หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 2 : สาลิกา

หริณจันทร์กังสดาล บทที่ 2 : สาลิกา

โดย : กันต์พิชญ์

Loading

หริณจันทร์กังสดาล นวนิยายจาก กันต์พิชญ์ นักเขียนจากช่องวันอ่านเอาปี 1 ที่เปิดตัวด้วยผลงานสุดระทึกวางไม่ลง ‘ม่อนเมิงมาง’ ตามด้วย ‘วายัง’ และ ‘สีตคีตา’ ที่ประดาผู้อ่านกล่าวขานว่างานเขียนของกันต์พิชญ์นั้นช่างโดดเด่นและแตกต่าง และวันนี้เขามากับผลงานเรื่องนี้ที่อ่านเอานำมาให้คุณได้อ่านบนเว็บไซต์ anowl.co และเพจอ่านเอา

อินทรธนูกับปูรณิมใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามในการเดินเท้าราวครึ่งโยชน์จากกลางเมืองศกุนตะมาถึงหมู่บ้านโคกเมือง หลังผ่านด่านค้นตัวอย่างเข้มงวด ชายหนุ่มอายุสิบแปดทั้งสองก็เข้าพบมนตรี ตำแหน่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายมหาเสนาบดี ซึ่งเป็นรองก็แต่โปญกับทายาทผู้จะครองสรุกสืบต่อเท่านั้น นอกเหนือจากมนตรียังมีฝ่ายพราหมณ์พิธีกรรมคานอำนาจอยู่ฝ่ายหนึ่ง

“อุทยานแห่งนี้พาให้ใจสงบ ความคิดอ่านแจ่มจรัส”

มนตรีกวาดตาสำรวจชายหนุ่มทั้งสอง พลางเปรยถึงสวนข้างปราสาทเมืองต่ำที่เต็มไปด้วยดอกลั่นทมและดอกขาเขียดสีม่วงต้องสายลมพลิ้วไหว

“สิทธิ สวัสติ”

อินทรธนูรับรู้ได้ถึงสายตาของชายชรา จึงทำท่าจะน้อมกายลงเอามือแตะที่เท้าและนำมือนั้นกลับมาแตะหน้าผากตามธรรมเนียมฮินดู ทว่าชายชราปราดคว้าหัวไหล่ชายหนุ่มรั้งไว้เสียก่อน

“มิต้องมากพิธีรีตอง”

มนตรีถือโอกาสมองสำรวจอีกฝ่ายในเสี้ยวอึดใจ

‘ไอ้หนุ่มหมัดไว’ ผู้นี้มีใบหน้างามใส มันนุ่งโจงโธตีแบบสั้นระเข่า ผ้าฝ้ายหน้าแคบออกสีเทาดำอันเกิดจากการย้อมลูกกระบกมีแถบสีทองปักไล่ตรงชายผ้า สอดรับกับตำแหน่งเฉลาญ์ (1) หน้าใหม่ในหน่วยสาลิกา

ที่มาของฉายาก็เพราะตอนที่มันเข้าหน่วยสาลิกาใหม่ๆ ถูกเฉลาญ์รุ่นพี่วัยฉกรรจ์เกี้ยวพานถึงเนื้อตัว คลึงเคล้นสะโพกอย่างหมิ่นเกียรติและศักดิ์ศรี เหตุนี้ปฏิกิริยาป้องกันตัวจึงทำให้นิ้วโป้งมือขวาของอินทรธนูทำหน้าที่คล้ายเหล็กพืด รัดสี่นิ้วที่เหลืออย่างแน่นหนา ก่อนตะบันหน้าที่แสนจะหยิ่งผยองของเฉลาญ์รุ่นพี่จนแหลกลาญ

ไม่แปลก เพราะแม้อินทรธนูไม่ได้นุ่งโจงโธตีจีบริ้วแตกต่างจากบุรุษอื่น ทว่าอาภรณ์แบบเดียวกันกลับส่งผลต่อความรู้สึกต่างกัน ด้วยหากเปรียบเฉลาญ์รุ่นพี่เจ้าสำราญขี้เท่อดุจตอไม้ เช่นนั้นอินทรธนูคงไม่ต่างกับองค์กฤษณะ เฉกเช่นเนื้อความในบทกวี มธุราษฏกัม ของวัลลภาจารย์ ปราชญ์เมืองพาราณสีที่กล่าวไว้

ริมฝีปากช่างหวานล้ำ ดวงพักตร์ ดวงเนตร การยิ้มสรวล แลดวงหทัย แม้กระทั่งการเยื้องยาตรก็ยังหวาน ยิ่งกว่านั้นจริตท่าทาง เสื้อผ้าอาภรณ์ รวมถึงส่วนโค้งเว้ายิ่งงามละมุนละไม

อย่างไรก็ดี ยามนี้สีหน้าของอินทรธนูกลับไม่ได้ให้รู้สึกเช่นนั้น แม้มันพยายามบังคับกล้ามเนื้อบนใบหน้าให้เรียบเฉยสุดกำลัง ทว่าหัวคิ้วกับริมฝีปากตึงเครียดตลอดเวลา มนตรีจึงมองออกตั้งแต่แวบแรก

หัวใจชายหนุ่มผู้นี้กำลังแบกรับแรงกดดันใหญ่หลวง

“เดือนเปาษะ (2) มหาศักราช 920” มนตรีเอ่ยถึงเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน “ไอ้หาญพาหน่วยสมิงเข้าเข่นฆ่าเผ่ารุ้งพราย นั่นคือสาเหตุที่นำพาความวุ่นวายบังเกิดในสรุกศกุนตะไม่หยุดหย่อนนับแต่นั้น”

มนตรีหรี่ตามองอินทรธนู ก่อนเบือนสายตาไปยังหลังคาซ้อนชั้นของกุฏิฤๅษีข้างบารายขนาดใหญ่ แล้วเอ่ยต่ออย่างแฝงนัยสำคัญ

“วันก่อนฝ่ายสอดแนมของหน่วยสาลิการายงานว่า ประดาบุรุษลึกลับได้ลักลอบเข้าสรุกหลายนาย ประสงค์ร้ายต่อชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ ว่ากันว่าหัวหน้าบุรุษกลุ่มนี้เป็นสุดยอดพรานโจรแสนโหดเหี้ยม ฉลาดเจ้าเล่ห์ มิแน่ว่าชายฉกรรจ์ผู้นี้คือบุตรชายของสตรีผู้นำเผ่ารุ้งพรายที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สลดในครานั้น…”

อินทรธนูแม้มปากแน่น เหงื่อกาฬผุดพร่างเต็มขมับ

“เฉลาญ์อินทร์คงรู้จักมักคุ้นกับผู้นำคนนี้ดีกระมัง” ประกายคมปลาบวูบผ่านนัยน์ตาชายชรา รู้ดีชายหนุ่มเบื้องหน้าเป็นหมากตัวสำคัญระหว่างหน่วยสาลิกากับบุรุษที่ว่า

และหมากตัวนี้กำลังจะถูกทั้งสองฝ่ายบดขยี้

“ขออภัยที่ข้าทำอะไรบุ่มบ่าม” อินทรธนูไม่ใช่คนโง่ รู้ดีว่าการที่ตนกระตือรือร้นสืบเสาะหาที่มาของพรานโจรผู้นี้ ใช่บุรุษที่ตนถวิลหามาตลอดสามปีหรือไม่นั้น ไม่ว่าใครย่อมมองออก “ที่ขันอาสารับภารกิจนี้ หาใช่ความรู้สึกส่วนตัว”

ปูรณิมจับได้ถึงบรรยากาศอันตึงเครียด จึงถลันเข้ามาไกล่เกลี่ยให้เกลอสนิท

“ที่ข้าชักนำให้ไอ้อินทร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยสาลิกา นอกจากความเชี่ยวชาญด้านการรบแล้ว ผลการทดสอบความถนัดและไหวพริบยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าอินทร์เป็นผู้มีทักษะเหนือสามัญ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังยึดมั่นอาศรม อัคคีมิอาจดับด้วยอัคคี”

“หากเป็นอย่างเจ้าพูดก็ดี” แววตามนตรีช่างเย็นเยียบ เอ่ยถึงหัวหน้าหน่วยสาลิกาที่ถือหางชายหนุ่มอีกคน “ได้ยินว่าไอ้แคนดงชมชอบในฝีมือของเอ็งมิน้อย”

“เพราะอินทร์คือหนึ่งในรุ้งพรายที่ยังมีชีวิตอยู่มิกี่คน ย่อมรู้จักวิถีของชาวรุ้งพรายดีกว่าใคร สมควรใช้ประสบการณ์ของมันรับมือ” สีหน้าปูรณิมเต็มไปด้วยความตึงเครียด

“ดูแลสารให้ดีก็แล้วกัน อย่าปล่อยให้มันรั่วไหลออกจากหน่วยเด็ดขาด” น้ำเสียงชายเฒ่าอ่อนลงเล็กน้อย ก่อนหันไปถามอินทรธนูอีกครั้ง “เจ้าแค้นชาวศกุนตะฤๅไม่”

ชายหนุ่มยกหัวคิ้ว เพราะคำถามนั้นดูไม่ใคร่จะเกี่ยวข้อง

“แค้น” อินทรธนูกัดฟันกรามแน่น

“ไฉนทรยศเผ่าตนเข้าข้างศกุนตะ” มหามนตรีหยักมุมปาก

“จริงอยู่ที่อัญยังเคียดแค้นมหาเสนาปติ แต่ก็อย่างที่ปูรณิมเอ่ย อัคคีบ่อาจดับด้วยอัคคี” ชายหนุ่มเลือกใช้คำในคำตอบด้วยวาจาของชนเผ่า เน้นย้ำรากเหง้าของตน “และสิ่งสำคัญกว่าความแค้นส่วนตัวของคนผู้หนึ่งคือ ความปลอดภัยของชาวสรุกทั้งหมดที่บ่รู้อีโหน่อีเหน่”

หัวใจมหามนตรีเริ่มหวั่นไหว ภาพชนเผ่ารุ้งพรายถูกสังหารปรากฏขึ้นในม่านตาฝ้าฟางอีกครั้ง

“เอาเถิด ถือว่าเอ็งชนะใจข้า” แววตาของชายเฒ่าไร้แววอิ่มเอิบใจ แม้บังคับจิตใจให้นิ่งสงบเต็มกำลัง ทว่ากล้ามเนื้อรอบริมฝีปากเขม็งตึงตลอดเวลา “เข้าหน่วยสาลิกามาแล้วรู้ฤๅไม่ว่าเฉลาญ์แก่อย่างข้าลอบก่อตั้งหน่วยนี้ขึ้นด้วยเหตุใด”

“อำนาจหน่วยสมิงของมหาเสนาปติแผ่ขยาย ชาวสรุกต่างหวาดหวั่น ชาวบ้านร้านตลาดถึงขั้นมิกล้าเอ่ยถึงทหาร”

“ดี” ชายเฒ่าหยุดคิดครู่หนึ่ง “เมื่อวานเกิดเรื่องใหญ่สี่เหตุการณ์”

“สี่เหตุการณ์?”

อินทรธนูรู้เพียงเรื่องนายจำกอบถูกสังหาร ถูกตรึงอยู่ในท่าศิวนาฏราช เสียชีวิตช่วงปรากฏการณ์สูรยะส่องลอดทวารทั้งสิบห้าช่วงเช้าวานที่ผ่านมา และยามนี้เหล่าเฉลาญ์ต่างกำลังสืบหาตัวคนร้ายอย่างสุดกำลัง

แล้วอีกสามเหตุการณ์เล่า

“มีคนย่องเข้าไปค้นหากลักผลึกในขนอนแห่งหนึ่งของสรุก หน่วยสาลิกาของเราที่เฝ้าอยู่ไหวตัวทัน ตรวจยึดมาได้ทั้งหมดแล้ว ข้าจึงอยากให้เอ็งรีบขนลงไปให้ยโศธรปุระเก็บงำ ป้องกันเหตุร้ายมิให้อุบัติ” มนตรีตอบ ประหนึ่งล่วงรู้ความคิดของชายหนุ่ม

“แล้วคนร้ายรู้ได้อย่างไรว่าในขนอนมีผลึกเก็บงำ” ปูรณิมสงสัย

“หากมิใช่คนในผู้คุ้นเคยกับข้าวของของโรงอากร ไฉนเลยจักรู้ว่าสิ่งใดวางอยู่ตรงไหนภายในคลังเก็บจำกอบอากรของสรุก” มนตรีตั้งข้อสังเกต

“ฤๅจักเป็นผู้ทำหน้าที่โขลญคลาง?” อินทรธนูนึกถึงตำแหน่งผู้ทำหน้าที่ดูแลคลังแทบจะในทันที

“ใช่ ข้าเองก็คิดเช่นนั้น” ชายชราพยักหน้า “สิคาลคือผู้ต้องสงสัย บุคคลผู้นี้เคยรั้งตำแหน่งโขลญคลาง กระทั่งบัดนี้โปญผู้เยาว์ก็ยังมิได้แต่งตั้งใครขึ้นรั้งตำแหน่งแทน โรงอากรขนอนหลวงจึงถูกปิดตายนับแต่สิคาลถูกลงทัณฑ์”

“เช่นนั้นเฉลาญ์คงนำตัวสิคาลมาสอบปากคำเรียบร้อยแล้วกระมัง” ปูรณิมคะเน

ทว่าครานี้มนตรีกลับส่ายหน้า

“ถ้าอย่างนั้น…” ปูรณิมสับสน

“อย่างที่คาด” มนตรีเอื้อมมือโน้มกิ่งลั่นทมลง สูดกลิ่นชวนดม “สิคาลตายแล้ว พบเป็นศพในหอสังคีตตั้งแต่เมื่อคืนวาน”

“ด้วยเหตุดังไร” อินทรธนูเริ่มเดินวนไปมา

ผิดกับปูรณิมที่ยืนนิ่ง เม้มริมฝีปากสนิท มือกำแน่นทั้งสองข้าง

“จริงอยู่ที่ผู้คนรู้กันทั่วว่านายจำกอบเทียวโพนทะนาว่าสิคาลลอบเล่นชู้กับเมียตน หากเรื่องราวมิได้เป็นไปอย่างคำกล่าวโทษของนายจำกอบ ไม่แปลกที่สิคาลจักแค้นเคืองถึงขั้นปลิดชีวิตคนกุข่าวลวง เพราะคดีนี้ทำให้มันสูญสิ้นทุกอย่างที่สั่งสมมาตลอดชีวิตเทียว” อินทรธนูยกปลายนิ้วชี้ไล้คาง “นายจำกอบก็ตายไปก่อนหน้า แล้วยังจักมีผู้ใดอาฆาตแค้นสิคาลอยู่อีกกระนั้นฤๅ”

“เท่าที่หน่วยสาลิกาสืบได้ก็ไม่มี” ชายเฒ่าเด็ดดอกลั่นทมที่มีใจกลางสีแดงฉานออกมาพินิจ ก่อนเอ่ยต่อเสียงต่ำ เบาหวิวแทบไม่ได้ยิน “แต่ที่แน่ๆ สิคาลถูกผู้ร้ายที่เชี่ยวชาญการปรุงพิษ มันออกฤทธิ์สำแดงโทษคล้ายคนสำลักอาหารตาย ไม่มีอาการใดพิสดาร เว้นแต่ใบหน้าของของมันที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอมม่วงปานถูกเชือกฟั่นรัดคอจนหมดลม”

“พิษประหลาดงั้นฤๅ…” ปูรณิมกระซิบ

ชายหนุ่มไม่กล้ายอมรับสิ่งที่ตนกำลังคิด เพราะเท่าที่มันรู้ในยามนี้ ภายในศกุนตะไม่มีใครปรุงยาได้ช่ำชองไปกว่ายายเฒ่าลงผีเผ่ารุ้งพราย หญิงชราที่ย้ายมาอยู่กับมารดาของปูรณิมตั้งแต่มันยังไม่เกิด

“เหตุการณ์ทั้งหมดนี้อาจมีบางสิ่งเกี่ยวร้อยโยงใยอยู่เบื้องหลัง” อินทรธนูหรี่ตา

“เอ็งคงไม่รู้กระมังว่าสิคาลกับนายจำกอบเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน ฝ่ายหนึ่งถวายฎีกากล่าวหาว่านายจำกอบบังหลวงยักยอกอากร ฝ่ายหนึ่งร้องว่าโขลญคลางเป็นชู้กับเมียตน” มนตรีชราอธิบาย

“โอ…” หนุ่มเผ่ารุ้งพรายเบิกตาโพลง

“ผลสุดท้ายนางบัวถัน เมียนายจำกอบ ก็ผูกคอหนีความอับอาย” มนตรีว่าต่อ เบือนสายตาไปหาปูรณิมด้วยความสงสารแกมสังเวช

อนึ่ง ในกรณีที่คนสองคนมีคดีพิพาทกัน มิทราบว่าฝ่ายใดฝ่ายตรงฝ่ายใดคด ทางฟากตรงข้ามกับพระราชวังมีปราสาทหินขนาดย่อมอยู่สิบสองหลัง ให้คู่พิพาทเข้าไปนั่งในปราสาทคนละหลัง ข้างนอกให้ญาติของทั้งสองฝ่ายคอยเฝ้าระวังซึ่งกันแลกัน ทั้งคู่จักนั่งอยู่ในปราสาทวันสองวัน ฤๅสามสี่วัน ผู้เป็นฝ่ายผิดเมื่อออกจากปราสาท บ้างเนื้อตัวเป็นฝีพุพอง บ้างมีอาการทำนองไข้ตัวร้อน ผู้ที่เป็นฝ่ายถูกจักไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย การเอาวิธีการนี้มาใช้ตัดสินชี้ขาดความคดและความซื่อตรงนั้นเรียกว่า ‘คดีพิพาทแห่งแมนสรวง’ ทั้งนี้เนื่องจากผืนแผ่นดินของโปญนั้นศักดิ์สิทธิ์จึ่งได้เป็นฉะนี้

ทว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไร นางบัวถันก็ไม่ยอมถูกกักขังในปราสาทเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

เหตุใดนางบัวถันต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนด้วยเล่า มันเป็นหน้าที่ของผู้กล่าวหานางมิใช่หรือที่ต้องหาหลักฐานว่านางกระทำผิด หาใช่มากล่าวหากันได้ลอยๆ

ท้ายที่สุดสตรีที่ยืนกรานว่าตนบริสุทธิ์กลับสิ้นใจอย่างเป็นปริศนา

“แล้วผลึกที่หน่วยสาลิกาต้องเร่งนำลงไปยังเก็บงำยังยโศธรปุระคือสิ่งใด” อินทรธนูพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์ยุ่งเหยิงทั้งหมดเข้าด้วยกัน จนลืมสังเกตใบหน้าซีดเซียวของเกลอสนิท

“ผลึกเศษะ ผงแก้วปริศนาในตำนานปุราณะ ถือกำเนิดเมื่อครั้งวนํรุงยังปะทุ”

เมื่อชายชราอธิบายถึงตรงนี้ ชายหนุ่มทั้งสองก็ฟังออกว่าน้ำเสียงของมนตรีเริ่มสั่นสะท้าน

“ชาวสรุกต่างเรียกขานผลึกเศษะว่าเกล็ดงู เพราะยามใดต้องแสงสว่าง เหลี่ยมผลึกจักเปล่งประกายคล้ายสายรุ้ง เหมือนเกล็ดของงูแสงอาทิตย์อย่างไรอย่างนั้น” น้ำเสียงของบุรุษสูงวัยฟังคล้ายกำลังหนาวสั่น “แม้ผลึกดูงดงามดั่งรัตนชาติ ทว่าเมื่อใดที่มันต้องผิวกายมนุษย์ ผืนฟ้าพลันคำรามครืนครั่น ฉับพลันบังเกิดอสนีบาตฟาดผ่าน”

“พรานโจรลอบเข้าสรุก เกล็ดงู นายจำกอบ และสิคาล สี่เหตุการณ์นี้มีเพียงเรื่องคบชู้เป็นเบาะแสเชื่อมโยง…” อินทรธนูขบริมฝีปาก ครุ่นคิด จึงไม่ทันได้สังเกตอาการตึงเครียดที่ฉายชัดบนสีหน้าของปูรณิม

“แต่มิว่าอย่างไร ตัวข้าสังหรณ์เหลือเกินว่า การฆ่าคนเซ่นสรวงบูชายัญกับความพยายามจารกรรมอาวุธร้ายในตำนาน ย่อมต้องข้องเกี่ยวกับความปลอดภัยของชาวสรุกศกุนตะ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

ชายชราค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง จัดระเบียบเหตุการณ์ที่โยงใยยุ่งเหยิงในห้วงความคิด

 

เชิงอรรถ :

(1) คำเต็มคือ เฉลาญ์วิสัย เป็นคำเรียกตำรวจที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎรภายในเมือง ทำนองข้าราชการตำรวจกึ่งพลเรือน บางครั้งตำแหน่งนี้อาจทำหน้าที่เป็นข้าราชการพลเรือนโดยตรงก็ได้

(2) ธันวาคม



Don`t copy text!