เทพารักษ์ภัสดา บทที่ 31 : ไม่มีข้อแม้ใด

เทพารักษ์ภัสดา บทที่ 31 : ไม่มีข้อแม้ใด

โดย : กุลวีร์

Loading

เทพารักษ์ภัสดา โดย กุลวีร์ นวนิยายสนุกๆ ที่อ่านเอานำมาให้อ่านใน www.anowl.co กับเรื่องราวของเทพารักษ์ผู้มีสัตย์ว่าจะรักเพียงหนึ่ง ต้องลงมาใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์เพราะหญิงสาวผู้เปลี่ยนหัวใจเขาตลอดกาล ภารกิจพิชิตใจจึงเริ่มต้น ท่ามกลางความวุ่นวายของเพื่อนบ้าน และบททดสอบของความรักที่ไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียง

“แกมาหาฉันที่นี่หน่อยได้ไหม”

แพรพิไลเร่งฝีเท้าให้พ้นจากสายตาของเขาเร็วพลัน จากนั้นหยิบโทรศัพท์มือถือต่อสายถึงเพื่อนสนิท หลังจากวางสายก็ยืนรออยู่ตรงด้านหน้าทางเข้าสถานบันเทิงที่ได้มาเยือนในค่ำคืนนี้

ไม่ถึงสิบนาที หล่อนได้ยินเสียงทักของคนที่อยากเจอหน้า

“วันนี้แกนึกยังไงถึงชวนฉันมากินเหล้าที่ผับนี้” คณิศรไม่รอช้ารีบบึ่งรถมาหากัน “แกไม่ได้ออกเที่ยวนานแล้วนะ คงตั้งแต่ที่พาคุณเทพมาอยู่ในบ้าน”

ผู้ที่ถูกเอ่ยถึงยังคงยืนเฝ้าคอยหล่อนตรงต้นไม้ใหญ่ ทั้งที่เริ่มหมดหวัง

“เข้าไปนั่งคุยกันข้างในดีกว่า” แพรพิไลจูงแขนเพื่อน แต่อีกฝ่ายยังไม่ยอมก้าวขาตาม

“แกออกมาเที่ยวแบบนี้ แล้วคุณเทพอยู่ไหนยะ ทำไมไม่ชวนมาด้วยกัน”

“คุณเทพให้ฉันพามาที่นี่ ฉันให้รออยู่ด้านนู้น”

“นี่แกปล่อยให้คุณเทพรออยู่ข้างนอกได้ยังไง ยุงกัดตาย”

“เขาไม่ตายง่ายๆ หรอก ปล่อยเขาไปก่อนเถอะ ฉันมีเรื่องจะปรึกษาแกสักหน่อย”

คณิศรต้องปล่อยวางเรื่องผู้ชายไว้ชั่วคราว เพราะท่าทีของหล่อนน่าเป็นห่วงยิ่งกว่า จึงยอมเดินเข้าไปด้านในด้วยกัน

ตั้งแต่รับรู้ว่าเขาเป็นเทพารักษ์ หล่อนยังคงเชื่อทุกวาจาของเขาซึ่งมีหลายถ้อยคำทำให้ใจหวั่นไหวไม่น้อยเลยทีเดียว ขณะรอเพื่อนผู้นี้ออกมาเจอหน้ากัน แพรพิไลค้นพบคำตอบในใจตัวเองแจ่มแจ้ง เพียงแค่อยากได้ความมั่นใจในคำตอบนั้น

“แกทะเลาะกับคุณเทพใช่ไหม” คณิศรถามทันที หลังจากสั่งเครื่องดื่ม

แพรพิไลส่ายศีรษะ แม้จะมีเสียงดนตรีดังขึ้นต่อเนื่องก็เอ่ยด้วยระดับเสียงที่ให้คนนั่งด้านตรงข้ามได้พูดคุยกันจนรู้เรื่องรู้ราว “คุณเทพบอกว่ารักฉัน”

คณิศรแบะปากด้วยความหมั่นไส้ที่ตอนแรกนึกว่าเป็นเรื่องร้ายแรง

“ก็ดีแล้ว มีคนรักย่อมดีกว่ามีคนเกลียด”

“ไม่ใช่อย่างนั้น” หล่อนท้วง “เขารักฉันแบบคิดจะอยู่ร่วมเรียงเคียงหมอนด้วยกันต่างหากล่ะ”

“แกพูดสั้นๆ ว่าคุณเทพอยากได้แกเป็นเมีย” คณิศรนึกถึงชายผู้นั้นซึ่งเห็นนิ่งๆ ก็ใจกล้าไม่เบา จึงอดดีใจกับเพื่อนไม่ได้ จากนั้นทำเป็นเอ่ยลองเชิง “ถ้าแกไม่โอเค ไล่เขาออกจากบ้านสิ เดี๋ยวฉันไปเคลียร์ห้องรอคุณเทพให้ไปอยู่ด้วยกันก็ได้ ห้องฉันพร้อมนะ”

“ไม่มีคุณเทพ บ้านคงจะเหงามากเลย”

“บ้านจะเหงาหรือแกจะเหงากันแน่ พูดมาดีๆ”

“ฉันคงไม่ชินแล้ว ที่จะอยู่คนเดียวในบ้านหลังนั้น” หล่อนบอกตามตรง เมื่อถูกเพื่อนคาดคั้น

“แต่แกยังมีเพื่อนบ้านไม่ใช่เหรอ ไม่ได้อยู่คนเดียวสักหน่อย”

“มันไม่ใช่อย่างนั้น” หล่อนขัดขึ้น

คณิศรเริ่มหมดความอดทนที่หล่อนยังไม่เข้าประเด็นเสียที “นี่ยัยแพร แกจะเสียเวลาสาธยายทำไมให้ยืดยาว บอกสั้นๆ ว่าชีวิตแกขาดคุณเทพไม่ได้ แค่นี้ก็จบ”

แพรพิไลยอมรับว่าหัวใจของหล่อนเป็นไปตามคำกล่าวของเพื่อนจริงๆ

“อย่าบอกนะว่าผับนี้คือที่ที่แกเจอคุณเทพ” คณิศรเปลี่ยนเรื่องเมื่อนึกขึ้นได้ “แล้วคุณเทพก็มาสารภาพรักกับแกที่นี่ อุ้ย! ช่างเป็นคนโรแมนติกจังเลย”

หากยังมีเรื่องจริงมากกว่านั้น แต่หล่อนไม่คิดจะบอกเพื่อนสนิทให้รู้ถึงเรื่องแสนเหลือเชื่อ

คณิศรยังส่งสายตาจับผิดหล่อน “เหมือนแกจะมีเรื่องปกปิดไว้ใช่ไหม ตกลงคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ยะ ฉันตงิดใจมานานแล้ว เซนส์ของฉันบอกว่ามีเรื่องมากกว่าที่แกเคยบอกพวกฉันให้รู้”

แพรพิไลเผยเรื่องราวในคืนนั้นอีกครั้งจนหมดสิ้น เพื่อเลี่ยงเรื่องจริงซึ่งเกี่ยวกับตัวเขา

“ตกลงแกกับคุณเทพได้เสียกันแล้ว” คณิศรตะโกนออกมา หลังจากฟังหล่อนเล่าจบ

“เบาๆ หน่อยสิ”

“ถ้าแกมีใจให้คุณเทพ แล้วคุณเทพก็รักแก มันไม่ยากหรอกที่จะลงเอยเป็นผัวเมียกันได้ แกต้องขอบคุณยาปลุกเซ็กซ์ที่ทำให้ได้กัน” คณิศรยังยินดีกับหล่อนอยู่ไม่วาย “หลายต่อหลายเรื่องที่แกเคยเล่าให้ฟัง ทุกสิ่งที่คุณเทพทำให้แกตอนอยู่ในบ้านก็ไม่ต่างจากสามีดีๆ นี่เอง ยิ่งรู้แบบนี้ ฉันอยากเกิดเป็นภรรยาของคุณเทพเสียจริงๆ”

“ถ้าแกมีบุญได้เป็นคู่กับคนอย่างคุณเทพนะ” หล่อนพูดเสียงเบา ก่อนปรับน้ำเสียงให้จริงจังยิ่งกว่าเดิม “แต่คุณเทพไม่มีญาติที่ไหน จะว่าไม่มีหัวนอนปลายเท้าเลยก็ได้ พ่อแม่ของฉันจะคิดยังไงล่ะ ถ้ารู้ว่าฉันเลือกคุณเทพเป็นสามี”

อีกหนึ่งเรื่องที่หล่อนยังคิดไม่ตก

คณิศรหัวเราะแบบไม่เกรงใจราวกับนั่งฟังเรื่องตลก “เรื่องนั้นง่ายสุดๆ แกบอกพ่อแม่ไปตรงๆ เลยสิ อีกอย่างนะ ถึงคุณเทพไม่มีญาติเลยสักคน แกเลือกคุณเทพเป็นสามี ไม่ใช่เลือกบรรดาญาติๆ ของคุณเทพให้เข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกับแกสักหน่อย จะไปคิดเรื่องญงเรื่องญาติให้หนักสมองทำไม”

แพรพิไลทบทวนความรู้สึกและความต้องการของหัวใจอีกสักหนจนตัดสินใจครั้งสุดท้าย

หลังจากรับฟังคำปรึกษาของคณิศร หล่อนก็เดินมาหาเขาเพียงลำพัง ปล่อยให้เพื่อนสนิทนั่งรอในรถยนต์ส่วนตัวซึ่งยืนยันจะขับไปส่งหล่อน

หญิงสาวเห็นชายหนุ่มยืนคอตกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หากเสื้อผ้าอาภรณ์แปรเปลี่ยนไปเป็นชุดที่สวมใส่ในวันแรกที่ได้เจอกัน พร้อมทั้งมีหน้าตาหมองเศร้า

“ฉันอยากมาบอกคุณให้รู้”

“ไม่ต้องบอกหรอก ผมรู้อยู่แล้ว” เวธัสมีน้ำเสียงเศร้าสร้อย พยายามควบคุมให้มีความสดใสเฉกเช่นเดิม “คุณแพรคงเลือกแล้ว ผมเข้าใจดี ฝากลาคุณยายเอี่ยมด้วยแล้วกัน”

“คุณก็ไปลาเองสิ จะมาฝากฉันทำไม” ตอนแรกหล่อนข้องใจในคำพูดของเขา จากนั้นพอเข้าใจทุกอย่างก็เอ่ยขึ้น โดยหวังว่าคงทำให้เขารู้ถึงความต้องการจากใจของหล่อน

“เรากลับบ้านกันเถอะ คุณเทพเวธัส”

เวธัสยิ้มได้ทันทีที่ได้ยินหล่อนกล่าวจบ เมื่อเรื่องที่คาดการณ์ไม่เป็นอย่างที่คิด

หล่อนยังคงต้องการเขา เหมือนที่เขาต้องการหล่อน

จากนี้วิมานของเวธัสคงไม่ใช่ต้นไม้ที่เคยสถิตอยู่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป คงเป็นบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีหล่อนเป็นคู่ครองอยู่ข้างเคียงกันจวบจนสิ้นอายุขัย

ต่อให้คนตรงหน้าจะเป็นอะไร แพรพิไลอยากมีเขาเคียงข้างกายโดยไม่คำนึงถึงข้อแม้ใดอีกเลย

 

สองวันต่อมา…หลังจากเลิกงาน เมื่อหล่อนกลับถึงบ้าน เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

ทันทีที่เห็นสภาพร่างกายของเขาซึ่งนอนแผ่หลาบนโซฟายาวราวกับคนไร้สติ ถุงอาหารในมือร่วงหล่นพื้น แพรพิไลรีบเข้าไปประคองตัวเขาพลางร้องเรียกด้วยความกระวนกระวายใจ

“คุณเป็นอะไร ตื่นสิ คุณอย่าหายไปนะ คุณต้องอยู่กับฉัน”

 



Don`t copy text!