จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 4 : งานในฝันและผู้ชายในฝัน

จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา บทที่ 4 : งานในฝันและผู้ชายในฝัน

โดย : สีหมอก ดอกรัก

Loading

เมื่อพี่ชายตัวดีหนีไปมีสามี! จิตรกรสาวจึงต้องจำใจบริหารโรงงานยาไทยมรดกของคุณปู่แทน แต่ท่ามกลางอุปสรรคที่ไม่ถนัด เธอจะพบว่าความสัมพันธ์ที่งดงามจากเหล่าคนชราในโรงยาแห่งนี้ คือยาขนานเอกที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้ดีที่สุด พบกับเรื่องราววุ่นๆ นี้ ใน “จิตรกร ยาขม และชมรมคนชรา” โดย สีหมอก ดอกรัก

 

ตั้งแต่ตัดสินใจออกมาจากบ้าน ที่แรกที่คิดถึงก็คือคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่พ่อซื้อไว้ให้พักอาศัยตั้งแต่ที่ต้องเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ทั้งตัวธาดาเอง เรื่อยมาจนถึงธัญญา จนถึงทุกวันนี้ คอนโดมิเนียมแห่งนี้ก็เก็บเอาไว้ เผื่อว่ามีธุระปะปังอะไรในกรุงเทพฯ ก็พอจะเป็นที่อยู่อาศัยได้โดยไม่ต้องไปเช่าโรงแรมอยู่

ตลอดทางที่ตัดสินใจขับรถออกมาจากบ้านโรงยาที่ห่างจากกรุงเทพฯ แค่ไม่เกินสามชั่วโมง ใจก็วนเวียนคิดแต่ว่ามันจะแค่ไหนกันเชียว กะอีแค่จะพาเอริคมาอยู่ที่บ้าน แค่มาอยู่ในวันสุดสัปดาห์ หรือจะให้มาทำงานที่โรงยาก็ยังได้ จะได้อยู่ด้วยกันทุกวัน ดีเสียอีกที่จะได้มีคนมาช่วยงาน

แต่พ่อแม่กลับไม่เข้าใจ ทั้งที่เคยเจอกับเอริคมาแล้ว ธาดายังจำได้ถึงวันแรกที่ได้รู้จักกับเอริค วันนั้นธาดามีธุระให้ต้องเข้าไปในกรุงเทพฯ กลุ่มเพื่อนของธาดาจึงนัดกันไปแฮงเอาต์ในสถานที่สุดฮิต ช่างบังเอิญที่เอริคอยู่ในร้านนั้นพอดี เพื่อนของธาดาที่รู้จักกับเอริคจึงชวนมานั่งที่โต๊ะ แล้วความสัมพันธ์ก็เริ่มก่อตัว นี่ถ้าไม่เรียกพรหมลิขิตแล้วจะให้เรียกว่าอะไร!

หากมองเพียงภายนอก จะเห็นเป็นเพียงชายหนุ่มเจ้าสำอางสองคนนั่งคุยกัน แต่เมื่อต่างฝ่ายต่างมองตากันก็รู้ว่ามีความ ‘นิยม’ ไม่แตกต่าง เอริคยิ้มให้ แล้วส่งนามบัตรให้ธาดา จึงพบว่า หน้าที่การงานของเขาไม่เลวเลยทีเดียว ‘ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด’ ชายหนุ่มแอบยิ้มพลางนึกในใจ ตำแหน่งก็ดี หน้าตาก็ยังดีอีกด้วย

“ผมไม่มีนามบัตรนะฮะ พอดีทำงานกับที่บ้าน โรงงานยาบุษบันนะฮะ ไม่แน่ใจว่ารู้จักหรือเปล่า โรงงานยาเล็กๆ น่ะฮะ” ธาดาถามใจเต้นระทึก เพราะทนสายตาของเอริคไม่ไหว

“รู้จักสิครับ ยาขมเขาดังอยู่นะฮะ ผมก็เคยกิน” จะให้บอกยังไงดี ว่าตอนอยู่ต่างจังหวัดแทบจะโตมากับยาขม แม่ไม่มีปัญญาพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลหรอก จะไปไหนมาไหนทีก็แสนลำบาก ก็อาศัยยาไทยนี่แหละ ทำให้รอดมาได้ เอริคมองธาดาอย่างชอบใจ ‘ลูกคุณหนูบ้านรวย’ ทำให้สายตาของเอริคคมกล้ายิ่งกว่าเดิม เล่นเอาธาดาใจสั่นระรัว ประกอบกับความมึนๆ ของเครื่องดื่ม ทำให้ความสนิทสนมก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะไปจบลงที่คอนโดมิเนียมของธาดา

จากนั้นก็มีการนัดพบกันเรื่อยมา แค่สามชั่วโมงจากบ้านโรงยาเข้ามาในใจกลางเมืองหลวง ก็ไม่ได้นานเท่าไร ที่คนรักกันจะไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง สัปดาห์ละหลายๆ วัน

เอริคทำงานที่บริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ใบหน้าที่คมเข้ม สันจมูกโด่งได้รูป บอกความเป็นลูกครึ่งที่ได้มาจากทางพ่อ ซึ่งทำงานอยู่ต่างประเทศ มีเพียงแม่ที่อยู่ลำพังในจังหวัดที่ห่างไกล เอริคจึงอยู่เพียงคนเดียวในเมืองหลวงตั้งแต่เรียนหนังสือจนกระทั่งทำงาน

กว่าจะมาถึงที่หมายก็ดึกเต็มทน ธาดาแวะเข้าพักในคอนโดมิเนียมของตัวเองก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันว่าจะทำอย่างไร ยังดีทีพอจะมีเงินอยู่ในธนาคารอยู่บ้าง แม้จะไม่มาก เพราะธาดามีแค่เงินเดือนอันน้อยนิดที่รับจากโรงยาเท่านั้น พ่อแม่ไม่เคยให้เงิน หรือให้ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเลย แค่การมีรถคันเล็กๆ ขับไปไหนมาไหน กับคอนโดมิเนียมที่ใช้ร่วมกันทั้งครอบครัว ก็หรูหรามากแล้ว ธาดาเปิดโทรศัพท์ดูยอดเงินในบัญชีของตัวเองพลางถอนใจยาว ก่อนจะเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานหยิบนามบัตรที่เคยได้รับจากเอริคมาดู อย่างน้อยมีแฟนที่มีหน้าที่การงานดี ชีวิตก็คงไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก ชายหนุ่มยิ้มให้ตัวเอง แล้วจึงเก็บนามบัตรนั้นไว้ที่เดิม ก่อนจะไปอาบน้ำแล้วเข้านอนด้วยความเหนื่อยล้า

กว่าจะหลับตาลงก็ต้องต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง ว่าการเดินออกจากบ้านมันไม่ใช่เรื่องผิด ที่จริงก็ไปขออนุญาตแล้วนี่นา ว่าจะขอให้เอริคมาอยู่ด้วยในบางวัน มันจะอะไรนักหนา อุตส่าห์พามาให้อยู่ในสายตา ทำไมถึงยังไม่พอใจ ในเมื่อไม่ให้มาอยู่บ้าน ก็ออกจากบ้าน มาอยู่เสียด้วยกันก็แล้วกัน ในเมื่อพอจะหาเหตุผลข้างๆ คูๆ ให้ตัวเองได้แล้วก็พยายามข่มตานอน

จนเกือบเที่ยง ชายหนุ่มจึงงัวเงียตื่นขึ้นมา แล้วค่อยๆ เรียบเรียงว่าวันนี้จะต้องทำอะไรบ้าง ที่แน่ๆ ก็คงต้องบอกเอริคก่อน ว่าย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว

“ฮัลโหล เอริค นี่ผมย้ายมาอยู่คอนโดแล้วนะ…อือ …มีเรื่องนิดหน่อย แต่ช่างเหอะ เดี๋ยวตอนเย็นเจอกัน คุณทำงานไปเถอะ” ชายหนุ่มโทรศัพท์รายงานคนรักเป็นสิ่งแรก

ต่อมา ก็ต้องหางานสิ ใจก็คิดถึงรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยมาตลอดทางที่ขับรถมากรุงเทพฯ ซึ่งตอนนี้เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ ธาดาติดตามผลงานของรุ่นพี่คนนี้มาตลอด มีความฝันอันแรงกล้าว่าสักวันจะเป็นอย่างพี่ลินิน อยากอยู่ท่ามกลางเสื้อผ้าแสนสวย อยากออกแบบชุดให้คนใส่ อยากเห็นชุดที่วาดในกระดาษโลดแล่นอยู่บนเรือนร่างของผู้คน

งานแบบนี้สิ ถึงจะน่าสนใจกว่างานในโรงยาเป็นไหนๆ ถ้าอยู่บ้านต่อก็คงต้องดักดานคาโรงยา เป็นป้าธาดาแก่ๆ ถัดจากสองป้าแน่ๆ เลย

แล้วความที่ติดตามพี่ลินินมานาน จึงพอจะรู้ว่าช่วงนี้ใกล้ออกคอลเล็กชันใหม่แล้ว น่าจะกำลังต้องการคนมาช่วย ชายหนุ่มค้นเบอร์โทรศัพท์ที่เคยบันทึกไว้ แล้วกดหาทันที

จะว่าไปแล้ว นี่คือครั้งแรกในชีวิตเลยที่ธาดาดิ้นรนหางานเอง เพราะตอนที่เรียนหนังสือจบ ชายหนุ่มก็ถูกวางตัวให้ทำงานที่โรงยา เพราะไม่เพียงแต่เป็นหลานชายคนแรกและคนเดียวของบ้าน แต่เนื่องจากในวัยเด็ก เด็กชายธาดาสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่ชอบวิ่งเล่นกลางแจ้ง ถูกละอองฝนเพียงนิดเดียวก็เป็นหวัด ทุกคนจึงทะนุถนอม เอาอกเอาใจ จนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังอยากจะให้ทำงานที่โรงยา จะได้ใกล้หูใกล้ตา ไม่ต้องคอยเป็นห่วง

หารู้ไม่ ว่ามันทำให้ธาดารู้สึกเบื่อเป็นที่สุด อะไรกัน เช้าก็เดินไปทำงาน เย็นก็เดินกลับบ้าน โรงยาก็มีแต่ป้าๆ ลุงๆ ในคลีนรูมก็ดูเงียบเชียบ ไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีสีสัน ไม่เพียงแต่กลิ่นยาลอยตามลม โต๊ะทำงานก็แสนจะเก่า อยากกินกาแฟเก๋ๆ ก็ต้องขับรถเข้าไปตัวจังหวัด ในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกัน พากันอวดรถ อวดนาฬิกา บางคนก็ไปเที่ยวเมืองนอก ง่ายที่สุดก็นั่งตามคาเฟ่แล้วถ่ายรูปลงโซเชียล

เห็นแล้วอยากจะกรี๊ด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นี่คงเป็นจังหวะที่เหมาะเจาะแล้ว ที่จะได้ออกมาโลดแล่น เฉิดฉายสักที ให้โลกรู้ว่า ธาดามาแล้ว!

ชายหนุ่มขับรถเรื่อยมาจนถึงคอมมูนิตี้มอลล์แห่งหนึ่ง มีตัวอาคารยาวสองชั้นแยกออกเป็นสองปีกโอบล้อมลานจอดรถด้านซ้ายและด้านขวา มีอาคารหลักตรงกลาง ซึ่งมีโถงใหญ่สำหรับจัดแสดงสินค้า และมีร้านค้าใหญ่น้อยเรียงรายอยู่ ชั้นสองของปีกด้านหนึ่งที่ค่อนข้างเงียบเชียบใช้เป็นออฟฟิศของพี่ลินิน

ธาดาไม่เคยเห็นออฟฟิศที่ไหนสวยขนาดนี้มาก่อน ก็ใช่สิ ชีวิตที่ผ่านมามีแค่โรงยาโบราณ มันจะไปสวยตรงไหน ในขณะที่ออฟฟิศพี่ลินินนั้นเมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็มีกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว ตรงผนังด้านในมีตัวอักษร ‘Lynyn’ สีเงินบนพื้นขาว บริเวณที่จัดไว้รับแขก มีชุดรับแขกแบบเรียบ หรู สีเทาอ่อน มีแจกันใสที่ใส่ดอกทิวลิปสีขาวสามดอกวางอยู่บนโต๊ะ พรมขนสัตว์สีขาว ทำให้พื้นที่รับแขกดูอบอุ่นและเป็นกันเอง

ชายหนุ่มนั่งรออยู่สักพัก ก็มีหญิงสาวสูงโปร่ง ผมสั้น แต่งตัวเก๋ ท่าทางมั่นใจในตัวเอง เดินออกมาจากด้านใน

“ฮัลโหล ธาดา ไม่เจอกันตั้งนาน เป็นไงมั่ง” เสียงแหลมใสทักทายชายหนุ่มผิวขาวจัด แต่งกายเรียบร้อย หญิงสาวสวมกอดผู้มาเยือนอย่างสนิทชิดเชื้อ

“สบายดีฮะพี่นิน ตั้งแต่งานเลี้ยงที่คณะเมื่อปลายปีที่แล้วเลยนะ ที่เราไม่ได้เจอกัน แต่ผมติดตามงานพี่นินตลอดเลย แล้วก็ชื่นชมมากจริงๆ…นี่เลยอยากจะมาขอสมัครเป็นลูกมือ” ชายหนุ่มพูดออกไปรวดเดียวเพราะกลัวจะตื่นเต้นจนลืมไปว่าจะมาทำอะไร

“อ้าว แล้วงานที่บ้านล่ะ เห็นว่ามีโรงงานยาสมุนไพรไทยที่ต้องดูแลไม่ใช่เหรอ” ลินินเอ่ยปากถาม

“ก็ใช่ฮะ แต่พอดีผมไม่ถนัดเลย ยิ่งทำไปนานๆ ก็จะหมดไฟเอา ก็เลยอยากจะมาหาอย่างอื่นที่น่าจะถูกใจทำมากกว่า เห็นพี่กำลังจะออกคอลเล็กชันใหม่ ผมก็เลยอยากมาช่วย ค่าแรงไม่เกี่ยง แค่อยากทำงานกับพี่”

“เอาจริงเหรอธาดา งานพี่ไม่สบายนะ เห็นแค่มีเสื้อผ้าสวยๆ แต่หลังบ้านคือโรงงานนรกนะ” ลินินถามย้ำ เพราะเท่าที่เธอรู้มา ธาดาถูกจัดว่าเป็น ‘ลูกคุณหนู’ คนหนึ่งเลย และงานร้านเสื้อที่เห็น กว่าจะออกแบบลงตัว แล้วกลายเป็นเสื้อผ้าสวยๆ มันผ่านทั้งสมอง และแรงงานมหาศาล ถึงขั้นอดหลับอดนอน

“วันนี้ผมพอจะพูดได้ว่า ผมมีความฝัน ที่จะเห็นเสื้อผ้าที่ผมออกแบบ ไปอยู่บนเรือนร่างของใครหลายๆ คน…อันที่จริง…ผมไม่รู้หรอกว่าจะไหวแค่ไหน …ไม่กล้ารับปาก แต่วันนี้ถ้าผมไม่ลงมือทำ ผมคงเสียดายไปชั่วชีวิต”

ธาดาไม่รู้เลยว่าคำพูดที่ว่า ลงมือทำ มันช่างสอดคล้องกับที่ป้าบงกชสอนผ่านการทำให้เห็น คำสอนนั้นได้ฝังแน่นลงไปในใจ โดยผู้ถูกสอนไม่รู้ตัวเลย

ลินินนึกถึงวันที่ตนเองได้รับโอกาสจากครอบครัว ให้ทำงานอย่างที่ฝัน กระทั่งแบ่งพื้นที่ในคอมมูนิตี้มอลล์ให้เช่าในราคา ‘ลูกหลาน’ เพื่อทำออฟฟิศ หรือแม้แต่การได้รับโอกาสให้ไปเรียนเพิ่มเติมด้านการออกแบบ จนได้ทำงานด้านแฟชั่นดีไซน์ต่อที่ต่างแดนอยู่นาน หญิงสาวจึงเชื่อในเรื่องการให้โอกาส

“เอาอย่างนี้ สองเดือนแรกพี่ยังไม่ให้ค่าตัว แลกกับการได้เรียนรู้…ถ้าไหว ก็ได้ไปต่อ ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นก็จะได้ค่าตัวตามความสามารถ…พี่ไม่มีคะแนนพิศวาส แต่ถ้าธาดาไม่ไหวแล้วอยากจะไป พี่ก็ไม่ว่า …ถ้ารับข้อเสนอนี้ได้ ก็เริ่มงานพรุ่งนี้เช้า…โอเคมั้ย”

หญิงสาวถามพลางมองท่าทีชายหนุ่มตรงหน้า ภายใต้ความมุ่งมั่น ก็ยังเห็นความไม่เดียงสาต่อโลกมากนัก ซึ่งก็แอบหนักใจ แต่ในเมื่อตัดสินใจที่จะให้โอกาส มันก็ต้องลองดูสักตั้ง

ชายหนุ่มขับรถกลับมาที่คอนโดมิเนียมอย่างสบายใจ อย่างน้อยก็ได้ทำงานอย่างที่ฝัน ส่วนเรื่องเงินใช้ประหยัดหน่อยก็น่าจะพออยู่ได้สบายๆ ไปอีกสามสี่เดือนด้วยซ้ำ นึกแล้วก็แอบน้อยใจพ่อแม่ บ้านก็รวยแต่ไม่เคยให้เงินทองไว้เยอะๆ เหมือนลูกเศรษฐีคนอื่นเลย นี่ก็ดีอย่างว่าทำงานที่โรงยา ก็เลยไม่ค่อยมีรายจ่ายอะไรมากนัก ก็อาศัยเก็บหอมรอมริบมาหลายปี แม้จะฟุ่มเฟือยไปกับการซื้อของออนไลน์ไปบ้าง แต่ในเมื่อ ‘ของมันต้องมี’ มันก็ต้องซื้อไง

ระหว่างทางก่อนถึงคอนโดมิเนียม ชายหนุ่มแวะห้างสรรพสินค้า เพื่อซื้อข้าวของจำเป็นรวมถึงอาหารแห้งต่างๆ มาเก็บไว้ เพราะตอนออกมาจากบ้าน ก็มีแค่กระเป๋าสตางค์กับกุญแจรถแค่นั้นเอง นึกแล้วยังเจ็บใจว่าน่าจะไปเก็บกระเป๋าก่อน ไม่น่าหุนหันพลันแล่นเลย ทำให้ต้องจ่ายเงินซื้อเสื้อผ้าอีก ทั้งที่มีอยู่แล้วเต็มตู้ เอาวะ อย่างน้อยก็มีเอริคเป็นที่พักใจ เราจะสู้ไปด้วยกัน เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น ว่าเราเลือกคนไม่ผิด เอริคคือคนที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่ชีวิตอย่างแน่นอน คิดถึงตรงนี้ก็ยิ้มให้ตู้เย็นในซูเปอร์มาเก็ต ก่อนจะเข็นรถเข็นไปคิดเงิน

ธาดาง่วนจัดข้าวของในคอนโดมิเนียมของตัวเองอย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งมีเสียงออดหน้าประตู ถึงเหลือบตามองนาฬิกา จึงได้รู้ว่านี่มันผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว เอริคน่าจะมากดออดเรียกแน่นอน

เป็นไปตามคาด เมื่อชายหนุ่มเปิดประตู ก็มีชายร่างสูง คมเข้มยืนยิ้มแป้นอ้าแขนรออยู่ ธาดาจึงเข้าไปสวมกอดให้หายคิดถึง ก่อนจะพาเข้ามาในห้อง

“เป็นยังไงบ้างที่รัก เหนื่อยมั้ย ขับรถมาเมื่อคืน” ผู้มาเยือนเอ่ยวาจาหวานหู

“ไม่เลยเอริค รู้ว่ามาแล้วเจอเอริค มันก็หายเหนื่อยแล้ว นี่ ผมซื้ออาหารมาเก็บไว้เยอะเลย เดี๋ยวเอามาอุ่นกินกัน” ธาดาจูงจับมือชายหนุ่มร่างสูงมานั่งที่โต๊ะอาหาร พลางเดินไปเปิดตู้เย็น เพื่อหยิบอาหารปรุงสำเร็จมาอุ่นร้อน

“ไม่เอาอะ ไปหาอะไรข้างนอกกินกันเถอะ… นะ อยากกินอะไรอร่อยๆ มีร้านโอมากาเสะไม่ไกลจากที่นี่เพิ่งเปิด ไปกินที่นี่ดีกว่านะ ผมจะไปหลายทีแล้ว แต่ไม่มีคุณแล้วมันไม่อร่อย เดี๋ยวผมโทรไปจองเลยแล้วกันนะ” ในเมื่อเอริคพูดอย่างนี้ มือที่กำลังค้นหาของในตู้เย็นถึงกับชะงัก เรื่องประหยัดพักไว้ก่อนละกัน ผู้ชายสำคัญกว่าเป็นไหนๆ ก่อนจะหันไปบอกกับเอริคว่า

“งั้นรอเดี๋ยว ผมไปดูหน้าตาตัวเองในกระจกแป๊บเดียว วันนี้จัดของเหนื่อยมาทั้งวัน คงดูไม่ค่อยได้ เดี๋ยวเราไปด้วยกันครับ” ธาดารีบเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง เปิดถุงเครื่องสำอางที่เพิ่งซื้อมา หยิบแป้งมาตบเล็กน้อย แล้วหยิบกลอสมาทาปากเบาๆ มองกระจกอีกทีให้แน่ใจ แล้วคว้ากระเป๋าสะพายที่เพิ่งแกะป้ายราคาเมื่อกี้ จากนั้นจึงเดินไปจูงมือเอริคออกไปข้างนอกด้วยกัน

อาหารวันนี้รสชาติดีสมคำร่ำลือจริงๆ ระหว่างที่รับประทานอยู่ เอริคก็เล่าเรื่องงานให้ฟัง สังคมที่ทำงานเอริคช่างโหดร้าย แม้จะอยู่ในตำแหน่งที่สูง แต่ก็มีคนพยายามเลื่อยขาเก้าอี้ กว่าจะได้เงินแต่ละบาท แม้จะมากเพราะตำแหน่งใหญ่ แต่เอริคก็ต้องส่งเงินให้แม่ทุกเดือน เดือนละไม่น้อย จนบ่อยครั้งต้องพึ่งร้านสะดวกซื้อ เพราะอาหารกล่องแช่แข็งราคาไม่แพง

“ชีวิตผมมันไม่ได้สบายหรอกครับ…คุณอยู่บ้านใหญ่โต อาจจะไม่เข้าใจ ผมต้องดิ้นรนตั้งแต่เรียนหนังสือ จนกว่าจะมีตำแหน่งใหญ่โตอย่างทุกวันนี้ เลือดตาแทบกระเด็น แต่ผมไม่เคยท้อเลยครับ ผมจะพยายามให้ครอบครัวคุณเห็น ว่าผมดูแลคุณได้” เอริคพูดพลางจ้องตาธาดา จนธาดาแทบไม่กล้าสบตา กระแสตาของชายหนุ่มมันทำเอาธาดาหายใจติดขัดไปทุกครั้ง

“ผมดีใจนะ ที่ได้รู้จักกับคุณน่ะ…เออ วันนี้ผมได้งานแล้วนะ แต่ยังไม่มีเงินเดือนหรอก เหมือนไปเรียนรู้งานก่อน คุณรู้จักพี่ลินินมั้ย ที่ทำเสื้อผ้าน่ะ รุ่นพี่ผมเอง” ธาดาบอกอย่างภูมิใจ

“อ้าว ทำไมไม่ได้เงินล่ะ อย่างนี้มันทำงานฟรี คุณยอมได้ยังไง” เอริคมีสีหน้าไม่พอใจ

“ก็เป็นช่วงเรียนรู้ไงเอริค เหมือนเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งแหละน่า” ธาดากลับเป็นฝ่ายปลอบใจ จนลืมไปแล้วว่าตัวเองต่างหากที่เป็นคนทำงาน แล้วก็ไม่ได้เดือดร้อน เอริคจะมาเดือดร้อนทำไม

“ก็อย่าให้เขาเอาเปรียบค่าแรงแล้วกันนะคุณ ทำงานมันต้องได้เงิน ท่องไว้” เอริคย้ำ แม้จะยังไม่ค่อยสบอารมณ์ แต่จะทำอย่างไรได้ ลูกคนรวยอาจจะไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าทำงานมันต้องมีเงินแลกเปลี่ยน

“คร้าบ เข้าใจแล้ว ไปเหอะ คิดเงินแล้วกลับกันดีกว่า” แล้วธาดาก็เรียกพนักงานเก็บเงินมา แล้วส่งบัตรเครดิตให้

“ขอบคุณนะครับ ที่พามาเลี้ยง เจ้าภาพน่ารักจัง” เอริคยังคงหยอดเสมอต้นเสมอปลาย เล่นเอาคนฟังยิ้มจนปวดแก้มไปหมด

“ก็แฟนน่ารักนี่นา ไปครับ กลับกันเถอะ” ธาดายิ้ม แล้วเดินไปที่รถ

“มา ผมขับให้ดีกว่า…คุณนั่งสวยๆ ให้สบายเถอะ ผมอยากบริการแฟน” เอริคอาสา พร้อมส่งยิ้มหวานฉ่ำให้อีกครั้ง

“ที่จริง ผมชอบขับรถนะ แต่ผมขายรถไปตั้งแต่ได้รถประจำตำแหน่ง ตอนเช้า คนขับรถจะมาที่บ้าน เพื่อขับรถให้ เย็นก็มาส่ง แต่คอนโดผมมันที่จอดรถน้อย เบื่อแย่งที่จอดกัน รถประจำตำแหน่งก็เลยจอดที่บ้านของคนขับรถ”

เอริคอธิบายขณะขับรถให้ ‘แฟน’ นั่ง ซึ่งแฟนเองก็ไม่ได้เอะใจเลยว่าทำไมคนขับรถถึงมีบ้านกว้างขวางจนมีที่ทางเหลือมากพอจะจอดรถเจ้านายได้

“ก็ดีนะครับ จะว่าไปก็ไม่ลำบาก เดี๋ยวถ้าเราจะไปไหนมาไหนระหว่างนั้น ก็ใช้รถผมก็ได้” ธาดาอาสาอย่างใจดี

“แฟนผมน่ารักที่สุดเลย วันนี้ผมขอนอนที่คอนโดคุณนะ” เอริคหยอดคำหวานพร้อมกับหันมาสบตาแล้วยิ้มให้

มันก็คงต้องเป็นอย่างนี้แหละ คนมันจะเป็นคู่ชีวิตกัน มันก็ต้องอยู่ด้วยกันสิถึงจะถูก จะว่าไปแล้วธาดาเองก็รู้สึกภูมิใจอยู่เหมือนกันที่ได้เป็นฝ่ายเอาใจคนอื่น เพราะที่ผ่านมาทั้งชีวิต เคยเป็นแต่คนถูกเอาใจ บางทีการได้เป็นฝ่ายให้ มันก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีค่าอยู่เหมือนกัน

 



Don`t copy text!