Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 3 : ในตัวเราทุกคน ล้วนมีอีกร่างหนึ่งที่เราไม่รู้จัก

Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 3 : ในตัวเราทุกคน ล้วนมีอีกร่างหนึ่งที่เราไม่รู้จัก

โดย : ภีมรดา

Loading

เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

แดดตะวันออกส่องทะลุม่านลูกไม้โปร่ง พาดตรงเข้าใบหน้านั้นพอดิบพอดี ก่อนเข้านอนเชิงชาญตั้งใจเลื่อนหมอนให้ตรงช่องหน้าต่างหมายจะให้แสงเช้าช่วยปลุก ไม่อยากให้ตนเองพลาดช่วงเวลานาทีทอง เขาเรียกมันว่า ‘ช่วงชุลมุนวุ่นรัก’

“หนูไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากๆ แม่อยากไปก็ไปเองสิ”

บิดขี้เกียจอยู่ไม่กี่ที เสียงนั้นก็แว่วมาแล้ว เชิงชาญนอนเอกเขนกฟัง อีกทั้งแย้มยิ้ม ราวกับเป็นละครฉากโปรดที่รอคอย

“ชู่ๆ อย่าเสียงดังสิออโต้ คุณตาชาญนอนอยู่ห้องข้างๆ”

แม้จะขัดใจอยู่บ้างที่ได้เลื่อนชั้นเป็นคุณตา ในวัยแค่เฉียด 60 แต่ครั้นเทียบกับความน่าเอ็นดูของเจ้าพวกนี้ที่ช่วยเติมอุณหภูมิให้หัวใจอุ่น เขากลับแย้มยิ้มแอบฟังต่อ

“คุณตาชาญมาบ้านเราเหรอ อย่างนี้ออโต้ยิ่งต้องคอยอยู่เป็นเพื่อนคุณตาน่ะสิ”

“ใช่ๆ เราสองคนไม่ต้องไปโรงเรียนหรอกนะแม่นะ ตาชาญอยู่คนเดียวไม่เป็นหรอกแม่”

“ตาไม่อยู่คนเดียว เดี๋ยวก็มียาย มีน้าปู๊นอยู่เป็นเพื่อน มาเลยอย่าโอ้เอ้ มาแต่งตัวก่อน ทั้งสองคนเลย อย่าหนีนะ”

“ไม่อาว ออโต้ไม่ไปโรงเรียน ว้ากๆ ยายๆ ช่วยด้วยๆ แม่มันดื้อ”

เสียงโหวกเหวกมาครบชุดแล้ว สมควรแก่เวลาปรากฏตัว เชิงชาญขยับลุกในชุดนอนลายเดียวกันทั้งเสื้อและกางเกง ซ้ำยังเป็นผ้าลายเดียวกับรองเท้าสลิปเปอร์ พอสอดเท้าใส่จนครบชุด ก็อดขำตัวเองไม่ได้ที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากแค็ตตาล็อกเครื่องนอนดีไอวายยี่ห้อกัลยา

ความบ้านๆ คือเสน่ห์ของครอบครัวนี้ ที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ และหากมีแล้วในครอบครองก็ใช่ว่าจะรักษาไว้ได้ง่ายๆ

ทว่าเชิงชาญบอกตัวเองไม่ได้ว่า หากต้องอยู่กับชีวิตเช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน เป็นเจ้าของกันและกัน ผูกพันเชื่อมโยงกันด้วยโซ่ล่องหน เขาเองจะยังรู้สึกสุขสงบเหมือนอย่างในเวลานี้หรือไม่

เป็นคุณตาเพียงชั่วคราว เป็นอาเพียงชั่วครู่  นี่อาจเหมาะสมกับคนเช่นเขามากกว่าเป็นอะไรต่อกันโดยลึกซึ้งผูกขาด

“อาชาญก็เลยต้องตื่นเช้า เพราะเสียงโวยวายของเจ้าแฝด พี่ไบร์ทเลยทำนี่ไว้ให้เพื่อฝากขอโทษอานะครับ”

เมืองสมุทรกลายเป็นนักไกล่เกลี่ยไปโดยปริยาย เนื่องเพราะพี่สาวรีบกระเตงลูกทั้ง 2 ออกจากบ้านไปแล้วแบบเห็นหลังไวๆ ส่วนที่ฝากไว้ให้ คือขนมปังซาวโดว์ที่พี่สาวอบขายเองกับมือ พร้อมกับคุยไปด้วยเขาใช้มีดฝานขนมปังออกเป็นแผ่นหนากำลังน่ากิน ควันกรุ่นบางๆ ลอยขึ้นตามรอยตัด

“จะขอโทษทำไมกัน เด็กไม่ได้ผิดอะไรสักหน่อย” เชิงชาญออกตัวแทนเด็กๆ ขณะเอื้อมมือคว้าขนมปังปาดแยมเบอร์รีหนาชุ่มเข้าปาก “แต่เลือดแม่ก็แรงอยู่นะ เมื่อก่อนได้ยินแต่เสียงพี่สาวเราที่กรี๊ดๆ เวลาถูกบังคับ”

“นั่นสิครับ นี่ผมเริ่มเชื่อเรื่องเวรกรรมแล้วนะเนี่ย พี่ไบร้ท์ดื้อกับแม่ยังไง ก็โดนเอาคืนอย่างนั้น แถมยังได้คืนสองเท่า อาจะเอากาแฟร้อนเลยมั้ยครับ ผมกำลังจะลองชิมซองนี้ ได้มาจากลูกค้าที่เอามาฝากขาย กลิ่นดีเชียวครับ”

เมืองสมุทรเผยอปากซองกาแฟในมือ เขย่าเบาๆ พอให้เมล็ดล่อนจ้อนพวกนั้นตื่นตัว และอยากให้อาชาญร่วมสุนทรีย์ไปกับเขาโดยการร่อนไปมาแถวปลายจมูกของอีกฝ่าย อีกใจนึงลึกๆ ก็อยากให้รู้ด้วยว่าวัตถุดิบเกรดนี้ คุณภาพดีกว่าร้านมียี่ห้อนำมาขายแพงๆ เสียอีก

เชิงชาญไม่หือไม่อือไปด้วย อะไรก็ตามที่เมืองสมุทรบอกว่าดีนั่นคือดีแน่ และอีกอย่าง ตัวเขาไม่สันทัดในสิ่งใดๆ ก็ตามที่เอาเข้าปาก บทนักตินักชิมจึงตัดทิ้งไปได้เลย

“เอาสิ ชงเผื่ออาด้วยแก้วนึง กาแฟดำนะ จะได้กินกับหนมปังนี่พอดีเลย”

“จะหวานไปมั้ยครับ” เขาเห็นอยู่ ตอนที่อาชาญปาดแยมหนาๆ บนหน้าขนมปัง

“อะ…อ๋อ…ไม่ใช่ๆ เดี๋ยวกินกับอีกแผ่น กินเปล่าๆ ไม่ใส่แยมแล้ว”

ไม่ได้หวงของกิน เมืองสมุทรแค่ห่วงสุขภาพ อาชาญติดหวาน มัน เค็มมาตั้งแต่เขาจำความได้ พอๆ กับมารดาของเขา นั่นก็สายหวาน จนเขาต้องคอยปรามๆ

“ขายที่ไหน ตลาดไนต์หรือเปล่า” เชิงชาญชวนเปลี่ยนเรื่อง รีบเคี้ยวขนมปังที่อยู่ในมือให้หมดก่อนจะโดนแย่ง

“ครับ…ที่นั่นแหละ”

“ขายกาแฟในตลาดกลางคืน มันจะได้ลูกค้าเหรอ อาไม่เข้าใจวิถีคนสมัยนี้เลย”

เสียงกาน้ำร้องเตือน เชิงชาญเพิ่งเห็นว่าเมืองสมุทรเตรียมเครื่องสำหรับดริปกาแฟไว้ 2 ชุด ก่อนจะเอ่ยปากชวนเขาเสียอีก แบบนี้จะได้กาแฟร้อนๆ พร้อมกันทีเดียวสองแก้ว ไม่ต้องรอคิว เรื่องเจ้ากี้เจ้าการเด็กคนนี้ยืนหนึ่งมาเสมอ

“ก็ไม่ต้องเข้าใจสิครับอา ผมว่าคนสมัยไหนก็นิสัยใจคอเหมือนๆ กันนั่นแหละ ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม รอบตัว พวกเราน่ะถูกนักวิจัยรวมหัวกับนักการตลาด นิยามแยกชนิดของคนเพื่อหาเหตุผลมาเสนอขายโน่น ขายนี่ ผมคนนึงละ ไม่ยอมโดนแยกจำพวกแน่ ผมไม่อยากเป็นเหยื่อ”

เชิงชาญสะอึกเบาๆ เหมือนโดนหางเลขไปด้วย งานที่เขาทำก็เกี่ยวข้องกับหลักการทำนองนี้ เรียกให้เท่ๆ มันคือ strategy หรือกลยุทธ์นั่นเอง แต่คำนี้ใช้ไม่ได้กับเมืองสมุทร ผู้มีอุดมการณ์เป็นของตัวเอง พูดง่ายๆ ว่าอย่าคิดจูงจมูกนายคนนี้เป็นอันขาด

“เออ…สิ เรามันหัวรั้น ถึงไม่ถูกแบ่ง แต่ก็แยกตัวออกไปเองอยู่ดี…มนุษย์รั้นเทอสิรั้น”

“หึๆ” เมืองสมุทรกลั้วหัวเราะ ใครนะช่างนิยามชื่อนี้ขึ้นมา อ๋อแม่เขาเอง

“ผมก็พวกเดียวกับอานั่นแหละ พวกรั้น นี่ผมไม่ได้พูดเองนะ แม่บอก”

“ฮ่าๆ อย่าไปฟังแม่เรามาก อาไม่ใช่คนรั้นสักหน่อย”

เมืองสมุทรไม่คิดเถียง เขาแค่ยิ้ม แล้วรีบยกกาน้ำร้อนขึ้นจากเตา ค่อยๆ บรรจงดริปกาแฟทั้ง 2 ถ้วยสลับกัน เชิงชาญชะโงกมองน้ำร้อนรดลงบนกากสีดำ ดูมันเปียก แล้วไหลลงถ้วยกาแฟข้างล่าง น้ำหนักมือของชายหนุ่มรุ่นลูกดูนุ่มนวลรู้จังหวะดีราวกับมืออาชีพ

“แล้วจริงๆ ที่ตลาดไนต์เป็นยังไงบ้าง คนเยอะมั้ย”

“อือ…ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ ทีแรกก็กริบๆ เหมือนจะไม่เวิร์ก ร้านค้าก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ กัน แต่พอช่วงอากาศเริ่มเย็น คนก็เริ่มมามากขึ้นเรื่อยๆ ปากต่อปากด้วยแหละ ส่วนใหญ่บอกว่าของกินอร่อย บรรยากาศดี”

เมืองสมุทรตั้งใจตอบคำถามนี้ยาวๆ เขารู้ว่าเชิงชาญคงไม่ได้แค่อยากรู้สารทุกข์สุกดิบ แต่ในฐานะที่คอยช่วยเหลือปั้นโครงการจนเป็นรูปเป็นร่าง ทั้งคิดชื่อ ทั้งออกแบบโลโก้ด้วยกันกับมือ

“เหรอ ก็ดีนะ อย่างนี้ต้องจัดอีเวนต์หน้าหนาวเรียกแขกสะหน่อยละมั้ง สร้างไวรัลดีออกนะ”

กาแฟดริปเสร็จพอดี เมืองสมุทรให้อาชาญเป็นคนเลือกเอง จะแก้วซ้ายหรือแก้วขวา หลังจากนั้นก็คว้าตะกร้าขนมปังของพี่สาว ออกเดินนำหน้าแขกประจำบ้าน ไปยังที่นั่งจิบกาแฟสวนหย่อมหน้าบ้าน โดยมีร่างหนึ่งก้มๆ เงยๆ ตัดกุหลาบริมรั้ว จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากสาวใหญ่ที่สร่างเมามาหมาดๆ

“หาแมลงกินแต่เช้าเลยนะไอ้ซ้ง”

กัลยาทำเป็นไม่เข้าใจภาษา นางยืดตัวตรง ยกมือป้องแดด ทำทีมองหาต้นเสียง

“เอ๋…เสียงหมาเห่าอยู่แถวนี้ แล้วตัวมันอยู่ไหนวะ”

“อ่าวไอ้ซ้ง…เห็นเพื่อนเป็นหมาซะแล้ว เดี๋ยวก็แช่งให้แก่ซะเลย” เชิงชาญสวนกลับน้ำเสียงกระชุ่มกระชวยที่ได้ลับฝีปาก ไอ้ซ้งเป็นชื่อพ่อที่ถูกล้อจนกลายเป็นชื่อตัว “เอ๊ะ หรือเผลอแช่งไปแล้ววะ เมืองช่วยอาดูที อาทักผิดคนหรือเปล่านั่นแม่หรือยายเราน่ะ”

เมืองสมุทรถูกดึงเข้าสนามรบ อดส่ายหัวเอือมระอาไม่ไหว คู่นี้เข้าใกล้กันก็มีแต่เรื่องปะคารม แม่ของเขาที่อ่อนโยนแสนสุภาพ จะกลายร่างเป็นคนละคนทันทีต่อหน้าเพื่อนซี้รายนี้ เอาเข้าจริงเขาดูออกว่าแต่ละคนต่างเป็นห่วงเป็นใยกันแค่ไหน

“อ๋อ…กูรู้แล้ว ที่แก่อยู่ทุกวันนี้เพราะเพื่อนปากหมาแช่งไว้นี่เอง ว่าแต่กูแก่ ดูตัวเองซะมั่ง หงอกให้รึ่มทั้งหัวบนหัวล่าง”

“อะๆ อย่ามากล่าวหา ทันมาเห็นหัวล่างกูตั้งแต่เมื่อไหร่ มึงมานี่เลย มาดูให้ชัดๆ ก่อนอย่าเพิ่งประณามกู”

“ถุย! อันเท่าไส้เดือน ทำจะมาโชว์ มึงอย่ามาทำเถื่อนลามกแถวนี้ นี่บ้านกู เขตศักดิ์สิทธิ์ เกรงใจลูกกูบ้าง”

“งั้น สงบศึก กูขอโทษครับ คุณกัลยา คุณแม่ผู้ประเสริฐ”

“เออ กูรับไหว้มึง”

“แม่กาแฟมั้ยครับ ผมได้มาใหม่ เผื่อแม่อยากลอง”

“เอาสิ นิดเดียวพอนะ เหยาะน้ำผึ้งให้แม่หน่อยนึงด้วยนะ”

“ครับแม่ รอแป๊บนะ แล้วก็อย่าเพิ่งตีกันล่ะ” เขาส่งสายตาไปยังอาชาญที่ทำท่ารับคำด้วยการยกมือรูดซิปปาก ห้ามคนนี้คนเดียวก็พอ

คล้อยหลังจากคนรุ่นใหญ่ เมืองสมุทรอดคิดไม่ได้ว่า ทั้งสองจะรื้อฟื้นเรื่องเมื่อคืนหรือไม่ ในสายตาของเขาอาชาญทำท่าเมินเฉยต่อเรื่องที่ทุ่มเถียงกับเพื่อน แต่เขาดูออกถึงความร้อนรุ่มในใจ หากเปรียบเป็นศึกสงคราม อาชาญกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่ดาหน้าเข้าใส่รอบด้าน การมากบดานที่บ้านของเขาก็เป็นการแสดงออกทางหนึ่ง จะเรียกว่าที่นี่คือเซฟโซนก็ไม่ผิด

เพียงไม่นานบุตรชายก็ยกเครื่องดื่มมาให้แม่ กลิ่นหอมๆ ของกาแฟคั่วบดใหม่ๆ ทำให้สาวน้อยของบ้านดูเย็นลง หรืออาจปรับสู่โหมดนางฟ้าแล้ว ช่วงที่เขาไปชงกาแฟก็เป็นได้

“แล้วนี่แกจะเอายังไงต่อ จะบ้าจี้ย้ายออกตามหมายศาลจริงหรือเปล่า”

“อืม…คิดอยู่ ยังมืดแปดด้าน ไปไม่ถูกเหมือนกัน”

ดูเหมือนจะมีเรื่องจริงจังสำคัญบางอย่าง เมืองสมุทรอยากหลบฉาก ปล่อยให้ผู้ใหญ่คุยกันไปก่อน แต่ถูกรั้งไว้

“เดี๋ยวเมือง” เชิงชาญเรียก

“ครับอา”

“คืองี้นะ…” เขาเปิดประเด็น “เรื่องของในตู้ที่อาเคยบอกว่าจะยกไป อาว่าจะเปลี่ยนแผนนิดหน่อย คงต้องฝากไว้ที่เดิมไปก่อนนะ”

คู่สนทนายังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ก็พอเดาได้ เชิงชาญน่าจะหมายถึงสมบัติส่วนตัวของเขา ที่อยู่ในตู้โชว์ไม้สักโบราณของพ่อ ส่วนใหญ่เป็นถ้วยรางวัล ประเภทโล่ไม้ โล่โลหะของเชิงชาญเอง แม่เคยบอกกับเขาว่าหาเวลาว่างมาช่วยกันจัดของพวกนี้ลงกล่อง เจ้าของมารับกลับไปจะได้ขนสะดวก

“ได้ครับอา” เมืองสมุทรตอบรับ

“แต่เห็นแม่เราบอกว่า เมืองจะยกตู้ไม้สักไปไว้ที่ร้านนี่นา อาเลยจะบอกอยู่นี่ว่า ให้เอาของของอาออกจากตู้ใส่ลังอะไรไว้ก่อนก็ได้ เอาไว้วันหลังอาจะให้คนมายกไปเอง”

“ไม่เป็นไรครับอา ผมดูแล้วว่าตู้อาจจะใหญ่กินที่เกินไป ดูแล้วไม่ค่อยเหมาะกับร้าน ผมว่าเก็บไว้ที่เดิมนั่นแหละ ทุกอย่างหมายถึงของในตู้ด้วยน่ะครับ”

เมืองสมุทรรู้ดีว่าข้าวของพวกนั้นเป็นของรักของหวงของเชิงชาญ เขาเห็นมันตั้งแต่เด็กๆ แม่เคยเล่าว่าอาชาญย้ายบ้านบ่อยเลยต้องหาที่เก็บสมบัติที่บ้านเรา และเลือกไว้บางชิ้นที่สำคัญๆ เก็บไว้ที่สำนักงาน

“เหรอ…งั้นเหรอ แต่ถึงอย่างนั้นสักวันก็ต้องย้ายออกไป ของอย่างนี้เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ รกบ้านรกช่องจริงๆ นั่นแหละ ไอ้เต่ามันพูดถูกนะ ถ้วยน้ำพริกยังมีประโยชน์ซะกว่า หึๆ ว่ามั้ย”

เชิงชาญแค่นหัวเราะกลบเกลื่อน หมู่นี้เมืองสมุทรได้ยินเสียงหัวเราะแบบนี้บ่อยขึ้น เชิงชาญเหมือนคนหัดปลงต่อโลก ดูฝืน ๆ หวานอมขมกลืนยังไงบอกไม่ถูก

“ถ้วยน้ำพริกอะไร ไอ้เต่ามันว่าอะไรมา เรื่องเมื่อคืนหรือเปล่า เห็นว่าเกือบจะตั๊นหน้ากันด้วย ไหนเล่ามาซิ เดี๋ยวฉันจะโทรไปเฉ่งมันให้”

กัลยาปรี่เข้ามาออกอาการเป็นเดือดเป็นแค้น คว้ามือถือกำลังจะกดปุ่มโทรออกหาเพื่อนเต่า แต่ถูกเชิงชาญแย่งไปเสียก่อน

“ไม่มีอะไรหรอกน่า เรื่องของแมนๆ เขาคุยกัน เป็นสาวน้อยก็อยู่ส่วนสาวไปน่า ไม่ต้องมายุ่ง เอาโทรศัพท์มานี่…ไม่ต้องโทร”

 

หลังมื้อกลางวันผ่านไปอย่างอิ่มหนำสำราญ เชิงชาญให้หลานชายกดแอปพลิเคชันเรียกรถให้แทนการอาสาขับรถไปส่ง อย่างนั้นเป็นการเสียเวลาและสิ้นเปลือง

“อาแน่ใจนะครับ ผมไปเส้นนั้นไม่อ้อมเลยนะครับ ไปส่งได้สบายมาก”

“ไม่เอาละ อาขี้เกียจรอแล้ว ไปเสียตอนนี้ดีกว่า ส่วนเมืองก็จะได้ไม่ต้องรีบด้วย เถอะน่าเชื่ออาเถอะ”

หลานชายไม่อยากตื๊อ เขากดเรียกรถจากแอปพลิเคชันหนึ่ง เชิงชาญชะเง้อคอมองดูวิธีการ ก่อนนี้เขาไม่ชอบเดินทางแบบมีสารถีเลยให้ตายเถอะ แต่พอได้ลองใช้บริการเข้าทีนึงเกิดติดใจ มันก็สะดวกไม่น้อย แถมยังได้นั่งรถรุ่นใหม่เอี่ยมอ่อง คันเบ้อเร่อ ติดอยู่อย่างเดียว เขาเรียกรถเองไม่เป็น

“นี่ก็เหมือนกัน สอนอาใช้สักทีเถอะ เรียกรถผ่านเมืองทีไร ไม่เห็นเสียตังค์สักที เราทำยังไงนะ ตัดผ่านบัตรเครดิตหรือยังไงนะ” เชิงชาญคะยั้นคะยอ

“เอาไว้รวบยอดจ่ายให้ผมทีเดียวก็ได้ครับอา เดี๋ยวผมคิดดอกเบี้ยด้วย ไม่ต้องห่วงนะครับ”

ตอบเล่นลิ้นแบบนี้ เจ้าตัวคงไม่หมายไว้อย่างที่พูดแน่ๆ

“เออ…เอากับเค้าสิ ร่ำรวยมาจากไหนหนอคนสมัยนี้ เงินทองมันหาง่ายนักหรือไงพ่อเอ้ย”

ชายหนุ่มนำสมัยทำแค่หัวเราะหึๆ กับคำแซว ก้มหน้ามองแผนที่ออนไลน์ รถโดยสารกดรับงานแล้ว และอยู่ห่างจากซอยบ้านไม่ไกลนัก รวมเวลามารับแค่ 10 นาทีโดยประมาณ

“ก็แม่มันรวยไงล่ะ” เสียงแหลมๆ ตะโกนตอบเหมือนระฆังให้เชิงชาญเลิกซัก “จะถามทำไมวะ ถามแล้วรู้เรื่องมั้ยที่หลานมันทำอะไรต่ออะไรน่ะ”

“เออ…ไม่รู้หรอก ไม่อยากรู้แล้ว” เชิงชาญกระแทกเสียงตอบแม่ แล้วงึมงำพูดกับลูกชายต่อ “ไหนว่าแก่ หูดีชิบเป๋ง อยู่ตั้งก้นครัว ยังได้ยินที่เราคุยกันอีกแหนะ แม่เราน่ะ”

“เออสิ หูกูดี จะดูมั้ยล่ะ”

“แหนะ ยังจะได้ยินอีก”

 

ไล่แขกกลับไปแล้วกัลยาวางแผนจะจัดบ้านขนานใหญ่ อันที่จริงเตรียมไว้สักพักแล้ว นางอยากเปลี่ยนผ้าม่านให้เข้ากับฤดูกาล เพิ่งได้ผ้ามาใหม่จากร้านประจำที่พาหุรัด เป็นผ้าโปร่งเบาบางแต่ทิ้งตัวดูมีน้ำหนัก แถมมีลายในตัวคล้ายลูกไม้ แต่ไม่ใช่ ถ้าได้เปลี่ยนผ้าเซตนี้ จะทำให้บ้านดูอบอุ่น เข้ากับฤดูร้อนที่ติดปลายฝนหน่อยๆ เมืองสมุทรอาสาจะช่วย แต่แม่ไล่ให้ไปเตรียมตัวอาบน้ำอาบท่าไปทำงานของตัวเองดีกว่า

ขึ้นข้างบนได้สักพักใหญ่ๆ ก็มีเสียงดังโครมมาจากชั้นล่าง

“แม่…เป็นอะไรหรือเปล่า” เขาตะโกนมาจากข้างบน

“เปล่า”

“เปล่าแล้วนั่นเสียงอะไร” ลูกชายตะโกนถามอีกที พร้อมปรี่ไปหาแม่โดยเร็วที่ชั้นล่าง ภาพที่เห็นคือมารดากับกองข้าวของระเกะระกะ ถ้วยรางวัลใบหนึ่งในสภาพตกจากที่สูง และมีเก้าอี้ไม้สักตัวหนึ่งล้มอยู่ข้างๆ สันนิษฐานว่าแม่จะใช้ต่อตัวเอื้อมหยิบของแล้วเกิดล้ม หรือไม่ก็หลุดมือ

“แม่ไปทำอะไรตรงนั้น ทำไมไม่เรียกให้ช่วย”

มารดาไม่ตอบ เอาแต่กุลีกุจอหยิบฐานที่หลุดจากถ้วยไหนสักถ้วยมาทาบคู่ของมัน เมืองสมุทรนึกถึงตัวเองสมัยเป็นเด็ก รื้อของเล่นออกมากอง แล้วแม่เป็นคนสั่งให้เก็บเมื่อเลิกเล่น

เขาเห็นชิ้นส่วนนั้นพอดี มันหล่นเข้าไปใต้ตู้ บุตรชายก้มหัวแนบกับพื้นบ้าน ล้วงมันออกมา

“บิ่นเลยมั้ย” แม่ถาม ทั้งลุกขึ้นยืน สภาพปกติ แสดงว่าไม่บาดเจ็บอะไรตรงไหน

“ไม่นะแม่…แข็งแรงดี แต่ฐานไม้นี่สิ หลุดง่ายจัง แม่ส่งมา เดี๋ยวผมดูว่ามันติดกลับคืนได้มั้ย”

เขารับชิ้นส่วนไม้มาจากแม่มาต่อกัน ข้อความบนนั้นปรากฏชื่อ นายเชิงชาญ สิทธิ์รุ่ง ชนะเลิศรางวัลโปสเตอร์รณรงค์รักษาเจ้าพระยา เขาตื่นตากับปี พ.ศ.ที่ระบุไว้

“โอ้โห โล่นี่แก่กว่าผมอีกแฮะ”

รอยเขียวๆ ดำๆ เกาะทั่วป้ายแผ่นทองเหลือง ส่วนอื่นรางเลือน แต่ชื่อเจ้าของรางวัลนั้นยังชัดเจนแจ่มชัด ทำให้กัลยานึกถึงวันเก่าๆ ครั้งแรกที่ได้จับโล่รางวัลเอามาอวด เชิงชาญมีความสุขเพราะมันมากแค่ไหน

“อืม…เก่าสิ ปีนั้นพวกเราเรียนจบพอดี ก็เพราะไอ้โล่นี้แหละ อาชาญถึงได้มีงานทำก่อนใคร พูดแล้วจะหาว่าแม่โม้ ไอ้บริษัทที่จัดแข่งขัน มาจองตัวอาชาญถึงในห้องสอบเลยน้า”

“โอ้โห อาชาญนี่เก่งไม่เบา สมัยนั้นมีด้วยเหรอครับ ได้รางวัล แล้วได้ทำงานด้วย”

“แม่ก็ไม่รู้หรอก สมัยนั้นคงหาคนทำงานแบบอาชาญยากมั้ง ก็เลยประกวดอะไรขึ้นมาแทนการสอบเข้าอะไรอย่างนั้นหรือเปล่าไม่แน่ใจ”

อันที่จริงเชิงชาญเคยเล่าให้ฟัง เล่าหลายหนด้วย เล่าแบบขี้อวดๆ จนเพื่อนขี้เกียจฟัง แถมยังเอาไปนินทาว่าเขาเหมือนพวกหลงตัวเองจนน่าหมั่นไส้

“ถ้างั้นเดี๋ยวผมเอาไปซ่อมให้ดีๆ เลยดีกว่า นี่น่าจะเป็นของชิ้นสำคัญของอา ชิ้นเดียวในโลกเชียวนะแม่”

“เฮ้อ” แม่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่ฟังที่เขาพูดเหมือนจิตใจล่องลอยไปถึงไหนต่อไหน

“ไม่เป็นไรแม่ อาชาญไม่ว่าแม่หรอก โล่นี่ก็ไม่ได้หักบิ่นอะไรสักหน่อย แค่ฐานหลุด เดี๋ยวผมซ่อมให้เหมือนเดิมเลย อาชาญไม่ทันรู้ด้วยซ้ำว่ามันเคยหลุด”

แม่ไม่ตอบ ไม่หือไม่อือ เหมือนคิดอะไรสวนทางกันอยู่

“แม่ถามจริงๆ อาชาญมันตกยุคแล้วใช่มั้ย มันจะไม่มีงานทำแล้วจริงหรือเปล่า แม่ได้ยินมาอย่างนั้น เราบอกให้แม่เข้าใจที ยุคสมัยนี้มันอะไรกัน มันทำร้ายอาได้อย่างนั้นเลยเหรอลูก”

เมืองสมุทรเพิ่งตระหนัก ไม่ใช่แม่จะไม่รู้อะไรเลย

“แม่…แม่ไม่ต้องห่วงหรอก อาชาญเอาตัวรอดเก่งแค่ไหนแม่ก็รู้”

 

 



Don`t copy text!