่ต้องการ
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 18 : อยากปกป้องเธอ
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 17 : ความมั่นใจที่ไม่รู้มาจากไหน
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 16 : เป็นตัวของตัวเอง
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 15 : เปิดหูเปิดตา
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 14 : โซเชียลมีเดีย
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 13 : รอยยิ้มที่หายไปนาน
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 12 : ถ้าเป็นแผลที่ใจก็ต้องรักษา
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 11 : โพสต์อิท
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 10 : แค่อยู่ข้างๆ กันก็พอ
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 9 : ความห่วงใยของคนแปลกหน้า
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 8 : คนข้างห้อง
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 7 : ความฝันที่กินไม่ได้
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 6 : หลุมดำในใจ
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 5 : ความเจ็บปวดที่ไม่มีเสียง
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 4 : ความล้มเหลวของความพยายาม
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 3 : บ้านที่ไม่อยากกลับ
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 2 : ออฟฟิศที่อยู่กันแบบครอบครัว
- READ ยาใจด้วยรัก บทที่ 1 : การพบกันครั้งแรกของกลางคืนและกลางวัน
- READ ยาใจด้วยรัก : บทนำ







