เมื่อนวนิยายออกจากมือผู้เขียน : การตีความที่ทำให้เรื่องราวมีชีวิตอีกครั้ง

เมื่อนวนิยายออกจากมือผู้เขียน : การตีความที่ทำให้เรื่องราวมีชีวิตอีกครั้ง

Loading

นวนิยายสู่ละคร โลกคู่ขนานที่ใช้คนละศาสตร์ในการเล่าเรื่อง

เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ละครที่สร้างไม่เหมือนในนิยายเลย ซึ่งแต่ละเรื่องที่ถูกนำมาสร้างก็ย่อมมีเหตุผลในการปรับเปลี่ยนที่แตกต่างกันออกไป เพราะการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรกับการเล่าเรื่องผ่านภาพเคลื่อนไหวมีข้อจำกัดและวิธีการที่ไม่เหมือนกัน

เรื่องนี้คนที่มีประสบการณ์มากที่สุดในการเสวนาคือ คุณหมอโอ๊ต–พงศกร เพราะนวนิยายของเขาหลายเรื่องเคยถูกนำไปสร้างเป็นละคร และผ่านการปรับเปลี่ยนมาแล้วหลายรูปแบบ

สำหรับ แอม–นวาภัส เธอมองว่าการปรับเปลี่ยนเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ขอเพียงเส้นเรื่องหลักและหัวใจของเรื่องยังคงอยู่ อย่าง เหมันต์ตะวันรอน จากเดิมที่ท่านชายรวีกานต์เป็นคุณชายความจำเสื่อม เมื่อมาเป็นละครก็ถูกปรับคาแรกเตอร์ให้มีความดุดันและมีสีสันมากขึ้น จนกลายเป็น เสือตะวัน ที่มีทั้งฉากบู๊และแอ็กชันมากขึ้น ซึ่งในมุมของเธอไม่ได้ทำให้เรื่องแย่ลง แต่กลับเป็นการปรับให้เหมาะกับธรรมชาติของละคร

ขณะที่ ชวชิต มองว่าซีรีส์คือ ‘ศิลปะอีกแขนงหนึ่ง’ ผู้สร้างย่อมมีสิทธิ์ตีความเรื่องราวผ่านมุมมองของตัวเอง เช่น ตัวละครบางตัวที่ในหนังสือมีรายละเอียดเพียงไม่กี่บรรทัด เมื่อนำมาสร้างเป็นซีรีส์กลับถูกขยายเรื่องราวและปมชีวิตให้มีมิติมากขึ้น ซึ่งสำหรับคนเขียนแล้วถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะทำให้เห็นว่าตัวละครที่เราเคยสร้างไว้สามารถเติบโตไปได้ไกลกว่าที่เราเคยเขียนเอาไว้เสียอีก

ส่วนคุณหมอโอ๊ตเองก็เคยผ่านช่วงเวลาที่รู้สึกกังวลกับการดัดแปลงเช่นกัน จนกระทั่งมีโอกาสได้พูดคุยกับศิลปินแห่งชาติและนักเขียนระดับตำนาน คุณกฤษณา อโศกสิน ซึ่งมีประสบการณ์กับการสร้างงานเขียนที่นำมาสร้างเป็นละครมาอย่างยาวนาน และได้รับคำแนะนำที่ช่วยปลดล็อกความรู้สึกนั้นว่า

“นี่คือคนละสื่อกัน…หนังสือก็คือหนังสือ ละครก็คือละคร ละครฉายจบไปก็จบกัน แต่หนังสือของเราจะอยู่ไปตลอดกาล คนรักละครอาจจะไม่เคยอ่านหนังสือ หรือคนรักหนังสืออาจจะไม่อินละคร เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้นในการดัดแปลงสื่อ”

และนั่นทำให้คุณหมอโอ๊ตมองการดัดแปลงงานเขียนด้วยความเข้าใจมาจนถึงปัจจุบัน

หนังสือมีวิธีเล่าเรื่องแบบหนึ่ง ละครก็มีศาสตร์ของตัวเองอีกแบบหนึ่ง สิ่งที่นักเขียนเคยบรรยายด้วยตัวอักษรหลายหน้า อาจถูกถ่ายทอดผ่านสีหน้าของนักแสดงเพียงไม่กี่วินาที หรือรายละเอียดบางอย่างที่อยู่ในหนังสืออาจถูกตัดออก ขณะที่บางประเด็นซึ่งมีเพียงเล็กน้อยในต้นฉบับกลับถูกหยิบมาขยายให้กลายเป็นเส้นเรื่องสำคัญ

เมื่อเรื่องราวถูกส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคน และจากสื่อหนึ่งไปสู่อีกสื่อ การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เรื่องเดิมหายไป แต่อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เรื่องนั้นได้มีชีวิตในแบบใหม่ขึ้น

เมื่อเรื่องราวไม่ได้เป็นของนักเขียนเพียงคนเดียวอีกต่อไป

ช่วงท้ายๆ ของการเสวนา มีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นว่า เมื่ออ่านนิยายเรื่องหนึ่งจบ แล้วการตีความของคนอื่นแตกต่างไปจากสิ่งที่นักเขียนตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก จะถือว่าเป็นเรื่องผิดหรือไม่

ไม่มีคำตอบจากคำถามนี้ แต่คุณหมอโอ๊ตมีเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟัง

เขาหยิบยกผลงานเรื่อง กลิ่นการเวก ของตัวเองขึ้นมาเป็นตัวอย่างพร้อมเล่าว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องมาจากความชอบซีรีส์ต่างประเทศเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเลขาฯ กับเจ้านายลึกลับที่ทำงานร่วมกันโดยไม่เคยเห็นหน้ากัน จึงอยากนำบรรยากาศนั้นมาแต่งเป็นเรื่องสยองขวัญเกี่ยวกับบ้านผีสิง

พระเอกอย่าง หัสดินทร์ เป็นวิศวกรที่ถูกพ่อบังคับให้กลับมาคุมงานก่อสร้างที่บ้านเกิด แต่เขาไม่อยากกลับ จนกระทั่งได้ไปสมัครเป็นเลขาฯ ในวังลึกลับแห่งหนึ่ง และได้รับคำสั่งงานผ่านกระดาษโน้ตให้ช่วยแต่งนิยายต่อจากเจ้านายที่เสียชีวิตไปแล้ว

เรื่องราวดำเนินไปจนในที่สุดจึงได้รู้ว่า คุณชายเจ้าของวังเสียชีวิตไปนานแล้ว และร่างที่ปรากฏให้เห็นคือวิญญาณที่ยังคงอยู่เพื่อทำภารกิจบางอย่างให้ลุล่วง

แต่เมื่อ กลิ่นการเวก ถูกนำไปศึกษาในภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ นักศึกษาบางคนกลับใช้ทฤษฎีวรรณกรรมตีความความสัมพันธ์ระหว่าง คุณชายอายุธกับหัสดินทร์ ว่ามีมิติของความสัมพันธ์เชิงชายรักชาย

ซึ่งคุณหมอโอ๊ตบอกว่า

“ตอนที่ผมนั่งเขียนอยู่… ผมไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว”

แทนที่จะมองว่าการตีความนั้นผิด กลับกลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เมื่อผลงานออกจากมือของผู้เขียนและไปอยู่ในสายตาของผู้อ่านแล้ว ผู้เสพสามารถมองเห็นความหมายบางอย่างที่กว้างไกลไปกว่าสิ่งที่ผู้เขียนเคยตั้งใจไว้ได้

และไม่ใช่เพียงการอ่านเท่านั้น เพราะในปัจจุบันมีผลงานวรรณกรรมอีกหลายเรื่องที่ถูกนำกลับมาตีความและสร้างใหม่ในบริบทของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป อย่าง ทายาทอสูร ของตรี อภิรุม ที่ได้รับการหยิบมาสร้างใหม่ในมุมมองที่แตกต่างจากเดิม

เมื่อเรื่องราวหนึ่งถูกนำกลับมาเล่าใหม่ ผู้สร้างอาจมองเห็นรายละเอียดบางอย่างที่คนรุ่นก่อนไม่ได้มอง หรืออาจเลือกหยิบประเด็นเดิมมาตีความผ่านบริบทของสังคมในช่วงเวลานั้น เช่นเดียวกับที่คนอ่านแต่ละยุคอาจมองนิยายเรื่องเดียวกันด้วยสายตาที่ไม่เหมือนกัน

บางครั้งนักเขียนอาจไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องราวของตัวเองถูกมองในมุมนั้น

บางครั้งผู้สร้างละครอาจเห็นรายละเอียดบางอย่างที่นักเขียนเองไม่เคยมองเห็น

และบางครั้งคนอ่านแต่ละคนก็อาจพบความหมายของเรื่องเดียวกันแตกต่างกันออกไป

นี่อาจเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของศิลปะ เพราะเมื่อผลงานถูกปล่อยออกจากมือของผู้สร้างแล้ว มันก็เริ่มเดินทางไปพบบริบท ช่วงเวลา และยุคสมัยใหม่ๆ และทุกครั้งที่ถูกมองใหม่ ความหมายบางอย่างก็อาจถูกค้นพบขึ้นมาอีกครั้ง

นิยายหนึ่งเรื่องจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกเล่าเหมือนเดิมเสมอไป หากแต่สามารถถูกมองและถ่ายทอดจากมุมใดมุมหนึ่งได้แตกต่างกันออกไป

ไม่ว่าจะผ่าน จินตนาการ ตัวอักษร ภาพ เสียง การแสดง หรือภาพเคลื่อนไหว สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นรูปแบบที่ทำให้เรื่องราวเดินทางต่อ

และไม่ว่าการตีความจะเหมือนหรือต่างจากเจตนาเดิมของผู้เขียนมากเพียงใด อย่างน้อยที่สุด การที่ใครสักคนยังหยิบเรื่องราวนั้นขึ้นมาอ่าน นำกลับมาสร้างใหม่ หรือมองเห็นความหมายบางอย่างจากมัน ก็หมายความว่าเรื่องราวนั้นยังคงเดินทางต่อไป

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การตีความไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็ล้วนทำให้นิยายเรื่องนั้นมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

Don`t copy text!