Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 1 : หลานสาวของยายกลับมาแล้ว

Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 1 : หลานสาวของยายกลับมาแล้ว

โดย : คเณชารี

Loading

“Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง” โดย คเณชารี เรื่องราวสุดลึกลับเกิดขึ้น เมื่อ ‘พบจันทร์’ เจ้าของร้านผู้มีพลังทำนายดวงผ่านหน้าหนังสือ ต้องร่วมมือกับ ‘คุณหมอเมฆา’ กุมารแพทย์ผู้เป็นตัวท็อปของตำบล ‘ขวัญเอย’ เพื่อนสนิทสาวสองสายมูสุดสตรอง และยมทูตหนุ่มผู้แสนเย็นชาที่ปรากฎกายมาอย่างลึกลับ เพื่อไขปริศนาที่เกิดขึ้นและแก้ปมในใจของสมาชิกร้านหนังสือเล็กๆแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวงไปพร้อมๆ กัน

“เอาตึกนี้เลยเหรอยาย หนูจะสู้ราคาไหวมั้ยเนี่ย” พบจันทร์แหงนหน้าขึ้นไปมองอาคารพาณิชย์สีขาวหม่นสูงสองชั้นที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า ดูจากรูปทรงอาคารน่าจะถูกสร้างประมาณยุคสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนห้องที่พบจันทร์กำลังยืนมองอยู่นี้เป็นห้องหัวมุมที่น่าจะเป็นทำเลที่ดีที่สุด เพราะหันหน้าเข้าหาตลาด ด้านข้างก็เป็นถนนสายเล็กๆ ที่เดินออกไปยังสวนสาธารณะของชุมชน ถือได้ว่ามีวิวที่สวยกว่าห้องอื่นๆ หน้าห้องกว้าง เกือบๆ จะเท่าสองคูหา แต่กลับเป็นห้องเดียวที่ถูกทิ้งร้างจนสีที่ทาไว้บางส่วนเริ่มหลุดกะเทาะ และมีคราบน้ำและรอยตะไคร่อยู่เป็นแนว

ทางเข้าด้านหน้าอาคารที่พบจันทร์ยืนอยู่ ถูกกั้นไว้ด้วยประตูเหล็กยืดแบบเก่า บางส่วนมีสนิมขึ้นจนเกรอะกรัง เมื่อพบจันทร์ลองมองลอดประตูเหล็กนี้เข้าไปก็เห็นผนังกั้นไว้อีกชั้นหนึ่ง มีกระจกใสยาวไปเกินครึ่งผนัง และมีประตูไม้อยู่ด้านข้างทางฝั่งซ้าย เดิมคงเป็นประตูเล็กสำหรับเข้าร้าน ทำให้อาคารนี้เหมือนมีระยะร่นลึกเข้าไปจากทางเท้าหน้าร้านอีกนิด ผนังภายนอกตัวตึกอีกฝั่งที่ติดถนนเส้นเล็กๆ นั้น เป็นผนังก่ออิฐฉาบปูนทาสีขาวที่เริ่มหม่นไปตามกาลเวลา มีช่องหน้าต่างเจาะใส่กระจกทรงกลมอยู่ตรงกลางสามบาน แต่กระจกทุกบานนั้นมีแต่ฝุ่นเกาะเป็นฝ้าหนาปกคลุมจนขุ่นมัว จนไม่สามารถมองทะลุเข้าไปภายในได้

“ทำเลทองขนาดนี้ เขาไม่คิดราคาหนูแพงหูฉี่เลยเหรอ สู้ไม่ไหวหรอกมั้งยาย” พบจันทร์หันหน้ากลับมาคุยกับยาย

ยายของพบจันทร์ชื่อ แสงคำ เป็นแม่เฒ่าที่คนเกือบทั้งหมู่บ้านย่านตลาดนับหน้าถือตา ด้วยว่าดำรงตำแหน่ง ม้าขี่ หรือคนทรง หรือจะเรียกกันแบบง่ายๆ ว่า หมอดู ประจำหมู่บ้านเดือนเต็มดวง อันเป็นชุมชนเล็กๆ ในอำเภอชายแดนติดแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลลัดเลาะหลายประเทศแห่งนี้

“เชื่อข้าเหอะน่า นังพบ ตั้งแต่เฮียจู้เจ้าของร้านทองเดิมแกตายในตึกนี้ ข้ายังไม่เห็นมีใครกล้ามาเปิดร้านที่นี่ต่อจากแกอีกเลย จะยี่สิบปีเข้าให้แล้วไหมนะ ข้าว่ามีคนจะมาขอเช่าทั้งที ยังไงลูกหลานแกก็แทบจะยกประเคนให้อยู่แล้ว ดีกว่าทิ้งร้างไว้เปล่าๆ ปลี้ๆ”

พบจันทร์ลองเดินอ้อมไปทางซ้าย ใจก็นึกชอบหน้าต่างกระจกทรงกลมที่เหมือนรูปพระจันทร์เต็มดวงนั่นไม่ใช่น้อย แอบลองส่องเข้าไปด้านใน มองอะไรแทบไม่เห็น เพราะทั้งฝุ่นเกาะและด้านในไม่มีไฟฟ้า เลยยิ่งเกือบจะมืดสนิท เพราะพบจันทร์กับยายแสงคำมาดูอาคารนี้เอาตอนเย็นย่ำแล้ว

ลองเดินวนกลับมาด้านหน้าอีกที พบจันทร์กลับรู้สึกได้ถึงกระแสบางอย่างที่ส่งออกมาจากด้านในอาคาร มันเย็นเยือกอย่างประหลาด แต่สำหรับพบจันทร์ นั่นแปลว่า น่าจะเป็นคลื่นพลังงานที่ดีกับเธออยู่พอสมควร ไม่เหมือนบางแห่งที่พอเดินเข้าไป ก็ขนลุกวาบไปทั้งตัวตั้งแต่ท้ายทอยไปยันปลายแขน ซึ่งถ้าเจออะไรแบบนั้น พบจันทร์จะเดินออกมาก่อนที่จะต้องเจอ ‘ต้นเหตุ’ ที่ทำให้ขนลุกขนชันแบบนั้นอยู่เสมอ

ยายแสงคำมองตามร่างของหลานรักระหว่างที่เธอเดินสำรวจไปรอบๆ ตึกแถวห้องนั้น ดวงตาของยายแสงคำเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวหลานสาว และเปี่ยมไปด้วยความดีใจ ปลื้มใจที่หลานรักจะกลับมาอยู่ด้วยกัน แกรอวันนี้มานานหลายปีเหลือเกิน นับตั้งแต่พบจันทร์ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ

พบจันทร์เป็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีน้ำผึ้ง ไม่ใช่คนสวยอ่อนหวานละมุนละไมแบบสาวเหนือแถวละแวกบ้าน อาจจะเพราะมีเชื้อจากทางพ่อที่เป็นคนภาคกลาง หน้าตาแบบนี้ มักจะมีแต่คนชมว่า พบจันทร์เป็นคนสวยเก๋ มองไม่เบื่อ ตาโตเป็นประกายวาววับ แถมด้วยหางตายกขึ้นนิดๆ แบบที่สมัยนี้เรียกกันว่าฟ็อกซ์อาย ผมสีดำสนิทยาวหยิกเป็นลอนคลื่นถึงกลางหลังซึ่งมักจะถูกรวบไว้ครึ่งศีรษะและเสียบด้วยปิ่นรูปพระจันทร์เสี้ยวสีน้ำเงินเข้มที่ได้มาจากแม่ที่เสียไปตั้งแต่พบจันทร์ยังเรียนชั้นประถม แม่เคยบอกว่า หินที่ใช้ทำปิ่นอันนี้ เป็นหินสีน้ำเงินที่หายากมาก และมีพลังที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองเธอจากพลังงานชั่วร้ายต่างๆ เธอจึงพกติดตัวไว้อยู่เสมอ

วันนี้หญิงสาวอยู่ในชุดเสื้อผ้าฝ้ายย้อมครามตัวใหญ่แบบป้ายข้าง และกางเกงสีดำทรงกว้างดูสบาย ซึ่งเป็นชุดที่มักสวมใส่เป็นประจำเวลากลับมาหายาย แทนเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ที่มักจะสวมใส่เป็นประจำสมัยเรียนหรือตอนเริ่มทำงานที่กรุงเทพฯ

“โอเค ยายว่าไง พบก็ว่าตามนั้น ยายพาพบไปคุยกับเจ้าของเค้าก่อน เดี๋ยวลองดูว่ากระเป๋าเราจะแบนกันมั้ยงานนี้”

พบจันทร์จูงมือยายเดินเข้าไปด้านในตลาดที่มีอาคารพาณิชย์รูปทรงคล้ายๆ กับที่เธอไปดูมาเรียงเป็นแถวยาว ตลาดของหมู่บ้านเดือนเต็มดวง เป็นตลาดเก่าของหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลด่านชายแดนมากนัก การค้าขายก็คึกคักพอสมควร แต่ที่น่าแปลกคือ อาคารห้องหัวมุมห้องนั้นกลับร้างไร้คนอยู่อาศัยมายาวนาน

ยายกับหลานพากันไปที่ร้านทองอันเป็นของลูกสาว เฮียจู้ เจ้าของร้านทองห้องหัวมุมนั้น แต่ลูกสาวแกย้ายร้านไปเปิดใหม่ที่ด้านในตลาดตั้งแต่พ่อของเธอเสียไป ทันทีที่ยายแสงคำเอ่ยปากว่าอยากมาคุยเรื่องที่แกกับหลานสาวอยากขอเช่าตึกห้องหัวมุมนั้นเพื่อเปิดร้าน กิมเจ็ง ลูกสาวคนโตของเฮียจู้ถึงกับน้ำตาคลอ ยกมือขึ้นปาดน้ำตาเล็กๆ ก่อนจะหันหลังและรีบวิ่งเข้าไปหยิบซองสีน้ำตาลออกมาให้ยายแสงคำและพบจันทร์

“หลานยายแสงคำอยากเช่าเหรอ อั๊วให้ราคาตามที่เรียกเลย อยากจ่ายกี่บาทก็ว่ามา อั๊วขอแค่ให้ตึกนั้นมันได้มีคนไปอยู่ไปใช้”

“ว่าแต่…ลื้อก็รู้อยู่แล้วใช่ไหม เรื่องอาเตี่ยอั๊วน่ะ” กิมเจ็งหันมากระซิบกระซาบกับยายแสงคำ

“แหม รู้แล้วสิ แม่กิมเจ็ง ชั้นก็อยู่ที่หน้าตลาดด้วยไงเล่า ตอนที่แม่กิมเจ็งเรียกรถพยาบาลมารับเฮียแกไปน่ะ แต่ก็น่ะ เชื่อเหอะ หลานชั้นมันอยู่ได้แน่นอน ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า งั้นราคา…”

ยายแสงคำยื่นหน้าไปกระซิบกับกิมเจ็งที่เอียงหูมาใกล้ๆ และเมื่อรับทราบราคาเรียบร้อย กิมเจ็งก็พยักหน้าหงึกๆ ทันที ยายแสงคำก็เลยยิ้มกว้าง ยกมือกิมเจ็งขึ้นมาตบหลังมือเบาๆ แทนการขอบคุณ

“ได้ๆ เอาเลย เท่าที่ลื้อว่ามาเลย ดีกว่าอั๊วปล่อยทิ้งเปล่าๆ ให้มีคนอยู่ดีกว่าผีไปอยู่”

“อาพบ ลื้อเข้าไปใช้ได้ตั้งแต่พรุ่งนี้เลย นี่กุญแจมีแค่ดอกนี้ดอกเดียวของประตูเหล็กข้างหน้าน่ะแหละ ไม่มีใครกล้างัดเข้าไปเอาอะไรในร้านอั๊วหรอก ปิดมายี่สิบกว่าปี สภาพดีเหมือนเดิมเป๊ะ นี่อั๊วก็ให้คนเข้าไปทำความสะอาดเรื่อยๆ ปีละครั้งสองครั้ง แต่อาจจะไม่สะอาดมากนะ คนทำมันไม่กล้าอยู่นาน พอพระอาทิตย์จะตกดิน อีรีบเก็บข้าวของวิ่งหนีกลับออกมากันก่อนเลย”

กิมเจ็งถอนหายใจ พลางส่งลูกกุญแจดอกใหญ่สีทองเหลืองให้พบจันทร์ที่ยืนเหวอด้วยความตกใจ จะไม่แปลกใจได้อย่างไร อยู่ดีๆ เจ้าของตึกทำเลทองก็เอาเอกสารการเช่าแปะลงมาในมือ ส่งมาให้เธอเซ็นโดยไม่ต่อรองราคาสักคำ

การที่กิมเจ็งไม่ลังเลที่จะให้หลานของยายแสงคำมาเช่าตึก เพราะทุกคนในหมู่บ้านเดือนเต็มดวงแห่งนี้รู้กันดีว่า ตระกูลของยายแสงคำสืบทอดกิจการเป็นทั้งร่างทรงและหมอดูประจำหมู่บ้านมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าคำดวง แม่ของพบจันทร์ไม่ตายตั้งแต่พบจันทร์ยังเป็นเด็ก ตอนนี้ก็คงสืบทอดตำแหน่งจากยายแสงคำไปแล้ว

และทุกคนในหมู่บ้านก็รู้ว่า พบจันทร์เองก็มีสัมผัสพิเศษมาตั้งแต่เด็ก ลูกหลานของคนในหมู่บ้านที่เรียนกับเธอ ถ้าไม่กลัวจนไม่กล้าคุยด้วย ก็มักจะชอบล้อเลียนเธออยู่เสมอว่า พบจันทร์เป็นเด็กเพี้ยน ชอบพูดคนเดียว ทำให้สาวน้อยตรงหน้ากิมเจ็งคนนี้แทบไม่มีเพื่อนฝูงอยู่ในหมู่บ้านเลย

ยิ่งพบจันทร์ไปเรียนต่อและทำงานที่กรุงเทพฯ สิบกว่าปี และเพิ่งตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่กับยายที่หมู่บ้านเมื่อไม่นานมานี้ อย่าว่าแต่เพื่อนเลย คนแถวตลาดบางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าสาวน้อยผมยาวที่สวยแปลกตาคนนี้เป็นลูกหลานใคร อาจจะคิดว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนมากกว่าจะเป็นคนในหมู่บ้าน

“ขอบคุณมากค่ะป้ากิมเจ็ง หนูจะดูแลตึกให้ดีๆ เลยค่ะ หนูกับเพื่อนตั้งใจจะทำเป็นร้านหนังสือกัน รับรองว่าจะไม่ทำให้ตึกของคุณป้าเสียหายค่ะ”

พบจันทร์ยิ้มกว้างสดใส ทำเอากิมเจ็งมองแล้วได้แต่ถอนใจ จริงๆ แล้วพบจันทร์เป็นเด็กน่ารัก กิมเจ็งเคยเจออยู่บ้างตอนพบจันทร์กลับมาเยี่ยมยายแบบนานปีทีหน เห็นหน้าตาสะสวย มารยาทดี ดูเป็นคนขยันขันแข็ง ก็นึกอยากได้มาเป็นหลานสะใภ้อยู่เหมือนกัน แต่พอคิดว่าอาตี๋หลานรักอาจจะต้องมีเมียเป็นคนทรง และเผลอๆ จะได้เสวนากับภูตผีไม่เว้นวัน กิมเจ็งก็เลยตัดใจยกธงขาวยอมแพ้

“ยาย เดี๋ยวหนูไปบอกนังขวัญมันก่อนนะ มันรออยู่ที่บ้าน ถ้ามันรู้ว่าหนูได้ตึกแถวทำเลทองมาราคาถูกเหมือนได้เปล่า มันต้องกรี๊ดบ้านแตกแน่ๆ”

พบจันทร์หันมาบอกยาย ก่อนจะขอตัวแยกกันที่หน้าตลาด เธอเดินทะลุไปยังชุมชนเล็กๆ ด้านข้าง ที่เป็นบ้านของ ขวัญเอย เพื่อนในหมู่บ้านนี้ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของพบจันทร์และสนิทกันมาตั้งแต่ยังเด็ก จริงๆ พบจันทร์มีเพื่อนสนิทสองคน แต่อีกคนย้ายไปเรียนที่อื่นตั้งแต่ประถม จึงเหลือแค่ขวัญเอย หรือชื่อเดิมที่แสนจะแมนสุดขั้ว คือ เด็กชายขวัญชัย แม่ของพบจันทร์และแม่ของขวัญเอยเป็นเพื่อนสนิทกัน ลูกสองคนก็ยังมาเกิดปีเดียวกัน ตอนเรียนอนุบาล และประถมก็เลยได้เรียนด้วยกันในโรงเรียนประจำตำบล

ความโชคดีของสาวสองอย่างขวัญเอย คือแม้จะเติบโตมาในชุมชนชนบท แต่ชาวบ้านคนเฒ่าคนแก่ที่กลับใจกว้างกับเรื่องเพศวิถีมาก ไม่มีใครรังเกียจหรือดูถูกค่อนแคะขวัญเอยเลย ไม่ว่าจะตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กชายขวัญชัย ที่อยากใส่กระโปรงหรือเล่นตุ๊กตากับเพื่อนผู้หญิง จนโตมาเป็นขวัญเอย สาวสองหุ่นล่ำแน่นปั้ก แต่จริตจะก้านนุ่มนวล ไปลามาไหว้ มีสัมมาคารวะกับทุกคนในหมู่บ้าน ขวัญเอยแค่ชอบแต่งหญิง แต่ก็มักจะแต่งตัวแบบเรียบร้อย สุภาพ ไม่ได้รุ่มร่ามอะไร อาจจะมีแค่สีสันสดใสมากกว่าคนอื่นนิดหน่อย และขวัญเอยก็ไม่เคยคิดถึงขั้นจะแปลงเพศใดๆ เพราะยังเป็นห่วงจิตใจพ่อแม่และคนในครอบครัวอยู่ แค่คนทั้งตระกูลยอมรับได้กับสิ่งที่เธอเป็น และไม่ถูกรังเกียจจากสังคมโดยรอบก็ถือว่าดีมากที่สุดแล้ว ขวัญเอยจึงเติบโตมาเป็นสาว LBGTQ+ ที่ไม่เคยขาดความอบอุ่น แถมยังออกจะอุ่นมากจนล้นไปนิดๆ อีกด้วย

ทุกคนในหมู่บ้านรักขวัญเอย เพราะความร่าเริงสดใสและมีน้ำใจ ขวัญเอยไม่ได้ทำงานประจำเหมือนลูกหลานคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน แต่เลือกที่จะยึดอาชีพขายสินค้าเครื่องประดับมูเตลูต่างๆ แบบออนไลน์ และมีไลฟ์สดขายสินค้าอาทิตย์ละสามสี่วัน แต่ขวัญเอยยังมีงานฟรีแลนซ์รอบค่ำหลังจากเสร็จงานขายของและช่วยงานบ้านต่างๆ อีกหนึ่งอย่างที่ใครๆ ก็มักจะคิดไม่ถึง คือ การแปลงร่างเป็นหน่วยกู้ภัยพิเศษประจำหมู่บ้าน เริ่มจากการที่ขวัญเอยมักจะขออาสาติดรถไปกับรถกู้ภัยของหมู่บ้านที่มีหน้าที่คอยไปช่วยคนเจ็บ รับศพคนตายกับพี่ๆ อาสาสมัครอยู่เสมอ เพราะรูปร่างขวัญเอยก็เรียกได้ว่าแข็งแรงกำยำพอตัว ไม่ได้เป็นสาวน้อยอรชรอ้อนแอ้น สามารถแบกคนตัวเท่าพบจันทร์ได้สบายๆ แล้วยังช่วยแต่งหน้าศพแถมได้อีก จนสุดท้ายก็เลยได้เป็นอาสาสมัครเต็มตัว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นขวัญชัยหรือขวัญเอย ก็ยังคงเป็น ไอ้ขวัญ หรือ นังขวัญ ของพ่อแม่ และของทุกคนในหมู่บ้านเหมือนเดิม

 

ขวัญเอยเริ่มรู้ว่าพบจันทร์มีความพิเศษไม่เหมือนคนอื่นก็ตอนเรียนประถมซึ่งพอจะเริ่มรู้ความมากขึ้นแล้ว วันนั้นเป็นวันที่ขวัญเอยเห็นพบจันทร์ยืนพูดกับใครสักคนอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน

“พบ เธอคุยกับใครอยู่เหรอ” เด็กชายขวัญชัยมองซ้ายมองขวาแล้วก็ไม่เห็นมีใครอยู่ตรงนั้นเลยแม้แต่คนเดียว

“ก็คุณยายคนนี้ไงขวัญ นั่งอยู่นี่ไง คุณยายหิวข้าว อยากขอข้าวเรากิน เราเลยบอกคุณยายว่าเดี๋ยวเราไปขอจากยายเรามาให้” พบจันทร์ชี้นิ้วเล็กๆ ไปที่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า ขวัญเอยมองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร ก็เลยยืนเหวออยู่ตรงนั้น เพราะคิดว่าเพื่อนรักคนนี้อาจจะเริ่มไม่ค่อยปกติหน่อยๆ

แต่นั่นไม่ใช่ครั้งเดียวที่พบจันทร์เป็นแบบนั้น ระยะแรก เพื่อนหลายคนก็ยังหัวเราะขบขันและคิดว่าพบจันทร์ออกจะเพี้ยน เพราะชอบพูดคนเดียว แต่หลังๆ ก็เริ่มเข้าขั้นหวาดกลัว และมองพบจันทร์ไปแนวหลอนๆ ชนิดที่ว่าเดินผ่านเธอกันทีไร ก็พากันทำท่าขนหัวลุก เดินหนีห่างออกไปสามช่วงเสา จะมีก็แต่เด็กชายขวัญชัยเท่านั้น ที่เริ่มจะมองเห็นร่างเงาเลือนรางของใครหลายคนที่พบจันทร์คุยอยู่ด้วย แต่ขวัญเอยจะมองเห็นเป็นภาพจางๆ ที่สั่นไหวเหมือนคลื่นแทรก ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง และเมื่อเห็นบ่อยเข้า ขวัญชัยก็เลยเชื่อโดยสนิทใจแล้วว่าเพื่อนรักไม่ได้พูดคนเดียวแน่ๆ

ใช่แล้ว! และนี่ก็คืออีกหนึ่งความลับของหมู่บ้านเดือนเต็มดวงที่นอกจากพบจันทร์แล้ว ก็น่าจะมียายแสงคำรู้อีกแค่คนเดียวว่า…ขวัญเอย เพื่อนเพียงคนเดียวที่เข้าใจพบจันทร์ยิ่งกว่าใคร ก็เพราะขวัญเอยก็มีสัมผัสพิเศษคล้ายกัน เพียงแต่มันจะมาแบบติดๆ ดับๆ เหมือนไฟกะพริบ บางช่วงเห็น บางช่วงไม่เห็น จนโตมาขวัญเอยจึงได้เรียนรู้ว่า จะมองเห็นวิญญาณเหล่านั้นได้เป็นพักๆ เช่นว่า ช่วงไหนทำบุญมากหน่อย ก็จะมีวิญญาณต่างๆ มาขอแบ่งส่วนบุญ มาเป็นตัวๆ ให้เห็นกันจะจะ ช่วงไหนเน้นธุรกิจจ๋าหน่อย ลืมทำบุญ ลืมไปวัดไปวา ก็จะมองไม่ค่อยเห็นอะไร ขวัญเอยเลยยิ่งชอบงานอาสาสมัคร เพราะได้ทำบุญไปด้วย แถมเอาบุญมาต่อบุญ บางครั้งบางคราวก็เอาเรื่องสยองหรือขนหัวลุกที่เจอตอนทำงาน ไปเล่าตอนไลฟ์สดเรียกลูกค้าบ้างก็ช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดีอยู่ไม่น้อย เพราะคนสมัยนี้ออกจะชอบฟังเรื่องสยองต่างๆ

เพราะฉะนั้น เมื่อพบจันทร์ถูกเพื่อนๆ ในโรงเรียนล้อเลียนเรื่องพูดคนเดียว ขวัญเอยจึงเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่กล้าปากแจ๋วไล่เหล่าวิญญาณให้ออกไปห่างจากพบจันทร์ ไม่ว่าจะมองเห็นหรือไม่เห็น โดยไม่กลัวทั้งเหล่าวิญญาณและพลังพิเศษของพบจันทร์

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจพบจันทร์ได้เหมือนขวัญเอย ตอนเด็กๆ พบจันทร์เคยร้องไห้โวยวายกับยาย ไม่อยากมีพลังอะไรแบบนี้ ยายก็พูดได้แต่ว่า

มันเป็นพลังสืบทอดของตระกูล แบบเกิดมาก็เป็นเองน่ะ ภาษาปะกิตเค้าเรียกกันว่าอะไรนะ ไอ้ บอร์น ทู บง ทู บี อะไรนี่แหละว้อยนังพบ มันเลี่ยงกันได้ซะเมื่อไหร่ ไม่งั้นข้าจะต้องมาเป็นม้าขี่อยู่แบบนี้เรอะ

คนทั้งตระกูลนี้ จึงมีหน้าที่แค่ยอมรับ และใช้พลังของตนเองให้ถูกทาง ให้เป็นประโยชน์ แต่ยิ่งโตขึ้น พบจันทร์ก็ยิ่งโดนเพื่อนล้อเลียน ไปจนถึงขั้นเกลียดกลัวก็มี จนพบจันทร์ทนไม่ไหวเลยขอยายไปสอบเข้าโรงเรียนในกรุงเทพฯ ตั้งแต่จะขึ้นชั้นมัธยมปลาย ซึ่งยายก็เข้าใจและไม่ขัดขวาง ได้แต่สอนหลานให้เข้มแข็ง และอย่าถือโทษโกรธใคร ถ้าไปอยู่กรุงเทพฯ ก็พยายามอย่าทำอะไรให้มันโจ่งแจ้ง และให้พกปิ่นพระจันทร์เสี้ยวสีน้ำเงินเข้มติดตัวไว้ตลอด  หลายครั้งที่พบจันทร์เจอผี เธอพยายามที่จะทำตัวปกติหรือเสียบปิ่นปักผมไว้ เพื่อไม่ให้ผีเข้าใกล้ได้ แต่บางทีเธอก็อดเวทนาไม่ได้เวลาเจอผีที่น่าสงสารมาขอความช่วยเหลือ ก็จะตัดสินใจช่วยเหลือให้จบไป ไม่อย่างนั้นผีเหล่านั้นก็จะวนเวียนมาอ้อนวอนไม่ไปไหนเสียที

จนพบจันทร์เรียนมัธยมปลายจบและสอบเข้ามหาวิทยาลัย พบจันทร์ก็ออกไปหางานพิเศษทำ เพื่อหาเงินใช้เองบ้างด้วยไม่อยากเป็นภาระของยายมากเกินไป ดีที่คณะสถาปัตยกรรมที่เรียนอยู่มีทุนให้เด็กเรียนดี ซึ่งพบจันทร์ก็พยายามเรียนเพื่อให้ได้ทุนเรียนฟรีตลอดห้าปี และประหยัดเงินด้วยการยอมไปอาศัยอยู่ห้องพักที่ราคาถูกอย่างเหลือเชื่อที่ไม่ไกลมหาวิทยาลัยมากนัก อย่างหอ 333 ที่มีห้องขนาดกว้างใหญ่พอสมควร อยู่สบาย เดินทางสะดวก เจ้าของหอก็ใจดีแม้อาจจะดูแปลกๆ ไปสักหน่อย แถมยังมีเพื่อนมากมายที่เห็นตัวบ้างไม่เห็นตัวบ้าง เป็นที่พักที่เหมาะกับพบจันทร์ที่สุด และโดยรวมแล้วการอยู่กรุงเทพฯ ก็ทำให้พบจันทร์สบายใจกว่า เพราะคนเมืองหลวงเขาไม่ค่อยจะสนใจกันมากนัก บางทีบ้านติดกันยังแทบไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ ทำให้เธอใช้ชีวิตแบบอิสระได้อย่างสบายใจ กลายเป็นคนอินโทรเวิร์ตกับมนุษย์ แต่เอ็กซโทรเวิร์ตกับเหล่าผีแทน

แต่เมื่อเรียนจบออกมา แม้จะได้คะแนนดีแค่ไหน พบจันทร์ก็แทบจะหางานประจำทำไม่ได้ เพราะเคยลองไปทำงานกับไซต์ก่อสร้างแล้วพบจันทร์ดันไปเจอวิญญาณเจ้าที่ที่ออกมาขู่ว่า ถ้าไม่ยอมทำบุญให้จะหลอกคนที่มาอยู่ในตึกนี้ตลอดไป ด้วยความเป็นห่วงเสี่ยเจ้าของโครงการที่ออกจะใจดีกับเธออยู่ไม่น้อย พบจันทร์เลยเผลอออกปากเตือนเสี่ยแกไป แต่ความซวยคือ เสี่ยเจ้าของโครงการดันเป็นคนไม่เชื่อเรื่องผี แถมโกรธพบจันทร์เอามาก หาว่าตั้งใจจะทำให้โครงการเขาเจ๊ง พบจันทร์ก็เลยต้องรีบลาออกมาก่อนที่จะโดนไล่ออกจนเสียประวัติ

และระหว่างที่ยังเคว้งคว้างตัดสินใจอะไรกับชีวิตไม่ได้นั้น ข้อความสั้นๆ ในมือถือก็เด้งขึ้นมา

คิดถึงเอ็งนะ นังพบ

ยายแสงคำที่แทบไม่เคยส่งข้อความอะไรมาหาเธอเลย นอกจากนานๆ จะโทร.มาสักครั้ง เวลาที่ได้ไหว้วานคนโอนเงินค่ากินอยู่มาให้ แต่ข้อความสั้นๆ ข้อความเดียวนั้น กลับเป็นข้อความที่บ่งบอกถึงความเหงาของหญิงชรา และตอกย้ำความห่างหายที่เธอเกือบลืมใส่ใจยายแสงคำ — ญาติเพียงคนเดียวและคนสุดท้ายของเธอไป ทำให้พบจันทร์ตัดสินใจได้ว่า เธอควรจะต้องกลับไปอยู่ดูแลยาย จึงรีบแจ้งย้ายออกจากที่พัก และเก็บเสื้อผ้าพับใส่กระเป๋าเพื่อมุ่งหน้ากลับมาบ้านเกิด

แต่ชีวิตของเธอก็ไม่ได้ง่าย…เมื่อสิ่งที่เล่าเรียนมาแทบตาย ไม่สามารถใช้กับอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ได้เลย พบจันทร์ลองพยายามมองหางานที่พอจะทำได้ แต่หลังจากสำรวจตลาดงานโดยทั่วถ้วนแล้ว ก็ไม่มีวี่แววว่าวุฒิของเธอจะใช้สมัครงานอะไรที่ไหนได้เลยสักที่ ด้วยว่าเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทที่ค่อนข้างห่างไกล แม้ว่าตรงใกล้ท่าเรือข้ามฟากระหว่างสองประเทศจะมีการค้าขายคึกคักพอควร แต่สภาพเศรษฐกิจก็ไม่ได้เอื้อให้มีธุรกิจขนาดใหญ่พอที่จะจ้างสถาปนิกแบบเธอมากนัก มีเพียงแต่ร้านรับเหมาก่อสร้างเล็กๆ หรือตำแหน่งงานในหน่วยราชการ ที่มักจะมีเจ้าหน้าที่คนเดิมทำเพื่อรอเกษียณ ไม่รู้ต้องรอกี่ปีพบจันทร์ถึงจะได้บรรจุแทน

หลังจากตระเวนหางานจนท้อใจ พบจันทร์ก็เลยหันหน้ามาปรึกษากับขวัญเอยเพื่อนรัก และสุดท้าย สองสาวจึงได้ข้อสรุปออกมาว่า ในเมื่อพบจันทร์ชอบอ่านหนังสือและมีความฝันอยากจะเปิดร้านหนังสือเล็กๆ อยู่เดิมแล้ว ในขณะที่ขวัญเอยเองก็อยากมีหน้าร้านสำหรับขายสินค้ามูเตลูทั้งหลาย ทั้งสองคนเลยตัดสินใจที่จะลองหาที่เปิดร้านหนังสือเล็กๆ ในชุมชนแถวบ้าน โดยได้ยายแสงคำเป็นคนชี้ทำเลทองให้ ซึ่งก็คือตึกแถวเก่าทรงคลาสสิกห้องหัวมุมที่อดีตเคยเป็นร้านทองมาก่อนห้องนั้นนั่นเอง ตึกทำเลดี แต่ไม่มีใครกล้าใช้งานมากว่ายี่สิบปี เพราะเฮียจู้เจ้าของห้องแถวนี้ตายในร้านโดยไม่มีใครรู้สาเหตุที่แน่ชัด แถมเฮี้ยนหนัก ญาติพี่น้องเลยพากันหนีกันกระเจิง มีแต่ยายแสงคำที่รู้ดีว่า คนอย่างพบจันทร์ – หลานรักของข้า– ไม่มีวันที่จะมีปัญหากับตึกหลังนี้อย่างแน่นอน

 

“โอ๊ยย ไอ้ตึกหัวมุมหลังนั้นเหรอนังพบ แกเอ๊ย แกได้เจอเฮียจู้ทุกวันแน่ๆ จะไหวมั้ยวะ…” ขวัญเอยที่วันนี้อยู่ในชุดกู้ภัยสีส้มแสบตา ตัดด้วยผ้าพันคอผืนเล็กสีน้ำเงินสด แข่งกับลิปสติกสีแดงเบอร์รี พูดพลางเอามือตบหน้าผากดังแปะ แต่ทันทีที่พบจันทร์บอกราคาค่าเช่า ขวัญเอยเพื่อนเลิฟก็เลิกตบหน้าผากแล้วเด้งตัวเข้ามากอดพบจันทร์ทันที

“อร๊ายยย…เดือนละห้าพัน แกพูดจริงหรือเล่นเนี่ยนังพบ ตึกหลังเบ้อเร่อเลยนะแก หัวมุมหน้าตลาดอีกนะ…วู้ยยย…จะไม่เอาได้ยังไงล่ะ เฮียจู้ก็เฮียจู้เถอะ ตกลง! ลุย!”

สองสาวแปะมือรวมพลังกันด้วยความยินดีที่ได้ร้านทำเลทองมาแบบเกินคาดฝัน ถึงจะต้องเสี่ยงกับอะไรแปลกๆ ต่อจากนี้ก็ตาม

“นี่ นี่ นี่ แล้วแกอย่าลืม ร้านขวัญเอยขวัญมา ของชั้นด้วยนะ ขอมุมสวยๆ แบบเปิดร้านเข้ามา โป๊ะเช้ะเด้งเข้าตาเลย แล้วแกจะคิดค่าเช่าชั้นเท่าไหร่ ว่ามาเลย…หารครึ่งกับแกเลยก็ได้ ชั้นจะวางทั้งสร้อยข้อมือ แหวน หินประจำวันเกิด เครื่องรางญี่ปุ่น บลาๆๆ เอาให้เต็มตู้เลยแก”

เจ้าของร้านออนไลน์ที่กำลังจะมีหน้าร้านยิ้มหวาน ตาลอย เหมือนมองเห็นภาพร้านอยู่ตรงหน้าแล้ว ความฝันเป็นจริงสักที คริคริ…

“ไม่ต้องครึ่งหรอกนังขวัญ เอามาหนึ่งในสามพอ ช่วยน้ำไฟกันไป แกแค่ช่วยชั้นเฝ้าร้านหรือรับลูกค้าบ้างก็พอแล้ว ดีกว่าชั้นต้องไปจ้างลูกจ้างนะ เงินก็ไม่ค่อยจะมี อุตส่าห์มีเงินประกันชีวิตแม่เป็นมรดกมานิดหน่อย แต่ตอนนี้ซื้อทองไม่น่าจะได้ถึงห้าบาทเลยนะแก เอามาตกแต่งทำร้านใหม่ก็คงแทบไม่เหลือแล้ว ไหนจะค่าขนย้ายของชั้นมาจากกรุงเทพอีก กระเป๋าชั้นได้แฟบแน่ๆ แกเอ๊ย”

ร้านหนังสือเล็กๆ ในตึกทำเลทอง จะขายได้หรือไม่ไม่รู้ แต่ภาพในหัวของพบจันทร์บรรเจิดกว่านั้น ร้านหนังสือที่เป็นความฝันเล็กๆ ของพบจันทร์มานาน นอกจากจะมีมุมเล็กๆ ให้เพื่อนเปิดร้านขายของ มีมุมชากาแฟให้ลูกค้าจิบเบาๆ เคล้ากลิ่นกาแฟหอมๆ ระหว่างอ่านหนังสือแล้ว…

“ชั้นยังต้องทำห้องสำหรับแขกพิเศษด้วยนะแก…หวังว่าจะช่วยเรียกลูกค้าให้ชั้นได้เยอะๆ นะแก”

 



Don`t copy text!