
Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 2 : ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง
โดย : คเณชารี
![]()
“Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง” โดย คเณชารี เรื่องราวสุดลึกลับเกิดขึ้น เมื่อ ‘พบจันทร์’ เจ้าของร้านผู้มีพลังทำนายดวงผ่านหน้าหนังสือ ต้องร่วมมือกับ ‘คุณหมอเมฆา’ กุมารแพทย์ผู้เป็นตัวท็อปของตำบล ‘ขวัญเอย’ เพื่อนสนิทสาวสองสายมูสุดสตรอง และยมทูตหนุ่มผู้แสนเย็นชาที่ปรากฎกายมาอย่างลึกลับ เพื่อไขปริศนาที่เกิดขึ้นและแก้ปมในใจของสมาชิกร้านหนังสือเล็กๆแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวงไปพร้อมๆ กัน
พบจันทร์และขวัญเอย เห็นพ้องต้องกันที่จะตั้งชื่อร้านว่า “Full Moon Book Shop – ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง”
พบจันทร์วางแผนจะนำหนังสือมากมายหลายร้อยเล่มของตัวเองที่เพิ่งขนกลับมาจากกรุงเทพฯ เปิดเป็นโซนมือสองให้ลูกค้าได้ช็อปในราคาย่อมเยาไปก่อน แล้วค่อยหาทางขยับขยาย หรืออาจจะลองหาทางติดต่อสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์หนังสือที่เธอสนใจ ขอเครดิตเอาหนังสือใหม่มาลงขายทีละนิดทีละหน่อยไปก่อน วางแผนแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ขยับขยายไป
และด้วยผลบุญจากวิชาที่ร่ำเรียนมา ทำให้พบจันทร์สามารถออกแบบตกแต่งร้านเองแบบง่ายๆ ได้ ด้วยงบประมาณที่ประหยัดสุดๆ เธอจ้างสล่าหรือช่างในหมู่บ้านที่ยายแสงคำแนะนำมาให้ แล้วไปซื้อวัสดุก่อสร้างจากในเมืองอย่างเช่นท่อเหล็กและแผ่นไม้ยาวที่มีความหนาพอประมาณมาประกอบชั้นหนังสือเอง ซึ่งเมื่อได้รับการออกแบบที่ดี วัสดุที่แสนจะเรียบง่ายธรรมดาก็กลับดูสวยและทันสมัยขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ส่วนของตัวอาคารนั้น พบจันทร์เลือกสีขาวทาด้านนอก เพื่อให้ดูสว่าง ลดความน่ากลัวที่คนร่ำลือกันไปสามบ้านแปดบ้านลงมา ทาผนังด้านในร้านด้วยสีขาวอมควันบุหรี่ เพื่อให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้น และใช้อิฐก่อเป็นเคาน์เตอร์แบบบิลต์อินขึ้นมาในตัวแล้วฉาบปูนเรียบๆ สไตล์ลอฟต์ ทำให้ไม่ต้องเสียเงินซื้อเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น สำหรับด้านหน้าร้านพบจันทร์ตัดสินใจถอดประตูซี่เหล็กยืดแบบโบราณออก เพื่อให้ร้านดูเข้าถึงได้ง่าย ในเมื่อไม่ได้เป็นร้านทองแล้ว ก็ไม่ต้องล็อกตายกันขนาดนั้นก็ได้ แต่เธอเลือกเก็บประตูเล็กที่เป็นทางเข้าร้านอีกด้านที่เป็นไม้สักหนาเจาะช่องกระจกไว้แบบเดิม ทาทับใหม่ด้วยสีน้ำเงินเข้ม…น้ำเงินเหมือนสีหินพระจันทร์เสี้ยวที่เป็นปิ่นของเธอ และแขวนกระดิ่งทิเบตเส้นเล็กๆ ไว้ที่ประตู ซึ่งจะคอยส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งสดใสบอกเจ้าของร้านเมื่อมีใครสักคนผลักประตูเข้ามา
สีเขียวของต้นไม้เล็กๆ ทั้ง มอนสเตร่า ลิ้นมังกร ซานาดู และไม้ใบต่างๆ หรือแม้แต่กระบองเพชรต้นจิ๋ว ก็ถูกเลือกมาวางไว้ทั้งหน้าร้านและในร้าน เพื่อเพิ่มบรรยากาศให้มีชีวิตชีวามากขึ้น
พบจันทร์หาแผ่นไม้ขนาดพอเหมาะ น้ำหนักเบา ทาสีพื้นเป็นสีน้ำเงินเดียวกับประตู แล้วสั่งซื้อตัวอักษรสำเร็จรูปภาษาอังกฤษที่มีไฟในตัวจากร้านค้าออนไลน์ มาจัดเรียงเป็นชื่อร้าน โดยให้ช่างไฟต่อสายไฟไว้ให้ และเขียนชื่อร้านภาษาไทยไว้ด้านล่างใต้ตัวอักษรภาษาอังกฤษด้วยลายมือตัวเอง แล้วยกขึ้นไปติดที่เหนือประตูสีน้ำเงินเข้มบานนั้น
มุมทางซ้ายของร้านที่อยู่ติดประตูทางเข้า พบจันทร์แบ่งให้เป็นโซนขายของมูเตลูของขวัญเอยที่ตั้งชื่อร้านรอไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า “ขวัญเอย ขวัญมา” ซึ่งนอกจากเครื่องประดับและเครื่องรางของขลังต่างๆ แล้วขวัญเอยยังเตรียมออกสินค้าใหม่เป็นที่คั่นหนังสือและปกผ้าสายมู เพื่อให้เป็นกิมมิคของร้านที่โฆษณาชวนเชื่อไว้ว่า ‘ใช้แล้วดี ใช้แล้วปัง อ่านหนังสือยังไงก็จบเล่ม บูชาไว้เพื่อทลายกองดอง’
หนึ่งเดือนผ่านไป...
ในที่สุด…Full Moon Book Shop : ร้านหนังสือเล็กๆแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง…ก็ใกล้จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเสียที — แต่นั่นก็ยังไม่สมบูรณ์แบบหรอก —
ไหนๆ ก็มาขนาดนี้แล้ว พบจันทร์จะหลีกเลี่ยงภารกิจอันยิ่งใหญ่ ที่มาพร้อมกับพลัง (และภาระ) อันใหญ่ยิ่งก็คงไม่ได้…
พบจันทร์ตัดสินใจที่จะใช้พรสวรรค์ให้เป็นประโยชน์ แต่จะให้เปิดรับเป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตแบบเปิดไพ่ธรรมดามันก็ดูไม่เก๋สักเท่าไร เธอจึงเลือกที่จะเปิดให้บริการรับทำนายดวงชะตาแบบใหม่ด้วยการทำนายจากหนังสือ
พลังพิเศษอีกหนึ่งอย่าง ที่พบจันทร์มีไม่เหมือนยายแสงคำและเพิ่งค้นพบด้วยตัวเองเมื่อไม่นานมานี้ คือ พลังที่จะให้คำตอบแก่เรื่องราวต่างๆ ที่ผู้คนต้องการรู้ เพียงแต่ต้องมีสื่อบางอย่าง เมื่อก่อนเธอเคยลองใช้ไพ่ทาโรต์ พบจันทร์พบว่าตนเองสามารถให้คำทำนายหรือคำตอบแก่เพื่อนๆ ได้ โดยไม่ต้องไปเรียนหรือเปิดตำราหาความหมายอะไรเลย เพราะสัญลักษณ์ทุกอย่างบนหน้าไพ่เหมือนจะสื่อกับเธออยู่ในหัวโดยไม่ต้องแปลความ
ในเมื่อจะเปิดร้านหนังสือ พบจันทร์จึงคิดว่า หนังสือสักหน้า ก็น่าจะช่วยบอกคำตอบให้แก่ลูกค้าได้ เหมือนกับไพ่ทาโรต์เช่นกัน
หนูทดลองรายแรก ก็คงไม่พ้น….
“มาเลยแก นังขวัญ มาลองถามอะไรชั้นสักอย่างซิ อยากรู้ว่าจะลองใช้กับหน้าหนังสือนี่ได้ไหมนะ”
“โอ๊ย นังพบ แกจะมีพลังวิเศษแอดวานซ์ไปถึงขั้นไหนกันวะเนี่ย อะ ในเมื่อเพื่อนอยากลอง ก็ย่อมได้ ไหนบอกมาซิว่า…เมื่อสองสามวันก่อน ชั้นทำสร้อยหินหายไปเส้นนึง มันหายไปไหน ใครเอาของชั้นไป”
“แกลองไปหยิบหนังสือจากตรงชั้นหนังสือมา เล่มไหนก็ได้ที่แกชอบ แกเลือกมาเลย แล้วเปิดหน้าไหนก็ได้ มาๆ”
ขวัญเอยเดินไปเลือกหนังสือสันสีแดงสด เพราะสะดุดกับตัวอักษรบนสันหนังสือที่เขียนไว้ว่า ‘ลูกสาวจากดาววิปลาส’
“อะ ชั้นชอบเล่มนี้ นี่..หน้านี้ๆ” ขวัญเอยเอานิ้วป้อมๆ คั่นหน้าหนังสือไว้แล้วส่งให้พบจันทร์
สิ่งที่พบจันทร์เห็น ไม่ใช่เลขหน้าหรือตัวอักษรที่เรียงรายเป็นพืด หากแต่ทุกตัวอักษรเหมือนลอยขึ้นมาด้วยเวทมนตร์อะไรสักอย่าง แล้วเรียงตัวเป็นประโยคที่มีแต่พบจันทร์เท่านั้นที่จะมองเห็นและตีความออกมาเป็นคำตอบได้ พบจันทร์มองเห็นเป็นตัวอักษรที่ขึ้นเป็นคำว่า รถกู้ภัย และมีภาพรางๆ ของขวัญเอยที่หย่อนสร้อยข้อมือลงในกระเป๋าสะพายใบเล็กที่สะพายติดตัวไปด้วย
“นังขวัญ แกเอาสร้อยใส่กระเป๋าตอนออกไปทำงานใช่มั้ย สร้อยมันตกในรถกู้ภัยที่แกขึ้นไปวันนั้นน่ะแหละ กลับไปหาดู”
“เฮ้ย เป็นเล่นไปนังพบ…เดี๋ยวๆๆ ขอชั้นโทรหาพี่ศักดิ์ก่อน ให้แกหาดูให้” ขวัญเอยกดโทรศัพท์หา พี่ศักดิ์ชัย คนขับรถมือหนึ่งของกู้ภัยที่ทำงานอยู่
“พี่ศักดิ์ๆ ช่วยอะไรหนูหน่อยสิคะคุณพี่ ฝากไปเปิดหลังรถคันที่เราไปทำงานกันเมื่อสามวันก่อนน่ะค่ะ พี่ลองหาทีว่าเห็นสร้อยข้อมือเป็นหิน เส้นสีม่วงๆ ตกอยู่บ้างมั้ยคะคุณพี่”
“ได้เลย น้อง เดี๋ยวพี่จัดให้” พี่ศักดิ์ตอบ และหายไปไม่ถึงห้านาทีก็โทร.กลับมา
“นี่เลยน้องขวัญชัย”
“พี่ศักดิ์!” ขวัญเอยแหวใส่โทรศัพท์
“ฮ่า ฮ่า อะล้อเล่น ล้อเล่น หยอกๆ…เจอแล้วเนี่ย มันตกอยู่ใต้เตียงคนเจ็บนี่เอง ไหลๆ ไปอยู่ตรงซอกด้านในเลย ดีนะไปหาตอนสว่างแล้วหินสะท้อนแวบออกมา เลยหาเจอง่ายๆ เลย”
ขวัญเอยกล่าวขอบคุณพี่ศักดิ์ก่อนวางสาย แล้วหันมากรี๊ดๆ ใส่พบจันทร์
“นังพบๆๆ แกมันไม่ใช่มนุษย์ แกมันเหนือมนุษย์ แก แก…แกมันคือ สการ์เล็ต วิทช์” ขวัญเอยกรีดร้องอย่างตื่นเต้น
“ใครวะแก”
“โอย แม่มดที่เก่งๆ ในดิ อะเวนเจอร์ไงแก เคยดูหนังกะเค้ามั่งมั้ยเนี่ย”
“อ้อออออ…ไม่เคยว่ะแก เกลียดเวลาเข้าโรงหนังมาก เข้าไปทีไร ไม่เคยได้ดูหนังอย่างเป็นสุขเลยแก”
ขวัญเอยเบ้ปากใส่เพื่อน “นั่นไง แม่พระของเหล่าผี ถ้าชั้นเป็นแกน่าจะได้บ้าตายรายวันไปแล้ว”
และด้วยเหตุนั้น ที่บริเวณเคาเตอร์เก็บเงินของร้าน จึงมีป้ายเล็กๆ ที่มีตัวหนังสือสีแดงสดเขียนติดไว้ว่า ‘รับทำนายดวงชะตา by Ful Moon Teller’
แต่นอกเหนือไปจากขายหนังสือและให้บริการทำนายดวงชะตาในตอนกลางวันแล้ว ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวงนี้ ยังแอบมีอีกหนึ่งบริการ ที่แสนจะพิเศษเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด นั่นคือ ‘บริการให้คำปรึกษาแก่ดวงวิญญาณ’
ณ มุมเล็กๆ ที่อยู่ติดผนังด้านในสุดของร้าน ถูกกั้นด้วยกระจกสีชา กว้างไม่เกินสองเมตร ถ้ามองเพ่งเข้าไปดีๆ จะเห็นโต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆ ตั้งอยู่หนึ่งตัว พร้อมกับเก้าอี้สองตัวแบบมีพนักพิงตั้งอยู่ตรงข้ามกัน บนโต๊ะมีหนังสือวางอยู่สองสามเล่ม โคมไฟเล็กๆ และดอกไม้สีขาวในแจกันทรงสูง ที่หน้าห้อง มีสติกเกอร์ตัวอักษรสีดำติดไว้ว่า ‘เฉพาะลูกค้า VII3 เท่านั้น’
คนอ่านเผินๆ ก็จะเข้าใจว่า ห้องนี้มีไว้สำหรับแขกคนสำคัญหรือ VIP — Very Important Person แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันคือคำว่า ‘วีไอผี’ ต่างหาก พบจันทร์ได้ค้นพบว่า เลข 13 ถ้าลองอ่านตะแคงกลับข้าง มันก็คือคำว่า ‘ผี’ นั่นเอง พบจันทร์จึงเขียนชื่อห้องแบบนี้ เพื่อที่จะสื่อสารให้เหล่าดวงวิญญาณได้รู้ว่า ที่นี่คือจุดนัดพบของเหล่าดวงวิญญาณที่กำลังมองหาที่ปรึกษา หรืออยากหาที่พึ่งพาในโลกหลังความตาย
“เอาจริงเหรอแก จะเปิดโซนวีไอผีนี่จริงอะ แกจะไม่เหนื่อยเหรอวะ เปิดร้านกลางวันแล้วยังต้องมาให้บริการฟรีเซอร์วิส เดอะโกสต์ทั้งหลายรอบดึกอีก”
“แหม แก ใช่ว่าจะมีผีแวะมาหาชั้นทุกวันเด้อเพื่อน มันต้องมีการนัดพบล่วงหน้ากันมะ ขนาดจิตแพทย์ที่โรงพยาบาล แกยังต้องโทรนัดล่วงหน้าเลยปะล่ะ ถือว่าช่วยพวกเค้าเอาบุญแก ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว หนีกันก็ไม่พ้น เปิดมันเป็นจริงเป็นจังให้มันแล้วๆ ไป จะได้ไม่ต้องมาดักจ๊ะเอ๋กันให้ตกใจหัวใจวาย ใครอยากคุย มา! นัดมาโลด”
พบจันทร์คิดแล้ว ว่านี่แหละวิธีแก้ปัญหา ไม่ต้องโดนเหล่าดวงวิญญาณมาดักรอกลางถนนแล้วเธอต้องไปยืนพูดคนเดียวให้คนมองว่าบ้าอีก มาเจอกันให้เป็นเวล่ำเวลาและอยู่ในสถานที่ของเรานี่แหละดีที่สุด
“วันไหนชั้นรับนัด ก็เอาป้าย VI13 ไปแขวนหน้าร้านตอนเย็น วันไหนไม่สะดวก ก็เอาปิ่นไปเสียบที่หน้าประตูร้าน แค่เนี้ย เค้าก็เข้ามากันไม่ได้ ก็น่าจะรู้กันแล้วว่าวันนี้ไม่สะดวก ง่ายๆ เลยแก เดี๋ยวเค้าก็ไปบอกต่อๆ กันเอง”
และคราวนี้ Full Moon Book Shop : ร้านหนังสือเล็กๆแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง ก็ได้ฤกษ์เปิดดำเนินการจริงๆ ละนะ
แต่…แต่เมื่อคำว่า ‘เค้า’ ที่พบจันทร์พูดไปก่อนนั้น อาจจะไม่ได้หมายถึงแค่มนุษย์
ดังนั้น วันแรกของการเปิดร้าน จึงมีแค่ยายแสงคำกับแก๊งสาวน้อยร้อยปี เพื่อนสนิทของยายอีกสองสามคนที่มาร่วมแสดงความยินดีด้วย ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ได้แต่แอบยืนมองอยู่ห่างๆ แบบกล้าๆ กลัวๆ ตั้งแต่พบจันทร์เริ่มตกแต่งร้านมาจนถึงวันนี้ ปาเข้าไปเกือบเดือน ทุกคนในตลาดได้แต่ซุบซิบกันทั่วว่า ใครนะ บังอาจมาเปิดร้านในตึกแถวสุดเฮี้ยนของเฮียจู้ และเมื่อมองเห็นหญิงสาวสวยเดินคู่มากับขวัญเอย ลูกสาวสุดที่รักของชาวตลาด ทุกคนก็ถึงบางอ้อว่า
“อ้อออออ นังหนูพบจันทร์ หลานยายแสงคำ”
ถึงว่า ไม่กลัวเกรงอะไรเลย วิญญาณเฮียจู้เฮี้ยนสุดขีดขนาดที่คนร่ำลือกันไปยันรายการผีที่โด่งดังเคยจะมาถ่ายทำ ทันทีที่ตะวันตกดิน ยังไม่ทันจะได้เข้าไปในร้าน แค่พยายามจะเอากล้องถ่ายลอดหน้าต่างทรงกลมที่ข้างร้านเข้าไปด้านใน ตากล้องก็แหกปากร้องลั่นแล้วหอบกล้องวิ่งหนีด้วยความเร็วเหนือแสงไปแล้ว
ว่าแต่…ทำไมพบจันทร์ถึงยังไม่เจอวิญญาณเฮียจู้เลยนะ…แปลกจริง???
สามวันต่อมาหลังจากวันเปิดร้านอย่างเป็นทางการ…
และแล้ว…ในที่สุดก็มีเหยื่อ อ้อ! ต้องเรียกว่าลูกค้าสินะ ในที่สุดก็มีลูกค้ารายแรกเข้ามาในร้าน…
เสียงกระดิ่งเส้นเล็กๆ แต่เสียงใสกังวานที่แขวนไว้ที่ประตูหน้าร้านดังกรุ๊งกริ๊งขึ้น เป็นเหตุให้สองสาวเจ้าของร้านที่หลบไปนั่งซุกสัปหงกอยู่หลังเคาน์เตอร์ยืดคอขึ้นมามอง แสงไฟจากโคมบนเพดานสะท้อนกับเลนส์แว่นตาสีใสของชายหนุ่มที่ผลักประตูและชะโงกหน้าเข้ามา
“ร้านเปิดอยู่มั้ยครับ”
“เปิดค่ะ! เปิดค่ะ!” สองสาวตอบพร้อมกัน และแอบเอามือสะกิดกันอยู่ใต้เคาน์เตอร์ด้วยความดีใจ
“เชิญค่ะ ร้านหนังสือ Full Moon Book Shop ยินดีต้อนรับค่ะ”
ชายหนุ่มร่างสูง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว พับแขนไว้ที่ประมาณข้อศอก จึงก้าวเข้ามาด้านใน แวบแรกที่เห็น พบจันทร์สะดุดตากับการแต่งกายที่ดูเนี้ยบเรียบร้อย ผิวขาวดูสะอาดสะอ้านเหมือนอาบน้ำวันละยี่สิบครั้ง กางเกงสแล็กสีน้ำตาลอ่อน ยิ่งทำให้ดูเหมือนโอปป้าที่หลุดออกมาจากซีรีส์เกาหลีอย่างไรก็อย่างนั้น
ท่าแตะขอบแว่นตา แล้วดันแว่นขึ้นเล็กน้อยนั้นเรียกเสียงกรี๊ดจากขวัญเอยออกมาจนได้
“แกรรรรรร…นังพบบบบบ”
“เก็บอาการหน่อยนังขวัญ!” พบจันทร์เตือนเพื่อนด้วยเสียงกระซิบ แต่หัวอกหัวใจเธอก็เต้นแรงแบบไร้เหตุผลเช่นกัน มันจะหล่อบ้าเกินเบอร์อะไรขนาดนั้นพ่อคุณเอ๊ย แก้มงี้ใสเนียนอย่างกับก้นเด็ก ไหนจะมือสวยๆ ที่มีนิ้วเรียวยาว กับเส้นเลือดบนแขนนั่นอีก หล่อไม่บันยะบันยังเลยจริงๆ…
“คุณ คุณครับ…” เสียงจากชายหนุ่ม ทำให้พบจันทร์รีบกะพริบตา พร้อมสะบัดหัวเล็กน้อยเพื่อเรียกสติกลับมา
“เอ่อ ค่ะ ค่ะ ต้องการหนังสืออะไรคะ แนะนำให้ได้นะคะ”
“คุณขายหนังสือมือหนึ่งหรือมือสองครับ”
“มีทั้งสองแบบค่ะ ส่วนมากเป็นมือสอง แต่มีมือหนึ่งที่ซื้อมาแล้วไม่ได้แกะอ่านเยอะมากๆ ก็นับว่าเป็นมือหนึ่งนะคะ แต่จำหน่ายราคามือสองค่ะ” พบจันทร์รีบขายของให้ลูกค้านัมเบอร์วันของร้าน
“รับทำนายโชคชะตาด้วยเหรอครับ” เมื่อหันไปเห็นป้ายเล็กๆ ที่หน้าเคาน์เตอร์ คำถามที่หลุดออกมา ทำไมมันถึงให้ความรู้สึกกึ่งล้อเลียนกึ่งดูถูกอย่างไรก็ไม่รู้ในความคิดพบจันทร์ จากกำลังจะยิ้มหวานให้ จึงกลายเป็นเม้มปาก คิ้วกระตุก และโทนเสียงสองที่ตอบคุณลูกค้าหวานๆ อยู่เมื่อครู่ ก็กลับกลายเป็นเสียงปกติที่บวกระดับความเข้มขึ้นมาทันที
“ค่ะ สนใจมั้ยล่ะคะ…ที่นี่เรา…” พูดยังไม่ทันจบประโยคดี ชายหนุ่มในแว่นกรอบใสก็ยกมือขึ้นห้าม พร้อมทำตายิบหยีที่ออกจะดูกวนประสาทในสายตาพบจันทร์
“ผมไม่เชื่อเรื่องโชคชะตาเท่าไหร่ครับ พอดีเห็นเขียนไว้เลยถามไปอย่างนั้น ผมอยากไปดูหนังสือด้านในมากกว่า” ชายหนุ่มพูดพลางก้าวเท้าเดินผ่านเคาน์เตอร์เข้าไปด้านใน
พบจันทร์กำลังจะหันไปอ้าปากวีนชายหนุ่ม แต่หางตามองเห็นอะไรแวบๆ ที่ทะลุประตูร้านเข้ามา โดยที่บานประตูไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ตากลมโต สวมชุดกระโปรงสีฟ้าแขนยาวมีลายดอกไม้เล็กๆ สีชมพูกระจายไปทั่วตัว ผมหยิกเป็นลอนสีน้ำตาลอ่อนมัดเป็นผมแกละสองข้าง ผูกไว้ด้วยโบสีแดงสด ขับผิวขาวอมชมพูให้น่ารักสดใสขึ้นไปอีก…เด็กหญิงตัวน้อยกำลังค่อยๆ เดินเข้ามาด้านหลังคุณลูกค้าหน้าใส ถึงร่างนั้นจะโปร่งแสงนิดๆ แต่ก็ยังคงเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน พบจันทร์จึงหันไปส่งยิ้มหวานให้เด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นอย่างเอ็นดู และคิดในใจว่า เค้าหน้าของเด็กหญิงคนนี้ดูคล้ายผู้ชายที่เดินนำหน้าเข้าไปก่อนอยู่ไม่น้อย
เป็นจังหวะเดียวกับที่ หมอเมฆา หรือ หมอเมฆ ลูกค้ารายแรกของพบจันทร์หันมามองหน้าเธอพอดี รอยยิ้มสว่างกระจ่างใสของพบจันทร์จึงเหมือนกำลังส่งมาที่เขา แต่เอ๊ะ หรือเธออยากกวนประสาทเขากลับ ข้อหาที่เขาไม่เชื่อเรื่องการทำนายดวงชะตาของเธอ
“เอ่อ คือ คุณรับดูดวงแบบไหนเหรอครับ” ยัง..ยังไม่วาย หางเสียงกับสายตาแบบนั้นมันหยามกันชัดๆ พบจันทร์หุบยิ้มให้เด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้าแล้วหันมาตอบชายหนุ่มตรงหน้า ด้วยน้ำเสียงเข่นเขี้ยว
“ดูจากหนังสือค่ะ ลองไปเลือกมาสักเล่มสิคะ แล้วถามอะไรมาก็ได้”
เมฆาเลิกคิ้วเล็กน้อย ‘ง่ายขนาดนั้นเชียว’ แอบคิดในใจขณะที่เดินเข้าไปด้านใน และหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากชั้นหนังสือที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยไม่ดูหน้าปก
“ผมเลือกเล่มนี้” พลางยื่นหนังสือให้พบจันทร์ ที่กำลังหันไปยิ้มและจ้องมองเด็กหญิงคนนั้นที่ยืนบิดตัวแบบเขินอายนิดๆ อยู่ด้านหลังหมอเมฆา
“อยากเปิดหน้าไหนล่ะคะคุณลูกค้า” พบจันทร์พูดโดยแทบไม่หันไปมองหน้าคุณลูกค้า
“ไบโพลาร์ป่ะเนี่ย” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ คนอะไร เดี๋ยวก็ยิ้ม เดี๋ยวก็ทำเสียงดุ ผู้หญิงคนนี้หน้าตาก็ดูดีอยู่หรอกนะ แต่ท่าทางจะไม่ปกติแล้วไหมนะ หรือเราจะมาผิดร้าน แต่ก็นะ ร้านหนังสือทั้งเมืองมีที่ไหนกัน พอได้ยินข่าวว่ามีร้านหนังสือมาเปิดที่หน้าตลาด หนอนหนังสืออย่างหมอเมฆามีหรือที่จะพลาด ดีกว่าต้องรอไปงานหนังสือใหญ่ตามหัวเมืองหรือที่กรุงเทพฯ ชายหนุ่มคิดไปพลางระหว่างที่เอานิ้วคั่นไว้ที่หน้าตรงกลางแบบส่งๆ
“หน้านี้ละกันครับ แล้วต้องถามอะไรอะ ผมไม่เคยดูหมอ”
“ไม่ต้องถามก็ได้คุณ ว่าแต่คุณมีน้องสาวด้วยเหรอ” ประโยคแรกที่พบจันทร์เอ่ยทัก เหมือนโดนหมัดฮุกเข้าที่ปลายคางของหมอเมฆา
“คุณครับ ไม่ควรเดาสุ่มนะครับ เรื่องแบบนี้ ใครๆ ก็ทักแบบกว้างๆ ได้ หลอกถามผมเหรอ”
“เฮ้อ คุณนี่นะ ขยันบุลลีคนอื่นจัง น้องสาวคุณน่ะ อายุประมาณเจ็ดหรือแปดขวบนะ ชอบใส่ชุดสีฟ้าลายดอกไม้ มัดแกละสองข้าง ผูกโบสีแดงมั้ยล่ะ” เงียบสนิทชนิดที่เข็มตกพื้นก็คงได้ยินเสียง
หมอเมฆาเองก็เหมือนจะได้ยินเสียงวิ้งๆๆๆ ในหูของตัวเองไปด้วย บ้ามาก นี่มันบ้าไปแล้ว ใครกันที่จะรู้ว่า มิลิน น้องสาวของเขาสวมชุดนี้ในวันที่เสียชีวิต น้องสาวที่เขารักนักหนา และเป็นแก้วตาดวงใจของคนทั้งบ้าน การเสียชีวิตของมิลิน คือเหตุและปัจจัยเดียวที่ทำให้เขาเบนเข็มจากเป้าหมายการเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์มาเป็นกุมารแพทย์
“คะ…คะ คุณ เดาส่งๆ ไปแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ” คนถามเองก็เริ่มพูดลิ้นพันกันด้วยความตกใจ จะเชื่อก็ไม่อยากเชื่อ จะถามอะไรก็ถามไม่ออก
“อะ คุณ น้องคุณเกิดวันที่…วันที่เท่าไหร่นะคะ อ้อ ค่ะๆ วันที่ 7 เดือนกรกฎาคม ถูกมั้ยล่ะ” พบจันทร์ตอบตามเสียงของเด็กหญิงตัวน้อยที่หันมากระซิบที่หู
“เอ้า คุณ เป็นอะไรไป คุณๆๆ” พบจันทร์ตกใจ เมื่อคุณหมอสุดหล่อตรงหน้า ยืนตัวแข็งทื่อเหมือนกลายเป็นก้อนหิน ไม่รับรู้กระทั่งเสียงที่เธอตะโกนใส่หน้าเขา
แค่เข็มวินาทีขยับไป แต่มันนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์สำหรับหมอเมฆา…
ภาพของน้องสาวตัวน้อยที่วิ่งมากระโดดกอดพี่ชายเมื่อกลับมาจากโรงเรียน หรือตอนที่น้องร้องขอให้เขาพาขี่หลังแล้ววิ่งไปทั่วสนามหญ้าหน้าบ้าน แม้แต่ภาพในงานศพของมิลิน ญาติๆ ที่ต่างพากันพูดด้วยความสงสารว่า “ตาเมฆเค้ารักน้องมาก มีกันสองคนพี่น้อง ตาเมฆจะทำใจได้ยังไงนะ น่าสงสารเสียจริง”
ทุกภาพเหมือนพุ่งเข้ามาใส่หน้าของหมอเมฆา หลังจากที่เขาใช้เวลาในการพยายามทำใจมาโดยตลอดหลายปี จนเสียงเรียกของพบจันทร์ค่อยๆ ลอยเข้ามากระแทกโสตประสาทของเขา
“เอ่อ อะไรนะคุณ มะ ไม่ได้เป็นอะไรนี่ แค่คิดอะไรนิดหน่อย”
พบจันทร์กลอกตามองบน เออ เมื่อกี้ตะโกนเรียกหูแทบแตก อีตาคุณหมอนี่ ตาเหม่อไปไหนไม่รู้ อย่างกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง ดีนะไม่ล้มพับลงไป ไม่อย่างนั้นใครจะช่วยอุ้มไหว สูงอย่างกับตึก ถึงจะดูตัวบางๆ แต่ก็ดูแข็งแรงเหมือนนักกีฬา ตัวไม่น่าจะเบาแน่ๆ
“คุณ จ้องอะไรผมขนาดนี้อะ คิดอะไรไม่ดีป่ะเนี่ย” หมอเมฆาเริ่มหวาดระแวงกับสายตาแปลกๆ ของแม่หมอดูประหลาดคนนี้ ทำไมถึงทายอะไรถูกเป๊ะแบบนั้นกัน
“เปล๊า ไม่ได้จ้องอะไร รออยู่เนี่ยค่ะ ว่าคุณจะถามอะไรฉันอีก” พบจันทร์รอคำถาม สำหรับคำตอบจากหน้าที่หมอเมฆเลือกไว้
“เอ้า ก็คุณทำผมตกใจนี่ จะถามอะไรก็ลืมหมดแล้ว”
เดา เดาแน่ๆ หมอเมฆายังไม่อยากปักใจเชื่อ ถึงหัวใจจะเต้นรัวแทบระเบิดอยู่ในอกด้วยความช็อก แต่ก็ยังขอเก็บอาการไว้ก่อน จะไม่ยอมให้ยัยหมอดูตาดุคนนี้รู้เด็ดขาดว่าทุกอย่างมันถูกต้องตรงเผง หมอดูคู่กับหมอเดา มีแต่หมออย่างเขาเท่านั้นที่เป็นหมอจริง…นี่คือสุภาษิตประจำใจของหมอเมฆา
“เอางี้นะ ผมอยากรู้ว่า เดือนหน้านี้ ผมจะยื่นขอโครงการขอทำห้องสมุดเด็กในแผนกผม จะเป็นยังไงบ้าง ผมอยากรู้ว่าผมจะได้ทำโครงการนี้มั้ย”
“ได้คุณ สักครู่นะ” พบจันทร์เปิดหนังสือหน้าที่หมอเมฆคั่นมาให้
“อืม ได้สิ แต่คุณจะได้แค่ห้องเปล่าๆ เลยนะ คุณต้องไปหาหนังสือและอุปกรณ์ข้าวของมาเองเกือบทั้งหมดเลยอะ โอเคมั้ยล่ะ อ๋อออออ คุณเป็นหมอเด็กนี่เอง อ๊ะ แต่ว่า…”
พบจันทร์ตอบและเผลอหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อปิดหนังสือลง และเห็นหน้าปกหนังสือเรื่อง ‘อันกามการุณย์’
“ว้าว เทสต์การอ่านหนังสือคุณเท่มากๆ เล่มนี้ ลาดิดเค้าเขียนดีมากๆ เลยนะคุณ” พูดพลางยิ้มกว้างให้คุณหมอหนุ่มที่สะดุ้งเฮือก
“ผมไม่ได้ดูชื่อหนังสือ ก็คุณให้เลือกมา ผมก็สุ่มหยิบมาจากชั้นหนังสือคุณไง” พบจันทร์ยังคงยิ้มกว้าง ตามีแววบอกเลศนัยแปลกๆ
‘หมั่นไส้ไอ้รอยยิ้มมุมปากแบบนี้ชะมัด ทำไมมันดูจี้ใจดำแบบแปลกๆ’ หมอเมฆาคิดในใจ
“ผมไปก่อนนะคุณ วันหลังจะมาดูหนังสือใหม่ วันนี้ดูอากาศไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ผมคิดว่าฝนอาจจะตก คงต้องรีบกลับไปโรงพยาบาลก่อนครับ”
พูดจบก็รีบหันหลังเดินออกจากร้านไปทันที
“เฮ้ออ อากาศไม่ดี หรืออาการตัวเองไม่ดีกันแน่”
พบจันทร์พึมพำกับตัวเองพร้อมกับโบกมือลาเด็กหญิงที่วิ่งตามพี่ชายออกไป แล้วหันมาบ๊ายบายให้เธอ “น้องออกจะน่ารัก ทำไมกันนะ”
“ว้าย นังพบบบ ลูกค้าคนนี้งานดีมากกกก กอไก่ล้านตัว หล่อเวอร์ หล่อเป็นแก้วเป็นแสง หล่อออร่าระเบิด”
หลังจากหลบไปยืนที่ฝั่งร้านของตัวเอง พอคุณหมอสุดหล่อผลักประตูแล้วก้าวออกจากร้านไปปั๊บ ขวัญเอยก็พุ่งตัวออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ฝั่งของร้านขวัญเอย ขวัญมาทันที แถมออกปากชมรัวเป็นตับ ถ้าเป็นการนินทาก็น่าจะเรียกได้ว่าระยะเผาขน เผนใกล้มากจนได้กลิ่นไหม้กันเต็มๆ
“แต่ไม่รู้เค้าจะกล้ามาอีกมั้ยนะแก“ พบจันทร์ระเบิดหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงท่าทางเลิ่กลั่กของคุณหมอที่หล่อระเบิดจริงอย่างขวัญเอยว่า แต่เก็บอาการอะไรก็ไม่อยู่เอาเสียเลย
“ต้องเป็นหมอเมฆแน่ๆ แก คนนี้แหละหมอหล่อบอกต่อด้วย ที่สาวๆ ในอำเภอเค้ากรี๊ดกร๊าดกันเห็นว่าเพิ่งย้ายจากกรุงเทพ มาประจำที่นี่เมื่อหลายเดือนก่อน อร๊าย ดวงสมพงศ์ เนื้อคู่หนังคู่กระดูกคู่แท้ๆ”
“คู่ใครยะ” พบจันทร์สงสัย
“เอ๊า ก็ต้องคู่กับขวัญเอยสิจ๊ะเพื่อน ถ้าหมอไม่มองมา แม่ขวัญเอยคนนี้จะถล่มอัดปลุกเสกทั้งน้ำมันพราย ยันควายธนูใส่คุณหมอเลย คอยดูนะ ฮึ่มมมม”
ขวัญเอยหมายมั่นปั้นมืออย่างหนักแน่น ในขณะที่พบจันทร์ได้แต่ส่ายหัว หัวเราะหึหึ และคิดในใจว่า ตาหมอแว่นนั่นท่าทางคงไม่ค่อยปลื้มอะไรมูๆ แบบนี้ แถมดูจะไม่เชื่อหมอดูอย่างเธอแน่นอน จะมาอีกเหรอ ไม่น่าจะกล้ามาแล้วไหมนะ
…………………….
แต่ช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อว่า ในอีกสองวันถัดมา หมอเมฆาก็กลับมาอีกพร้อมกับเพื่อนหมออีกสองคน ขวัญเอยที่อยู่ร้านพอดี รีบพุ่งเข้าไปทำหน้าที่รีเซฟชันอย่างขันแข็ง
“สวัสดีค่า วันนี้คุณหมอจะมารับหนังสือ หรือรับขวัญเอย เอ๊ย สินค้าของร้านขวัญเอย ขวัญมา ไปสักชิ้นดีค้า” ขวัญเอยยิ้มรับลูกค้าหน้าแป้นแล้น
‘โอย ตายๆ อีกสองคนนี่ถึงจะไม่ปังเท่าหมอเมฆ แต่หน้าตาก็สะอาดสะอ้าน เป็นตี๋แว่นสเปกชั้นทุกคนเลย คริ คริ คริ’ ขวัญเอยแอบกรี๊ดอยู่ในใจ
หมอหนุ่มทั้งสามหันมองหน้ากันแล้วอมยิ้มขำๆ หนึ่งในสามคนที่ดูมนุษยสัมพันธ์ดีสุดก็ชิงตอบขึ้น
“มาดูหนังสือครับผม วันก่อนหมอเมฆไปเล่าว่ามีร้านหนังสือมาเปิดใหม่ในตลาด พวกเราก็เลยชวนกันมาดู แถวนี้หาร้านหนังสือยากสุดๆ มีมาใกล้ๆ แบบนี้พวกเราเลยไม่อยากพลาดน่ะครับ”
“เชิญค่ะ หนังสือร้านเรามียังไม่เยอะมากนะคะ หลักๆ พบเอาหนังสือที่สะสมมาขายเป็นมือสองแบบสภาพดีก่อนค่ะ กับมีบางส่วนที่เป็นหนังสือใหม่ ก็มาจากสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่พอขอซื้อแบบเครดิตมาได้ก่อนน่ะค่ะ เลยอาจจะยังไม่เยอะมากนะคะ ยังไงลองเลือกดูกันก่อนได้เลยค่ะ”
พบจันทร์ตอบด้วยรอยยิ้มหวานๆ หมอหนุ่มสองคนนั่นก็ยืนจ้องกันตาค้างไปเลย นานๆ ทีจะเจอสาวสวยเก๋ไก๋แปลกตาในเวิ้งอำเภอนี้เสียที ส่วนหมอเมฆา ได้แต่มองจิกเพื่อนด้วยหางตา ทำปากขมุบขมิบไปด้วย ทั้งชำเลืองมองพบจันทร์ไปด้วย พร้อมกับคิดในใจ
‘ยัยหมอดูไบโพลาร์ บังอาจหว่านเสน่ห์ใส่เพื่อนเราเหรอ’
ถึงจะออกปากว่า ‘ไม่ค่อยอยากมา’ สักเท่าไหร่…หมอเมฆาก็อดไม่ได้ที่จะเดินดูไปทั่วทุกชั้นหนังสือที่ตั้งอยู่ด้านในร้าน แต่ละชั้นอัดแน่นไปด้วยหนังสือที่น่าอ่าน หนังสือมือสองก็อยู่ในสภาพดีมีซองพลาสติกห่อหุ้มไว้ ทำให้รู้ว่าเจ้าของต้องรักและทะนุถนอมหนังสือมากขนาดไหน
ในแต่ละชั้น ก็คละไปด้วยหนังสือหมวดต่างๆ ที่หลากหลาย ถึงจะยังมีจำนวนไม่มาก แต่ก็มีพอให้ได้เลือกสรรกันอย่างเพลิดเพลิน หมอเมฆาลองประเมินจากหนังสือต่างๆ ที่มีอยู่ในร้านก็พอจะเดาได้ว่า พบจันทร์ต้องเป็นนักอ่านและนักสะสมหนังสือตัวยงอย่างแน่นอน
สุดท้าย สามหมอหนุ่มหน้าใสก็ได้หนังสือติดมือกันไปทุกคน ไม่ต่ำกว่าคนละสองสามเล่ม นับเป็นลูกค้ากลุ่มแรกของร้าน และยังเป็นลูกค้าที่พบจันทร์ต้องยอมยกให้เป็นลูกค้า วีวีวีไอพี เพราะหลังจากวันนั้น ก็มีลูกค้าเริ่มทยอยเข้าร้านมากขึ้น เนื่องจากมีคนเห็นกลุ่มหมอหนุ่มเดินเข้าออกร้านหนังสือแห่งนี้บ่อยๆ แถมบางวันก็ยังพ่วงแก๊งพยาบาลสาวๆ มาด้วย ซึ่งพอเห็นกลุ่มคนเดินเข้าออกร้านแบบนี้บ่อยเข้า ชาวบ้านร้านตลาดก็เริ่มคลายความหวาดกลัวลงไปบ้าง และค่อยๆ ทยอยกันมาอุดหนุนร้านหนังสือของพบจันทร์เพิ่มขึ้น ทำให้กิจการภาคกลางวันของร้านไม่เงียบเหงาจนเกินไปนัก
พบจันทร์เองก็พยายามเพิ่มลูกเล่นต่างๆ เอาใจลูกค้าให้มากขึ้น อย่างเช่น การเพิ่มมุมกาแฟเล็กๆ ที่ทำแบบสโลว์บาร์ ใช้ดริปเปอร์ง่ายๆ เลือกเมล็ดกาแฟดีๆ ที่กลิ่นหอมเตะจมูก ยิ่งตอนบดเมล็ดกาแฟด้วยเครื่องบดมือ เสียงแคร็กของเมล็ดกาแฟและกลิ่นอโรมาที่ลอยออกมาก็จะหอมตลบอบอวลไปทั้งร้าน ลูกค้าที่เป็นคอกาแฟอย่างไรเสียก็ไม่มีทางที่จะอดใจไหวแน่นอน นอกจากนี้ ยังมีชาดอกไม้สีสวยหลากหลายชนิด ที่เมื่อโดนน้ำร้อน ก็จะค่อยๆ บานออกมาเป็นดอกไม้น้อยๆ ลอยฟ่องในถ้วยชา ดูน่าจิบแถมยังน่าถ่ายรูปไปลงโซเชียลอวดเพื่อน
และนอกจากเครื่องดื่มแล้ว สองสาวก็ยังช่วยกันทำเบเกอรีแบบง่ายๆ ไว้รองรับลูกค้าที่อยากจะมานั่งอ่านหนังสือที่ร้าน แล้วกินกับชาหรือกาแฟ พอเป็นรายได้เสริมอีกทาง
ร้านหนังสือของพบจันทร์ อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยสำหรับชาวบ้านแถวนั้นก็จริง แต่ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำงานรุ่นใหม่ทั้งเจนเอ็กซ์ วาย แอนด์ซี ที่มักจะมีกิจวัตรประจำวันเหมือนคนเมืองกรุงต่างพากันชอบใจ ช่วงกลางวันก็มักจะแวะมาหย่อนตัวจิบกาแฟก่อนกลับเข้าไปทำงานรอบบ่าย วันหยุดก็แวะมาเดินเลือกหาหนังสือไปนอนอ่านที่บ้านพักบ้าง บางทีก็มีเด็กๆ ที่พ่อแม่มาซื้อของหรือทำธุระที่ตลาดแล้วแวะเอาลูกๆ มาฝากนั่งอ่านหนังสือที่ร้านของเธอก็มี ถึงจะไม่มีหนังสือเด็กเล็กในร้าน แต่พบจันทร์ก็มีหนังสือภาพสวยๆ ที่ชอบสะสมไว้ อย่างหนังสือภาพของ จิมมี่ เลี่ยว หรือวรรณกรรมเยาวชนต่างๆ ที่เป็นงานอีกแนวหนึ่งที่พบจันทร์ชอบอ่าน
จากเด็กหนึ่งคน เพิ่มเป็นสองสามคน จนในที่สุด พบจันทร์ก็ต้องหาเสื่อกกผืนเล็กๆ กับหมอนอิงสีสวยสองสามใบ มาวางไว้ใกล้ผนังด้านในร้าน เพื่อให้ลูกเด็กเล็กแดงได้มานั่งอ่านหนังสือระหว่างรอพ่อแม่ไปซื้อของในตลาด และก็ต้องยอมควักเงินซื้อหนังสือสำหรับเด็กเพิ่มมาในร้านอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้เด็กๆ ได้นั่งอ่าน จนกลายเป็นโซนหนังสือเด็กในร้านไปโดยปริยาย แต่นั่นก็ช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้กับทางร้านขึ้นอีกทาง เพราะในที่สุด พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะเลือกซื้อหนังสือเล่มนั้นกลับไปบ้านให้ลูกได้อ่านต่ออยู่ดี และยังกินขนมนมเนยระหว่างนั้นอีก
หลังจากที่เปิดร้านได้ประมาณสองอาทิตย์ ก็เริ่มมีเด็กๆ ขอมานั่งในร้านพบจันทร์มากขึ้นเรื่อยๆ จนพบจันทร์แปลกใจ ซึ่งไม่กี่วันหลังจากนั้น พบจันทร์ก็รู้เหตุผล เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงลายดอกไม้ แอบมายืนเมียงมองอยู่หน้าร้านของเธอ นอกเหนือไปจากวันที่พี่ชายของเธอมาด้วย
‘อ๋อ นี่เอง คงเหงาสินะคะ เลยใช้กระแสจิตเรียกให้เพื่อนๆ มาร้านนี้กัน’
“หนูอยากเข้ามาเล่นข้างในมั้ยคะมิลิน” พบจันทร์ยิ้มให้เด็กหญิงมิลิน พลางเชื้อเชิญให้เข้ามาด้านในร้าน มิลินพยักหน้าและตอบรับด้วยเสียงเบาๆ แบบเด็กขี้อาย
“ค่ะ พี่พบ” แล้วร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงในชุดลายดอกไม้ก็เดินทะลุประตูกระจกเข้ามา ส่งยิ้มให้พบจันทร์ก่อนจะวิ่ง แบบเท้าไม่แตะพื้น หรือควรจะเรียกว่า– ลอย – ดีนะ ลอยน่ะแหละ — เข้าไปที่กลุ่มเด็กสามสี่คนที่นั่งสุมอ่านหนังสือเด็กกันอยู่ด้านใน
พบจันทร์ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าเด็กๆ กลุ่มนั้นจะเห็นมิลินหรือไม่ แต่บางครั้งก็มีเสียงฮือขึ้นมา เมื่อหนังสือถูกพลิกหน้าไปมา เหมือนมีคนอ่านไม่ทันแล้วขอเปิดกลับมาอ่านใหม่ หรือบางที ของเล่นบางชิ้นที่เด็กๆ เอามาเล่นกันก็ลอยหวือกลับมาจากมือเด็กแสบตัวโข่งที่แย่งของไปจากมือของเด็กที่ตัวเล็กกว่า ราวกับมีนางฟ้าผู้พิทักษ์ความยุติธรรมอยู่ตรงนั้นด้วย
พบจันทร์แอบคิดอยู่เหมือนกันว่า จริงๆ แล้ว เด็กเขาอาจจะมองเห็นกันเองโดยไม่รู้ก็ได้ ว่ามิลินไม่ใช่มนุษย์ เพราะจิตของเด็ก โดยปกติแล้วจะนิ่งและใสสะอาดกว่าของผู้ใหญ่ มักจะมองเห็นสิ่งที่นอกเหนือจากตาเนื้อได้ละเอียดกว่า และรับคลื่นพลังต่างๆ ได้ชัดเจนกว่าผู้ใหญ่ที่สมาธิมักจะกระเจิดกระเจิงด้วยเรื่องราวหลากหลายในชีวิตประจำวัน ยิ่งโตขึ้น เรายิ่งรู้สึกถึงพลังงานต่างๆ รอบตัวได้น้อยลง เพราะเราจะสนใจแต่เรื่องใกล้ตัวที่เราอยากมองเห็น คนที่เราชอบ รายการทีวีที่เราอยากดู คลิปในมือถือที่เราติดตาม ซึ่งพลังงานจากแสงสีฟ้าของโทรศัพท์มือถือ จะทำลายคลื่นพลังงานที่ละเอียดกว่า ที่หมุนเวียนอยู่รอบตัวเราไปจนแทบจะหมดสิ้น
เสียดายเหลือเกิน ถ้าเพียงแต่จิตใจของผู้ใหญ่อย่างทุกคนในโลกปัจจุบัน จะนิ่งและละเอียดกว่านี้อีกสักนิด ทุกคนคงได้เห็นอย่างที่พบจันทร์เห็น และไม่พลาดโอกาสที่จะได้เจอคนที่ตัวเองรักอีกสักครั้ง เพื่อที่จะบอกลากันอย่างจริงจังและไม่เหลือสิ่งที่ค้างคาในใจก่อนที่จะต้องจากกันไปชั่วนิรันดร์ เหมือนเช่นอีกหลายเรื่องราวที่พบจันทร์จะต้องเจอนับต่อจากนี้…








