
คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน บทที่ 1 : อยู่ตรงนี้นานไปก็เมื่อยขบ
โดย : สีหมอก ดอกรัก
![]()
“คนไม่เอาถ่าน วิญญาณไม่เอาไหน” เมื่ออยู่ดีๆ ชีวิตวัย 29 ปีอันแสนอบอุ่นก็ต้องวุ่นวาย เมื่ออาม่าผุดพูดประโยคสุดประหลาดกลางพายุกระหน่ำว่า ‘อั๊วคืออากง อั๊วตายไม่รู้ตัว!’ ภารกิจสืบหาการตายของผีอากงสุดโบ๊ะบ๊ะจึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ช่วยเพียงคนเดียวคือแม่หมอสาวสื่อวิญญาณสายโอตาคุ งานนี้ความจริงจะคลายหรือจะปวดหัวกว่าเดิม? นิยายคอมเมดี้-สืบสวนแฟนตาซี โดย สีหมอก ดอกรัก ได้ที่ anowl.co

ฝนที่ตกกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา ไม่ต่างจากวันนั้น…เสียงหวีดหวิวอื้ออึงจากลมพายุที่พัดมาจากทุกทิศทุกทาง เศษกิ่งไม้ใบไม้ปลิวว่อน ทำให้แทบจะทุกชีวิตต้องหาที่หลบเข้าไปอยู่ในที่กำบัง
ห้องแถวไม้โบราณสองชั้นในซอย สุดทางของถนนในซอยนั้นเป็นวัดที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ยังคงปิดประตูลั่นดาลแน่นหนา แม้จะผ่านเวลามาไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบปี ก็ยังคงสู้แรงพายุอย่างไม่หวั่น
ถัดจากห้องแถวไม้หลังริมเป็นบ้านสองชั้นขนาดไม่ใหญ่มาก ด้านหน้าของบ้านเป็นโรงรถที่จอดรถได้สองคัน และยังมีห้องเก็บเครื่องมือช่าง อุปกรณ์ทำสวน และข้าวของจิปาถะ รั้วเหล็กโปร่งๆ หน้าบ้านทอดตัวยาวไปจรดห้องแถวไม้ ประตูเลื่อนของรั้วบ้านอยู่แนวเดียวกับโรงรถ เสาข้างประตูทั้งซ้ายขวา มีโคมไฟส่องสว่าง หลังบ้านมีต้นไม้ใหญ่ที่อยู่มาดั้งเดิมหลายสิบปี ถัดไปเป็นลำรางที่ทอดยาวออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้ายซอย
บ้านหลังนั้นปิดประตูหน้าต่างทุกบาน เพื่อหลบเร้นจากลมพายุ มีเพียงแสงไฟที่ลอดออกมาจากส่วนที่เป็นกระจก พอให้เห็นว่ามีคนอยู่อาศัยภายใน ไฟจากโคมยอดเสาข้างประตูติดๆ ดับๆ และถ้าเงี่ยหูฟังดีๆ จะได้ยินเสียงทอดถอนใจดังออกมาจากเสาต้นนั้น
ชายหนุ่มเปิดดูแอปพลิเคชันตรวจสอบสภาพอากาศในโทรศัพท์มือถืออย่างแปลกใจ พื้นที่อื่นในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็ล้วนแต่ไม่มีเมฆฝน จะมีก็แต่ที่นี่แหละ อยู่ๆ ก็ฝนตกหนัก คงจะภาวะโลกร้อน…ชายหนุ่มได้แต่คิดในใจ
“อาม่าหลับแล้วเหรอฮะพี่เฉิด” ชายหนุ่มหันมาถามพี่เลี้ยงอาม่า คนดูแลวัยห้าสิบปลายๆ หลังจากที่ได้ยินเสียงเดินออกมาจากห้องนอนอาม่าที่อยู่ชั้นล่าง
“หลับแล้วค่ะ คุณพีร์กินข้าวเย็นหรือยัง” พี่เฉิด หรือเฉิดโฉมเหลือบมองดูนาฬิกาบนผนัง นี่มันสองทุ่มแล้ว ฝนตกมาตั้งแต่หกโมงเย็น สองชั่วโมงเข้าแล้ว ยังไม่มีทีท่าจะหยุด
“เรียบร้อยละฮะ พี่เฉิดไปกินข้าวเหอะ ดูอาม่ามาทั้งวัน” ชายหนุ่มพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์ เขาไล่ดูข่าวไปเรื่อยๆ แก้เซ็ง โชคดีที่อยู่ในบ้านแล้ว ถ้ายังรถติดอยู่นอกบ้านตอนฝนตก ชีวิตคงดูไม่จืด แต่ถ้าฝนยังคงตกหนักอย่างนี้ มีหวังน้ำล้นจากลำรางเข้าท่วมพื้นตรงหลังบ้านเป็นแน่
‘เปรี้ยง!!…วี๊ดดดด…!!’ เสียงฟ้าร้องดังสนั่น จนแรงสะเทือนทำให้กระจกหน้าต่างและประตูสั่นจนน่ากลัวจะแตก ตามมาด้วยเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของพี่เฉิด ทำเอาชายหนุ่มถึงกับเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์แล้วเปิดผ้าม่านเพื่อมองออกไปทางรั้วหน้าบ้าน
เสาข้างประตูที่มีโคมไฟอยู่เหนือเสา ไฟดับไปด้านหนึ่ง ลมคงจะพัดแรงจนโคมไฟกระเด็น หรือจะฟ้าผ่า
‘ช่างมัน เดี๋ยวรอฝนหยุดค่อยออกไปเปลี่ยนหลอดไฟ อาม่าไม่ชอบให้บ้านมืด’ ชายหนุ่มคิดไว้ในใจ แล้วเดินกลับมานั่งเล่นโทรศัพท์ต่อ ในขณะที่พี่เฉิดเดินไปกินข้าวเย็นในห้องกินอาหารที่อยู่ถัดไปไม่ไกล
จนกระทั่งฝนเริ่มขาดเม็ด ชายหนุ่มจึงออกไปดูเสาไฟด้านนอก จึงพบว่าไม่ใช่แค่ไฟดับ แต่โคมไฟถึงกับร่วงลงมากองกับพื้น ดีที่ทำด้วยพลาสติกเนื้อเหนียว จึงไม่แตกเปรื่องเหมือนโคมที่ทำด้วยแก้ว
ชายหนุ่มเก็บเศษโคมไฟเพื่อจะเอาไปทิ้งที่ถังขยะให้เรียบร้อย แล้วจึงเดินกลับเข้าไปในบ้าน จนเมื่อผลักบานประตูไม้หน้าบ้านเข้าไปจึงเห็นอาม่าเดินออกมาจากห้องนอนที่อยู่ชั้นล่าง
“อ้าว อาม่า ลุกขึ้นมาได้ยังไงครับ…พี่เฉิด อาม่าลุกออกมาเฉยเลยฮะ” ชายหนุ่มยืนงงอยู่พักใหญ่ แล้วส่งเสียงเรียกพี่เฉิด ที่พยายามจะวิ่งให้เร็วเท่าที่สังขารจะอำนวยจากห้องกินข้าว ไล่ตามอาม่าที่เดินเหมือนคนใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ก็อาม่ากระเสาะกระแสะมาหลายวันแล้ว อย่าว่าแต่ลุกขึ้นเดินเลย เอาแค่กินข้าวยังต้องพยุงให้นั่ง ดีว่ายังพอจะกินอาหารอ่อนๆ ได้ แถมก่อนจะล้มป่วย อาม่าก็ไม่ได้แข็งแรงอะไร จะไปไหนมาไหนก็ต้องมีไม้เท้าคู่บารมี จนช่วงหลังๆ ต้องใช้วอร์กเกอร์หรืออุปกรณ์ช่วยประคองเวลาเดิน
อาม่าเดินสวนทางกับหลานชายที่เพิ่งปิดประตูไม้หลังจากออกไปที่หน้าบ้าน หลังจากหายงง ชายหนุ่มและคนดูแลพากันวิ่งตามไป เพราะแม้ฝนจะซาลงจนขาดเม็ดแล้ว แต่พื้นก็ยังเฉอะแฉะ
“อาม่า ออกมาได้ไง เดินไหวแล้วเหรอ” ชายหนุ่มตามมาทันแล้วถามอย่างแปลกใจ ในขณะที่คนดูแลได้แต่อ้าปากหอบแฮกๆ
อาม่าหันมาแล้วเงยหน้าจ้องคนที่วิ่งมาถามอยู่พักใหญ่ ก่อนจะยกสองมือที่สั่นเทาจับแก้มของชายหนุ่มทั้งสองข้าง แล้วลดมือลงมาจับที่บ่าของหลานชาย ปากก็เริ่มเบะ น้ำตาอาม่าไหลออกมาไม่ขาดสาย พร้อมกับเสียงสะอื้นที่พยายามกลั้น แต่ที่สุดแล้วก็กลั้นไม่อยู่ ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาพร้อมกับเสียงโฮๆ ดังลั่น
“อาม่า เป็นอะไรฮะ ร้องทำไม…โอ๋ๆ ไม่เป็นไรนะ ผมอยู่นี่…อาม่าดีใจเหรอที่หายป่วย เดินคล่องเชียว” ชายหนุ่มถามพลางดึงอาม่าที่ตัวเล็กเพียงแค่หัวไหล่เข้ามากอดไว้แน่น แล้วจูงผู้เฒ่าเดินเข้าบ้าน จากนั้นจึงพามานั่งที่โซฟาห้องนั่งเล่น ถึงตอนนั้นอาม่าก็ยังร้องไห้ไม่หยุด ชายหนุ่มหันไปหาพี่เฉิดโฉม ให้ช่วยหยิบกระดาษทิชชูมาซับน้ำตา แต่ปรากฏว่านางสาวเฉิดโฉมก็ร้องไห้ไม่หยุดไปด้วย
“แล้วกัน พี่เฉิด ช่วยหยิบทิชชูให้ที อาม่าร้องจนขี้มูกยืดแล้ว เดี๋ยวผมต้องเปลี่ยนเสื้อแล้วเนี่ย” พูดไม่ทันขาดคำ เสียงสั่งขี้มูกพรืดยาว แล้วอาม่าก็เอานิ้วชี้กับนิ้วโป้งทำเป็นจีบหนีบน้ำมูกที่จมูกออกมาสลัดทิ้ง ไม่ไยดีว่าขี้มูกจะไปเลอะโซฟาหรือไม่ แล้วเอามือที่เปื้อนมาป้ายกับกางเกงตัวเอง
“หิว” อาม่าพูดออกมาได้ในที่สุด หลังจากพยายามสะกดเสียงสะอื้น
“เอ้า งั้นไปกินกัน อาม่าอยากกินอะไร…” ชายหนุ่มหันมา ยังไม่ทันจะพูดอะไร พี่เฉิดก็รู้หน้าที่ วิ่งตุ้บตั้บเข้าไปในครัวทันที พีร์จึงประคองอาม่าเดินไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว รอนางสาวเฉิดโฉมยกอาหารมาวาง
พักเดียวเท่านั้น ข้าวต้มปลากะพงก็ถูกยกมาวางพร้อมกับข่าป่นและน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว อาม่าไม่รีรอ รีบคว้าช้อนกระเบื้องที่วางอยู่ข้างชามมาตักเข้าปาก แต่ชายหนุ่มรีบคว้าแขนไว้ทันก่อนที่ข้าวต้มร้อนๆ จะเข้าไปในปาก
“เดี๋ยวปากก็พองหรอกอาม่า ผมเป่าให้ก่อน…รีบไปไหนเนี่ย” ชายหนุ่มหยิบช้อนใส่ข้าวต้มมาจากมืออาม่า แล้วเทออกให้คำเล็กลง จากนั้นก็เป่าให้คลายความร้อน จึงค่อยป้อนให้อาม่ากิน
หญิงชราตาเป็นประกายเมื่ออาหารเข้าไปในปาก จึงคว้าช้อนจากมือชายหนุ่มมาแล้วบอกว่า
“เดี๋ยวตักเองได้” ว่าแล้วก็ค่อยๆ ตักแล้วไม่ลืมที่จะเป่าให้ความร้อนคลายตัว ก่อนจะตักเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยจนถึงกับตะแคงชาม แต่มันก็ไม่เกลี้ยงเกลา เลยยกชามขึ้นซด แล้วมองไปทางครัว นางสาวเฉิดโฉมรู้หน้าที่ รีบลุกไปตักเพิ่มให้อีกชามอย่างรวดเร็ว แล้วอาม่าก็กวาดข้าวต้มลงไปนอนกองอยู่ในท้องอย่างรวดเร็วเช่นกัน
สามชามผ่านไป ชายหนุ่มและพี่เฉิดได้แต่มองตากันด้วยความงุนงง อาม่าเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แล้วลูบท้อง ก่อนจะเรอ…เอิ้ก…ออกมายาวเหยียด…ปกติกินเหมือนดมมาได้ตั้งหลายเดือน แล้ววันนี้อยู่ๆ กินเข้าไปสามชาม กระเพาะคงตกใจ ตั้งตัวไม่ทัน ถึงกับเรอสนั่น
“เดี๋ยวเฉิดไปล้างชามก่อนนะคะ” พี่เฉิดหยิบเอาชามข้าวต้มเรียงซ้อนกันบนถาดแล้วหายตัวไปในครัว ปล่อยให้ย่าหลานคุยกันตามสบาย
“เล่าให้อั๊วฟังหน่อย ลื้อเรียนหนังสือที่ไหน ทำงานอะไร อายุเท่าไหร่แล้ว มีเมียรึยัง แล้วลื้ออะ ชื่ออะไร”
ชายหนุ่มงงอยู่พักใหญ่ อาม่าคงจะหลงๆ ลืมๆ แหละน่า “ผมชื่อพีร์ อาม่าลืมหลานรักได้ยังไง” ว่าแล้วก็เริ่มเล่าให้ฟัง ว่าเรียนจบแล้ว ตอนนี้ทำงานบริษัท แต่วันนี้วันเสาร์ เลยไม่ได้ไปทำงาน
“ผมอายุยี่สิบเก้าแล้ว…เมียก็ยังไม่มี…ไม่รีบ” ชายหนุ่มสาธยาย
“แก่!!” อาม่าสรุปเสียงดังฟังชัด “ป่านนี้ยังไม่มีเมีย อีกหน่อยก็ได้เมียแก่ไปด้วย ใครที่ไหนจะมาเอาคนอายุจะสามสิบทำผัว”
“เอ๊า อาม่านี่ แก่ตรงไหน ดูนี่ก่อนๆ หน้างี้…ตึงเปรี๊ยะ…ตึงกว่านี้ก็ลูกโป่งแล้ว จะสามสิบนี่แก่ตรงไหนวะ…” ชายหนุ่มบ่นด้วยความหงุดหงิด…ก็คำว่าแก่…พูดเบาๆ ก็เจ็บ
“ก็อาม่าลื้อนี่แหละ มีผัวตั้งแต่สิบห้า ออกลูกตอนสิบหก ส่วนอากงลื้อก็มีเมียตอนยี่สิบ ปึ๋งปั๋ง…ขืนรอมีเมียตอนสามสิบ…แก่ตายห่า” ผู้เฒ่าขยายความ
“โห…แล้วผมไม่ปึ๋งปั๋งตรงไหน อาม่า ทำเป็นพูดไป แล้วจะไปเปรียบเทียบอะไรกับสมัยอากงอาม่าล่ะ …สมัยก่อนไม่เหมือนสมัยนี้นะอาม่า” ชายหนุ่มยังไม่หายเคืองเรื่องความแก่ พูดไปทำหน้าตึงไป กลัวตีนกาโผล่
“ไม่ได้…ไม่มีเมียแล้วใครจะทำกับข้าวเลี้ยงลูกล่ะ” อาม่ายังคงยืนกราน
“ใครเขาเอาเมียมาทำกับข้าวล่ะ สมัยนี้มันเสมอภาคแล้วอาม่า เพื่อนผมบางคนมีเมียเป็นแม่อีกคนด้วยซ้ำ…โอ๊ย ไม่พูดแล้ว พูดไปก็วนเวียนอยู่นั่น อาม่าไปนอนมั้ย” ชายหนุ่มเริ่มชี้ชวนให้ไปนอน จะได้เลิกเซ้าซี้
“ยังไม่นอน เบื่อจะตายห่า…นอนมานานละ…อั๊วอยากเดินเล่น” ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นมาประคอง ทำท่าจะพาเดิน แต่อาม่ารีบยกมือห้ามไว้
“ไม่ต้อง…อั๊วเดินเองได้” พีร์จึงต้องปล่อยมือแล้วมองผู้เฒ่าลุกขึ้นเดินสำรวจดูตามโต๊ะ ตามตู้อย่างสนใจ โดยเฉพาะรูปถ่ายที่อยู่ในตู้ อาม่าถึงกับยืนจ้องอยู่นาน
“สมัยนี้มีรูปเป็นสีด้วย สวยดีนะ ใครเป็นใครมั่งล่ะ” อาม่าหันมาถามชายหนุ่มที่กำลังนั่งมองอยู่ไม่ละสายตา พีร์จึงลุกขึ้นไปยืนชี้ให้ดูตามรูปต่างๆ
“นี่ป๊า นี่แม่ นี่ผมเอง…อันนี้รูปผมรับปริญญา…อันนี้ถ่ายรวมกัน อาม่านั่งนี่ไง” ชายหนุ่มชี้ชวนให้ดูรูปต่างๆ พลางมองอาม่าอย่างครุ่นคิด…อาม่าลืมไปหมดแล้วเหรอ ว่าใครเป็นใคร…
“ดีๆ เป็นปึกแผ่นมั่นคงดี…แล้วอาไช้กับเมียอีไปไหนล่ะ” อาม่าหันมาถาม เล่นเอาชายหนุ่มถึงกับอ้าปากหวอ เพราะปกติอาม่าเรียกแม่ว่าแจง ซึ่งเป็นชื่อของแม่
“แม่กับป๊าไปเที่ยวญี่ปุ่นน่ะ อีกไม่กี่วันก็กลับแล้ว” พีร์ถึงกับงง ก็อาม่านั่นแหละ ที่บอกให้ซื้อช็อกโกแลตยี่ห้อดังมาฝากด้วย
“อาไร้ เมียอาไช้ทำไมไม่อยู่บ้าน ไปเที่ยวได้ยังไง” อาม่าทำเสียงไม่พอใจ
“อ้าว ทำไมไม่ได้ล่ะอาม่า ก็ลาพักร้อน แล้วก็ขึ้นเครื่องบินไง” ยัง พีร์ยังไม่หายงง
อาม่าเหมือนยังไม่เข้าใจคำตอบเท่าไรนัก แต่ความสนใจสิ่งรอบตัวมีมากกว่า จึงมองไปรอบๆ อย่างสำรวจ ก่อนจะหันมาบอกกับหลานชาย
“อั๊ว…อั๊วปวดเยี่ยว…เยี่ยวที่ไหน พาอั๊วไปส้วมที” ชายหนุ่มที่แม้จะงง แต่ก็ไม่มีเวลาที่จะงงอีกต่อไป รีบกุลีกุจอพาอาม่ามาที่ห้องน้ำ แล้วเปิดประตูจูงอาม่าเข้าไป
“ลื้อออกไปก่อน อั๊วเยี่ยวเองได้” อาม่าพูดพลางโบกมือไล่ ชายหนุ่มจึงจำใจเดินออกมารอหน้าห้องน้ำ
“ให้ช่วยอะไรก็บอกนะม่า” ชายหนุ่มเพียงแค่งับประตูไว้ เผื่อมีอะไรไม่ชอบมาพากลจะได้เปิดประตูเข้าไปดูแลได้ทัน
คราวนี้คนที่งงกลายเป็นฝ่ายผู้เฒ่าที่เข้ามายืนมืดแปดด้านอยู่ในห้องน้ำ พอถอดกางเกงออกก้มลงมองท่อนล่างของตัวเองก็ต้องตกใจ ‘แล้วกูจะยืนเยี่ยวยังไงวะ’ คิดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันรีหันขวางว่าจะเอายังไงดี แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า ‘ยองๆ เหมือนนั่งขี้แล้วกัน!’ พอตัดสินใจได้แล้วก็เริ่มหงุดหงิดต่อ ไหนล่ะ โถส้วม ‘คงไอ้นี่แหละมั้ง คล้ายๆ กับส้วมซึมที่เคยใช้ แต่ทำไมส้วมสมัยนี้มันสูงจังวะ!!’
คิดแล้วก็รีบตัดสินใจ เพราะมันจะกลั้นไม่ไหวอยู่แล้ว จึงค่อยๆ ยกขาซ้ายเหยียบขึ้นไปบนฝารองนั่งของชักโครก แล้วเอามือจับกำแพงประคองตัว จากนั้นก็ค่อยๆ ยกขาขวาตามขึ้นไปยองๆ แล้วเอามือมาจับด้านหลังของชักโครก ‘อ๋อ….ไอ้ข้างหลังนี่มันคงเอาไว้จับให้มั่นแหละนะ’ คิดได้ดังนั้น อาม่าก็นั่งยองๆ หันหน้าเข้าหาถังพักน้ำของชักโครก แล้วเอามือเกาะให้มั่น จากนั้นก็เยี่ยว…เอ้อ…ฉี่จนสุดกระเพาะ
“อาม่า…เป็นไงมั่ง” เสียงเรียกจากหลานชายดังออกมาจากหน้าห้องน้ำ ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูผลัวะเข้าไป จึงเห็นภาพที่อาม่านั่งยองๆ หันหน้าเข้าหาถังพักน้ำของชักโครก แล้วนั่งฉี่!!
“อาม่า!…เฮ้ย ไหงงั้นอะ” ชายหนุ่มร้องด้วยความตกใจ
“อาพีร์ ห้องน้ำมันทำไมใช้ยากเย็นอย่างงี้ กว่าอั๊วจะปีนขึ้นไปได้” อาม่าไม่วายหันหน้ามาอธิบาย
“โอ๊ย อาม่า ใครเขาใช้ชักโครกแบบนี้วะ” ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะ ‘วะ’ กับอาม่า เพราะไม่เคยสักครั้งที่จะพูดไม่เพราะกับอาม่าที่แสนใจดี “เลอะเทอะหมด ห้องน้ำก็เลอะ เดี๋ยวต้องล้างกันใหญ่เลยทีนี้” ชายหนุ่มค่อยๆ ประคองพาอาม่าลงมาจากชักโครก
“เดี๋ยวก็ร่วงลงมาจะเรื่องใหญ่นะอาม่า” ชายหนุ่มเห็นท่าไม่ค่อยจะดี เห็นทีจะต้องสอนวิธีใช้ชักโครกให้อาม่ากันใหม่อีกทีก็แล้วกัน
“นี่ฮะ อาม่า เวลาใช้ชักโครกนะ อาม่านั่งแบบนี้” ชายหนุ่มทำท่านั่ง แต่พอย่อตัวลงไปยังไม่ทันจะลงนั่ง ก็ต้องสะดุ้งเฮือก เพราะนึกขึ้นได้ว่าฝารองชักโครกเลอะไปด้วยปัสสาวะของอาม่า จึงเกร็งตัวได้ทัน แล้วทำท่าสควอต อันเป็นท่าออกกำลังกายที่เหมือนกับการนั่งบนอากาศ
“พอฉี่เสร็จนะอาม่า ก็กดชักโครกตรงนี้ น้ำก็จะไล่ให้ทุกอย่างลงไป” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปกดด้านหลังของชักโครกให้อาม่าดู ซึ่งอาม่าก็ยืนดูด้วยความสนใจ
“อ้อ มันอย่างงี้นี่เอง…ก็อั๊วไม่รู้ไง” อาม่าบ่นอุบอิบ
ก็คนมันเคยใช้แต่ส้วมซึมอะ รู้จักมั้ย ส้วมซึมที่ต้องนั่งยองๆ ไง!







