ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 5 : แม่ครัวแห่งวังหลวง

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 5 : แม่ครัวแห่งวังหลวง

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 5 –

“บ่าวพวกนี้สอน ๆ ไม่รู้จักจำ ข้าแก่พอจนทำให้พวกเจ้ามาเติมต่อท้ายคำว่าผู้เฒ่ารึ!”

เสียงนั่นทำให้ข้าคลี่ยิ้ม ท่านยายน้อยจิวอวี่ลงจากเกี้ยวพร้อมคำตำหนิ บ่าวที่อยู่ข้างในดึงประตูบานใหญ่ให้ท่านเข้ามาและไม่กล้าเอ่ยปากต่อความนาย

ข้าวิ่งปราดเข้าไปหาท่านยาย หลายเดือนแล้วที่ข้าไม่ได้เจอท่านเลย พอได้กอดจึงรู้ว่าท่านยายน้อยผอมลงมาก ข้ายิ้มกว้างเท่าที่จะกว้างได้ ท่านยายก็ยิ้มตอบข้าเช่นกัน

“เหลียนเอ๋อร์หลานยายโตขึ้นมาก ยายคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”

“ท่านยายสบายดีนะคะ วันนี้มีคนจะมาประมูลจานด้วยค่ะต้องเป็นฝีมือท่านยายเท่านั้น”

“ยายคิดว่าจะไม่จับตะหลิวอีกแล้ว ใครมาจัดประมูลจาน ยายอยากรู้”

น้ำเสียงของท่านยายน้อยแฝงแววตำหนิ แต่ข้าฉีกยิ้มกว้างแล้วบอกท่านว่านี่เป็นฝีมือการเรียกคนเข้าร้านของข้าเอง แต่นั่นก็ส่วนหนึ่ง พอมีคนรู้ว่าท่านยายจะมาเขาก็มารอที่หอจันทร์เสี้ยว ได้โอกาสแล้วมีรึข้าจะไม่คว้าไว้ ท่านยายส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ก็เดินเข้าไปในร้านที่มีคนนั่งรอท่านอยู่เต็ม

“แม่นายจิวอวี่ ข้าอยากจะประมูลเนื้อแกะตุ๋น”พ่อค้าม้าชาวเหลียวยื่นถุงเงินให้ แต่ท่านยายส่ายหน้า จากนั้นก็มีอีกหลายคนมาขอร้องแบบเดียวกัน จนท่านยายต้องหันมาพูด

“วันนี้ข้าจะไม่ทำอาหารให้ท่านประมูลจานหรอก ข้าเหนื่อยเหลือเกิน การเดินทางจากเมืองหลวงถึงหลินอันมิใช่ของใกล้”

“แต่พวกเราก็มาไกลเหมือนกันที่เผ่าของเราเล่าลือว่าอาหารในวังหลวงของต้าซ่งอร่อยนัก เนื้อแกะไม่เหม็นหืน รสชาติกลมกล่อม ข้าสู้อุตส่าห์เดินทางมาจากเมืองเหลียว ดู ๆ แล้วก็มิใช่ของใกล้ ท่านยังจะมาพูดอย่างนี้รึ”

ท่านยายน้อยถอนหายใจพลางมองไปรอบ ๆ แขกต่างเมืองมีเยอะมากจนท่านทำตัวไม่ถูก ข้าเองก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าหนักใจพอกัน ถุงเงินหนัก ๆ วางอยู่บนโต๊ะประหนึ่งจะโอ้อวดกัน แม้ข้าเป็นผู้หญิงชอบกินมากเท่าไหร่ แต่คงไม่ยอมเสียเงินมากมายเพื่อแลกกับอาหารจานเดียวหรอก ท่านยายน้อยก้มลงพลางเอ่ย

“มือของข้าปรุงอาหารให้หวงตี้และเชื้อพระวงศ์มานานหลายปี หากไม่เหนื่อยเกินไปนัก ข้าจะปรุงอาหารตามประมูลได้ เงินทองพวกนี้แลกมากับชีวิตของม้าหลายตัว เทียบกับอาหารจานเดียวแล้ว ข้าเห็นว่าคงจะเอาเปรียบพวกท่านมากเกินไป ข้าจะให้ลูกศิษย์คนนี้ของข้าทำอาหารง่าย ๆ ให้ท่านได้ลิ้มรสก็แล้วกัน” ท่านยายเอ่ย ข้ามองเห็นหญิงสาวผู้งดงามคนหนึ่งซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากพี่ฉิงชวนนั่นเอง เสียงโห่ร้องแบบไม่พอใจดังขึ้น แต่รอยยิ้มของท่านยายเผยออกอีกเหมือนกัน

“อาหารมีเจ็ดอย่าง หนึ่งในนั้นคือฝีมือของข้าเอง แต่ผู้ที่ทายถูกเท่านั้นจะได้กินอาหารสูตรลับของตระกูลจางตามแต่ใจ พวกท่านลองมาทายดูซิว่า…จานไหนเป็นฝีมือของข้า”

“แสดงว่าพวกเราจะได้กินอาหารสูตรชาววังทุกคนเลยรึ แล้วต้องใช้เงินประมูลจานเท่าใดกัน”

“ค่าอาหารพวกท่านจ่าย ในราคาปกติ เพราะวันพิเศษมิได้มีทุกวัน ข้าขอเวลาหนึ่งชั่วยามในการปรุง ช่วงนี้ขอให้พวกท่านดูระบำโบราณของแคว้นฉู่เถิด หอจันทร์เสี้ยวจะเอาอาหารจานแรกมาให้ท่านชิมทันทีเมื่อจบการแสดง” ท่านยายเอ่ยก่อนเดินเข้าครัว ข้าจำเป็นต้องรับหน้าแขกที่ดูท่าทางแล้วสามารถกินลูกวัวได้ทั้งตัว เสียงป้าซูสั่นกระดิ่งสามครั้ง บ่าวผู้หญิงยกเอาของว่างมาบริการแขก

“ละลอยล่องกลิ่นขิงฟุ้งทั่วนาสา

เมื่อมองมาเห็นก้อนแป้งลอยน้ำใส

รสหอมหวานแผ่ซ่านถึงกลางใจ

มิใช่สิ่งใด ยฺเหวียนเซียวนั่นเอง” 

นางระบำเชื้อสายหุยออกมาเต้นรำเพื่อแนะนำอาหารว่าง ขนมชนิดนี้ทางหอจันทร์เสี้ยวมีไว้แจกบรรดาแขกที่เข้ามากินอาหาร เต๋อผิงเดินเข้ามาใกล้ ๆ ข้าพลางยิ้มกว้าง

“เจ้าเข้าใจแต่งกลอนเรียกแขกนะ ว่าแต่เจ้าบอกข้าได้ไหมว่าท่านยายอวี่ทำอาหารจานไหน”

“ข้าเองก็ไม่รู้”

ข้าบอกความจริงกับเขาโดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากการแสดง สีหน้าของแขกเหรื่อที่มาในงานดูจะดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ท่านแม่พยักหน้าให้ข้าก่อนจะบอกให้ส่งสัญญาณมือให้นางระบำเชิญชื่ออาหารจานต่อไป

“อร่อยมาก!” เสียงของแขกคนหนึ่งเอ่ยหลังจากกินยฺเหวียนเซียวคำแรก อาหารว่างถ้วยเล็ก ๆ หมดลงในเวลาอันรวดเร็ว

“บัวลอยน้ำขิงของเจ้าแตกต่างจากร้านข้างทางเช่นใด” เต๋อผิงถามพลางตักขนมมาลองกินดู ดวงตาเบิกกว้าง ข้ายิ้มบาง ๆ ครั้นจะบอกหมดก็ไม่ได้เพราะที่หอจันทร์เสี้ยวอยู่ได้เพราะรักษาสูตรลับไม่สามารถเผยแพร่ให้ใครรู้ได้ ไม่อย่างนั้นที่ร้านข้าคนคงไม่เข้ามามากขนาดนี้

“บัวลอยของร้านข้ามีสิบสองไส้ เมื่อตัดกับน้ำขิงจะไม่หวานแหลมแสบคอ แต่ข้าไม่บอกเจ้าหรอกนะว่าในไส้ทั้งสิบสองอย่างใส่อะไรไปบ้าง”

เต๋อผิงพยักหน้างึกงัก นั่นเป็นเพียงอาหารว่างเท่านั้น ลุงตู้ให้เด็กในร้านจุดกำยานไว้บนโต๊ะของแขกทุกคน นางระบำเริ่มเต้นรำในท่าทางที่เร่าร้อนขึ้น

“เกินเอื้อนเอ่ยคำใดในพจน์นั้น

เร่งมาพลันผักดองทั้งสามสี

รสเปรี้ยวหวานเกินจะเอ่ยถ้อยวจี

อาหารนี้เป็นได้แค่เครื่องเคียง”

“เยี่ยม!”

เสียงของแขกชาวหนี่ว์เจิน  (1) เอ่ยพลางถ้วยชาขึ้น เต๋อผิงหันมายิ้มให้ข้าก่อนมองไปยังหญิงสาวที่กำลังเต้นรำอยู่ตรงกลาง นางใส่ชุดบางเบาเหมือนกลีบดอกบัว การเต็นรำอยู่ตรงกลางทำให้ดูโดดเด่นมากทีเดียว เด็กคนนี้ชื่อเสี่ยวชิวมีบิดาเป็นชาวหุย  (2) นางจึงมีดวงตางดงาม ไม่แปลกที่เต๋อผิงจะมองแบบไม่ละสายตา เพราะนางสวยมากจริง ๆ แต่ข้าไม่ได้ใส่ใจนางมากนัก เพราะห่วงว่าเวลาหนึ่งชั่วยามที่ท่านยายน้อยขอจะเสร็จทันไหม ข้าเรียกพี่อี้เหลียนบอกให้ไปดูในห้องครัว แต่พี่อี้เหลียนบอกว่าที่หน้าห้องครัวที่ท่านยายน้อยกำลังปรุงอาหารอยู่มีคนเฝ้าไว้ไม่ยอมให้นางเข้าไป

ข้าชักอยากรู้แล้วว่าท่านยายทำอะไร ความนึกสนุกทำให้ข้าบอกเต๋อผิงให้เป็นคนส่งสัญญาณมือให้ลุงตู้เรื่องการปล่อยการแสดง ข้าได้โอกาสเดินไปข้างหลังร้านผ่านโต๊ะแขกที่ซื้อโต๊ะราคาถูก

ที่นี่ไม่มีขนมบัวลอยหรือผักดองสามสีบนโต๊ะ ข้าเห็นชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานคนหนึ่งนั่งอยู่คนเดียว เขาแต่งชุดผ้าไหมเนื้อดี เวลาต้องแสงไฟจากตะเกียงจะวิบ ๆ สวมหมวกใบใหญ่ที่มีผ้าอำพรางใบหน้า ทำให้ข้ามิอาจเห็นหน้าถนัดนัก ในใจนึกตำหนิเสี่ยวเอ้อร์ที่ไม่ยอมเอาของว่างมาให้แขกโต๊ะราคาถูกเลย

“นายท่านได้ชิมของว่างหรือยังเจ้าคะ”

“ข้าซื้อโต๊ะในราคาหนึ่งตำลึง อาหารที่ข้าจะได้คือบะหมี่แป้งตัดหนึ่งชามกับเหล้าอุ่น ๆ กานี้เท่านั้น” พูดพลางยกกาเหล้าให้ข้าดู

“เรามีอาหารว่างสามอย่างไม่คิดเงินเจ้าค่ะ ที่จริงเราบริการทุกราคาโต๊ะ แต่ว่าคนในร้านกำลังยุ่งเรื่องประมูลจานอยู่เลยดูแลท่านไม่ทั่วถึง” ข้าเอ่ยขอโทษแขกพลางก้มลงน้อย ๆ ในเวลานั้นบอกเสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งให้ไปยกของว่างมาให้

“เขาว่าที่ร้านนี้เป็นร้านแม่ครัวหลวง ข้าหลงผ่านมาคิดว่าจะได้ลิ้มรสอาหารรสเลิศ แต่วาสนาข้าซื้อได้แต่อาหารราคาถูกคงไม่มีโอกาสได้กินอาหารชาววังเป็นแน่” เขาพูดพลางกรอกเหล้าเข้าปาก ข้ารับถาดของว่างจากเสี่ยวเอ้อร์ยื่นให้เขา

“ยฺเหวียนเซียว ผักดองสามสี แล้วก็ขนมผักกาด สามอย่างอย่างละนิด นับว่าเป็นน้ำใจที่หอจันทร์เสี้ยวหยิบยื่นให้ข้า ผู้ที่เป็นแขกราคาโต๊ะหนึ่งตำลึง” เขาเอ่ยแล้วจึงตักยฺเหวียนเซียวเข้าปาก

“หอมเอยหอยกลิ่นผกามาศ

เป็นเพียงชาติบุปผากลางไพรสัณฑ์

หนึ่งร้อยวันผุดกลางน้ำรับแสงตะวัน

แป้งสิบอย่างผสมกันเป็นยอดโอชา”

ข้าค่อนข้างแปลกใจกับคำกล่าวของชายแปลกหน้า ชิมอาหารจานแรกเพียงครู่เดียวก็แยกได้ว่าแป้งขนมที่ทางร้านใช้แป้งบดจากกลีบดอกบัวหลวงและแป้งที่ได้จากข้าวพื้นเมืองสิบอย่าง ข้าพยายามมองทะลุไปในเนื้อผ้าโปร่งสีดำอย่างค้นหา ชายผู้นี้ทำให้ความสงสัยเรื่องที่ว่าท่านยายน้อยจะทำอะไรในการประมูลจานอาหาร

“รสชาติดีแต่แป้งผสมไม่ลงตัว ถ้ากินแบบรีบ ๆ จะไม่รู้ อีกอย่างก้อนขนมไม่เท่ากันไส้ข้างในบางส่วมเค็มบางส่วนหวาน การผสมไม่ดี รสชาติจึงไม่กลมกล่อม”

“ห๊ะ!” ข้าเผลอร้องออกมาเสียงดัง แต่ชายคนนั้นกลับหัวเราะในลำคอ เขาล้วงป้ายหยกให้ข้า ซึ่งดูแล้วเหมือนเครื่องประดับธรรมดาเท่านั้น สลักอักษรโบราณ “ฝู่ว์อี้” แต่ในใจของข้าไม่พอใจไอ้โม่งลึกลับผู้นี้นัก

“ข้าจะแข่งประมูลจานครั้งนี้ด้วยป้ายหยกสูงค่านี่แหละ”

“ร้านของเรามิใช่โรงรับจำนำเจ้าค่ะ การจ่ายอาหารใช้เงินเท่านั้น”

“เพิ่งรู้ว่ามีกฏแบบนั้น เสียดายนะ ในเวลานี้ข้าคงเอาตั๋วแลกเงินไปขึ้นเงินไม่ได้” เขาเอ่ย แต่ข้าไม่สนใจอะไรนักหรอก เพราะตลอดเวลาข้าเจอคนพวกนี้มานักต่อนัก คนผู้นี้ใช้ความรู้ผสมความลึกลับทำให้ตัวเองน่าสนใจ

ข้าตัดสินใจเดินไปที่โรงครัว เพราะไม่อยากต่อคำกับเขา หากพูดอะไรมาก ๆ จะทำให้ข้าระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่จนเผลอเอานิสัยเดิมออกมาใช้ แต่เขายังคงพูดไปเรื่อย ๆ ไม่ได้สนใจว่าข้าจะฟังหรือไม่

“เชื่อไหม เป็นบุญอย่างหนึ่งที่แขกพิเศษในวันนี้จะได้คือการทายอาหารหนึ่งจานพิเศษที่แม่ครัวหลวงทำ ไม่ต้องให้ข้าเอาป้ายหยกหรือเงินวางมัดจำหรอก ของบางอย่างแค่เห็นก็เพียงพอแล้วที่คนบางจะทำตาม”

เขาพูดจบพลางกระดกเหล้าในจอกขึ้นดื่ม เป็นครั้งแรกที่ข้านึกเสียดายของแถมที่นำมาให้ชายคนนี้เหลือเกิน

“เอาอาหารไปวางที่โต๊ะประมูลได้”

เสียงของท่านยายดังแว่วมาจากห้องครัว พี่ฉิงชวนยื่นผ้าซับเหงื่อให้ก่อนถอยหลังและโค้งคำนับให้ข้า ข้ายิ้มแห้ง ๆ อย่างไม่เต็มใจ ก่อนกระซิบข้างหูท่านยายน้อย

“ท่านยายทำอาหารอะไรรึคะ”

“เจ้าก็ลองทายดูสิว่ายายทำอะไร” คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้ความสงสัยในใจข้ากระจ่างขึ้นมาสักนิด เนื้อแกะตุ๋น เกี๊ยวทอด ปลานึ่งสามรส เนื้อวัวผัดเปรี้ยวหวาน บะหมี่เนื้อเป็ด เต้าหู้ทรงเครื่อง และหมั่นโถวเผือกงาดำ

กลิ่นของอาหารเลิศรสนั้นทำให้ข้ากลืนน้ำลายเสียหลายอึก เพราะตามปกติทางหอจันทร์เสี้ยวจะทำอาหารจานเด็ดแค่หนึ่งอย่างในหนึ่งวัน การจะทำอาหารจานพิเศษแบบนี้นอกจากจะเป็นงานวันเกิดครบหกสิบปีของท่านตาก็น่าจะเป็นวันที่ท่านพ่อได้เลื่อนตำแหน่ง

“เจ้าหมาน้อยทายถูกไหม เจ้าเป็นหลานยายน่าจะรู้”

“ข้าทายไม่ถูกเจ้าค่ะ”

“เสียชื่อหลานยายจริง ๆ ต่อไปสูตรอาหารลับนี่จะตกแก่ผู้ใดเล่า เห็นได้ชัดว่าพรสวรรค์ด้านการเขียนอ่านนำหน้าเรื่องทำอาหาร” ท่านยายเอ่ยอย่างอ่อนใจ ข้าแอบไปถามพี่ฉิงชวน นางก็ไม่รู้ว่าจานไหนเป็นฝีมือท่านยายและพ่อครัวของร้าน

“แล้วพี่ทำอะไรคะบอกข้าหน่อยเถิด ข้าจะได้ตัดข้อสงสัยไปเสียหนึ่งอย่าง”  พี่ฉิงชวนส่ายหน้า โอ้…สวรรค์ นางไม่ยอมคายความลับออกมาแม้เพียงน้อย ข้าละให้สงสัยนัก แต่ก็ได้แต่มองตามบ่าวที่ยกอาหารออกไป

เสียงชื่นชมมาก่อนเสียงกลืนน้ำลายของบรรดาแขกในร้าน ข้าไม่สงสัยหรอก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเพราะอาหารแต่ละอย่างดูน่ากินเสียเหลือเกิน อาหารเจ็ดอย่างถูกวางบนโต๊ะพร้อมกับเสียงปรบมือดังลั่น

เจ็ดโอชาวางประชันรูปกลิ่น

ให้ถวิลสงสัยในจานนั้น

อยากลองชิมทุกอย่างพลัน

หนึ่งเท่านั้นเป็นฝีมือแม่ครัวแห่งแผ่นดิน

บทกลอนกับการแสดงจบลงพร้อมกับเสียงปรบมือดังสนั่น ข้านึกชมตัวเองในใจว่าช่างตาแหลมหานางระบำมาเรียกแขกได้ดีเหลือเกิน เต๋อผิงยกนิ้วโป้งให้ ไม่รู้ว่าหมายความถึงบทกลอนที่ข้าแต่งหรือนางระบำบางคนโดนใจเขากันแน่ ร่างสูงเดินมาหาข้าแถมกระแซะถามว่าจานไหนเป็นของท่านยายน้อย

“ข้าก็ไม่รู้ถึงรู้ก็ไม่บอกเจ้าหรอก…มันผิดกฎ”

“เฮอะ…ไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าจะไม่รู้ ข้าทายเล่น ๆ ในอาหารเจ็ดอย่างข้าคิดว่าเนื้อแกะตุ๋นเป็นฝีมือท่านยายจิวอวี่ เพราะข้าเคยได้ยินมาว่าซ่งไท่จู่ (3) ทรงโปรดเสวยเนื้อแกะมาก แต่ติดที่ว่ากลิ่นเนื้อแกะมีกลิ่นสาบหาพ่อครัวทำอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อแกะไม่มีกลิ่นยากนักแต่คนตระกูลจางทำได้”

“นั่นมันห่างกันตั้งสี่สิบปี แล้วคนที่ทำแบบนั้นได้คือท่านทวดของข้าจางฝู่หรงไม่ใช่ท่านยายน้อยจิวอวี่ ข้าไม่คิดว่าท่านยายจะเป็นคนทำเนื้อแกะตุ๋น เพราะต้องเคี่ยวข้ามวันข้ามคืน” ข้าพูดไปตามความจริง ก่อนมองไปรอบ ๆ ท่านยายเดินออกไปข้างหน้าโค้งให้กับแขกทุกคนในร้าน จังหวะนั้นเองที่ข้าเหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่ของชายที่ซื้อโต๊ะราคาถูกปรากฎขึ้น เขาเดินออกมาจากมุมมืดตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่อาจรู้ได้

“พ่อคนรู้มาก”

ข้าสบถในคอเบา ๆ แต่เต๋อผิงก็ได้ยินจนได้

“เจ้าชมข้ารึ”

“เปล่า ข้าพูดถึงไอ้โม่งคนนั้น ข้าว่าคราวหลังต้องออกกฎเรื่องสวมหมวกเข้าร้านดีกว่า ไม่รู้เป็นโจรรึเปล่า”

“กลัวอาไร้ น้องมีพี่อยู่ทั้งคน ไม่ต้องหรอก” เต๋อผิงล้อข้า

“เฮอะ…อยู่กับเจ้ายิ่งน่ากลัว ไม่ต้องพวกนักเลงหรือโจรหรอกนะ หมาของมือปราบวิ่งมาเจ้าก็วิ่งเผ่นไปไกลแล้ว”

“ดูถูกข้าเกินไปแล้ว เวลามีน้ำตามามิใช่อกของข้ารึที่เจ้าซบ”

“เอาล่ะ ไม่ต้องทายให้ยาก ถ้าอยากกินอาหารฝีมือท่านยายขนาดนั้น ข้าจะใช้วิชาออดอ้อนขอให้ท่านยายทำไก่ตุ๋นให้เจ้ากินก็แล้วกัน แต่ขอให้ผ่านเรื่องยุ่งยากไปให้ได้ก่อน อย่างแรกข้าจะเลิกกฎว่าด้วยการประมูลจานดีกว่า เพราะข้าขี้เกียจฟังคนเถียงกัน”

มองไปลานประมูลจานอาหาร กลิ่นอาหารหลายลอยปะปนกันในสายลม ชายคนที่ทำตัวลึกลับก็ยังทำตัวน่าสงสัยอยู่เหมือนเดิม แต่ข้าไปสนใจอะไรเขานะ ไม่รู้เลยว่าเขาจะเป็นคนดีหรือไม่ดี เพราะเขาใส่ผ้าปิดหน้าไว้ราวกับไม่อยากใครเห็นไม่รู้ว่าหน้าเป็นเกลื้อนรึเปล่าถึงไม่อยากให้ใครเห็นหน้า

อาหารเจ็ดอย่างถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เพื่อให้แขกทุกคนชิม แน่นอนเนื้อแกะตุ๋นกับเนื้อวัวผัดเปรี้ยวหวานถูกคนทายว่าเป็นฝีมือของท่านยายน้อย แต่อาหารธรรมดาอย่างหมั่นโถวกลับไม่มีใครเหลียวแล ป้ายชื่อเล็ก ๆ ถูกวางในถ้วยเปล่ามีเพียงคนเดียวที่เลือกหมั่นโถวเผือกงาดำ ท่านยายน้อยหรี่ตามองคนที่เลือกอาหารที่สุดแสนธรรมดา ในเวลาที่แขกทุกคนอยากรู้มากที่สุดว่าอาหารที่ท่านยายน้อยทำคือจานใด

“ท่านคิดว่าอาหารจานใดที่ข้าทำ โปรดเอาป้ายชื่อวางในจานที่เขียนชื้ออาหารไว้ ข้าจะประกาศว่าแม่ครัวหลวงจางจินอวี่ทำอาหารชนิดใด” ท่านลุงตู้ตะโกนบอกเสียงดังลั่น ข้ามีหน้าที่นับป้ายไม้ที่วางในจานใบใหญ่ แต่มีคนเอาป้ายหยกมาใส่ในจานด้วย ข้าหยิบป้ายหยกขึ้นมาดูด้วยความอยากรู้

“อาหารที่แม่ครัวหลวงเป็นคนทำคือ หมั่นโถ่วเผือก คนเดียวที่ทายถูกคือคุณชายจ้าวฝู่ว์อี้”

“จ้าวฝู่ว์อี้”

ข้าทวนคำลุงตู้พลางมองไปยังชายหนุ่มผู้นั้น เขาถอดหมวกออก ใบหน้าที่ถูกแสงไฟส่องมิได้มีรอยแผลหรือแย่อะไร ดวงตาสีดำสนิทยาวรีคมคายเหลือบมองมาที่ข้า ในขณะมือข้าเผลอกำป้ายหยกของเขาแน่น เขายิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นว่าข้าประหม่า ยิ่งข้าสบตาเขานานเข้า รู้สึกว่าใจเต้นแรงขึ้นทุกที…

ท่านยายน้อยก้มลงน้อย ๆ พลางเอ่ย

“ไม่ทราบว่าท่านชายเสด็จ…หม่อมฉันต้องขออภัย”

 

 เชิงอรรถ :

 (1) หนี่ว์เจิน บรรพบุรุษของชาวแมนจู

 (2) หุย ชาวอุยกูร์

 (3) จ้าว ควงอิ้น จักรพรรดิซ่งไท่จู่

 

Don`t copy text!