หยดหนึ่งน้ำนมกิน ทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย…
![]()
เรื่องราวรอบตัวน่ารู้น่าอ่านกับหลากหลายสิ่งที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน ในคอลัมน์ Lifestyle โดย Hoot-Hoot ที่อ่านออนไลน์แล้วรับรองมีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตอย่างแน่นอน เพราะเรื่องราวดีๆ ที่รายล้อมรอบตัว #มีให้อ่านที่อ่านเอา
…………………………………………..
แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ที่เฝ้าหวง ห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล
แม่เราเฝ้าโอ้ละเห่ กล่อมลูกน้อยนอนเปลไม่ห่างหันเห ไปจนไกล
แต่เล็กจนโตโอ้แม่ถนอม แม่ผ่ายผอมย่อมเกิดจากรักลูกปักดวงใจ
เติบโตโอ้เล็กจนใหญ่ นี่แหละหนาอะไร มิใช่ใดหนาเพราะค่าน้ำนม
ครวญคิดพินิจให้ดี ค่าน้ำนมแม่นี้ จะมีอะไรเหมาะสม
โอ้ว่าแม่จ๋า ลูกคิดถึงค่าน้ำนม…เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน

เคยไหมคะ ที่ร้องเพลงตามๆ กันมา ไม่รู้ที่มาที่ไป โดยเฉพาะเพลงนี้ ที่เมื่อตอนเป็นเด็กๆ คุณครูที่โรงเรียนก็สอนให้ร้อง เราเป็นเด็กก็ร้องตาม แต่จะมีกี่คน ที่เกิดสงสัยว่า เพลง “ค่าน้ำนม” นี้ใครแต่ง และที่มาที่ไปของเพลงนี้เป็นมายังไง Hoot-Hoot เลยรวมข้อมูลมาสรุปให้รู้ค่ะ
- ค่าน้ำนม แต่งโดย ไพบูลย์ บุตรขัน เรียบเรียงเสียงประสานโดย สง่า อารัมภีร และ ประกิจ วาทยกร (บุตรชายของพระเจนดุริยางค์) ขับร้องและบันทึกเสียงครั้งแรกโดย ชาญ เย็นแข เมื่อ พ.ศ. 2492
- ค่าน้ำนม ได้รับการยกย่องว่าเป็นเพลงที่เป็นรากฐานของเพลงลูกทุ่ง ในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย เมื่อปีพ.ศ. 2532
- ค่าน้ำนม คือ 1 ในไม่กี่เพลงที่ไพบูลย์ บุตรขัน แต่งให้กับมารดา คือ นางพร้อม ประณต
- เนื้อเพลงค่าน้ำนม เกิดขึ้นจากความรู้สึกของครูไพบูลย์ที่เจ็บป่วยในระยะที่โรคเรื้อนคุกคามอย่างหนัก ในเวลานั้นคนรอบตัวต่างรังเกียจ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ด้วยกลัวว่าจะติดโรคร้าย มีเพียงแม่พร้อมของครูไพบูลย์เพียงคนเดียวที่คอยดูแลครูไพบูลย์อย่างใกล้ชิดมาตลอด โดยไม่เคยคิดนึกรังเกียจแม้แต่น้อย ซึ่งแม่พร้อมดูแลครูไพบูลย์กระทั่งจากไปตอนอายุ 70 ปี
- ลาวัลย์ โชตามระ นักหนังสือพิมพ์หญิงเขียนสารคดีชื่อ “ไพบูลย์ บุตรขัน นักแต่งเพลง ‘ประวัติการณ์‘” ได้เขียนในบทความช่วงหนึ่งว่า “แม้ในขณะที่โรคร้ายคุกคามเขาอย่างรุนแรง แม่ก็เฝ้าปรนนิบัติพยาบาลโดยไม่มีความรังเกียจเกลียดกลัวเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่โรคที่เขาเป็นนั้น เป็นโรคร้ายที่ติดต่อกันได้ง่าย”
- แม้เพลงค่าน้ำนมจะไม่ได้แต่งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อร้องในงานวันแม่แห่งชาติ แต่เพลงนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการดนตรีไทย เพราะเป็นการสะท้อนให้แนวคิดศิลปะเพื่อชีวิต ซึ่งต่างจากเพลงมากมายที่แต่งกันในช่วงเวลานั้นที่ขับร้องกัน โดยมุ่งเน้นการแสดงอารมณ์รักใคร่ในเชิงชู้สาวเป็นหลัก (อ้างอิง : บทสัมภาษณ์ของ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง และผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณคดี)
- ประโยคที่ว่า “เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน” นั้น มีคำอธิบายในช่วงเวลาหลัง โดยอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ว่า หลังคลอดระดับเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนลดลง ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนโปรแลกติน จากต่อมพิทูอิทารีไปกระตุ้นต่อมน้ำนมให้หลั่งน้ำนมซึ่งมีส่วนประกอบที่ได้จากเลือดของมารดา
- ขณะเดียวกัน ในคัมภีร์มัชฌิมนิกาย ได้อธิบายการเกิดน้ำนมแม่ ใน “อรรถกถามหาตัณหาสังขยาสูตร” ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของพระพุทธโฆษาจารย์ รจนาในราว พ.ศ. 1000 ว่า มารดายังทารกผู้เป็นนั้นให้ดื่มกินน้ำนมในกาลใด กาลนั้นโลหิตในดวงหทัยของมารดาก็แล่นมาถึงบุตรแล้วก็บังเกิดเป็นน้ำนม เพราะความรักในบุตรจึงทำให้เลือดสีขาวเป็นน้ำนม เนื้อความดังกล่าวยังไปปรากฏอยู่ในคัมภีร์สารัตถสังคหะ ฉบับที่รจนาในลังกาทวีปของพระสิทธัตถะและฉบับที่รจนาล้านนาของพระนันทาจารย์ ซึ่งคัมภีร์สารัตถสังคหะทั้ง 2 ฉบับนี้เป็นหนังสือที่พระในอดีตนิยมตัดเอาข้อความไปใช้เทศนา (อ้างอิง : https://www.matichon.co.th/)
- นับจากวันแรกที่เพลงค่าน้ำนมได้เผยแพร่และวางจำหน่ายในปี ในปี พ.ศ. 2492 จนถึงตอนนี้ เพลงนี้มีอายุได้ 77 ปีแล้ว
แม้ตอนนี้โลกจะหมุนไปอย่างไร เพลง “ค่าน้ำนม” อาจจะไม่ค่อยได้ร้องกันแล้ว และหลายคนที่เคยเป็นลูก คงกลายมาเป็นแม่ในวันนี้…แต่เชื่อเถอะค่ะว่า ไม่ว่าคุณจะโตเป็นสาวเป็นหนุ่มกันแค่ไหน หรือจะอายุมากขึ้นในทุกปี ผมหงอกจะเพิ่มขึ้นกี่เส้น สำหรับแม่…คุณก็ยังเป็นลูกตัวเล็กๆ ของท่านเสมอนะคะ







