Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 2 : โลกเดือดร้อนทุกข์ทรมานยิ่ง ไม่ใช่เพราะความร้ายกาจของคนเลว แต่เพราะความเงียบของคนดี

Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 2 : โลกเดือดร้อนทุกข์ทรมานยิ่ง ไม่ใช่เพราะความร้ายกาจของคนเลว แต่เพราะความเงียบของคนดี

โดย : ภีมรดา

Loading

เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

กัลยาเหลียวมองนาฬิกาเรือนใหญ่เหนือประตูห้องครัว พลันเห็นว่าผิดเวลายิ่งนักที่ได้ยินเสียงเท้าตึงตังกำลังลงบันไดมาของลูกชาย นั่นสิ! เพลงเคารพธงชาติเพิ่งจบ ไหงพ่อพนักงานรอบดึกจึงตื่นไวกว่าปกติ

“วันนี้มีนัดอีกหรือไงลูก ถึงได้ตื่นแต่เช้า เมื่อคืนก็อยู่จนดึกดื่นไม่ใช่เหรอ”

น้ำเสียงฉ่ำหวานจังหวะเนิบช้าใจดี ดูขัดตากับลายสักรูปเถากุหลาบเลื้อยพันขึ้นมาจากหัวกะโหลก ที่โผล่วับแวมจากสายเสื้อกล้ามอยู่กลางหลังเรื่อยมาถึงต้นแขน และผมหยิกขอดที่ม้วนตลบขึ้นเป็นมวยทรงสูงอย่างหลวมๆ กัลยาเป็นผลพวงหลังยุคบุปผาชน ที่คลั่งไคล้แฟชั่นของยุคนั้นเพียงอย่างเดียว เรื่องสิ่งเสพติดหรือค่านิยมอื่นใดเธอไม่นำพา

“เปล่าครับ”

น้ำเสียงนุ่มทุ้มตอบเพียงสั้นๆ รู้ว่าแม่แค่อยากทักทายตามปกติ แต่ตนนั้นตั้งใจตื่นเช้าเพื่อดักรอพูดคุยกับแม่อยู่แล้ว ครั้นเห็นแม่เอาแต่หมุนตัวไปมาหน้าตู้เย็น ตนจึงเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

“ไม่ได้มีนัดที่ไหน แต่มีกับแม่นี่แหละครับ…โอย…หิวจังแม่มีอะไรให้กินมั้ย”

“อยากกินอะไรล่ะ ในตู้เย็นมีแต่ผัก พี่เราเค้าหอบของใกล้หมดอายุมาให้แม่ช่วยกินเต็มตู้ไปหมด นี่ก็เลยว่าจะคลุกสลัดกินเปล่าๆ กับถั่วนิดๆ หน่อยๆ กินได้มั้ยล่ะ…เดี๋ยวแม่ต้มไข่มาเพิ่มให้อีกหน่อย”

“ได้ครับแม่…ขอบคุณครับ”

แม่สนองตามคำขอ หอบถุงผักทั้งหมดออกมาล้างน้ำ ช่วงที่ปล่อยให้น้ำไหลผ่าน นางจัดการกับเครื่องเคียงอื่นๆ เท่าที่มีติดบ้าน รู้สึกเสียวหลังต่อสีหน้าอ้ำอึ้งของบุตรชายอยู่บ้าง จึงคอยแหงนมองและยักคิ้วให้เป็นการส่งสัญญาณ มีอะไรก็ว่ามา

“ทั้งบ้านมีแต่ไข่กับผัก แม่จะออกไปซื้ออะไรตุนมั้ย ผมขับรถให้”

“หืม…วันนี้เหรอ วันนี้ไม่ได้หรอก แม่ต้องเตรียมตัวไปงานเลี้ยงรุ่น ปีนี้นัดเร็วเสียด้วยสิ พวกนั้นมันแก่อนามัยต้องรีบกลับบ้านนอน นี่แม่เลยว่าจะออกสักบ่ายหน่อยๆ…เอาผักขึ้นให้แม่หน่อยสิ ได้แล้วมั้ง”

เมืองสมุทรสบช่อง ขยับตัวไปหน้าซิงค์ล้างจาน หยิบผักขึ้นสะเด็ดน้ำ แยกใส่ตะกร้าส่งให้แม่ ที่กำลังง่วนกับการจัดอุปกรณ์เตรียมคลุกสลัด

“งั้นตอนไปงานเลี้ยงรุ่น ผมไปด้วยคนนะ”

“จะไปทำไม…มีแต่คนแก่ๆ เดี๋ยวก็เบื่อตายเลย…เด็ดผักให้แม่เลย เลือกเอาแต่ที่ลูกชอบนะ”

ชายหนุ่มชำเลืองมองผักในมือ ตายละ เพิ่งสังเกตว่ามีแต่ผักที่ไม่ชอบโดยเฉพาะผักชี แม่เองก็รู้อยู่เต็มอกถึงได้แอบยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่ลับหลัง

“จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแบบนี้…มีอะไรพูดมาตรงๆ เลยดีกว่า”

“ไม่มีอะไรจริงๆ แม่”

“จริงนะ”

แม่จิกสายตาย้ำ จะให้ลูกชายเผลอขึ้นเสียงสูงให้ได้

“จริงครับ…ผมจะไปมีอะไร…ก็แค่อยากดูแลแม่ตอนเมาๆ อยากขับรถไปส่ง แล้วก็พากลับบ้านเท่านั้นเอง”

กัลยาวางมือจากอ่างคนสลัด จ้องจับผิดสารถีอาสาตาเป็นมัน ก่อนจะเปลี่ยนกลับมายิ้มอ่อนหวานอย่างเดิม

“ถ้าจะไถ่โทษเรื่องอาชาญ ก็ไม่ต้องลงทุนโดดงานเพื่อแม่หรอก เมื่อกี้เพิ่งวางสายกัน อาเค้าโทรมาเล่าให้ฟังหมดแล้ว แล้วก็ฝากบอกลูกด้วยว่า อย่าคิดมาก มันไม่ใช่ความผิดของลูก”

เมืองสมุทรจุกอยู่ข้างใน เมื่อวานนี้เขาสร้างวีรกรรมไว้หนักหนาสาหัสเหลือเกิน เรียกได้ว่าอย่าได้กลับไปเหยียบที่นั่นอีกเป็นอันขาด

“นึกยังไงถึงเอาความจริงไปแฉตรงๆ ต่อหน้าเขาอย่างนั้นล่ะ แม่ว่าเราเป็นคนมีเหตุผล แล้วก็สุภาพเกินกว่าจะทำอะไรที่เป็นการฉีกหน้าคนอื่นได้…มันต้องมีอะไรหนักหนาสำหรับลูกแน่ๆ ยังไง…อยากเล่าให้แม่ฟังมั้ย”

เมืองสมุทรหลบตา เอามือตีปากทำเป็นหาวหวอดๆ ตามหลักนักพฤติกรรมศาสตร์ ท่าทางแบบนี้คือพวกจนมุม กำลังคิดหาทางหนีทีไล่ให้พ้นผิด หรือไม่ก็เพื่อกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง

แม่ก็คือแม่ นางกลั้วหัวเราะ แล้วเปลี่ยนมุมถือชามสลัดที่คลุกเคล้าจนน่ากิน เดินไปยังโต๊ะกินข้าวที่อยู่กลางห้องครัว ลมเบาๆ โชยผ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่ติดผ้าม่านสูงเพียงครึ่งดูเก๋ไก๋ มองแค่เพียงแววบเดียวก็รู้ว่าผ้าม่านเหล่านั้นเป็นผ้าระดับงานฝีมือ ใช่แล้ว เครื่องประดับของตกแต่งบ้านทั้งหมด เป็นผลงานของคนที่ชีวิตเออรี่รีไทร์ก้าวขึ้นปีที่ 3 ความงานฝีมือนั้น หาใช่เพียงของตกแต่งบ้าน แม้แต่ชุดนอนชุดอยู่บ้านของบรรดาลูกๆ หลาน ๆ ล้วนมาจากฝีมือของกัลยา อย่างชุดนอนแบบเชิ้ตกับกางเกงขาสั้น ลายใบเฟิร์นเข้าชุดกันที่อยู่บนร่างสูงชะลูดของลูกชายคนโปรดนี่ก็ด้วย

“เอาไว้แม่ค่อยฟังตอนนั่งรถนะ ผมอยากเล่าตอนนั้น”

“ฮึๆ” มารดาหัวเราะ “จะไปด้วยให้ได้ว่างั้นเถอะ”

“ครับ อยากไปด้วยจริงๆ อยากไปเจอเพื่อนๆ แม่ นานแล้วนะ ไม่ได้เจอลุงๆ ป้าๆ อาๆ เลย…คิดถึง” คำท้ายลูกชายออกเสียงเน้นๆ ติดอ้อน

“จ้ะ…เชื่อได้เนอะ เอาจริงๆ นะ เพราะเรารู้ว่าอาชาญจะไปงานนี้ เลยอยากหาโอกาสไปเทกแคร์เค้า หวังจะง้อละสิ….แต่เอ๊ะ ไม่ง้อสิ เพราะอาชาญไม่ได้งอนซะหน่อย งั้นแม่ว่าลูกจะไปไถ่บาปมากกว่า จริงมั้ย”

เมืองสมุทรมองลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของมารดา ภาพทรงจำเมื่อวานนี้ทยอยเลื่อนไหลออกมาราวกับมีการฉายหนังอยู่ในหัวสมอง

ภาพที่เขาลุกขึ้นอาละวาด เรื่องสรรพคุณของน้ำมันหนวด ตั้งแต่เรื่องที่มันทำให้ผิวเขาขึ้นผื่นแดง ไปจนถึงความอุดตันผิวหนังจนก่อสิว แล้วยังกลิ่นยูคาลิปตัสแบบสังเคราะห์ที่ใส่มาจนฉุนกึก แล้วอะไรต่างๆ อีกมากมาย แล้วจบตรงที่ ต่อให้หนังโฆษณาทำออกมาดีแค่ไหน หากสินค้านั้นไม่ตรงปก หรือแอบอ้างสรรพคุณเกินจริง ก็เตรียมตัวเจ๊งได้เลย

คนอื่นจะคิดอย่างไงไม่รู้ แต่เวลานั้น หน้าของยายคุณนุช ผู้จัดการผลิตภัณฑ์หรือตำแหน่งตามนามบัตรว่า Product Manager หดเหลือเท่าหัวไม้ขีด นั่นคือเป้าหมายหลักของเขา ส่วนนังเล็กๆ อีกสองสามคนที่เตรียมปากมาถล่มใส่เรื่องไอเดียโบราณคร่ำครึของอาชาญนั้นยังไม่ทันอ้าปากพูดอะไร

“ยังไงล่ะคุณนุช นี่คุณไม่ได้ QC สินค้าก่อนเลยหรือไง อย่าว่าแต่ขั้นนั้นเลย คุณทำเทสต์ประสาอะไร ทำไมถึงบอกที่ประชุมว่าอยู่ในระดับอ่อนโยน คุณจะทำอะไรมั่วๆ แบบนี้ไม่ได้นะ เสียยี่ห้อตระกูลผมหมด รู้มั้ยอากงผมเป็นคนแรกที่รับจ้างต้มกางเกง ย้อมสีผ้า ถึงได้พัฒนามาเป็นสบู่ซักผ้าให้รุ่นยายพวกคุณใช้กัน ตอนนั้นยังไม่มีอะไรเลย นอกจากพาราฟิน เดี๋ยวนี้น่ะเหรอ มีพร้อมทุกอย่าง แล็บเอย นักวิทยาศาสตร์เอย อินกรีเดียนอิมพอร์ตจากทั่วโลกก็มีให้ คุณจะทำอะไรง่ายๆ ชุ่ยๆ กับแบรนด์ผมไม่ได้เป็นอันขาด”

นอกจากนี้ อาชาญของเขายังได้รับคำขอโทษ เรื่องที่ทำให้เสียเวลาที่ต้องตรากตรำกับโปรเจกต์นี้ เขาใช้คำว่า เหนื่อยฟรี

“ผมจะยังไม่ปล่อยสินค้าตัวนี้เด็ดขาด จนกว่าจะมั่นใจ เอาเป็นว่าเลื่อนออกไปทุกอย่าง แล้วก็ขอโทษน้องด้วยนะ คุณนายแบบ ถ้ามีค่ารักษาผิวหน้าอะไร ทำเรื่องมาเบิกที่ผมได้ เดี๋ยวจะให้เลขาจัดการให้ ขออย่างเดียว อย่าฟ้องกลับพวกลูกน้องผมก็แล้วกัน”

อันที่จริง สิ่งที่เมืองสมุทรพูดออกมานั้นดูจะเกินจริงไปมาก เขาไม่ถึงกับเป็นผดเป็นสิวอะไรขนาดนั้น แต่ขอบคุณความครึ้มของหนวดที่ช่วยบังตาเอาไว้ หากเมื่อวานคุณเกรียงจะหนักแน่นกว่านี้ ยอมเสียเวลาตรวจสอบความจริงก่อนที่จะหวดแส้เฆี่ยนลูกน้องต่อหน้าธารกำนัล เขานั่นแหละจะกลายเป็นฝ่ายกล่าวเท็จทันที แถมยังจะมีการฆ่าอาชาญกันทางอ้อมจากฝีปากเด็กเมื่อวานซืนอีกต่างหาก

แต่เพราะประเด็นนั้นเอง ที่ฝ่ายตรงข้ามดันหลุดปากออกมาก่อน เมืองสมุทรจึงใช้ความเป็นกลุ่มเป้าหมายสู้กลับไป

“อันที่จริง น้ำมันหนวดวางทาร์เก็ตไว้ที่กลุ่มเมโทรเซ็กชวล โดยเรามี strategy โอปป้าล้อมเมืองค่ะ ดูๆ ไปคุณคนนี้ก็ไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์ตามที่เอเจนซีเสนอมาเหมือนกันนะคะ” หมายความว่า หากไม่โดนเตะตัดขาเรื่องสินค้าไม่ตรงปก โปรเจกต์ของฉายเอเจนซี่ก็ไม่ผ่านเกณฑ์อยู่ดี เมืองสมุทรเข้าใจประเด็นทุกคำพูด เลยสวนกลับไปบ้างว่า

“ผมว่าแค่คุณวาง Strategy เป็นโอปป้าล้อมเมือง ก็มาผิดทางแล้วนะครับ คุณเคยเห็นโอปป้าไว้หนวดกันกี่คนเชียว ที่ผมเห็น คนพวกนั้นมีแต่จะเลเซอร์เอาขนหน้าออก จริงมั้ยครับ คุณติ่งๆ”

“เออ…เรื่องนั้นค่ะ จริงๆ ไม่ได้อยากพูดขึ้นมาตอนนี้นะคะ แต่เรามีแผนในใจ จะใช้ดาราเกาหลีเป็นพรีเซนเตอร์อยู่แล้ว ทีมเราคิดว่า หากคนนึงเริ่มไว้หนวดไว้เครา คนอื่นๆ ก็จะเกิดกระแสเลียนแบบกันในกลุ่มดาราชาย จากนั้นสาวๆ ก็จะพากันกรี๊ดผู้ชายมีหนวด ผู้บริโภคตัวจริงก็อยากจะไว้บ้างจนเกิดการซื้อ…นี่ละค่ะ Strategy ที่ทีมมาร์เก็ตติ้งวางไว้คร่าวๆ แต่เราไม่ได้บอกเอเจนซี…คืออยากฟังไอเดียก่อนน่ะค่ะ”

ช่างเป็น Strategy หรือกลยุทธ์การตลาดที่ใช้ทิศทางด้อมเป็นหลัก อิงกระแสและค่านิยม ไม่อิงคุณภาพหรือแม้แต่ผู้ใช้ ในเวลานั้น เมืองสมุทรคิดว่าหมดหน้าที่ของเขาแล้ว ดูจากอาการขมวดคิ้วเป็นเกลียวโซ่ของคุณเกรียงนั้น บางทีสินค้าตัวนี้อาจไม่ได้ผุดได้เกิด

หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนคนดูแลสินค้ายกทีม แต่ดูทรงแล้วยายคุณนุชคงไม่ยอมรามือง่ายๆ นางอ้างว่าไอเดียทั้งหลายไม่ได้เกิดขึ้นแบบเดาสุ่ม นางมีดาต้าเบสอยู่ในมือเป็นกระสอบๆ จำได้ว่า เมืองสมุทรนั้นมึนตึ้บกับพวกศัพท์แสงที่ยกมาอ้างอิง เคยได้ยินมาเหมือนกัน คนพวกนี้เมื่อเถียงไม่ออก ก็ยกศัพท์ยากออกมาพ่นข่ม

“ผมเข้าใจตรรกะวิธีคิดพวกคุณนะ คุณนุช ผมไม่เถียงแล้วก็ไม่ขอแย้งอะไร ผมเคารพในความคิดและการตัดสินใจของคุณ แต่สิ่งที่อยากให้คำนึงถึงเคียงข้างไปกับทฤษฎีคือ เรื่องหัวจิตหัวใจ…คุณน่าจะกลับไปเริ่มต้นที่กลุ่มผู้บริโภคตัวจริงด้วย ให้เขาได้เทสต์สินค้าคุณก่อน ค้นหาจุดที่เขาพึงพอใจด้วย ผมทำสินค้า personal care นะคุณ พวกคุณจะแปลเป็นอะไรก็ช่างแต่สำหรับผม มันคือการทำสินค้าขึ้นมาเพื่อดูแลปัญหาส่วนตัวให้พวกเขา ถ้าสินค้ามันดีด้วยตัวเองจริงๆ บางทีไม่ต้องมีโฆษณาเลยยังได้”

สมกับเป็นเจ้าของบริษัท คุณเกรียงด่าลูกน้องได้สะใจเมืองสมุทรยิ่งนัก แต่ที่ผิดวิสัยคือแทนที่คนเหล่านั้นจะอายหรือโกรธตอบ เมืองสมุทรเห็นพวกเขาก้มหน้าจดคำพูดเจ้านายลงสมุดบันทึกกันยิกๆ เหมือนกำลังรับโอวาทเสียมากกว่า จนสักพักนึงฝ่ายให้โอวาทเกิดนึกขึ้นได้เรื่องไว้หน้าลูกน้องจึงสงบอารมณ์ลงและบอกเลิกประชุมทันที ในขณะที่อาชาญกับอาต๋อยก็ทำทีว่ากำลังคร่ำเคร่งเปิดดูเอกสาร ไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น

แต่กระนั้น ต่อให้สร้างงานขึ้นมาใหม่ เขาเองจะเป็นคนค้านหัวชนฝา ไม่ให้อาชาญถลำตัวเข้ามารับงานนี้อีกเด็ดขาด

นี่เองเป็นเรื่องใหญ่ที่เขาหาโอกาสคุยกับมารดา จะว่าไถ่โทษหรืองอนง้อก็สุดแท้แต่ ขออย่างเดียว อย่าให้ใครมาดูถูกอาชาญเป็นพอ เมื่อวานนี้ดีที่เขาไหวตัวทัน จึงพลิกโอกาสล้มกระดานเสียก่อน แต่เมื่อคิดอีกที วิธีนั้นก็เท่ากับปิดโอกาสทำมาหากินของฉายเอเจนซี่ไปด้วย

ใกล้ถึงเวลานัด สารถีหนุ่มแต่งตัวสบายๆ รออยู่ข้างรถ แต่สีหน้านั้นดูคร่ำเคร่งกระวนกระวาย กัลยาดูออก แต่แสร้งเป็นไม่สนใจ ความรู้สึกคล้ายกับลูกน้อยจะขอไปนอนค้างบ้านเพื่อนยังไงก็ไม่รู้

“แม่คิดยังไง ถ้าผมจะลงทุนทำน้ำมันหนวด แล้วให้อาชาญทำโฆษณาให้”

“หืม…”

กัลยาถึงกับเกี่ยวผมขึ้นทัดหู ทั้งที่กำลังจะเปิดประตูขึ้นรถอยู่รอมร่อ

“ผมว่าจะลงทุนกับลุงจ่อยที่ตลาดไนต์” เขาย้ำ

“ไหนว่าจะคุยกันตอนขับรถ…หรือไง เปลี่ยนใจ ไม่ไปแล้ว…”

“ไปๆ ครับแม่”

มารดาแกล้งขู่เล่น ทั้งที่ตนก็สมยอมขึ้นไปนั่งฝั่งตรงข้ามคนขับ

“ถ้าทำเพื่อประชดก็อย่าหาทำเลยลูกเอ้ย”

ลูกชายส่ายหัว

“เรื่องประชดไม่มีอยู่ในหัวเลยแม่”

“ไม่ประชดก็สงสาร เรามันก็มีอยู่แค่นี้แหละ จริงมั้ย”

กัลยายิ้มเจ้าเล่ห์ เธออ่านใจลูกชายออกเสมอ การกระทำอันก้าวร้าวเมื่อวานนี้ ก็เป็นเพราะโกรธที่ใครกล้ามาทำลายชื่อเสียงเชิงชาญ ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนฮีโร่ของเขา สองคนนี้มอบความเคารพรักให้แก่กันตั้งแต่ยังไร้เดียงสา

ตั้งแต่สามีจากไปเชิงชาญที่สนิทกับครอบครัวอยู่แล้วอาสาเป็นพ่อทูนหัวดูแลลูกชายแทนบิดา ในขณะที่กัลยาก็ทุ่มเวลาดูแลบุตรสาวที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นหัวเลี้ยวหัวต่อ ในเวลาอันแสนโดดเดี่ยวยากลำบากนั้น หากไร้ซึ่งญาติสนิทมิตรสหาย กัลยาแทบมองไม่เห็นอนาคตของเด็กทั้งสองเลยว่าจะเติบโตขึ้นมาเป็นเช่นไร

แม่เลี้ยงเดี่ยวที่ได้ร่มเงาโอบล้อมจากรอบข้าง กัลยารู้สึกจิตใจพองฟูที่ครอบครัวของตนเองนั้นโชคดีอะไรเช่นนี้

 

แดดร่มลมตก กลุ่มเพื่อนร่วมสถาบันที่นัดหมายรวมตัวกัน ในวัยปริ่ม 60 ก็มาถึงร้านอาหารประจำแถบริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใครคนหนึ่งเสนอให้จัดเร็วขึ้นกว่าทุกปีเพราะติดนิสัยเข้านอนตอนสี่ทุ่ม มีบางคนลงทุนบินมาจากทางภาคเหนือกับอีกกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันมาจากภูเก็ต ทั้งที่ภูมิลำเนาเป็นชาวกรุงแท้ดั้งเดิม ทว่าเก็บเงินทองไปสิงร่างเป็นคนต่างจังหวัด กินง่ายอยู่ง่าย ซุ่มสร้างผลงานศิลปินเป็นส่วนหนึ่ง ด้วยว่าเป็นศิษย์สถาบันศิลปะแบบเพียวอาร์ต แต่ก็มีอีกหลายคนปรับตัวนำไปใช้เป็นพาณิชย์ศิลป์ ไต่เต้างานด้านอื่นจนเชิดหน้าชูตา อย่างนายเชิงชาญเป็นต้น แล้วก็มีอีกส่วนเช่นกันที่เบนเข็มเข้ารับราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ แฝงตัวเป็นฝ่ายศิลป์ทำงานเช้าชามเย็นชาม หวังกินบำนาญในบั้นปลาย

เมืองสมุทรคุ้นเคยกับมนุษย์ลุงมนุษย์ป้าร่วมสถาบันของแม่เป็นอย่างดี ด้วยว่าทั้งพ่อและแม่เป็นเพื่อนร่วมชั้นที่จับมือเป็นแฟนกันและรักเดียวใจเดียวจนฝ่ายหนึ่งจากไปก่อน

ไม่ว่าสมัยนี้หรือสมัยไหน เรื่องพ่อกับแม่ของเมืองสมุทร กลายเป็นเลิฟสตอรี่ที่เล่าขานไม่รู้เบื่อ เพื่อนแม่ชอบเล่าให้ฟังว่า สมัยเรียนแม่ของเขาเป็นดาวคณะ หนุ่มๆ จากที่อื่นมารุมจีบ แต่แม่เราไม่ยอมเสียดุลให้ใคร เลยเสร็จพวกเดียวกันเอง เมืองสมุทรฟังบทสนทนาเข้มข้นติดเรตมาตั้งแต่เล็กๆ จนชินหู ที่ว่าโตมาอย่างไรจะเป็นอย่างนั้นเห็นจะไม่จริง เขาไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่หรือกัญชา และไม่ได้คลั่งเรื่องอย่างว่า เหมือนที่เพื่อนๆ แม่แซว

“สมัยนั้นต้องยกให้คู่นี้…แหมๆ สมัยนี้เขาเรียกอะไรนะ เพื่อนกูรักมึงว่ะ”

ลุงท่านหนึ่งเปิดประเด็นยกเรื่องพ่อกับแม่ขึ้นโต๊ะ เวลานั้นนางเดินไปเดินมาอวดกระโปรงยาวกรุยกรายที่ตัดเย็บเองไปทั่วงาน เสียงกระพรวนดังกรุ๊งกริ๊งรอบเอว เป็นสายเข็มขัดแบบเส้นไหมถักแบบโคลอมเบีย

“เฮ้ย…ไม่ใช่ เรื่องนั้นมันชายรักชาย ไอ้คู่นี้ต้องเรื่องนี่สิวะ…เพื่อนสนิท”

“มันไม่ได้กันน่ะสิวะ เรื่องนั้นพระเอกแม่งแห้วแดก ต้องหนีไปเกาะ โกนหัวแล้วก็ขาหัก”

“อะโห นี่มึงเวลาดูหนังดูจนจำดีเทลขึ้นใจขนาดนั้นเลยหรือวะ หนังมันออกโรงไปตั้งเป็นชาติ มึงยังจำได้”

“เปล่า…กูเพิ่งดูกับเมียเมื่อคืนนี้เอง บ้านกูติดแอป ดูหนังครบทุกยี่ห้อ มึงอยากดูอะไรล่ะ กดหาเอา ง่ายฉิบหาย ไม่ต้องเช่าวิดีโอดูเหมือนแต่ก่อน”

“เออๆ พวกมึงหยุดเรื่องหนัง ช่วยกลับมาๆ เรื่องแม่ไอ้นี่ก่อน”

ใครคนหนึ่งกอดคอตีสนิทกับเมืองสมุทร ก่อนจะขยับแก้วเหล้าให้เขาชง

“…เรื่องแม่เอ็งกับพ่อเอ็ง มันเด็ดจริงๆ แต่เราจะไม่เล่าให้ติดเรต เกรงใจลูกมัน แต่เอาเป็นว่า มันสองคนแม่งโคตรโลดโผนเรื่องอย่างว่า ชนิดที่…ไม่เลือกที่เลยแหละ”

“เอ้ย…แล้วมึงไปรู้มันสองคนได้ยังไงวะ”

“ก็ไอ้นี่ไง”

ลุงคนนั้นจิ้มมาที่หัวของเมืองสมุทรแล้วร่ายต่อ ไม่ต้องรอให้ถาม “ไอ้ตัวพ่อมันเคยบอกกับกูว่า มันตั้งชื่อลูกๆ มันตามสถานที่ที่มันสองคนจิ้มโด๊ะกัน”

“เฮ้ย…ทำไมมึงเพิ่งมาเล่า อันนี้เด็ดๆ ไอ้ลูกชาย เอ็งชื่ออะไรนะ”

“เมืองสมุทรครับ” เสียงตอบเลี่ยงๆ อายๆ เขาก็เคยระแคะระคายเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน อันที่จริง เขาทนฟังได้ แต่คงไม่มากไปว่าเรื่องที่มาของชื่อ แต่สำหรับพี่สาวที่ชื่อ ศรีชนา รายนั้นห้ามได้ยินเรื่องนี้เป็นอันขาด

“ไม่ใช่สิ เมืองสมุทร สุดสาคร ชื่อนี้พ่อน้อยเอ็งตั้งให้ เอาชื่อเล่นสิ บอกชื่อเล่นมา”

“ปู๊น…ครับ”

“นั่นไง มันเอากันที่ไหน มันก็ตั้งชื่อลูกที่นั่น”

“ปู๊น…บนรถไฟอะนะ”

“เออ…ปู๊นๆ ฉึกกะฉั่กๆ นั่นแหละ บ้านเกิดไอ้เจ้านี่มัน ฮ่าๆๆ”

เสียงหัวเราะร่วนดังขึ้นรอบวง ไม่อยากถือสาเพื่อนๆ ของพ่อและแม่ งานเลี้ยงรุ่นทั้งที พวกเขาได้ปลดปล่อยเล่าความหลัง คือสิ่งที่ต่อชีวิตให้คนเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ยอมเปลืองตัวให้กลายเป็นมุกตลกบ้างก็ได้ เมืองสมุทรไม่คิดมาก

“อ่าว…แล้วไอ้คนพี่ล่ะ ชื่ออะไร”

“ไบ้ร์ทครับ พี่ศรีชนา ชื่อเล่นไบ้ร์ท” คนโดนอำตอบแบบเลี่ยงไม่ได้

ชื่อศรีชนาของพี่สาว ก็ย่อมาจากศรีสัชนาลัย สมัยลุยเที่ยวเหนือตั้งแต่อีสานถึงสุโขทัย แม่อ่านป้ายชื่อเมือง จนเกิดแรงบันดาลใจ เก็บไว้ตั้งชื่อลูกสาวในอนาคต

“ชื่อไบ้ร์ท แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสถานที่วะ ก็มันแปลว่าฉลาด” เพื่อนแม่คนหนึ่งติง

“โธ่ไอ้โอ๋ มึงต้องเรียกให้ครบ มันสองคนย่อชื่อลูก มาจากไบซิเคิ่ล…ที่แปลว่าจักรยานไงล่ะวะ”

“หะ…แม่งล่อกันตรงนั้นเหรอวะ”

“เออน่ะสิ…อันนี้กูไม่ได้พูดเองนะ พ่อไอ้นี่มันเล่าให้ฟัง”

เสียงฮาครืนเป็นคำรบสอง หนักกว่าลูกแรกเสียอีก จนเมืองสมุทรเริ่มนั่งไม่ติดที่ คราวนี้อายแทนจริงๆ

ครั้นเคลื่อนตัวขยับมานั่งตามลำพังริมท่าน้ำ ปล่อยให้ลุงๆ ป้าๆ ร่ายเรื่องลามกเกี่ยวกับพ่อแม่ของเขากันต่อ บุรุษหนึ่งซึ่งเขารอคอยมาตั้งแต่เย็นก็ปรากฏตัวขึ้น เชิงชาญเพิ่งขับรถมาจอดแล้วเดินเข้างานมาทีหลังใคร และเป็นไปตามคาด เชิงชาญรีเซตตัวเองหมดแล้ว เขาไม่พูดถึงเหตุการณ์เมื่อวานเลยสักนิด จนเมืองสมุทรรู้สึกว่าต้องทำอะไรแล้ว

“เรื่องเมื่อวานนี้ ผมขอโทษอาชาญนะครับที่ใจเร็วไปหน่อย อาก็เลยเดือดร้อนเสียงาน เสียลูกค้าเพราะผมเลย”

เชิงชาญคว้าไหล่ชายหนุ่มคราวลูกเขย่าเบาๆ อยากช่วยไล่ความคิดโทษตัวเองออกไปให้หมด

“ก็บอกแล้วไงว่าเราไม่ผิดหรอก เมืองไม่ต้องเก็บมาคิดให้รกหัวเลยนะลูกนะ”

แต่ชายหนุ่มยังไม่คลายความหมกมุ่น

“แต่ผมก็ผิดอยู่ดี ทั้งๆ ที่อาชาญก็เตือนแล้วไม่อยากให้ผมพูดมาก”

เชิงชาญยังคงบีบหัวไหล่เมืองสมุทร เขากำลังเรียบเรียงคำพูดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ จะบอกอย่างไรดีล่ะ เพื่อช่วยปิดบังความจริงไว้เหมือนเดิม

ความจริงที่ว่าเขาเองก็รู้ดีหากเมืองสมุทรไม่โวยวายขึ้นมาเสียก่อน เมื่อวานนี้เขาคงโดนหักหน้าจากเด็กรุ่นใหม่ที่อยู่ฝ่ายลูกค้า คนที่เฉลยเรื่องนี้หลังออกจากห้องประชุมก็คือต๋อย

“เฮียไม่ต้องจิตตกนะ ต๋อยได้ยินตอนไปเข้าห้องน้ำ พวกลูกน้องคุณน้องนุชตั้งใจจะวางยาเฮียอยู่แล้ว โชคดีที่น้องปุ่นปู๊นวางยากลับ ยิงซะร่วงไม่เหลือชิ้นดี”

“ได้ยินมาจากห้องน้ำ ได้ยังไง นี่เอ็งย่องเข้าห้องน้ำหญิงอีกแล้วละสิท่า”

“อืม…ก็อะไรอย่างนั้นแหละ แต่แหม เล่นพูดเสียงดังอยู่ข้างหน้าทางเข้า ทำเหมือนตั้งใจให้ได้ยินอยู่แล้วมั้ยเฮีย ต๋อยว่านังพวกนี้ตั้งใจเขี่ยเฮียเพราะอิจฉาที่เฮียสนิทกับเจ้านายของพวกนางแหละ…เอาเป็นว่า เฮียไม่ต้องรับงานที่นี่แล้วนะ ต๋อยขอบอยคอตต์คนนึงละ ถ้าเฮียอยากทำงานให้เขา ก็ไปหาเออีคนใหม่มาดูลูกค้าเองก็แล้วกัน”

ถ้าเมืองสมุทรมาได้ยินที่ต๋อยพูดกับอาชาญ เขาจะรู้ว่าอาต๋อยพูดไม่ครบประเด็น แถมยังแปลงสารอีกต่างหาก

เชิงชาญสูดหายใจยาว เมื่อคิดออกแล้วว่าควรพูดอย่างไรดี

“เมืองฟังอานะ…ถึงอาจะทำมีอาชีพเป็นนักโฆษณาก็จริง แต่อะไรที่พูดเกินไปจากความจริง อาก็ละอายใจเป็นเหมือนกัน สิ่งที่เมืองเล่ามา ถ้ามันเป็นเรื่องจริง อาก็ไม่สนับสนุนให้สินค้าตัวนี้ออกไปสู่ผู้บริโภคหรอก…เห็นอย่างนี้ อาก็เป็นคนโลกสวยเหมือนกันนะ”

เชิงชาญเพิ่งสังเกตเห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลา พอหมดหน้าที่ เมืองสมุทรก็โกนหนวดทิ้งจนเกลี้ยง

“เออ กลับมาเป็นคนหน้าเดิมแล้ว แบบนี้ก็ดูดีเหมือนกัน…มาเหอะเรามาเริ่มต้นกันใหม่ ลืมๆ มันไปซะ อาไม่ทำแล้ว ไอ้โฆษณาน้ำมันหนวดอะไรเนี่ย”

“ไม่ได้ครับ อาชาญต้องทำต่อ”

“เอ๊ะ…ไอ้ตูดนี่…ตกลงจะเอายังไงแน่”

ฉายาไว้เรียกตอนจะด่าถูกงัดออกมาใช้จนได้ เมืองสมุทรอดขำไม่ไหว ไม่ได้ยินชื่อนี่มาตั้งนาน

“อาคับ…ผมขอร้อง อย่าเรียกผมว่าไอ้ตูดให้สาวๆ ได้ยินเชียวนะ ชื่อนี้ผมอายคน”

ที่มาของชื่อมาจากไหนเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ความที่เลี้ยงดูกันมาแต่เล็กแต่น้อย สอนเข้าห้องน้ำ สอนนั่งส้วม สอนทุกอย่างที่ลูกชายควรจะได้รับการสอนจากคนเป็นพ่อ เรียกว่าสอนแทนพ่อแท้ๆ

“เราก็อย่าวกไปวนมานักสิ มีเรื่องอะไรอีกก็พูดให้จบๆ ไป อาหิวเหล้าแล้ว”

พอดีมีเสียงตะโกนเรียกเชิงชาญให้เข้าที่นั่งได้แล้ว เชิงชาญซอยขาอยู่กับที่ อยากแจ้นเข้าแก๊งจะแย่

“งั้นผมบอกก่อนสั้นๆ ก่อนที่อาจะเมา พนันกันว่าถ้าอาลืมเรื่องนี้ก็เจ๊าไป ผมจะไม่พูดซ้ำ”

“เออ…เว้ย มีอย่างนี้ด้วย เล่นกับสมองคนเมาไม่พอ สมองคนแก่ด้วย เอาสิ…อยากรู้เต็มแก่แล้ว มีเรื่องอะไรนักหนานะพ่อหนุ่มเอ้ย”

เมืองสมุทรขยับไหล่ สะบัดคอ ทำเหมือนจะออกวิ่ง

“ผมจะทำน้ำมันหนวดของตัวเอง อยากให้อาช่วยดูแลเรื่องทำแบรนด์กับโฆษณาให้ครับ”

“เฮ้ย…เอาจริงรึเปล่า ถ้าเรื่องทำแบรนด์น่ะ สบายมาก ดีๆ อาส่งเสริม เอางี้ ไว้มาคุยกันวันหลัง โอเคมั้ย”

“โอเคครับอา”

 

เชิงชาญหลบฉากจากมุมสนทนาเข้าไปรวมกลุ่มเฮฮากับเพื่อนฝูง เป็นเพราะเพิ่งมาถึงทำให้เขาถูกมอมแก้วต่อแก้ว ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงระดับแอลกอฮอล์ในเลือดก็เอ่อขึ้นมาระดับเดียวกับเพื่อนฝูง เมืองสมุทรคอยชะเง้อมองผู้ใหญ่ทั้งสองของเขา ฝั่งแม่ก็กำลังออกลีลาแดนซ์บิดตัวโก่งงอแบบทรานซ์ ทั้งที่เพลงเป็นสามช่า ส่วนอาชาญก็โหวกเหวกโม้ไปเรื่อยไม่หยุดปาก เขารู้ชะตากรรมตัวเอง จึงครองสติ ไม่แตะเครื่องดื่มแรงๆ ถึงจะโดนจับกรอกปากจากลุงๆ ก็แอบคายทิ้งลูกเดียว จนต้องหนีไปนั่งรับลมอยู่ริมท่าน้ำ สักพักเสียงดังโหวกเหวกผิดปกติจนน่าสงสัย อาจจะมีใครเป็นอะไรไปหรือเปล่า เขาจึงรีดรุดเข้าไปหาลุงๆ ป้าที่โต๊ะ

“มึงเงียบไปเลยนะ ไอ้คุณเต่า มึงคิดว่ามึงใหญ่มากจากไหนวะ ปัดโธ่แค่ขี้ข้าราชการ มึงแม่งรับใต้โต๊ะจนได้ดี อย่ามากร่างใส่เพื่อนดีกว่าว่ะ”

เสียงดังนั้นคุ้นหูเป็นที่ยิ่ง จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากอาชาญ

“ไอ้ชาญ ไอ้คนตกกระป๋อง ไอ้กระจอก ไอ้หมาหัวเน่า ใช่สิ มึงแม่งได้ดีก่อนใคร จนไม่เคยเห็นหัวเพื่อนฝูง นึกว่าตัวเองเจ๋งเสียเต็มประดา แล้วเป็นไง พอแก่แล้ว หมดประโยชน์แล้ว บริษัทฝรั่งเค้าก็ไม่เอามึงแล้ว สู้กูที่รับราชการก็ไม่ได้ แล้วไอ้รางวัลมากมายที่มึงชอบเบ่งใส่เพื่อนนั่นด้วย มึงเอามาทำมาหาแดกอะไรบ้างได้มั้ย ถุย…ถ้วยเก๋ๆ แต่โคตรไร้ประโยชน์เลย สู้ถ้วยเบญจรงค์แบบไทยๆ ก็ไม่ได้ แม่งยังใส่ข้าวแดกได้…กูไม่อยากจะซ้ำเติมมึงหรอกนะว่ามึงมันโง่ โดนเขาหลอกใช้สมองจนกลวงโบ๋ ยิ่งแก่ยิ่งโง่ มึงมันก็ไอ้แก่ไร้น้ำยาดีๆ นี่เอง โธ่เอ้ย ไอ้กระจอก ถุยๆๆๆ”

“ไอ้เต่า มึงหุบปากเดี๋ยวนี้นะ ไอ้เหี้ยเต่า”

“มึงนั่นแหละ ไอ้เหี้ยชาญ กูเปลี่ยนชื่อเป็นศุภจรตั้งนานชาติแล้วโว้ย ทีหลังมึงไม่ต้องไปของานกูทำเลยนะ กูไม่ให้”

เมืองสมุทรทันเข้ามาฟังประโยคหลังๆ แต่ก็ผูกเรื่องได้ไม่ยากนัก สองบิ๊กของรุ่นกำลังโรมรันเข้าใส่กัน เพื่อนคนอื่นๆ พากันเงียบกริบ หรือไม่ก็เมาเกินกว่าจะรับรู้

“เออ…กูก็ไม่ง้อมึงหรอก เพราะกูหน้าด้านไม่เก่งเหมือนมึง โธ่เอ้ย ไอ้เสนียดกินบ้านกินเมือง กินงบหลวง ถุย ไอ้เหี้ยเต่า”

“ศุภจรโว้ย กูชื่อสุบ-พะ-จอน”

“เออๆ พวกมึงสองคน พอเหอะว่ะ มาสนุกกันแท้ๆ เสือกมากัดกันจนได้ แก่จนจะเข้าโลงอยู่แล้ว ทำตัวเป็นเด็ก ไอ้คุณศุภจร ไอ้คุณเชิงชาญ พอๆ แยกย้าย”

จังหวะสิ้นเสียงนั้นเอง เมืองสมุทรจึงอนุญาตให้ตัวเองเข้าไปดึงตัวอาชาญออกมาจากสงครามอารมณ์

“อาชาญ…กลับเถอะครับ เดี๋ยวผมไปส่ง”

“เอ้ย…ใครวะ เมืองเหรอ”

“ครับอารอตรงนี้นะ ผมจะไปพาแม่ออกมาก่อน…ลุง ฝากด้วยนะครับ”

ลุงใครสักคนนั่งตาปรือ พยักหน้ายินดีให้ความช่วยเหลือ

เมืองสมุทรฝ่าเข้าไปกลางวงขาแดนซ์ ครู่เดียวก็หิ้วปีกมารดาที่ตัวฉ่ำแฉะไปด้วยเหงื่อออกมา ดีที่มารดารูปร่างเพรียวสะโอดสะอง จึงไม่หนักมาก เขาพาแม่ไปที่รถก่อน แล้วจึงมารับอาชาญ โดยจัดที่นั่งให้แม่อยู่หลังรถ

“แม่รอเดี๋ยวนะ ผมไปหิ้วอาชาญก่อน”

กัลยาใช้ศอกยันตัว ตาปรือๆ

“ใครนะลูก อาชาญเหรอ มันเมาใช่มั้ย เออไปเอามันมาด้วย อย่าให้มันขับรถ มาว…ม่าย…ขับนะลู๊ก”

เมืองสมุทรสตาร์ตรถเปิดแอร์ให้แม่ก่อน ที่ต้องให้นั่งข้างหลัง เพราะแม่จะได้ไม่ซนเข้าเกียร์จนรถไหล เฮ้อ เชื่อแล้วละเรื่องที่เขาพูดกัน ยิ่งแก่ผู้ใหญ่จะยิ่งทำตัวเป็นเด็ก เด็กซนซะด้วย และกว่าจะพาอาชาญมาที่รถได้ เหมือนไล่จับปูใส่กระด้ง ต้องให้เด็กในร้านอีกสองคนช่วยประคองปีกมาคนละข้าง เขาเองช่วยประคองหลังและเปิดประตูรถให้ จัดที่นั่งเสร็จสรรพ ยื่นทิปให้เด็กๆ กว่าจะได้ขึ้นรถ

“อาอย่าอ้วกในรถนะ..แม่ด้วย ว้า จะพูดกับคนเมาทำไมวะเรา”

ถือว่าบอกกับตัวเองแล้วกันเมืองสมุทร ผู้ใหญ่ทั้งสองคนนั้นไม่เหลือสติแล้วมั้ง

“ไม่อ้วกหรอกเมืองเอ้ย อย่าห่วงเลย”  เชิงชาญเถียงกลับ เสียงชัดเจนมีสติ

อาชาญไม่ได้เมาสักหน่อย แต่ทำท่าเมามายเสียเต็มประดาและยังปรับที่นั่งหลังตรง ก่อนจะเหลียวหลังมองไปยังเพื่อนรักที่เบาะหลัง

“น่าจะให้แม่เขานอนราบไปเลยนะ อยู่อย่างนั้นเดี๋ยวก็คอหักคอเอียง…ไป…เมือง ไปจัดท่าให้แม่ก่อนแล้วก็…คืนนี้ขออานอนค้างที่บ้านเรานะ”

“อ่า…ครับอา” เมืองสมุทรตอบรับเบาๆ อย่างเก้อเขิน

ฉากบู๊เมื่อครู่นี้ เป็นแค่ละครตบตาระหว่างฝ่ายเมาจริงกับฝ่ายสติบริบูรณ์ดี ที่สบช่องระบายความในใจอย่างแนบเนียน แกล้งว่ามึนเมาเพื่อทำเป็นลืม เป็นการแสดงล้วนๆ

เมืองสมุทรก้าวลงจากรถ ปรับท่าให้แม่นั่งสบายๆ ก่อนจะรัดเซฟตี้เบลต์จนแน่นหนา ถมหมอนบนตัก

ไว้ให้กอด แล้วขึ้นนั่งประจำที่คนขับ มองดูอาชาญที่ปิดตาคล้ายคนหลับ

…เขาคงอยากอยู่เงียบๆ

 

 



Don`t copy text!