ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 5 : หลุมอากาศ

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 5 : หลุมอากาศ

โดย : รังสิมันต์

ผมรักคุณ ผมฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 5 –

 

เมื่อไรก็ตามที่เราคิดว่า

This is too good to be true

พึงรู้ไว้เถอะว่าตอนนั้น เรา คิด ถูก

 

พวกคุณไม่เคยสังเกตเหรอ?

เวลาที่เครื่องบินกำลังผ่านอากาศดีๆ

มักจะมี หลุมอากาศโผล่มาจากไหนไม่รู้

 

และที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้

มัน คือ หลุม อา กาศ แรก ของ เรา สอง คน

 

……….

 

“กฤษครับ เย็นนี้เราเลื่อนนัดกันไปก่อนได้ไหม?”

พี่ภูโทรศัพท์มาหาผม ตอนบ่าย ๆ วันพุธ

 

“ได้ครับ พี่ภูมีธุระเหรอครับ?”  ที่จริงนัดวันนี้คือไปนอนค้างด้วยกัน ผมเลยสงสัยนิดนึงว่าทำไมถึงต้องเลื่อนนัดไปด้วย เขามีธุระอะไรทำไมถึงขนาดต้องเลื่อนนัดที่ไปนอนค้าง ที่จริงให้ผมไปเจอที่คอนโดดึกๆ ก็ได้นี่นา

 

“เอ่อ … คือ”  พี่ภูดูลำบากใจที่จะตอบ

 

“พี่ภูเป็นอะไรหรือเปล่าครับ มีอะไรให้กฤษช่วยไหมครับ ? ”

“ไม่ครับ เรื่องนี้พี่ต้องจัดการเองคนเดียว … พี่ผิดเองแหละ”

 

คำตอบเขาไม่ทำให้สถานการณ์ความสงสัยของผมดีขึ้นเลย  กลับยิ่งขมวดปมให้ใหญ่และตึงแข็งมากขึ้นกว่าเดิม ทีแรกคิดว่าคุยโทรศัพท์กันแป๊บ ๆ คงวางสาย แต่นี่คงไม่ได้แล้วล่ะ

 

“พี่ภู … งั้นเราเจอกันก่อนได้ไหมครับ แว่บหนึ่ง ตอนบ่ายก็ได้”​

“แต่นายมีเรียนหนังสือไม่ใช่เหรอกฤษ?”

 

“ไม่เป็นไรครับ” ผมนึกตารางเรียนภาคบ่าย

“ตอนบ่ายกฤษแอบโดดออกมาได้ ไม่เป็นไรหรอก”

 

“มันจะดีเหรอ?” พี่ภูเป็นแบบนี้เสมอ คือลังเล แต่ทันทีที่เขาลังเล ผมรู้แล้วว่าเขาพร้อมที่จะตกลง ถ้าผมรีบจู่โจมตอนนี้ ยังไงผมก็จะไม่ปล่อยความสงสัยให้มันค้างอยู่ในหัวแบบนี้หรอก

 

“บ่ายสองเจอกันที่แมคฯที่เดิมของเราครับ”

ผมจัดการรวบรัด ตัดสินใจแทนเขา

 

“เอ่อ … ได้ครับ คงเจอกันได้สั้น ๆ นะ พี่ต้องรีบไป”

“ครับ กฤษจะรีบไปให้ตรงเวลา แล้วเราค่อยคุยกันนะครับ”

 

แล้วเขาก็วางสาย พร้อมๆ กับออดเข้าเรียนดังพอดี  ผมเดินเข้าห้องเรียน พร้อมกับความกังวลที่ค่อยๆ ก่อตัว มันรู้สึกแปลก แปลกมาก เพราะปกติก่อนพี่ภูจะวางสายเขาจะบอกรักผมเสมอ ถ้าไม่บอกรักก็จะบอกว่าคิดถึง หรือคำพูดหวานๆ อะไรก็ได้ แต่วันนี้ ไม่เลย

 

เขาคงลืม หรือไม่ก็ กังวลมาก มันคงไม่ใช่ว่าเขาหมดรักผมแล้วหรอกนะ มันเร็วเกินไป …

 

ในห้องเรียน อาจารย์เริ่มสอน สมาธิผมควรจะอยู่กับบทเรียนบนกระดาน แต่ไม่เลย ความคิดผมมันวิ่งวนไปวนมากับเรื่องพี่ภู ธุระสำคัญ?  มันคืออะไร? ทำไมเขาบอกว่าเป็นความผิดของเขาเอง? มันจะมีอะไรที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของเราสองคนไหม?

 

พอผมพยายามสั่งให้ความคิดเรื่องนั้นหยุด มันกลับยิ่งคิดวกวนมากขึ้น สั่งตัวเองให้ตั้งสมาธิกับบทเรียนบนกระดานก็กลายเป็นว่าผมอ่านอะไร มองอะไรบนกระดานไม่รู้เรื่องเลย  ตัวอักษรบนนั้นมันวิ่งกันวุ่นไปหมด

 

ผมเริ่มหายใจลำบาก

รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเร็วขึ้น

มือสั่น ตัวชา ปากชา มือชา เท้าชา

ผมรู้สึกหนาววูบครึ่งตัว อีกครึ่งตัวก็ร้อนวาบ

 

อาการ panic attack กำลังมา ความมึนๆ เวียนๆ เริ่มคืบคลานเข้ามา ผมรู้สึกเหมือนจวนเจียนจะหมดสติ

 

“อาจารย์ครับ” ผมยกมือขึ้น

“ขออนุญาตไปห้องพยาบาลครับ ผมปวดหัว”

 

อาจารย์ประจำชั้นพยักหน้าอนุญาตทันทีโดยไม่ถาม แถมให้เพื่อนในห้องช่วยมาส่งผมที่ห้องพยาบาลด้วย นี่หน้าของผมคงดูป่วยมากจริงๆ  ทันทีที่ถึงห้องพยาบาลและลงชื่อ ผมก็ควักยา Rivotril ออกมากินหนึ่งเม็ด แล้วนอน

 

หันไปดูนาฬิกา 11 โมง อีกแป๊บนึง รอให้อาการ panic มันเบาลงก่อน แล้วผมค่อยขออนุญาตครูห้องพยาบาลกลับบ้าน  ดีเหมือนกัน ไม่ต้องโดดเรียน ขอลาป่วยกลับไปก่อนเลย

 

ไม่เป็นไรนะกฤษ  ผมบอกตัวเอง อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เจอพี่ภูแล้ว เดี๋ยวก็รู้แล้วว่าเรื่องอะไร ผมหลับตา รอยาออกฤทธิ์  นับจังหวะหายใจตัวเอง ตามที่หมอนินสอน

 

1 2 3 , 1 2 3 , 1 2 3

ยังเร็วไป ผมยังหายใจเร็ว

ตั้งสมาธิ หายใจให้ช้าลง ผมควบคุมมันได้สิ

 

1 2 3 4 , 1 2 3 4 , 1 2 3 4

โอเค เริ่มช้าลงแล้ว ดีมาก ดีมาก

 

1 2 3 4 5 , 1 2 3 4 5 , 1 2 3 4 5

ดีมาก ดีมาก ผมกลับมาหายใจตามปกติแล้ว

 

แล้วสติสุดท้ายผม ก็ไหลไป

พร้อมกับยา Rivotril ที่เริ่มออกฤทธิ์

 

 

“กฤษณะ กฤษณะ ตื่นได้แล้ว โรงเรียนเลิกแล้วจ้ะ”

 

ผมสลึมสลือ ปรือตาขึ้นมา ทีแรกก็ยังมึนๆ อยู่ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ใช้เวลาแว่บหนึ่งถึงนึกได้ว่าผมอยู่บนเตียงในห้องพยาบาล เพราะเมื่อตอน 11 โมงผมมีอาการ panic attack เลยกินยาและขอมานอนพัก

 

กะว่า หลังเที่ยงนิดๆ จะออกไปหาพี่ภูที่นัดไว้  …

หลังเที่ยงนิดๆ  เดี๋ยวนะ ! ตอนนี้เป็นเวลา ?

 

เฮ้ยยย ! นี่มันเย็นแล้วนี่หว่า  ผมดูนาฬิกาตัวเอง 5 โมงแล้ว  เวรกรรม นี่ผมหลับจนเลยเวลานัดกับพี่ภู

 

ผมรีบคว้ากระเป๋า ไหว้สวัสดีครูห้องพยาบาลแล้วรีบวิ่งออกมา มือก็คว้าโทรศัพท์มาเปิดดู  มีสายเรียกเข้าจากพี่ภู 4 ครั้ง เมื่อตอนบ่ายสองครึ่ง  เขาคงไปรอผมที่แมคโดนัลด์ พอไม่เจอแล้วก็คงโทรตาม

 

ให้ตายสิเว้ย ไม่น่ากินยาเลย

 

ผมไม่ได้มี panic attack นานมาก จนลืมไปแล้วว่าเวลากินยามันจะง่วงนอนอยู่ ยิ่งห่างจากยาไปนาน พอกลับมากินอีกที มันก็จะง่วงนานกว่าเดิมเข้าไปอีก เลยกลายเป็นว่าพลาดนัดกับพี่ภูไปเลย เขาคงไปทำธุระแล้วสินะ

 

ผมเปิดกล่องข้อความใน Twitter เพื่อจะส่งข้อความหาพี่ภู แต่ปรากฏว่าในนั้นมีข้อความจากพี่ภูส่งมารอผมไว้แล้ว 1 ฉบับ  ไม่รอช้าผมรีบกดอ่านทันที

 

/ พี่เดาว่ากฤษคงโดดเรียนออกมาไม่ได้ ไม่เป็นไร ดีแล้วล่ะครับ ตั้งใจเรียนเถอะนะ ธุระของพี่คือ ขอโทษที่พี่ไม่ได้บอกกฤษตั้งแต่ทีแรก กฤษอ่านแล้วอย่าโกรธพี่นะครับ

 

พี่มีแฟนอยู่แล้ว ตอนที่พี่เจอกับกฤษ พี่มีแฟนแล้วครับ พี่ไม่ได้โสด

 

แต่ไม่ต้องห่วงนะ อย่าเพิ่งตกใจ พี่นัดมาเจอเขาเพื่อเคลียร์กันเรื่องนี้  พี่จะเลิกกับเขา  พี่ควรเลิกกับเขานานแล้ว เขากับพี่เริ่มต้นกันแบบไม่ถูกต้อง พี่รู้อยู่แล้วว่า มันคงไม่ยั่งยืนเท่าไรนัก แล้วพอพี่ได้เจอนาย พี่ก็รู้ว่า มันควรจะจบได้แล้ว

 

พี่ขอร้องนะกฤษ อย่าเกลียดพี่ อย่าทิ้งพี่ไป นายโกรธพี่ได้ งอนพี่ได้ พี่จะตามง้อ จะทำทุกอย่างให้หายโกรธ แต่ ขอร้องนะครับ  อย่าทิ้งพี่ไป อย่าปล่อยมือจากพี่นะ พี่รักนายมากแล้วพี่จะโทรหานะครับ /

 

เดี๋ยวนะ … พี่ภูมีแฟนอยู่แล้ว?

 

ตอนที่เขาคบกับผมอยู่ เขามีแฟนแล้ว?

เขาคบซ้อน? ผมเป็นเมียน้อยของพี่ภู?

 

What the FUCK?

 

ผมไม่รู้ตัวว่าหยุดวิ่งตั้งแต่ตอนไหน …

ตอนที่ผมเริ่มอ่านข้อความนี้ ผมว่าผมกำลังวิ่งอยู่นะ

 

แล้วมันก็ค่อยๆ วิ่งช้าลงจนเป็นเดิน  จากเดินเป็นเดินช้า ช้าลงจนหยุดเดิน จนตอนที่ผมอ่านบรรทัดสุดท้าย แล้วเงยหน้าจากมือถือ  ผมถึงได้รู้ตัวว่าผมหยุดอยู่ตรงหน้าประตูโรงเรียนนี่เอง

 

พระอาทิตย์ตกดินไวมาก ด้วยเพราะเป็นฤดูหนาว (ที่ไม่หนาว) ไฟบนเสาไฟฟ้าติด ๆ ดับ ๆ เป็นเรื่องปกติ เสียงโหวกเหวกโวยวายในโรงเรียนเงียบไปนานแล้ว เหลือแต่เสียงก้องของลูกบาสกระทบพื้น ที่ดังมาจากยิมไกล ๆ

 

มันคือบรรยากาศของโรงเรียนเลิกปกติ แต่วันนี้ ทุกอย่างที่ปกติมันผิดที่ผิดทางไปหมด ผมรู้สึกถึงความคลื่นไส้ที่ค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาจากจุดที่ลึกสุดในกระเพาะอาหาร ยังไม่ทันได้ระวังตัว มันก็มาจ่อที่คอ

 

ผมวิ่งไปข้างทางแล้วอ้วก อาการปวดหัว เวียนหัว ใจเต้นเร็ว หายใจหอบเหนื่อย มันกลับมาอีกครั้ง มือผมสั่น เหงื่อผมแตกพล่าน รู้สึกตัวเบาหวิวจวนเจียนจะหมดสติให้ได้  ผมพยายามควบคุมจังหวะหายใจของตัว

 

อาการ panic กลับมาเล่นงานผมอีก และคราวนี้มันแรงกว่าเมื่อตอนสิบเอ็ดโมง  ผมหันซ้ายหันขวา ไม่มีใครอยู่แถวนี้ที่พอจะช่วยผมได้

 

ผมค่อยๆ ตั้งสติ กำหนดลมหายใจ เดินไปที่ประตูรั้ว เปิดกระเป๋าควานหาแผงยา Rivotril แกะออกมา 1 เม็ดแล้วใส่ปากกลืนทันที  ไม่สนใจว่าจะมีน้ำดื่มตามหรือเปล่า ผมต้องรีบกินยาก่อนที่อาการจะรุนแรงกว่านี้  อีกสักพักอาการง่วงนอนก็จะตามมา ผมต้องรีบกลับไปพักผ่อนก่อน

 

ผมเปิดแอปเรียก grab โชคดีมาก มีรถอยู่ในเขตนั้นพอดี แอปบอกว่าอีก 2 นาทีรถจะมาถึง ผมเอนตัวพิงกับเสาไฟฟ้าหน้าโรงเรียน นับจังหวะหายใจของตัวเองซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่ง grab มาจอดเทียบรับนั่นล่ะ

 

“ไปตามที่ลงจุดหมายเลยนะครับ” เขาถาม

“ครับ ไปตามนั้นเลยครับ” ผมตอบ พยายามรักษาน้ำเสียงให้ปกติ

 

“ผมขออนุญาตเปิดวิทยุฟังข่าวนะครับ”​

คนขับสุภาพจังแฮะ  นานๆ เจอที

 

“ครับ เปิดเถอะ ผมก็อยากฟังข่าว”  ดีเหมือนกัน ฟังอะไรเรื่อยเปื่อย ความคิดจะได้ไม่วนกับเรื่องข้อความเมื่อกี้นี้ คนขับเปิดวิทยุไปช่องข่าว ที่เป็นพิธีกรข่าวสองคนคุยกัน

 

/ นี่คุณชิด มาฟังข่าวนี้ดีกว่า ข่าวนี้นะครับเกิดเมื่อตอนบ่ายแก่ๆ นี่เอง สดๆ ร้อนๆ เลยคุณชิด นายประกอบ นามสมมุตินะครับ นัดแฟนเก่า ที่เป็นผู้ชายเหมือนกัน มาเคลียร์

 

หา!! มาเคลียร์อะไรครับ คุณสันต์

 

นี่ไง ๆ คุณชิด ผมกำลังจะเล่า รายละเอียดข่าวบอกว่า แฟนของนายประกอบเนี่ย ตีตัวออกห่างมาสักพักแล้ว เพราะมีแฟนใหม่  ผมว่าน่าจะเป็นแฟนหนุ่มอีกคนนั่นแหละ ทีนี้ นายประกอบก็เลยขอนัดเคลียร์ด้วย

 

อ๋อ!! ประมาณว่าจะขอคืนดี จะรั้งไว้สินะ แล้วไงต่อล่ะครับคุณสันต์ /

 

เออ… บังเอิญจังแฮะ  เรื่องเหมือนพี่ภูกับแฟนเก่าเลย ผมนึก

 

/ ก็ปรากฏว่าคุยกันไม่รู้เรื่องไงคุณชิด เกย์น่ะนะ รักแรง หึงแรง ก็มีปากเสียงกัน แฟนของนายประกอบนามสมมุตินี่ก็เลยบันดาลโทสะ แทงด้วยมีดยับเลย จนนายประกอบนามสมมุติเสียชีวิตจากการทนพิษบาดแผลไม่ไหว

 

ฮั้ย คุณสันต์ เดี๋ยวนี้เขาไม่เรียกว่า ทนพิษบาดแผลไม่ไหวแล้วคุณ เชยมาก เขาให้เรียกว่าเสียเลือดทางบาดแผลมากจนมีภาวะช็อกจนเสียชีวิต หัดอัปเดตหน่อยสิคุณ

 

เออๆ นั่นแหละ เสียเลือดมากจนช็อก แล้วนายประกอบนามสมมุติก็สิ้นใจคาที่ไปเลย น่าเสียดายจริงๆ นะ อายุยังน้อยอยู่เลยเพิ่งจะ 20 เอง ยังวัยรุ่นหนุ่มแน่น  นี่ในรูปก็หน้าตาดีอยู่นา คุณชิดนา

 

ครับ ก็เป็นที่น่าสลดใจจริงๆ นะครับ นี่ตำรวจก็บอกว่ากำลังตามรอยคนร้าย ที่เป็นคนรักเก่าของนายประกอบนามสมมุติอยู่ ที่คาดว่าหลบหนีไปไกลแล้ว  ถ้ามีความคืบหน้าก็คงจะมีการแถลงข่าวอีกทีล่ะครับ แหม่ ก็นะ ข่าวสะเทือนขวัญขนาดนั้น /

 

ผมก้มดูนาฬิกา นี่ก็ย่ำค่ำแล้ว พี่ภูยังไม่โทรมาหาผมเลย .. เขาคุยกับแฟนเก่าเป็นไงบ้างนะ จะคุยกันรู้เรื่อง ..​หรือจบแบบคู่นี้หรือเปล่า?

 

หรือว่า ….

 

“ผมว่า เปลี่ยนไปฟังเพลงดีกว่าไหมครับ ข่าวมันหดหู่เนอะ”

คุณคนขับตั้งท่าจะเปลี่ยนช่อง แต่ผมห้ามเขาไว้ก่อน

 

“เดี๋ยวครับ เปิดเถอะ ผมอยากฟังข่าวนี้ต่อ”

แต่ผู้ประกาศข่าวสองคนก็เปลี่ยนไปคุยหัวข้อข่าวอื่นๆ แล้ว

 

ผมทบทวนเหตุการณ์ในข่าว เขาบอกว่า เหตุเกิดเมื่อตอนบ่ายแก่ๆ แฟนตีตัวออกห่าง เพราะมีแฟนใหม่ เลยขอนัดเคลียร์ แล้วมีปากเสียง …

 

เฮ้ย มันบังเอิญตรงกันขนาดนั้นเลยเหรอ?   ผมนึกถึงท้ายข่าว  ตำรวยกำลังตามรอยคนร้าย ที่เป็นคนรักเก่าของนายประกอบนามสมมุติ ที่คาดว่าหลบหนีไปไกลแล้ว …

 

ผมก้มดูมือถือตัวเอง  เปิดหน้ากล่องข้อความใน Twitter ยังไม่มีข้อความใหม่ จากพี่ภู ไม่รู้ว่าเขาเป็นยังไงบ้างแฮะ  ผมรีบพิมพ์ข้อความไปหาเขา

 

/ กฤษขอโทษครับที่ไม่ได้ไปตามนัด คือกฤษไม่สบายนิดหน่อย เลยไปนอนพักในห้องพยาบาล แล้วหลับยาวเลยครับ พี่ภูเคลียร์กับแฟนเก่าได้แล้วใช่ไหมครับ? โอเคไหม ส่งข้อความมาหากฤษหน่อยนะครับ อย่าเงียบหายไปแบบนี้  คิดถึง /

 

ผมรีบกดส่ง โดยที่ไม่ได้อ่านทวนว่ามีคำผิดไหม ผมกลัวว่า ถ้าส่งช้ากว่านี้ มือผมอาจจะเผลอพิมพ์อะไรบ้าบอลงไปมากกว่านี้อีก … เช่น พี่ภูไม่ใช่คนที่ฆ่าแฟนเก่าในข่าวใช่ไหมครับ

 

ไร้สาระน่า ไอ้กฤษ ผมบอกตัวเอง

 

เอาล่ะ ลงรถได้แล้ว ถึงบ้านพอดี ผมจ่ายค่าโดยสารให้ grab เสร็จก็เปิดกระเป๋าจะหยิบกุญแจบ้าน วันนี้บ้านยังมืดอยู่ แม่คงยังไม่กลับ แต่นั่นก็ปกติ บ้านหลังใหญ่นี้มีคนอยู่แค่ผม กับ เงาของแม่ เท่านั้น

 

ผมรักแม่นะ ผมรู้ว่าแม่ก็รักผม แต่ความรักของเรา มันไม่เกี่ยวอะไรกับความใกล้ชิดในครอบครัว เรารักกันแบบไม่ใกล้ชิดกัน เราเป็นครอบครัว ที่ไม่มีปัญหา แต่ก็ … อาจจะไม่มีอย่างอื่นด้วย

 

“กฤษ …”

 

ผมเงยหน้าจากกระเป๋า  เพราะเสียงเรียกชื่อที่คุ้นหู

 

“อ้าว พี่ภู”  เขายืนรอผมอยู่ที่หน้าบ้าน  ผมรีบเดินเข้าไปหา

 

“พี่ภู มาได้ไงอ่ะครับ”

 

“เอ่อ … พอดีพี่เคลียร์กับแฟนเก่าเสร็จแล้วน่ะครับ เลยมาหากฤษ”​

 

แม้อารมณ์สงสัยจะยังค้างอยู่ในหัว  แต่อารามดีใจที่ได้เจอคนรักมันแรงกว่า  ผมหยิบกุญแจบ้านออกจากกระเป๋าไขประตูบ้าน

 

“งั้นเข้ามาในบ้านก่อนสิฮะ เนี่ย แม่ยังไม่กลับ เดี๋ยวกฤษวางกระเป๋าแป๊บนึงแล้วเราออกไปหาข้าวกินกันข้างนอกดีไหม หิวพอดีเลย”

 

แต่พี่ภูส่ายหน้า ผมเพิ่งเห็นว่าใต้แสงไฟ พี่ภูหน้าตาดูเหนื่อยล้าเหมือนคนเพิ่งไปวิ่งหนีอะไรสักอย่างมาอย่างนั้นล่ะ “พี่เหนื่อยครับ ถ้านายหิว เราสั่งอาหารมากินที่นี่กันง่ายๆ ได้ไหม พี่แค่อยากเจอนาย อยากเห็นหน้านายแค่นั้นเอง”

 

ผมพยักหน้าตอบไปงงๆ “เอ่อ ได้ครับพี่ภู กินน้ำไหม?”

 

ผมเดินเข้าไปในห้องครัว หยิบขวดน้ำออกจากตู้เย็น รินยื่นส่งให้เขา พี่ภูรับไปดื่มรวดเดียวหมดแก้ว ผมเลยรินให้เขาอีกเป็นแก้วที่สอง เหมือนคนไปอดน้ำมาจากไหนอย่างนั้นล่ะ

 

“ตกลงเคลียร์กับแฟนเก่า จบไปด้วยดีใช่ไหมครับ?” ผมกล้าๆ กลัวๆ ที่จะถามนะ แต่ก็ … ผมถามได้ไม่ใช่เหรอ?  ตอนนี้ผมเป็นแฟนเขานี่หว่า เรื่องแฟนเก่ามันก็เรื่องของเราสองคนเหมือนกันนี่นา

 

“อืมมม…” เขาเม้มปากแน่น เหมือนไม่อยากพูดเรื่องนี้เท่าไรนัก  “ออกมาไม่ค่อยดีเท่าไรครับ  พี่อยากให้จบ แต่เขาดื้อ ไม่ยอมท่าเดียวเลย ดื้อจนพี่หงุดหงิด”

 

ผมแอบเห็นว่าตอนเขาพูด มือเขากำแน่น แต่สั่น  และพี่ภูไม่ยอมสบตาผมตอนตอบ

 

“ยังไงอ่ะครับ ที่บอกว่าออกมาไม่ค่อยดี”

ผมยังคงซักไซ้ต่อไป ระวังน้ำเสียงให้ปกติที่สุด พยายามไม่ให้เขารู้ว่าผมกำลังระแวง

 

“พี่ขออาบน้ำหน่อยได้ไหมกฤษ ตัวพี่เหม็นเหงื่อมากเลยอ่ะ” ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นคำปฏิเสธ ไม่อยากเล่า หรือมันหมายความว่า เดี๋ยวขอเขาอาบน้ำก่อน แล้วจะออกมาเล่าให้ฟังหรืออย่างไร

 

แต่ผมก็ไม่เซ้าซี้ต่อ เดินนำไปที่ห้องนอน เปิดตู้หยิบผ้าเช็ดตัวผืนสำรองออกมายื่นให้เขา

 

พี่ภูเคยมาบ้านผมแล้วสองครั้ง แต่ไม่เคยค้าง เลยยังไม่มีของใช้ประจำของเขาที่นี่ ต่างกับที่คอนโดเขาที่มีของๆผม พี่ภูรับผ้าเช็ดตัวไป แล้วก็ยิ้ม พลางก้มลงมาหอมที่หน้าผากผม

 

“เดี๋ยวพี่อาบน้ำก่อนนะครับ นายอยากกินอะไรโทรสั่งมาได้เลย เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง” แล้วพี่ภูก็ถอดเสื้อผ้าออกวาง แล้วเดินเข้าห้องน้ำ เปิดฝักบัว

 

ผมยิ้ม เมื่อได้ยิน เสียงสายน้ำในห้องน้ำ ผสมกับเสียงพี่ภูฮัมเพลงเบาๆ “งั้นเดี๋ยวกฤษโทรสั่งอาหารญี่ปุ่นมาแล้วกันนะครับ พี่ภูกินได้ใช่ไหม?”

 

“สบายมากครับ” เขาตอบมาจากในห้องน้ำ แล้วก็ฮัมเพลงต่อ

 

ความสบายใจกลับมาสู่ใจผมอีกครั้ง นี่ผมคงกังวลเกินเหตุไปเองแหละ ขี้กังวลตื่นตูมจริงๆ เลย ไอ้กฤษเอ้ย แฟนเก่ากับพี่ภูคงคุยกันรู้เรื่องแล้ว ไม่น่าจะมีอะไร

 

แถมพี่ภูยังคิดถึงผมจนต้องรีบมาหาที่บ้านอีกด้วย นี่ไง เห็นไหม ผมคิดมากไปเองจริงๆ เสีย Rivotril ไปตั้ง 2 เม็ด วันนี้หลับไปตั้งนาน คืนนี้จะนอนได้หรือเปล่าเนี่ย

 

ผมหันไปหยิบเสื้อเขาที่วางตรงโซฟาขึ้นมา จัดแจงจะใส่ไม้แขวน

“พี่ภูเนี่ยน้าาาา นึกจะถอดก็ถอดเลยงี้เหรอ ไม้แขวนก็ไม่ใส่ เดี๋ยวเสื้อก็ยับ …”

 

เดี๋ยวก่อนนะ  นี่มันเสื้อใหม่นี่นา เสื้อเชิ้ตพี่ภูตัวนี้เป็นเสื้อใหม่เอี่ยมเลย ที่ผมรู้เพราะว่า กลิ่นใหม่ๆ และแท็กพลาสติกยังอยู่ที่ปกเสื้ออยู่เลย  สติกเกอร์บอกไซส์ก็ยังอยู่ข้างใน

 

นี่พี่ภูซื้อเสื้อใหม่มาปุ๊บก็รีบใส่เลยเหรอ?

 

ผมหันไปหยิบกางเกงที่เขาถอดไว้  ตรงเอว ก็มีแท็กราคาติดอยู่เหมือนกัน  ทั้งเสื้อ ทั้งกางเกงเลยเหรอ? พี่ภูซื้อชุดนักศึกษาใหม่ แล้วใส่เลยเนี่ยนะ?

 

ทำไมอะ พี่ภู ต้องรีบอะไรขนาดนั้นเลยเหรอ?

มีเหตุอะไรให้ต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือเปล่า?

 

แม้ผมเพิ่งจะบอกตัวเองไปเมื่อกี้

ว่า ผม คิด มาก ไป เอง

 

แม้ผมเพิ่งจะปรามความคิดตัวเองได้

แต่ ตอน นี้ ความ ฟุ้ง ซ่าน เริ่ม ทำงาน อีกครา

 

คนเรามีเหตุผลอะไรบ้าง

ที่ทำให้ต้องรีบหาเสื้อผ้าใหม่มาเปลี่ยน

มันมีเหตุผลเดียวเท่านั้น คือ ใส่ชุดเดิมไม่ได้

 

และเหตุผลที่ ทำให้เราใส่ชุดเดิมไม่ได้

มัน อาจ จะ เป็น เพราะ ว่า

 

เสื้อ ผ้า เดิม  มัน … เปื้อน เลือด ? 

Don`t copy text!